วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 ถนนราชดำเนินกลางเป็นสถานที่ของเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เดินสวนสนามผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นประธานรับความเคารพ[1]
พิธีสวนสนามครั้งนั้นเกิดขึ้นเพียง 40 วันหลังการประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 และมีความหมายมากกว่าการแสดงชัยชนะของขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น หากยังเป็นการแสดงต่อประชาชนและนานาประเทศว่า ประเทศไทยยังดำรงความเป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย มิได้สิ้นสุดสงครามในฐานะประเทศผู้แพ้ที่ต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือถูกปลดอาวุธ[2]
เบื้องหลังภาพพลพรรคเสรีไทยเดินสวนสนามอย่างพร้อมเพรียงบนถนนราชดำเนิน จึงเป็นผลจากการต่อสู้ทั้งทางการเมือง การทูต การข่าว และการทหารตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามรักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศไทย ท่ามกลางภารกิจทางการทูตเพื่อกำหนดสถานะของไทยหลังสงครามที่ยังดำเนินต่อไป
จากการรุกราน 8 ธันวาคม 2484 สู่ขบวนการเสรีไทย
กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีคำสั่งยุติการต่อต้านและยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่าน ต่อมาจึงลงนามในกติกาสัญญาพันธไมตรีกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม และประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485[3]
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ปรีดี พนมยงค์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ในประเทศได้จัดตั้งองค์การต่อต้านญี่ปุ่นขึ้น ขณะที่ชาวไทยในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้รวมตัวกันดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นเช่นกัน เครือข่ายทั้งในและนอกประเทศเหล่านี้ต่อมาประสานการดำเนินงานเป็นขบวนการเสรีไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อกอบกู้เอกราชและอธิปไตยของประเทศไทย
ปรีดีในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศใช้รหัสนามว่า “รูธ” (Ruth) โดยปฏิบัติหน้าที่สองระดับควบคู่กัน ในทางเปิดคือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนในทางลับคือหัวหน้าขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศ ภารกิจของเสรีไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่ยังประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตรและดำเนินปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านข่าวกรอง การรับส่งและคุ้มครองเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร การจัดตั้งเครือข่าย ตลอดจนการเตรียมกำลังเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น[4]
การปฏิบัติงานดังกล่าวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่จุดยืนของฝ่ายต่อต้านญี่ปุ่น และมีส่วนสำคัญต่อสถานะของไทยเมื่อสงครามสิ้นสุดลง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้ถือไทยเป็นประเทศศัตรู ขณะที่อังกฤษยังถือว่าภาวะสงครามกับไทยดำรงอยู่ การหลีกเลี่ยงสถานะประเทศผู้แพ้สงครามของไทยจึงเป็นผลจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการต่อต้านญี่ปุ่นของขบวนการเสรีไทย การดำเนินยุทธศาสตร์ทางการทูต และเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงปลายสงคราม[5]
16 สิงหาคม 2488: จากสงครามสู่สันติภาพ
ภายหลังญี่ปุ่นประกาศยอมรับเงื่อนไขการยอมจำนนของฝ่ายสัมพันธมิตร ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 โดยประกาศว่าการประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 “เป็นโมฆะ” ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย เนื่องจากขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ตลอดจนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง[6]

ประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 16 สิงหาคม 2488
การประกาศสันติภาพจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการนำประเทศไทยออกจากภาวะสงคราม ประกอบกับการปฏิบัติงานของขบวนการเสรีไทยและการประสานกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ต้องลงนามในตราสารยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข และกองกำลังไทยไม่ถูกปลดอาวุธในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม
อย่างไรก็ตาม สถานะของไทยหลังสงครามยังไม่คลี่คลายโดยสมบูรณ์ อังกฤษยังถือว่าภาวะสงครามกับไทยดำรงอยู่ ขณะที่กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ภารกิจรักษาเอกราชของไทยจึงเปลี่ยนจากการต่อต้านญี่ปุ่นมาสู่การเจรจาทางการเมืองและการทูต เพื่อกำหนดสถานะและเงื่อนไขของประเทศภายหลังสงคราม[7]
ในบริบทดังกล่าว พิธีสวนสนามของขบวนการเสรีไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 จึงมีความหมายเป็นพิเศษ
25 กันยายน 2488: เสรีไทยบนถนนราชดำเนิน
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 พลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เข้าร่วมพิธีสวนสนามบนถนนราชดำเนินกลาง โดยมีปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นประธานรับความเคารพบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ตลอดจนบุคคลสำคัญของขบวนการเสรีไทยเข้าร่วมพิธี[8]

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย รับความเคารพจากขบวนสวนสนามเสรีไทย วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 เบื้องหลังมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส พล.ท.ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ และ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน
การปรากฏตัวอย่างเปิดเผยของพลพรรคเสรีไทยพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์กลางพระนครมีนัยสำคัญทางการเมือง เพราะเป็นการแสดงต่อทั้งประชาชนไทยและนานาประเทศว่า ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นของไทยมีการจัดตั้งกำลังและปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านข่าวกรอง การรับส่งและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการเตรียมกำลังต่อต้านญี่ปุ่น การปฏิบัติเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อถือต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจุดยืนของขบวนการเสรีไทยตลอดช่วงสงคราม[9]
ขณะเดียวกัน ภาพพลพรรคเสรีไทยพร้อมอาวุธเดินสวนสนามบนถนนราชดำเนินยังมีความหมายต่อสถานะของประเทศภายหลังสงคราม ในเวลาที่กองกำลังสัมพันธมิตรเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น พลพรรคเสรีไทยสามารถเดินสวนสนามพร้อมอาวุธอย่างเปิดเผย โดยไม่ได้ถูกปลดอาวุธในฐานะกองกำลังของประเทศผู้แพ้สงคราม พิธีสวนสนามจึงแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ประเทศไทยยังดำรงความเป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย แม้การเจรจาเพื่อยุติสถานะสงครามกับอังกฤษจะยังดำเนินต่อไป[10]

วันสวนสนามของพลพรรคเสรีไทย ณ ถนนราชดำเนิน วันที่ 25 กันยายน 2488
หากประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เป็นการยืนยันในทางกฎหมายว่าการประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะ พิธีสวนสนามในวันที่ 25 กันยายน ก็เป็นการแสดงสถานะดังกล่าวให้ปรากฏต่อสาธารณะ ผ่านพลพรรคที่เคยปฏิบัติงานใต้ดินและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรตลอดช่วงสงคราม
เมื่อเสร็จสิ้นพิธี อาวุธยุทโธปกรณ์ของเสรีไทยถูกส่งมอบให้ทางราชการ เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากขบวนการต่อต้านในภาวะสงครามกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ภายหลังพิธีว่า เสรีไทยมิใช่พรรคการเมือง เมื่อภารกิจเพื่อชาติสิ้นสุดลง องค์การย่อมเลิกสลายไป เหลือไว้เพียงมิตรภาพของผู้ที่เคยร่วมกันรับใช้ชาติ
“ผู้รับใช้ชาติ” มิใช่ “ผู้กู้ชาติ”
ความหมายของพิธีสวนสนามปรากฏชัดยิ่งขึ้นจากถ้อยคำของปรีดี พนมยงค์ ในเย็นวันเดียวกัน ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ปรีดีซึ่งใช้รหัสนาม “รูธ” ในขบวนการเสรีไทย ได้พบผู้แทนพลพรรคเสรีไทย ณ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และกล่าวสุนทรพจน์ถึงภารกิจของขบวนการเสรีไทย[11]

ปรีดี พนมยงค์ ประธานในพิธี
ปรีดียืนยันว่า เสรีไทยไม่ใช่พรรคการเมือง และผู้ร่วมขบวนการไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเรียกร้องตำแหน่งหรือผลประโยชน์ตอบแทน เมื่อภารกิจเพื่อชาติสิ้นสุดลง องค์การย่อมเลิกสลายไป สิ่งที่ยังคงอยู่คือมิตรภาพของผู้ที่เคยร่วมกันรับใช้ชาติ
สาระสำคัญตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ คือการไม่ผูกขาดเกียรติคุณแห่งการกอบกู้เอกราชไว้กับขบวนการเสรีไทย ปรีดีกล่าวถึงผู้ร่วมงานว่า
“ผู้ที่ได้ร่วมงานกับข้าพเจ้าคราวนี้ ถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ชาติ มิได้ถือว่าเป็นผู้กู้ชาติ”
อ่าน: สุนทรพจน์ของรูธ
สำหรับปรีดี การกู้ชาติเป็นการกระทำของคนไทยทั้งปวง รวมถึงประชาชนอีกนับล้านคนที่ไม่ได้เข้าร่วมขบวนการโดยตรง ส่วนเสรีไทยเป็นเพียง “กองหน้า” (Vanguard) ของประชาชนผู้รักชาติเท่านั้น[12] แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า ปรีดีไม่ได้ถือการรักษาเอกราชและการรอดพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงครามเป็นผลงานของตนเองหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง หากถือว่าความดีความชอบในการกอบกู้เอกราชเป็นของประชาชนไทยทั้งประเทศ
ถ้อยคำดังกล่าวยิ่งมีความหมายเมื่อกล่าวขึ้นภายหลังพิธีสวนสนาม ซึ่งพลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน เพิ่งปรากฏตัวพร้อมอาวุธต่อหน้าสาธารณชน แทนที่ปรีดีจะใช้ความสำเร็จของขบวนการเพื่อยกสถานะของตนเองหรือเสรีไทย เขากลับกำหนดความหมายของภารกิจไว้ที่การเป็น “ผู้รับใช้ชาติ” และคืนเกียรติคุณแห่งการกอบกู้เอกราชให้แก่ประชาชน
ปรีดียังกล่าวรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจและไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมในวันที่ขบวนการเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ การรำลึกถึงผู้เสียสละในวันเดียวกับที่เสรีไทยเดินสวนสนามจึงทำให้ความหมายของเหตุการณ์ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จ หากยังบันทึกถึงชีวิตของผู้คนที่ต้องสูญเสียไปในการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ
เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น
พิธีสวนสนามวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 จึงมีความหมายมากกว่าการปรากฏตัวอย่างเปิดเผยของขบวนการเสรีไทย ภายหลังปฏิบัติงานใต้ดินตลอดช่วงสงคราม หากยังเป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากภาวะสงครามกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในวันเดียวกัน พลพรรคเสรีไทยเดินสวนสนามพร้อมอาวุธเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังดำรงความเป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย ก่อนที่อาวุธเหล่านั้นจะถูกส่งมอบให้ทางราชการ และปรีดีจะประกาศต่อผู้ร่วมขบวนการว่า เสรีไทยไม่ใช่พรรคการเมือง เมื่อภารกิจเพื่อชาติสำเร็จลง องค์การย่อมเลิกสลายไป[13]
ดังนั้น หากวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 คือวันที่ประเทศไทยประกาศสันติภาพและยืนยันความต่อเนื่องแห่งเอกราชในทางกฎหมาย วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 ก็คือวันที่เอกราชนั้นปรากฏต่อสาธารณะผ่านการสวนสนามของพลพรรคเสรีไทย ก่อนที่ขบวนการจะคืนอาวุธ คืนภารกิจแก่รัฐ และคืนเกียรติคุณแห่งการกู้ชาติแก่ประชาชนไทยทั้งปวง
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- สังเขปการต่อสู้ของขบวนการเสรีไทย
- สุนทรพจน์ของรู้ธ และพิธีสวนสนามของขบวนการเสรีไทย ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488
- วันสันติภาพไทย: เอกราชที่ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ
[1] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ,” ระบุว่า ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นประธานในพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488
[2] ดู สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ไทยรอดมาด้วยความบังเอิญ?” ซึ่งสรุปผลสำคัญของการประกาศสันติภาพว่า ไทยไม่ต้องลงนามในเอกสารยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข กองกำลังไทยไม่ถูกปลดอาวุธเช่นประเทศผู้แพ้สงคราม และการสวนสนามเสรีไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2488 เป็นการแสดงต่อประชาคมโลกว่าไทยยังคงความเป็นเอกราชและอธิปไตย
[3] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ,” กล่าวถึงการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 การลงนามกติกาสัญญาพันธไมตรีไทย–ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และการประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485
[4] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ,” ระบุว่าเครือข่ายเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศประสานงานกับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดำเนินงานด้านข่าวกรอง รับส่งและคุ้มครองเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร ตลอดจนจัดตั้งเครือข่ายและเตรียมกำลังต่อต้านญี่ปุ่น โดยปรีดีปฏิบัติหน้าที่ในทางเปิดในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และในทางลับในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศภายใต้รหัสนาม “รูธ” (Ruth)
[5] ดู สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ยุทธศาสตร์เสรีไทยหรือปาฏิหาริย์?” ซึ่งอธิบายบทบาทของเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาและความร่วมมือระหว่างปรีดี พนมยงค์ กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่มีส่วนต่อท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย รวมทั้งเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงปลายสงคราม
[6] “ประกาศสันติภาพ,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 62 ตอนที่ 44, 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488, น. 503–504; ดูเพิ่มเติม สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ซึ่งอธิบายว่าประกาศดังกล่าวยืนยันว่าการประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย เพราะขัดต่อเจตจำนงของประชาชน ตลอดจนรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง
[7] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ”; ดูประกอบ กนต์ธีร์ ศุภมงคล, การวิเทโศบายของไทย ระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2566), น. 283–285, 295–332. เอกสารของสถาบันชี้ว่า แม้ไทยหลีกเลี่ยงการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขได้ แต่อังกฤษยังถือว่าภาวะสงครามกับไทยดำรงอยู่ ภารกิจรักษาเอกราชจึงเปลี่ยนจากการต่อต้านญี่ปุ่นไปสู่การเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร
[8] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ,” ระบุว่า ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย เป็นประธานในพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยประมาณ 8,000 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี อยู่ในพิธีด้วย
[9] เอกสารของสถาบันระบุว่า เครือข่ายเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศประสานงานกับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดำเนินปฏิบัติการด้านข่าวกรอง รับส่งและคุ้มครองเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร ตลอดจนจัดตั้งเครือข่ายและเตรียมกำลังต่อต้านญี่ปุ่น
[10] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ,” อธิบายว่า การสวนสนามเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 มีความหมายทางการเมืองในการแสดงต่อประชาชนและนานาประเทศว่าไทยยังคงเป็นรัฐเอกราชและมีอธิปไตย มิได้อยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามที่ต้องถูกปลดอาวุธ
[11] สุนทรพจน์ของ “รูธ” ภายหลังพิธีสวนสนามเสรีไทย วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488; ดูเพิ่มเติม สถาบันปรีดี พนมยงค์, “81 ปีวันสันติภาพไทย: เอกราช ความเป็นกลาง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ซึ่งบันทึกว่า ภายหลังพิธีปรีดีกล่าวถึงสมาชิกเสรีไทยในฐานะ “ผู้รับใช้ชาติ” มิใช่ “ผู้กู้ชาติ” และกล่าวถึงการสิ้นสุดภารกิจของขบวนการเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ความเรียบร้อย
[12] สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ยุทธศาสตร์เสรีไทยหรือปาฏิหาริย์?” อธิบายว่า ปรีดีไม่ได้ถือการรอดพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงครามเป็นผลงานของตนเองหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ถือว่าความดีความชอบในการกอบกู้เอกราชเป็นของประชาชนไทยทั้งประเทศ
[13] ดู สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ยุทธศาสตร์เอกราชไทยหลังสงครามโลก: จากอวสานสงครามสู่รัฐประหาร 2490” ซึ่งกล่าวถึงการยุติบทบาทของขบวนการเสรีไทยตามเจตนารมณ์ของปรีดีว่า “เสรีไทยไม่ใช่พรรคการเมือง” และมีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้ชาติในยามคับขัน