ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• เกร็ดประวัติศาสตร์

ผู้นำเสรีไทยจากสุนทรพจน์ของรู้ธ

25
กันยายน
2569

16 สิงหาคม ของทุกปี ตรงกับวันสันติภาพไทย ระลึกการออก ‘ประกาศสันติภาพ’ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และในนามปวงชนชาวไทย คราวสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา (ในบริบทสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2488 เพื่อแสดงจุดยืนของไทยในการต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกราน พร้อมร่วมมือชาติสัมพันธมิตร และปฏิเสธการประกาศสงครามของรัฐบาลไทยต่ออังกฤษและสหรัฐ เนื่องจากไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนชาวไทย

โดยมีประจักษ์พยานสำคัญ คือขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นโดยปวงชนชาวไทยหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะขบวนการเสรีไทย ภายใต้นายปรีดี พนมยงค์ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช ฯลฯ ซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวาง และได้ประสานงานกับชาติสัมพันธมิตร

จนวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 ซึ่งได้เป็นวันสวนสนามและปิดภารกิจของขบวนการเสรีไทย ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทยนามรหัส “รู้ธ” ได้กล่าวสุนทรพจน์ปิดภารกิจเสรีไทย โดยได้กล่าวยกย่องประชาชนชาวไทย 17 ล้านคน ที่เป็นผู้กู้ชาติที่แท้จริง ในขณะที่เสรีไทยเป็นเพียงผู้รับใช้ชาติ เป็นตัวแทนปวงชนไทย ในสุนทรพจน์ครั้งนี้ นายปรีดีได้กล่าวยกย่องผู้ใหญ่ในกองบัญชาการเสรีไทย และผู้นำเสรีไทยต่างประเทศ ดังนี้

“….ในส่วนผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในการรับใช้ชาติ ข้าพเจ้าขอขอบใจหม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช และขอบใจคนไทยในสหรัฐอเมริกา คนไทยในอังกฤษ คนไทยในจักรภพของอังกฤษ และคนไทยในประเทศจีน ผู้ที่ได้ช่วยเหลือกิจการอยู่ในต่างประเทศ

ส่วนภายในประเทศข้าพเจ้าขอขอบใจหัวหน้าผู้ใหญ่ในกองบัญชาการ คือ นายทวี บุณยเกตุ  นายพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส  พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ  นายดิเรก ชัยนาม  พลโท สินาด สินาดโยธารักษ์  นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย ซึ่งได้เป็นหัวหน้าบัญชาการในการต่อต้านให้ดำเนินไปด้วยดี….” [1]

บทความนี้จึงจะเป็นประวัติสังเขปของผู้ใหญ่ในกองบัญชาการเสรีไทย ตามที่ปรากฏชื่อในสุนทรพจน์ ซึ่งมีหลายท่านได้ถูกหลงลืมไปแล้ว บางท่านอาจยังมีชื่อในประวัติศาสตร์ แต่มักไม่เป็นที่รับรู้ว่าเคยมีบทบาทในเสรีไทย ทั้งที่เคยมีบทบาทนำในการรับใช้ชาติ รักษาเอกราชอธิปไตยและสันติภาพ ผู้นำเสรีไทยแต่ละท่านเหล่านี้จึงเป็นภาพสะท้อนความหลากหลายของคนไทยในการรับใช้ชาติยามสงคราม

ปรีดี พนมยงค์

บุรุษผู้กล่าวสุนทรพจน์ปิดภารกิจเสรีไทย คือนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 และหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทยในนามรหัส “รู้ธ” และอดีตผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือนคราวอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475

นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือ "รู้ธ" หัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย ท่ามกลางผู้นำเสรีไทยพลเรือน ตำรวจ ทหาร เช่น พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช พล.ท. สินาดโยธารักษ์ พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน และ พล.อ.ท. หลวงเทวฤทธิ์พันลึก

ปรีดี พนมยงค์ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2443 ในตระกูลชาวนาผู้มีอันจะกินสกุลพนมยงค์อันเก่าแก่ถิ่นอยุธยา สำเร็จการศึกษาชั้นสูงทางกฎหมายทั้งสยามและฝรั่งเศส รับราชการในกระทรวงยุติธรรม ที่สำคัญได้ก่อตั้งคณะราษฎรนำการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยได้ร่างรัฐธรรมนูญ วางระบบสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นได้เป็นรัฐมนตรีผู้พลิกแผ่นดินทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้วางระบบเทศบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แก้ไขสนธิสัญญานานาประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ปฏิรูปภาษีและให้วางรากฐานธนาคารกลางของประเทศผ่านสำนักงานธนาคารชาติไทย

เมื่อไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 นายปรีดี พนมยงค์ได้สนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีที่ไทยหยุดยิง ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านดินแดนไทย โดยไม่ผูกพันธะสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่น ทว่าเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามผูกพันธะใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากขึ้น ตั้งแต่การทำกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปรีดีได้คัดค้านกติการสัญญาพันธไมตรีนี้อย่างเต็มที่ ปรีดีจึงพ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484

นับตั้งแต่วันแรกที่กองทัพญี่ปุ่นบุกดินแดนไทย 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ปรีดีจึงได้ชักชวนสมัครพรรคพวก ทั้งเพื่อนคณะราษฎรสายพลเรือน ข้าราชการพลเรือนบางส่วน นายทหารเรือ นักการเมือง และปัญญาชนสายประชาธิปไตยบางท่าน ร่วมตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในดินแดนไทย โดยนายปรีดีได้ชี้แจงในสุนทรพจน์ของรู้ธไว้ว่า ขบวนการในประเทศใช้ชื่อ “เสรีไทย” หรือ Free Siamese Movement อันเป็นชื่อที่เสรีไทยต่างประเทศใช้แล้วได้รับการยอมรับ

ในชั้นแรกเสรีไทยในประเทศได้ตั้งค่ายเชลยศึกและผู้ถูกกักกันฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ตำรวจสันติบาล และกรมสารวัตรทหาร เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยแก่บุคคลชาติสัมพันธมิตร ส่วนที่อยู่ในอำนาจฝ่ายไทย ไม่ให้อยู่ใต้การควบคุมของญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการทารุณเชลยศึก

ต่อมาได้วางแผนตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นนี้เป็นตัวแทนประชาชนไทยฝ่ายต่อต้าน สร้างความชอบธรรมให้ไทยมีจุดยืนในโลกสากลร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร โดยได้ส่งผู้แทนคือนายจำกัด พลางกูรออกไปประเทศจีน เพื่อติดต่อทำความเข้าใจกับชาติสัมพันธมิตรทั้งจีน อังกฤษ อเมริกา ต่อมาคณะของนายสงวน ตุลารักษ์ได้ติดตามสมทบ จนมีผลให้ชาติสัมพันธมิตรรับรู้ถึงการมีอยู่ของเสรีไทยในประเทศ และพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยในทางทหารและการข่าว ซึ่งฝ่ายสหรัฐและจีนแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ประเทศไทยดำรงเอกราช ก่อนที่สงครามจะได้ยุติลง

อย่างไรก็ตามชาติสัมพันธมิตรบางฝ่าย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ไม่เห็นความจำเป็นของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นฝ่ายไทย ด้วยในช่วงปลายสงครามมหาเอเชียบูรพา ขบวนการภายในประเทศมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ด้วยการคุ้มครองในทางลับของรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ อันเป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการฝ่ายสัมพันธมิตร จึงไม่จำเป็นที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ที่อาจก่อความสับสนแก่ประชาชนไทยเอง รัฐบาลพลัดถิ่นไทยจึงไม่ได้จัดตั้งขึ้นมา

ภายหลังจากที่ผู้แทนเสรีไทยในและนอกประเทศ รวมทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรได้เจรจาทำความเข้าใจกันแล้ว พอดีกับรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามลาออก และจัดตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์เมื่อปี พ.ศ. 2487 ซึ่งมีผู้นำเสรีไทยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ ขบวนการเสรีไทยในประเทศจึงรวมเครือข่ายทั้งคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทน ราชการตำรวจ ทหาร มหาดไทย ศึกษาธิการ มวลชนต่าง ๆ นิสิตนักศึกษา ฯลฯ โดยมีเสรีไทยต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตรเข้าช่วยฝึกจัดตั้งกองกำลังเสรีไทย ทั้งในส่วนกลางและทุกภูมิภาค ท่ามกลางการตรวจตราใกล้ชิดจากฝ่ายญี่ปุ่น จนเกือบจะได้เปิดฉากสู้รบในเดือนพฤษภาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2488

ในช่วงท้ายของสงครามนี้นายปรีดี พนมยงค์ยังดำเนินการทางการทูต ทั้งการเจรจาให้อังกฤษเผยเจตนาต้องการเห็นไทยมีเอกราช โดยที่ขึ้นกับความร่วมมือของไทยในการต่อต้านญี่ปุ่น การเข้าถึงวงสังคมอเมริกันให้เข้าใจประเทศไทย จนเมื่อสงครามสิ้นสุด ปรีดี พนมยงค์ ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยมีนายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

หลังจากนั้นในสถานะผู้สำเร็จราชการฯ และรัฐบุรุษอาวุโสในเวลาต่อมา จึงได้มีบทบาทให้คำปรึกษาแก่รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชหลังสงคราม ในการเจรจายกเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษและเครือจักรภพ ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก และข้อขัดแย้งจากความคิดเห็นภายในฝ่ายไทยที่ขัดแย้งรุนแรง อย่างไรก็ตามในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของฝ่ายอเมริกา ไทยกับอังกฤษจึงได้ลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร เพื่อเลิกสถานะสงคราม จนไทยยังคงสถานะประเทศเอกราช ไม่ต้องลงนามยอมจำนน

ภายหลังสงคราม ปรีดี พนมยงค์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้เผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 จนต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่แล้วเมื่อเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490 จึงได้ลี้ภัยการเมือง แม้จะกลับเข้าประเทศและมีนำขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ก่อการยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะรัฐประหาร ทว่ากลับพ่ายแพ้ ต้องลี้ภัยในจีนและฝรั่งเศส จนถึงแก่อสัญกรรม ปี พ.ศ. 2526 มีผลงานเขียนด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ ชีวประวัติย่อ ประวัติศาสตร์การเมือง และโมฆสงคราม ฯลฯ

หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทย และหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา
ที่มาภาพจาก: https://www.the101.world/seni-pramoj-legal-books/

ท่านผู้นี้มีกำเนิดในราชสกุลปราโมช เมื่อปี พ.ศ. 2448 เติบโตในสายงานกฎหมาย ทั้งราชการศาลในตำแหน่งผู้พิพากษาและกรรมการศาล และงานอาจารย์วิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนถึงปี พ.ศ. 2483 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา

หลังจากรัฐบาลไทยได้ยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยเมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 และหลังจากที่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยได้ออกแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงในนามประชาชนไทยในอเมริกา ไม่ยอมรับการดำเนินการของรัฐบาลไทย คนไทยในสหรัฐประมาณ 75 คน[2] ได้ขัดคำสั่งรัฐบาลไทยไม่เดินทางกลับไทยที่มีทหารญี่ปุ่นยึดครอง อัครราชทูตเสนีย์ได้ประชุมข้าราชการและนักเรียนไทย ก่อตั้งคณะกรรมการเสรีไทย เพื่อปฏิบัติต่อต้านญี่ปุ่น โดยได้ดำเนินการภารกิจสำคัญดังนี้

การรักษาสถานะอัครราชทูต และสถานอัครราชทูตนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ไทยยังมีจุดยืนในเวทีโลก จนมีผลให้ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นของไทยมีส่วนสำคัญในการทำให้ฝ่ายสหรัฐรับรู้ถึงการต่อต้านญี่ปุ่นของคนไทย ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เริ่มจากการประกาศไม่ยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล เมื่อแรกเริ่มสงคราม ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชได้กระทำในตำแหน่งอัครราชทูตไทย และยังคงได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐในฐานะผู้แทนทางการทูตของประเทศไทย ต่อมาเมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามต่อสหรัฐ ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ไปแสดงตัวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐว่า สถานทูตไม่ยอมรับการประกาศสงคราม ขณะที่รัฐบาลสหรัฐมิได้ประกาศสงครามตอบโต้ประเทศไทย และยังคงรับรอง ม.ร.ว.เสนีย์ในฐานะอัครราชทูตไทย นอกจากนี้ในงานประชุมนานาชาติ ม.ร.ว.เสนีย์ยังเข้าร่วมในฐานะอัครราชทูต เช่น การประชุมสถาบันสัมพันธ์ภาคมหาสมุทรแปซิฟิก (Institute of Pacific Relations - IPR.) ซึ่งได้สังเกตการณ์ท่าทีชาติต่าง ๆ ต่อไทย และได้แสดงจุดยืนของไทยในการต่อสู้ญี่ปุ่นต่อเวทีนานาชาติ แล้วยังได้ลงนามในการประชุมนานาชาติว่าด้วยการบินพลเรือนหลังสงคราม เพื่อแสดงสถานะชาติเอกราชที่เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร

ประการต่อมา เสรีไทยได้ตั้งกองทหารอาสาเสรีไทยสายอเมริกา พันโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ทูตทหารไทยเป็นผู้บังคับกองทหารอาสาสมัครเสรีไทย โดยสำนักบริการยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Service – OSS.) เป็นผู้ฝึกและบังคับบัญชา กำลังทหารเสรีไทยมาจากอาสาสมัครคนไทยในอเมริกา มีภารกิจสำคัญในการแทรกซึมเข้าดินแดนไทย เพื่อการสืบข่าวและฝึกพลพรรคในดินแดนไทยต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีจากข้าราชการและประชาชนชาวไทย ในพื้นที่ปฏิบัติงานสายอเมริกาในดินแดนไทยกว่า 13 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี เพชรบุรี ชุมพร ระนอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สุโขทัย เชียงราย นครราชสีมา อุบลราชธานี สกลนคร หนองคาย เป็นต้น[3]

การกระจายเสียง นับเป็นการสื่อสารให้โลกรับรู้ว่า ไทยยังยืนหยัดต่อสู้กองทัพญี่ปุ่น โดยได้ออกอากาศวิทยุผ่านสำนักข่าวสารสงคราม (Office of War Information - OWI.) ในชื่อรายการ “เสียงจากอเมริกา” มีทั้งข่าวสาร บทความปลุกใจ รายการบันเทิง หลายครั้งที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชได้ออกอากาศเอง ในช่วงปลายสงคราม สำนักข่าวสารสงครามได้จัดตั้งหน่วยย่อยหน่วยสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare Branch - PWB.) ที่อินเดีย มีเสรีไทยติดตามไปประจำการ ออกพิมพ์ใบปลิวเพื่อแจกในประเทศไทยโดยปล่อยโรยจากเครื่องบิน

หลังจากที่ขบวนการเสรีไทยในประเทศได้ส่งนายจำกัด พลางกูร เป็นตัวแทนออกไปประเทศจีน จนคณะของนายสงวน ตุลารักษ์ได้ติดตามสมทบ จนสามารถยืนยันการมีอยู่ของเสรีไทยในประเทศ ต่อผู้แทนชาติสัมพันธมิตร รวมทั้งเสรีไทยจากอังกฤษและอเมริกา ทว่านายจำกัด พลางกูรเสียชีวิตไปเสียก่อน เมื่อปลายปี พ.ศ. 2486 คณะของนายสงวน ตุลารักษ์จึงได้เดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เข้าพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แล้วในปี พ.ศ. 2488 คณะของนายกนต์ธีร์ ศุภมงคลได้เดินทางมาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งสองคณะได้ชี้แจงและให้ข้อมูลสำคัญแก่เจ้าหน้าที่อเมริกาและเสรีไทย รวมทั้งได้เสนอแนวคิดจัดตั้งรัฐบาลไทยพลัดถิ่น แต่ทั้งฝ่ายอเมริกาและ ม.ร.ว.เสนีย์ไม่เห็นด้วย จึงไม่ได้ดำเนินการ

ในปีสุดท้ายของสงคราม ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้ต้อนรับคณะเสรีไทยจากในประเทศการทูต การทหาร และการสื่อสาร เข้ามาประสานกับฝ่ายสหรัฐ เช่น คณะของพระพิศาลสุขุมวิทและหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ซึ่งเข้ามาเจรจาประสานกับบุคคลสำคัญหลากแวดวงในสหรัฐ ให้มีความเข้าใจประเทศไทย คณะของนายกนต์ธีร์ ศุภมงคล ซึ่งเข้ามาเจรจาการทูต นาวาเอก หลวงยุทธกิจพิลาส (บุญมี ปัทมนาวิน) ซึ่งเข้ามาประสานยุทธการกับกองทัพเรือสหรัฐ

เมื่อสิ้นสุดสงครามมหาเอเชียบูรพา เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 เสรีไทยในประเทศได้เชิญ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในคราวเจรจาความตกลงสมบูรณ์แบบ ยกเลิกสถานะสงครามไทย – อังกฤษ (เพราะไทยประกาศสงครามกับอังกฤษไว้ ในชั้นต้นอังกฤษเสนอเงื่อนไขเข้มงวด ยื่นข้อเสนอ 21 ข้อ และ 51 ข้อ ข้อในการร่วมมือกับสัมพันธมิตรในการปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นไทย มีสาระสำคัญได้แก่ ปลดปล่อยบุคคลและทรัพย์สินชาติอักษะ ร่วมกับสัมพันธมิตรฟ้องร้องอาชญากรสงครามไทย ดำเนินการปกครองมองที่ตามความต้องการของสัมพันธมิตร สัมพันธมิตร (อังกฤษ) ส่งที่ปรึกษาทหารเข้ากำกับกองทัพและตำรวจ ให้ข้าวส่งออกฟรีแก่สัมพันธมิตร คุมนโยบายการเงินไทย ฯลฯ แต่ด้วยการแทรกแซงจากอเมริกา ให้อังกฤษลดข้อเรียกร้อง จนมาเป็นความตกลงสมบูรณ์แบบ มกราคม พ.ศ. 2489 เหลือข้อตกลงสำคัญเพียงไทยคืนดินแดน คืนทรัพย์สินชาติสัมพันธมิตร งดขุดคอคอดกระ ร่วมจัดสร้างสุสานชาติสัมพันธมิตร และส่งมอบข้าวจำนวน 1.5 ล้านตันแก่อังกฤษ โดยอังกฤษและชาติสัมพันธมิตรจะฟื้นสัมพันธไมตรี และสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ภายหลังรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ได้เจรจาให้ขายข้าว 1.2 ล้านตัน และส่งมอบจริงเพียง 3 แสนตัน)

หลังจากนั้น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชได้เข้าสู่การเมือง ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ พ.ศ. 2489 และ พ.ศ. 2490 - 2491 ได้เป็นหัวหน้าคณะทนายความฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหารใน พ.ศ. 2502 - 2505 ต่อมาได้นำพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2518 และ 2519 แล้วพ้นจากตำแหน่งหลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. 2540

พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส

พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ และรองหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย
ที่มาภาพ: ภาพส่วนบุคคลผู้เขียน

นายตำรวจใหญ่ผู้นี้เป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2437 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ร่วมรุ่นกับนายทหารสำคัญเช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพล ผิน ชุณหะวัณ พลเอก มังกร พรหมโยธี ฯลฯ รับราชการเหล่าทหารปืนใหญ่ จนได้ร่วมก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากนั้นไม่นานได้ย้ายเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ และอธิบดีกรมตำรวจตามลำดับ

มีชื่อในการเป็นอธิบดีผู้ตงฉิน เฉียบขาดในการปราบปราม ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นเชื้อพระวงศ์ คณะราษฎร รัฐมนตรี ข้าราชการผู้ใหญ่ นายทุน โจรระดับเสือ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป กรมตำรวจภายใต้อธิบดีอดุลเดชจรัสจะสามารถจับกุมดำเนินคดี โดยไม่กลัวเกรงอิทธิพลใด อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านระบอบใหม่ ด้วยความเฉียบขาดนี้ ทำให้อธิบดีอดุลเดชจรัสเป็นที่ยำเกรงทั่วแผ่นดิน โดยเฉพาะในวงราชการตำรวจ ทหาร และมหาดไทย

เมื่อเริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทย วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 อธิบดีอดุลซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน จึงเสนอว่าไทยไม่ควรต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยตรงในขณะที่กำลังรบแตกต่างกันมาก เพราะจะสร้างความเสียหายต่อประเทศและประชาชนอย่างหนัก หากรัฐบาลไทยควรยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศ โดยไม่ผูกพันธะใด ๆ กับญี่ปุ่น ทว่าต่อมารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ผูกพันธมิตรกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา

ในสถานะพันธมิตรไทย - ญี่ปุ่น ตำรวจไทยต้องร่วมรักษาความสงบกับฝ่ายญี่ปุ่น ทางการไทยจึงจัดตั้งหน่วยสารวัตรผสมระหว่างตำรวจ สารวัตรทหารไทย และสารวัตรทหารญี่ปุ่นขึ้น แต่หลวงอดุลกลับพยายามรักษาอำนาจอธิปไตยของไทยให้มากที่สุด โดยยืนยันว่าหากคนไทยกระทำผิดในแผ่นดินไทย เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องเป็นผู้จับกุมและดำเนินคดี ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจจับและสอบสวนคนไทยด้วยวิธีรุนแรงโดยพลการ ในหลายกรณีตำรวจไทยยังได้สืบจับกุมบุคคลที่ญี่ปุ่นสงสัยเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในมือญี่ปุ่น

นอกจากนี้ฝ่ายตำรวจไทย ร่วมกับกรมสารวัตรทหาร ได้เข้าควบคุมพลเมืองและเชลยศึกชาติสัมพันธมิตรในอำนาจฝ่ายไทย โดยอาศัยสถานที่ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น เมื่อสงครามสิ้นสุด บุคคลเหล่านี้จำนวนหนึ่งจึงสามารถเป็นพยานถึงท่าทีของเจ้าหน้าที่และประชาชนไทยที่มิได้ปฏิบัติต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในฐานะศัตรูอย่างแท้จริง

ในด้านงานต่อต้าน อธิบดีอดุลยังมิได้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นโดยตรง แต่ใช้เครือข่ายตำรวจสืบข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ ทั้งเสรีไทยในประเทศ เสรีไทยสายอังกฤษและสหรัฐ กลุ่มจีน และฝ่ายต่อต้านญี่ปุ่นอื่น ๆ เพื่อประเมินว่าแต่ละฝ่ายมีเจตนาอย่างไร และสมควรได้รับความร่วมมือมากน้อยเพียงใด

พร้อมกันนั้น ตำรวจก็ติดตามความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น หากพบว่าฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มสงสัยผู้ต่อต้านคนใด เจ้าหน้าที่ไทยจะพยายามเข้าควบคุมตัวเสียก่อนเพื่อรักษาชีวิตและป้องกันการทรมาน

เมื่อเสรีไทยจากต่างประเทศเริ่มลักลอบเข้าดินแดนไทยใน พ.ศ. 2487 หลายคนถูกตำรวจไทยจับกุมก่อนที่ญี่ปุ่นจะพบตัว เช่น ร้อยเอก ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นายทหารอังกฤษเสรีไทย และร้อยตรี วิมล วิริยะวิทย์ นายทหารเสรีไทยสายอเมริกา ผู้ปฏิบัติงานเหล่านี้ถูกควบคุมตัวโดยตำรวจสันติบาล แต่แท้จริงแล้วเป็นการคุ้มกันไปพร้อมกับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยยังไม่ได้ให้ความร่วมมือแก่เหล่าพลร่มในทันที อธิบดีอดุลได้พบและซักถามเสรีไทยเหล่านี้ด้วยตนเองหลายครั้ง เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของเสรีไทยต่างประเทศ ตลอดจนบทบาทของปรีดี พนมยงค์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ ข้อมูลดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของหลวงอดุลในเวลาต่อมา

ประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. 2487 หลังจากเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นชุดนายควง อภัยวงศ์ อธิบดีอดุลเดชจรัสตัดสินใจนำกำลังตำรวจเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย และเป็นรองหัวหน้าขบวนการต่อจากผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ ในการติดต่อฝ่ายอังกฤษ อธิบดีอดุลใช้ชื่อรหัสว่า “พูเลา” (Pulao)[4] ในการติดต่อกับฝ่ายสหรัฐใช้ชื่อ “เบ็ตตี้” (Betty)[5]

การเข้าร่วมของอธิบดีกรมตำรวจมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกรมตำรวจเป็นองค์กรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ สามารถสืบข่าวการเคลื่อนกำลังทหารญี่ปุ่น คุ้มกันบุคคล และประสานกับหน่วยราชการในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ตำรวจจึงเป็นทั้งหน่วยข่าวกรอง กองกำลัง และเกราะคุ้มกันของขบวนการเสรีไทย สามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตรที่ลักลอบเข้ามาในประเทศ ตลอดจนช่วยให้การจัดตั้งค่ายฝึกและกองกำลังเสรีไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ดำเนินไปได้โดยไม่ถูกญี่ปุ่นตรวจพบง่าย

ตำรวจสันติบาลบางส่วนยังถูกส่งไปฝึกการรบแบบกองโจร การใช้อาวุธ วิทยุ และการปฏิบัติการในป่าที่ฐานของฝ่ายสัมพันธมิตรในอินเดียและลังกา ก่อนกลับมาเป็นครูฝึกให้แก่กำลังใต้ดินภายในประเทศ ในขณะที่ตำรวจท้องที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับค่ายและหน่วยเสรีไทยตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงภาคกลาง อีสาน เหนือ และใต้ กว่า 25 จังหวัด

บทบาทอีกด้านที่สำคัญของหลวงอดุลเดชจรัสคือการประสานนายทหารระดับสูงทั้งเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ไม่ว่าจะเป็น พลโท ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ แห่งกองทัพบก พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน แห่งกองทัพเรือ และพลอากาศโท หลวงเทวฤทธิ์พันลึก แห่งกองทัพอากาศ ด้วยสายสัมพันธ์เป็นนายทหารเดิม ส่งผลให้ในช่วงปลายสงคราม ขบวนการเสรีไทยมิได้เป็นเพียงขบวนการพลเรือนหรือกลุ่มใต้ดินเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับกำลังตำรวจและกองทัพทั้งสามเหล่าทัพอย่างกว้างขวาง

หลังสงคราม พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัสได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พ.ศ. 2488 - 2489 แล้วได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2489 - 2490 หลังจากนั้นได้เป็นอภิรัฐมนตรี และองคมนตรีในรัชกาลที่ 9 จนถึง พ.ศ. 2494 ถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2512

นายทวี บุณยเกตุ

นายทวี บุณยเกตุ รมว.ศึกษาธิการ และหัวหน้าเสรีไทยฝ่ายพลพรรค
ที่มาภาพจาก: วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/ทวี_บุณยเกตุ

นายทวี บุณยเกตุเกิดในครอบครัวข้าราชการผู้ใหญ่ พ.ศ. 2447 เป็นนักเรียนนอกสายเกษตร และรับราชการในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ร่วมคณะราษฎรก่อการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 หลังปฏิวัติได้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ได้ลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2485 เนื่องจากขัดแย้งหลักการกับจอมพล ป. เรื่องการออกข่าวลาออกของนายกรัฐมนตรี

นอกจากงานในหน้าที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว นายทวี บุณยเกตุเป็นบุคคลอันดับต้น ๆ ที่นายปรีดี พนมยงค์ได้ชักชวนให้เข้าร่วมองค์กรต่อต้านญี่ปุ่น หรือขบวนการเสรีไทย ในชั้นต้นนายปรีดี พนมยงค์ เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว ได้มอบให้นายทวีคอยนำข่าวจากคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับความเป็นไปในสงครามรายงานให้นายปรีดีรับรู้

หลังจากที่นายทวี บุณยเกตุลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้รับทาบทามจากนายปรีดี พนมยงค์ ให้รับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้นัดแนะกับ ส.ส. สายเสรีไทยให้ทาบทาม ส.ส.ในสภาร่วมโหวตลงคะแนนเลือกนายทวี บุณยเกตุ เป็นประธานสภาผู้แทน ควง อภัยวงศ์เป็นรองประธาน ด้วยเจตนาจะตั้งคณะรัฐบาลพลัดถิ่นของขบวนการเสรีไทยในดินแดนประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ไม่ไกลจากประเทศไทยนักเช่นอินเดียหรือจีน ซึ่งมีนายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้สำเร็จราชการ มีนายทวีเป็นประธานสภา และมีรัฐมนตรีที่อยู่ข้างเสรีไทยอีก 2 - 3 ท่าน หากออกประกาศใด ๆ เพื่อเป็นนโยบายในการต่อต้านญี่ปุ่น ย่อมถือเป็นกฎหมายหรือพระบรมราชโองการที่ถูกต้องได้ นายทวีเห็นชอบจึงตกลงรับให้ ส.ส.ได้เลือกตนเป็นประธานสภา

ปรากฏผลเลือกเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2486 นายทวี บุณยเกตุได้รับเลือกเป็นประธานสภา ตามที่คาดหวังไว้ แต่แล้วนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงครามไม่ยินยอมลงชื่อรับสนองพระบรมราชโองการตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรรายใหม่นี้ อ้างเหตุว่าฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งตั้งกองทัพในประเทศไม่ชอบนายทวี อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ แผนตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นจึงล้มไป

จนในที่สุดเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487 หลังจากตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีสั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรี นอกจากความใกล้ชิดนายปรีดีแล้ว นายทวีผู้นี้ยังเป็นผู้มีความสามารถในการบริหารราชการรอบด้าน มีนิสัยซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา กล้าตัดสินใจและกล้ารับผิดชอบ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

การที่นายทวี บุณยเกตุได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อสถานะของขบวนการเสรีไทยในประเทศอย่างยิ่ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรืออธิบดีกรมตำรวจ ด้วยเป็นกระทรวงที่มีกำลังครูชายฉกรรจ์ ทั้งข้าราชการครูและครูประชาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ รัฐมนตรีสามารถสั่งการครูผ่านระบบกรมสามัญศึกษา และศึกษาธิการจังหวัด รวมทั้งโรงเรียนฝึกหัดครูในบางจังหวัด อีกทั้งครูเป็นผู้ที่มีวิสัยอยู่ในระเบียบวินัย ฟังคำสั่งตามลำดับบังคับบัญชาได้ มีความรู้พอที่จะรับการฝึกอาวุธได้ ครูจึงเป็นกำลังพลพรรคหลัก เคียงข้างข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ

นอกจากนี้ในวัฒนธรรมสังคมไทยชนบท ครูยังเป็นที่เคารพในพระคุณไม่ต่างจากนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ย่อมสามารถชักจูงลูกศิษย์ชายวัยมัธยมปลายที่เคยผ่านการฝึกยุวชนทหารและลูกเสือ รวมทั้งประชาชนชายฉกรรจ์ทั่วไปให้มาร่วมเป็นกำลังพลพรรคเสรีไทยได้

ด้วยกำลังครูจึงมีผลให้กำลังพลพรรคขยายตัวไปกว่า 25 จังหวัด ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา สระบุรี ชุมพร กระบี่ ยะลา ขอนแก่น เลย อุดรธานี สกลนคร นครพนม แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก เป็นต้น ค่ายพลพรรคต่าง ๆ มีกำลังข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ ครู และประชาชนเป็นแกนหลักของพลพรรค โดยนายทวี บุณยเกตุได้ร่วมประสานกับฝ่ายตำรวจและฝ่ายทหาร วางแผนขับไล่ญี่ปุ่นสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์สัมพันธมิตรในการปลดปล่อยดินแดนไทย

นอกจากนี้ด้วยอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีได้มอบให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย และนักเรียนมัธยมปลายซึ่งเคยผ่านการฝึกยุวชนทหารมาแล้ว เป็นนักเรียนโรงเรียนนายทหารสารวัตร และโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร ภายใต้ พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตรใหญ่ทหาร

และนายทวี บุณยเกตุผู้นี้เอง ที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จนได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 มกราคม ปีเดียวกัน และภายหลังจึงกำหนดให้วันที่ 16 มกราคมเป็น “วันครู” จนทุกวันนี้

ในอีกตำแหน่งหนึ่ง คือรัฐมนตรีสั่งราชการแทนนายกรัฐมนตรี นายทวี บุณยเกตุจึงมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนทุกกระทรวงในระดับอธิบดีและข้าหลวงประจำจังหวัด ก่อนที่จะทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ดังนั้นนายทวีจึงสามารถพิจารณาคัดเลือกข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งที่สำคัญต่อภารกิจเสรีไทยครอบคลุมทุกด้าน

อย่างไรก็ตามสงครามมหาเอเชียบูรพาได้สิ้นสุดลงก่อนที่ฝ่ายไทยจะได้สู้รบกับญี่ปุ่น ดังนั้น นายทวีได้เป็นรัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในประกาศสันติภาพ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488

เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ภายหลังสงครามสิ้นสุดและประกาศสันติภาพ นายควง อภัยวงศ์ลาออกเพื่อเปิดทางให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เหมาะสมต่อภารกิจหลังสงคราม และอยู่ระหว่างรอหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แต่งตั้งนายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และลาออกเมื่อ 17 กันยายน ปีเดียวกัน เพื่อเปิดทางให้แก่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด จึงได้รับฉายาการเมืองว่า นายกรัฐมนตรี 17 วัน ในรัฐบาลเสรีไทยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายทวีได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ภายหลังสิ้นสภาวะคับขัน ทวี บุณยเกตุได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2489 ได้ลี้ภัยการเมืองหลังรัฐประหาร 2490 - 2500 หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับ พ.ศ. 2511) ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. 2514

นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)

น.อ. หลวงศุภชลาศัย รน. รมว.มหาดไทย และหัวหน้าเสรีไทยอาสาพลเรือน
ที่มาภาพจาก: อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ น.อ. หลวงศุภชลาศัย

นายทหารเรือรัฐมนตรีผู้นี้ นับเป็นนายทหารเรือคณะราษฎรอันดับต้น เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2438 สำเร็จโรงเรียนนายเรือ รับราชการนายทหารเรืออาชีพ จนเมื่อปฏิวัติ 2475 ได้เป็นแกนนำคณะราษฎรสายทหารเรือ นำเรือหลวงสุโขทัยไปเข้าเฝ้าทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ให้ทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญระบอบใหม่ ในปี พ.ศ. 2476 เลื่อนขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ นำทหารเรือส่วนหนึ่งปราบกบฏบวรเดชอย่างเข้มแข็ง

ต่อมารัฐบาลคณะราษฎรได้ย้าย น.อ. หลวงศุภชลาศัย ร.น. (บุง ศุภชลาศัย) ไปเป็นอธิบดีกรมพลศึกษา ได้ก่อร่างกิจการพลศึกษาของประเทศชาติ ได้สร้างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งแรกของไทย บนพื้นที่วังวินด์เซอร์เดิม เพื่อให้เป็นสนามแข่งขันและฝึกกีฬาระดับชาติ มีชื่อทางการว่า “กรีฑาสถานแห่งชาติ” หรือเรียกติดปากว่า “สนามศุภชลาศัย” สร้างด้วยสถาปัตยกรรม “อาร์ตเดคโค” อันเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปะโดดเด่นยุคคณะราษฎร

ในวันแรกของสงคราม เมื่อกองทหารญี่ปุ่นยึดสนามกีฬาเป็นที่ตั้งกองทหาร คุณหลวงศุภชลาศัยพยายามเข้าขัดขวาง แต่ถูกทหารญี่ปุ่นตีด้วยปืนจนสลบ เพื่อขัดขวางไม่ให้ญี่ปุ่นยึดกรมพลศึกษา ตามที่บันทึกไว้ดังนี้

“........โดยฉะเพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ญี่ปุ่นทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ข้าพเจ้าอย่างสาหัสสากรรจ์ ก็คือในวันที่ 9 ธันวาคม (พ.ศ. 2484) คือวันรุ่งขึ้นจากการบุกขึ้นประเทศไทย และรัฐบาลได้สั่งยอมแพ้แล้วนั้น นายทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งคาดดาบซามูไรสะพรึบหมดทุกคน ได้บุกตรูมาในห้องทำงานข้าพเจ้าที่กรมพลศึกษา สนามหน้ากรีฑาแห่งชาติ และไล่ตะเพิดให้ข้าพเจ้าออกไปจาก ณ ที่นั่น ข้าพเจ้าบอกว่า นี่บ้านเมืองของข้าพเจ้า - - - ข้าพเจ้าไม่ยอมออกไป พวกนายทหารญี่ปุ่นได้ชักดาบซามูไรขึ้นทันที ขาวปลาบเป็นระนาว มันจะฟันคอข้าพเจ้าให้กระเด็นย่อยยับลงไป อารามที่ข้าพเจ้าบรรดาลโทษะสุดขีด ข้าพเจ้าได้คว้าตุ๊กตาเหล็กตัวใหญ่ตรงหน้าจะฟาดกระบาลมันลงไป แต่แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ข้าพเจ้าง่วงผล็อยลงไป ข้าพเจ้าหมดสติเสียแล้ว จนกระทั่งเสียงของข้าราชการของข้าพเจ้าข้าง ๆ ได้เข้าประคองและเรียกข้าพเจ้าว่า อธิบดี ! อธิบดี ! ข้าพเจ้าจึงรู้สึกตัวขึ้น แต่สายเสียแล้ว กรมพลศึกษาของข้าพเจ้าถูกยึด ! นี่จึงเป็นสาเหตุและปฐมเหตุให้ข้าพเจ้าต้องกระโจนเข้ากระทำหน้าที่เสรีไทยร่วมกับนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อทำลายล้างสัตรูให้ถึงที่สุด.....”[6]

ภายหลังจอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม และนายควง อภัยวงศ์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 น.อ. หลวงศุภชลาศัยจึงได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมคณะ ได้นำข้าราชการปกครองระดับข้าหลวง ปลัด นายอำเภอในจังหวัดสำคัญ เป็นแกนนำจัดตั้งหน่วยพลพรรคเสรีไทยในจังหวัดต่าง ๆ ร่วมกับ ส.ส. ตำรวจ ครูประชาบาลในท้องที่นั้น ๆ โดยมีเสรีไทยต่างประเทศเข้ามาฝึกสอนการใช้อาวุธและการข่าว โดยที่ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรีหลวงศุภชลาศัย อธิบดีตำรวจอุดลเดชจรัสร่วมวางแผนจัดตั้งพลพรรค แล้วรัฐมนตรีหลวงศุภชลาศัยจะได้แต่งตั้งข้าหลวงประจำจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอที่เหมาะสมกับภารกิจเสรีไทย ไปประจำจังหวัดอำเภอยุทธศาสตร์ พร้อมมอบภารกิจลับ จนได้ขยายค่ายเสรีไทยในภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 25 จังหวัด งานเสรีไทยจากการริเริ่มของข้าหลวง จึงกระจายสู่นายอำเภอ ศึกษาธิการ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน

มีข้าราชการมหาดไทยเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย เช่น พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ จุณณานนท์) ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอุดม บุณยประสพ ข้าหลวงประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายเยื้อน พานิชวิทย์ ปลัดจังหวัดเพชรบุรี นายปรง พหูชนม์ ข้าหลวงประจำจังหวัดสุพรรณบุรี นายอุดม บุญประกอบ ข้าหลวงประจำจังหวัดขอนแก่น นายสุวรรณ รื่นยศ ปลัดจังหวัดเลย นายเติม ศิลปี ข้าหลวงประจำจังหวัดสกลนคร นายถวิล สุนทรศารทูล ข้าหลวงประจำจังหวัดนครพนม พระสาครบุรารักษ์ (ปริก สุวรรณานนท์) ข้าหลวงตรวจการมหาดไทยภาค 3 หลวงวิวิธสุรการ (ถวิล เจียรมานพ) ข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา ขุนพิสิฐนนทเดช (บุญมี มกรเสน) ผู้บัญชาการเรือนจำคลองไผ่ หลวงอุตรดิตถาภิบาล ข้าหลวงประจำจังหวัดชุมพร นายจันทร์ สมบูรณ์กุล ข้าหลวงประจำจังหวัดระนอง นายพรหม สูตรสุคนธ์ ข้าหลวงประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขุนระดับคดี (ปัญญา รมยานนท์) ข้าหลวงประจำจังหวัดสุโขทัย ขุนสีมะสิงห์สวัสดิ์ (ใหญ่ สีมะสิงห์) ข้าหลวงประจำจังหวัดตาก นายเยียน โพธิสุวรรณ นายอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นต้น

นอกจากนี้ในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ในการปรับคณะรัฐมนตรี หลวงศุภชลาศัยยังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขควบคู่ไปด้วย เพื่อจัดส่งแพทย์ไปประจำค่ายเสรีไทยต่าง ๆ เช่น นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ประจำกองบัญชาการเสรีไทย นายแพทย์สนอง อูนากูล ประจำค่ายเสรีไทยเรือนจำคลองไผ่ นายแพทย์จักร สถลสุต นายแพทย์เสรีไทยสายอีสาน

ภายหลังสงครามยุติ น.อ.หลวงศุภชลาศัย ร.น. ได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลสันติภาพชุดนายทวี บุณยเกตุ จนได้เป็นผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาธิปัตย์ ปี พ.ศ. 2489 - 2494 และ พ.ศ. 2500 - 2501แล้วได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ พ.ศ. 2490 - 2491 ภายหลังถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2508

นายดิเรก ชัยนาม

ศ.ดิเรก ชัยนาม อดีต รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้ากองกลางเสรีไทย
ที่มาภาพจาก: วิกิพีเดีย

บุคคลสำคัญท่านนี้เกิดในครอบครัวข้าราชการตุลาการ เมื่อ พ.ศ. 2447 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย เป็นศิษย์สำคัญของนายปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ประจำโรงเรียน จนต่อมาได้ร่วมก่อการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ได้เคยเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เริ่มมีบทบาทการทูตในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 ในรัฐบาลนายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม เริ่มจากการประกาศสถานะชาติเป็นกลาง โดยรัฐมนตรีดิเรกได้เจรจากับอัครราชทูตชาติมหาอำนาจที่กำลังก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยใช้การเจรจาที่จริงใจ ให้ทุกฝ่ายรับรู้ว่าไทยเจรจาทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม จึงยอมรับความเป็นกลางของไทย จนได้มีพระบรมราชโองการประกาศให้ปฏิบัติตามความเป็นกลาง พุทธศักราช 2482

อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่อาจรักษาความเป็นกลางได้ เมื่อญี่ปุ่นส่งกองทัพบุกประเทศไทย วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในหนแรกไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านโดยไทยไม่ผูกมัดกับญี่ปุ่นมากกว่านี้ นายดิเรก ชัยนามเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยลงนามข้อตกลงกับกองทัพญี่ปุ่น แต่แล้วเพียงระยะเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 - มกราคม พ.ศ. 2485 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ทำสัญญาพันธไมตรีสงครามผูกมัดไทยกับญี่ปุ่น แล้วจะตามมาด้วยการประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐ จากนั้นได้ร่วมก่อตั้งขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ในระยะนี้เอง ที่รัฐบาลตั้งนายดิเรก ชัยนามไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียว ในตำแหน่งนี้นายดิเรกได้ดำเนินภารกิจสำคัญได้แก่

- การยับยั้งไม่ให้รัฐบาลไทยทำสัญญาภาคีอักษะ กับทั้งเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นอ้างเหตุผลกับทูตดิเรกว่า สัญญาพันธไมตรีไทย - ญี่ปุ่น นับเป็นเครื่องมือการทูตที่เพียงพอแล้ว หากไทยทำสัญญาภาคีอักษะขึ้นมา ญี่ปุ่นอาจมองว่าไทยกำลังดึงเยอรมนีคานอำนาจญี่ปุ่น ซึ่งนายกพิบูลสงครามเห็นชอบด้วย

นับเป็นการดีที่ไทยจะไม่ถลำลึกร่วมสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่นและอักษะ

- การต้อนรับคณะทูตสันถวไมตรีไทย ชุดนำโดย พล.อ. พจน์ พหลโยธิน

- การแนะนำพลโท อาเคโตะ นากามูระ แม่ทัพญี่ปุ่นประจำไทย ในประเด็นพื้นฐานเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อชาวไทย เช่น การห้ามตบศีรษะและใบหน้าคนไทย การไม่แก้ผ้าอาบน้ำในที่สาธารณะ

อย่างไรก็ตามนายดิเรก ชัยนาม กลับไม่ประสบความสำเร็จในการพยายามแสวงหาช่องทางติดต่อชาติสัมพันธมิตร ตามคำสั่งลับของนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ต่อมาครึ่งหลังปี พ.ศ. 2486 นายดิเรกพ้นจากตำแหน่ง ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทหลักในการเจรจาต่อรองไม่ให้ญี่ปุ่นเบียดบังผลประโยชน์จากไทยมากเกินไป จากการจัดซื้อสินค้าขนานใหญ่ การกู้เงินจากประเทศไทย จนสิ้นสุดรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487

หลังจากตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ จนสงครามสิ้นสุดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ปรากฏว่าดิเรกไม่ได้ครองตำแหน่งใด หากได้ปฏิบัติงานเสรีไทยอย่างเต็มตัวมากขึ้น โดยเป็นหัวหน้ากองกลางของขบวนการเสรีไทยในประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบด้านธุรการ การเงิน พัสดุ อันเปรียบเสมือนแม่บ้านของงานเสรีไทย ในอีกด้านได้เป็นคู่คิดของนายปรีดี พนมยงค์ในงานการทูต โดยนายดิเรกมีนามรหัสคือ โอมาร์ (Omar) นำไปสู่ภารกิจต่าง ๆ ได้แก่

- ปฏิบัติการไวโอเล็ต (Violet) นายดิเรก ชัยนามได้นำคณะประกอบด้วยพลโท หลวงชาตินักรบ เสนาธิการกองทัพบก และนายถนัด คอมันตร์ จากกรมการเมืองตะวันตก เพื่อร่วมประชุมตกลงหลักปฏิบัติการทหารต่อสู้กองทัพญี่ปุ่นในดินแดนไทย ร่วมกับกองบัญชาการสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ (South - East Asia Command) ของฝ่ายอังกฤษที่ศรีลังกา เมื่อเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488

- การจัดชุดเจ้าหน้าที่ไทยดูแลเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร มอบให้นายทวี ตะเวทิกุล อธิบดีกรมการเมืองตะวันตก ได้จัดข้าราชการทูตผลัดเวรอำนวยความสะดวก ประสานงาน และรักษาความปลอดภัย ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งตั้งศูนย์บัญชาการลับในกรุงเทพฯ ทั้งหน่วย Force 136 ของฝ่ายอังกฤษ ที่แฝงตัวในค่ายกักกันชนชาติศัตรูในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯ และวชิราวุธวิทยาลัย และหน่วย Detachment 404 ภายใต้หน่วย OSS. ของฝ่ายอเมริกา ตั้งหน่วยซุกซ่อนที่บ้านมะลิวัลย์และวังสวนกุหลาบ

- การส่งนายกนต์ธีร์ ศุภมงคล ในนามรหัส นายสุณี เทพรักษาไปสหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคม - เมษายน พ.ศ. 2488 ดำเนินงานการทูตร่วมกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทย เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝ่ายสัมพันธมิตร ในแนวคิดจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทย แม้แนวคิดรัฐบาลพลัดถิ่นจะได้รับการปฏิเสธจากชาติสัมพันธมิตร หากฝ่ายเสรีไทยได้รับการยืนยันจากฝ่ายอังกฤษและอเมริกา แสดงการยอมรับขบวนการต่อต้านฝ่ายไทย และแสดงความปรารถนาให้ประเทศไทยคงเอกราชหลังสงคราม (แม้ในทางปฏิบัติเงื่อนไขและความยากง่ายของอังกฤษและอเมริกา ต่อการรับรองเอกราชของไทยหลังสงครามจะแตกต่างกัน)

- การส่งพระพิศาลสุขุมวิท และหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูงคนชั้นนำในสหรัฐ เช่น สมาชิกสภาคองเกรส ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ฯลฯ มีความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย และให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีโลกหลังสงคราม ตลอดจนเจรจาขอความช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศไทยหลังสงคราม

จนเมื่อสิ้นสงคราม นายดิเรก ชัยนามได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (พ.ศ. 2488 – 2489) มีบทบาทให้ความคิดเห็นต่อรัฐบาลในการเจรจาเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (พ.ศ. 2489 – 2490) เป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ (อังกฤษ พ.ศ. 2490) ก่อนจะผันไปเป็นผู้ก่อตั้งและคณบดีท่านแรก ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2492 – 2495 เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงบอนน์ เยอรมนีตะวันตก พ.ศ. 2502 – 2508 ก่อนจะถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2510 มีผลงานเขียนสำคัญ เช่น ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง การทูต เล่ม 1 – 2 ประวัติศาสตร์ตะวันออกไกล เป็นต้น

พลโท ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์

พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ รองแม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพบก และหัวหน้าเสรีไทยฝ่ายทหาร รหัส "จัมปา"
ทีมาภาพจาก : ภาพสะสมส่วนบุคคลของผู้เขียน

นายทหารผู้นี้เป็นเสรีไทยสายทหารบก ที่อาจมีรายชื่อเสรีไทยผ่านตา หากผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ส่วนมาก อาจนึกไม่ออกว่าบุคคลนี้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในปฏิบัติงานเสรีไทย ด้วยภาพจำในประวัติศาสตร์ ทหารไทยกับเสรีไทยคือขั้วตรงข้ามทางการเมือง ที่ขัดแย้งมาตลอดโดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 2490 ทั้งที่นายพลสินาดโยธารักษ์เป็นเสรีไทยผู้ใหญ่ในกองบัญชาการเสรีไทยในประเทศ ด้วยตำแหน่งรองแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพบก จึงมีภารกิจนำกองทัพไทยปฏิบัติการรับใช้ชาติต่อต้านญี่ปุ่น ร่วมแผนยุทธศาสตร์กับเสรีไทยและกองทัพสัมพันธมิตร

นายพลผู้นี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2439 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก และกองโรงเรียนทหารปืนใหญ่ ได้รับราชการในกรมกองทหารปืนใหญ่ต่าง ๆ โดยเฉพาะกรมจเรทหารปืนใหญ่ จึงมีบทบาทเป็นอาจารย์วิชาทหารปืนใหญ่ ภายใต้บังคับบัญชานายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) จเรทหารปืนใหญ่ ภายหลังปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ได้ร่วมคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (พ.ศ. 2475)[7] ในคราวกบฏบวรเดช พ.ศ.  2476 ได้เป็นผู้บังคับทหารปืนใหญ่ฝ่ายรัฐบาล แล้วได้เป็นเจ้ากรมป้องกันต่อสู้อากาศยาน (ปัจจุบันคือกองพล ปตอ.) พ.ศ. 2480 – 2484 ระยะแรกเริ่มกิจการต่อสู้อากาศยาน สู่กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส

หลังจากที่เปลี่ยนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ รัฐบาลได้ยุบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วได้มีพระบรมราชโองการประกาศยุบเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพใหญ่ โดยพลเอก พจน์ พหลโยธิน (พระยาพหลพลพยุหเสนา) เป็นแม่ทัพใหญ่และแม่ทัพบก และพลโท ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรองแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพบก บังคับบัญชากองทัพสนามสามเหล่าทัพและตำรวจสนาม แทนที่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487 เพื่อให้จอมพลพิบูลสงครามพ้นจากอำนาจทหาร สร้างเสถียรภาพแก่รัฐบาลใหม่ หากแม่ทัพใหญ่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ จึงได้เลือกพลโท สินาดโยธารักษ์ รองแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพบก ให้ทำการแทนแม่ทัพใหญ่ ด้วยไว้วางใจในความซื่อสัตย์และความรอบรู้ทางทหาร ดังนั้นในทางปฏิบัติรองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์จึงเป็น “แม่ทัพใหญ่ที่แท้จริง” โดยคอยไปรายงานให้แม่ทัพใหญ่ที่นอนป่วยบัญชาการในวังปารุสกวัน

หลังจากที่ออกพระบรมราชโองการตั้งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพใหญ่แล้ว แม่ทัพสินาดโยธารักษ์จึงได้เชิญนายทหารสามเหล่าทัพ นับแต่ระดับแม่ทัพ ผู้บังคับหน่วยรบและหน่วยช่วยรบ นายทหารฝ่ายเสนาธิการระดับต่าง ๆ ทั้งสามเหล่าทัพ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และธนบุรี ชุมนุมที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ชี้แจงคำสั่งแม่ทัพใหญ่ ให้ทหารทั้งปวงตั้งอยู่ในความสงบ ห้ามเคลื่อนกำลังทหารโดยพลการ โดยให้คำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศชาติในยามสงคราม และขอให้เห็นแก่แม่ทัพใหญ่ซึ่งได้ยอมเสียสละ รับภาระอันหนักของชาติยามคับขัน แม้สุขภาพไม่สมบูรณ์ก็ตาม ปรากฏว่าทหารทั้งปวงอยู่ในความสงบ ไม่เกิดเหตุต่อต้าน จนตลอดสิ้นสงคราม

นอกจากนี้ พล.ท. ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ ยังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ นับแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2487

หลังจากนั้นกรมบัญชาการทัพใหญ่ และกองทัพสนามสามเหล่าทัพจึงได้เข้าร่วมมือกับขบวนการเสรีไทย โดยรองแม่ทัพใหญ่สินาดโยธารักษ์ ได้เป็นหัวหน้าเสรีไทยฝ่ายทหาร นามรหัส “จัมปา” ภายใต้ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ ในการต่อต้านญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการส่งพลโท หลวงชาตินักรบ เสนาธิการทัพบกสนาม ร่วมคณะทูตใต้ดินซึ่งมีนายดิเรก ชัยนามเป็นหัวหน้า ลักลอบเดินทางจากไทยไป ประชุมหลักการร่วมมือการทหารและการเมืองกับผู้แทนกองบัญชาการสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ ที่ฐานทัพเกาะลังกาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488

จึงมีนายทหารสำคัญเข้าร่วมขบวนการใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่น เช่น พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและแม่ทัพเรือ พล.ท. พระยาอภัยสงคราม (จอน โชติดิลก) เสนาธิการกองทัพใหญ่ พล.ท. หลวงชาตินักรบ (ศุข ชาตินักรบ) เสนาธิการทัพบก และแม่ทัพที่ 2 (ทหารบกภาคกลาง) พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต เสนาธิการกองทัพพายัพ (ภาคเหนือ) พล.ต. หลวงวีรวัฒนโยธิน ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 (กรุงเทพ) พล.ต. หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 37 (ภาคอีสาน) พ.อ. สวัสดิ์ ไกรฤกษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 6 (ภาคใต้) พล.ร.ท. ผัน นาวาวิจิต ผู้บังคับการกองเรือรบ พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน พล.อ.ท. หลวงเทวฤทธิ์พันลึก แม่ทัพอากาศ พล.อ.ต. ฟื้น ร. ฤทธาคนี รองแม่ทัพอากาศ พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตรใหญ่ทหาร เป็นต้น

ในด้านแผนยุทธศาสตร์การต่อต้านญี่ปุ่นปลดปล่อยดินแดนไทย รองแม่ทัพสินาดโยธารักษ์ เสนาธิการหลวงชาตินักรบ และ พ.อ. สุรจิตร จารุเศรณี ร่วมวางแผนกับ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส นายทวี บุณยเกตุ ผู้นำเสรีไทยในประเทศและ พ.ท. ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ นายทหารอังกฤษเสรีไทย ซึ่งกองทัพสัมพันธมิตรปรมาณสถานการณ์ว่า พร้อมจะรุกไทยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) เป็นต้นไป[8]

กองทัพบกไทยและพลพรรคเสรีไทย จะขับไล่ทัพญี่ปุ่นยึดกุมภาคกลาง (กรุงเทพฯ สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์) อันเป็นที่ตั้งเมืองหลวง อู่ข้าวอู่น้ำ และชุมทางคมนาคมตอนกลางประเทศ รองรับการรุกของสัมพันธมิตร พร้อมก่อกวนและตัดขาดกองทัพญี่ปุ่นในภาคตะวันตก (เพชรบุรี ราชบุรี) ภาคตะวันออก (ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา) ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง) และภาคอีสาน (นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี) โดยกองทัพบกจะทำการรบตามแบบในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญ ในขณะที่พลพรรคเสรีไทย (พลเรือน ตำรวจ ครู) ทำการรบแบบกองโจร แม้กองทัพพายัพที่เคยรุกรัฐฉาน ตามข้อตกลงทางทหารไทย - ญี่ปุ่นช่วงต้นสงคราม ก็ได้หันกลับมาต่อต้านญี่ปุ่นในภาคเหนือ (เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่) และได้ร่วมมือกับเสรีไทยในท้องถิ่นด้านนี้

กองทัพเรือไทย กองเรือและนาวิกโยธินจะต้องรักษาฐานทัพเรือที่สัตหีบและชายฝั่งตะวันออก ร่วมกับทัพเรือสหรัฐฯ ขัดขวางการเดินเรือญี่ปุ่นในน่านน้ำไทย นอกจากนี้ต้องจัดกองเรือและนาวิกโยธินรักษาพระนครด้านแม่น้ำเจ้าพระยา รับการรุกของทัพเรืออังกฤษ

กองทัพอากาศไทย จะใช้กำลังทางอากาศที่มีอยู่น้อยเข้าสู้ข้าศึก สนับสนุนกองบินสัมพันธมิตร จัดสนธิกำลังภาคพื้นดินร่วมกับเสรีไทยในจังหวัดที่ตั้งหน่วยบิน และร่วมกับพลพรรคสร้างสนามบินลับ รับการสนับสนุนจากสัมพันธมิตร

กรมสารวัตรทหาร จัดกำลัง อารักขา ผู้นำไทยและนายทหารสัมพันธมิตร และจัดเตรียมกองนักเรียนสารวัตรทหาร (นายทหารและนายสิบ) ฝึกรบแบบสงครามกองโจร เพื่อร่วมกับพลพรรคภูมิภาคต่าง ๆ และเป็นกองหนุนในกรุงเทพ

นอกจากนี้ฝ่ายไทย อังกฤษ อเมริกา และจีน ได้ลักลอบแลกเปลี่ยน นายทหารบก เรือ อากาศ ประจำกองบัญชาการแต่ละฝ่าย เพื่อประสานการยุทธ การข่าว และงานใต้ดิน เช่น การชี้เป้าทิ้งระเบิดที่ตั้งทหารญี่ปุ่นในดินแดนไทย การสร้างสนามบินลับ การแบ่งเขตปฏิบัติการ เป็นต้น

ทว่าสงครามยุติก่อนเกิดการสู้รบจริง เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 กองทัพใหญ่จึงได้ร่วมมือกองทัพสัมพันธมิตรในการปลดอาวุธและควบคุมเชลยศึกญี่ปุ่น จนสุดท้ายจึงได้ยกเลิกตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพใหญ่ และยุบกรมบัญชาการทัพใหญ่

หลังสงคราม พลโท ชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ ได้ออกจากชีวิตนายทหารอาชีพเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ พ.ศ. 2489) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ พ.ศ. 2490 - 2491) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์  (พ.ศ. 2491 - 2494, 2500, 2500 - 2501) เคยต้องหาคดี “กบฏเสนาธิการ” พ.ศ. 2491 จนถูกคุมขังเพื่อสอบสวนเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลักฐานไม่เพียงพอส่งฟ้อง จึงทำงานการเมืองต่อไปจนพ้นจากแวดวงการเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2501 และใช้ชีวิตในด้านสาธารณกุศลและการปฏิบัติธรรมตราบจนถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2532

พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ)

พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ สารวัตร​ใหญ่​ทหาร หัวหน้าเสรีไทยสายตะวันออก
ทีมาภาพจาก : อนุสรณ์ นร.สห. 2488

นายพลเรือผู้นี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2444 สำเร็จการศึกษาโรงเรียนนายเรือ เติบโตในราชการทหารเรือสายคุมกำลังรบ ได้ร่วมก่อการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 และร่วมนำกำลังเรือรบปราบกบฏบวรเดช ในระยะที่กองทัพเรือพัฒนาชุดเรือรบใหม่ หลวงสังวรยุทธกิจได้ไปศึกษาดูงานทหารเรือและควบคุมการต่อเรือรบหลักของไทยที่ญี่ปุ่น จึงมีเพื่อนนายทหารญี่ปุ่น และรู้ภาษาญี่ปุ่น หลังจากกลับประเทศไทยได้เป็นผู้บังคับการเรือรบ และเป็นผู้บังคับการกองเรือที่ 1 (เรือปืนหลัก) ผ่านกรณีพิพาทอินโดจีน พ.ศ. 2483 - 2484

หลังจากกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าดินแดนไทย เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 ไม่นาน ชื่อของหลวงสังวรยุทธกิจปรากฏในกลุ่มผู้ที่ปรึกษาหารือกับปรีดี พนมยงค์ ในการตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น เมื่อมีเหตุกระทบกระทั่งระหว่างคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ กับนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงสังวรยุทธกิจได้จัดกำลังทหารเรืออารักขาผู้สำเร็จราชการ เป็นเหตุให้รัฐบาลสั่งปลดหลวงสังวรยุทธกิจออกจากราชการ แต่ไม่นานนักได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ภายหลังจากที่เปลี่ยนรัฐบาลจากชุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม พ.ศ. 2487 พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจได้รับแต่งตั้งเป็นสารวัตรใหญ่ทหาร บังคับบัญชาสารวัตรทหารบก เรือ อากาศกว่า 3,000 นาย มีภารกิจรับใช้ชาติในการคุ้มกันการลำเลียงเสรีไทย และการคุ้มกันผู้นำรัฐบาลและเสรีไทย[9]

ต่อมาได้ตั้งกองโรงเรียนนายทหารสารวัตรขึ้นเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2488 มีพันโท สันต์ ณ ป้อมเพ็ชร เป็นผู้บังคับกองโรงเรียน สังกัดกรมสารวัตรทหาร เพื่อผลิตนายทหารสารวัตรชั้นสัญญาบัตรชั้นยศ “ร้อยตรี” และได้เปิดรับสมัครนักเรียนนายทหารสารวัตร จากนิสิตชายแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยผ่านการฝึกหลักสูตร “ยุวชนนายทหาร” มาก่อนแล้วจำนวน 298 นาย[10] เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอน เนื่องด้วยภัยทางอากาศ ที่ตั้งกองโรงเรียนนายทหารสารวัตร ตั้งอยู่ริมถนนศรีอยุธยา บริเวณกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ในปัจจุบัน

เหตุผลแท้จริงในการจัดตั้งโรงเรียนนายทหารสารวัตรนี้ เพื่อสร้างผู้บังคับหมวดพลพรรคเสรีไทยในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในการต่อสู้กองทหารญี่ปุ่นแบบกองโจร และกำลังบางส่วนเป็นกองหนุนในพระนคร ก่อนการเปิดฉากลุกฮือสู้ญี่ปุ่น พร้อมการบุกของฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าดินแดนไทยเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2488 ตามแผนยุทธศาสตร์ทางทหาร

วีรกรรมโดดเด่นประการหนึ่งของบรรดานักเรียนนายทหารสารวัตรเหล่านี้ พวกเขาได้เคยร่วมกับทหารบกกองพลที่ 1 และตำรวจสันติบาล รับร่ม “เถื่อน” ที่ชนชาติศัตรู (สัมพันธมิตร) ได้ส่งยารักษาโรคมากำนัลแก่คนไทย เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2488 ที่ท้องสนามหลวง แล้วรีบเก็บร่มยารักษาโรคขึ้นรถบรรทุกของกรมสารวัตรทหารได้ทันเวลา ก่อนที่ทหารญี่ปุ่นจะไล่จับได้อย่างเฉียดฉิว

หลังจากนั้นบรรดานักเรียนนายทหารสารวัตรส่วนหนึ่ง ได้ออกฝึกสนามที่ค่ายสวนลดาพันธุ์ ใกล้วัดเขาบางทราย จังหวัดชลบุรี รับอาวุธทันสมัยจากฝ่ายอเมริกา พร้อมเจ้าหน้าที่ครูฝึกอเมริกันและเสรีไทยสายอเมริกา ที่สนามรับร่ม ตำบลมาบตาพุด ได้ฝึกทั้งการใช้อาวุธและยุทธวิธีกองโจร พร้อมกับนาวิกโยธินไทยและพลเรือน ภายใต้การอำนวยการของสารวัตรใหญ่ทหาร หลวงสังวรยุทธกิจอย่างใกล้ชิดเมื่อฝึกเสร็จแล้วนักเรียนนายทหารสารวัตรเหล่านี้ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อฝึกเพื่อนนักเรียนนายทหารสารวัตรส่วนที่เหลือ และนักเรียนนายสิบสารวัตรทหารต่อไป

นอกจากนี้ยังได้ตั้งกองโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร จำนวน 389 นาย[11] ที่ตั้งสนามมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2488 โดยนักเรียนนายสิบสารวัตรทหารนี้ รับสมัครจากนักเรียนชายมัธยมปลาย จากนักเรียน​เตรียม​อุดม​ศึก​ษา (ของจุฬาฯ) ​นักเรียน​เตรียมธรรมศาสตร์​และ​การเมือง​ (ตมธก.) และนักเรียนเตรียมนายเรือ ด้วยนักเรียนเหล่านี้เคยผ่านการฝึกยุวชนนายสิบมาก่อน ด้วยมุ่งหมายให้นักเรียนนายสิบสารวัตรทหารชุดนี้เป็นผู้บังคับหมู่และครูฝึกค่ายพลพรรคเสรีไทยจังหวัดต่าง ๆ และเป็นกองหนุนในพระนคร

โดยมีนักเรียนนายทหารสารวัตร ที่เพิ่งสำเร็จการฝึกอาวุธจากค่ายสวนลดาพันธุ์ ชลบุรี เป็นครูฝึกอาวุธอเมริกัน ให้แก่นักเรียนนายสิบสารวัตรทหารในรั้วธรรมศาสตร์ (บริเวณคณะนิติศาสตร์ จนถึงสนามหน้าตึกโดมปัจจุบัน)

ใกล้จะสิ้นสงครามเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ​ทั้งนักเรียนนายทหารสารวัตร​ และนักเรียนนายสิบสารวัตรทหาร​ จัดกำลังเป็นกองพันพลพรรคพระนคร รักษาพื้นที่พระนครชั้นใน เตรียมเปิดศึก​กับกองพลทหารญี่ปุ่น​ในกรุงเทพฯ​ เคียงบ่าเคียงไหล่​กับพี่น้องทหาร ตำรวจ​ และประชาชนไทยจีน

ที่สำคัญนอกจากงานใต้ดินฝ่ายสารวัตรทหารแล้ว หลวงสังวรยุทธกิจยังอาศัยบารมีอดีตนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ ประสานให้กองทัพเรือเข้าร่วมปฏิบัติการต่อต้านญี่ปุ่น สามารถชักชวนเพื่อนนายทหารเรือสำคัญร่วมเสรีไทยสายทหารเรือ เช่น พลเรือโท ผัน นาวาวิจิต ผู้บังคับการกองเรือรบ (กองเรือยุทธการปัจจุบัน) พลเรือตรี ชลิต กุลกำม์ธร ผู้บังคับการกองเรือที่ 1 พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน นาวาเอก ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับกองสัญญาณทหารเรือ ไปจนถึงพลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและแม่ทัพเรือ

เมื่อสิ้นสงคราม​ได้ปลดอาวุธ​ทหารญี่ปุ่น​ และได้ร่วมกับทหารบกและตำรวจปราบปราม​การจลาจล “เลียะพะ” ที่ก่อการโดยฝ่ายกองโจรก๊กมินตั๋งในย่านสำเพ็ง​ -​ เยาวราช​ ช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 โดยคุณหลวงสังวรยุทธกิจได้ร่วมบัญชาการเหตุการณ์

นายทวี บุณยเกตุ​ อดีตนายกรัฐมนตรี​ และหัวหน้าเสรีไทย​ฝ่ายพลพรรค​ ได้กล่าวยกย่องเสรีไทย​ฝ่ายสารวัตร​ทหาร​ไว้ว่า เป็นพลพรรค​เสรีไทย​ที่มีคุณภาพ​ดีที่สุด เพราะนอกจากจะมีอาวุธ​ทันสมัย​แล้ว ยังเป็นผู้มีการศึกษา​สูง​ (สำหรับยุคนั้น)​ และผ่านการฝึกทหารตั้งแต่เป็นยุวชน​ทหาร

ภายหลังสงคราม ช่วงปี พ.ศ. 2489 - 2490 พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจยังคงเป็นสารวัตรใหญ่ทหาร แล้วได้ครองตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมตำรวจร่วมด้วย จึงได้บรรจุนักเรียนสารวัตรทหารที่สำเร็จการศึกษา ไปประจำกองทัพ กรมตำรวจ และกรมศุลกากร เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามโจรผู้ร้าย และสินค้าเถื่อนชายแดน บางนายมีบทบาทในสมัยปราบปรามพลพรรคคอมมิวนิสต์ไทยสมัยต่อมา

ทว่าหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 หลวงสังวรยุทธกิจต้องพ้นจากราชการทุกตำแหน่ง แล้วต้องสงสัยว่าพัวพันขบวนการประชาธิปไตย พ.ศ. 2492 หรือกบฏวังหลวง ซึ่งนำโดยนายปรีดี พนมยงค์ หลวงสังวรยุทธกิจจึงต้องหลบซ่อนภัยการเมืองในบ้านตนเอง จน พ.ศ. 2500 จึงได้มอบตัวและประกันตัว พอดีกับได้รับพระราชทานอภัยโทษ จึงใช้ชีวิตนอกราชการอย่างสงบ จนถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2515

 

จากเรื่องราวของผู้นำเสรีไทย ย่อมย่อมสะท้อนบทบาทอันหลากหลายของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เช่น ผู้นำประเทศ เชื้อพระวงศ์ ข้าราชการตำรวจ ทหาร พลเรือน นักปกครอง นักการทูต ครู ประชาชน นิสิตนักศึกษา นักเรียน ฯลฯ รวมทั้งบุคคลผู้มีอุดมการณ์หลากหลาย ในการปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติ อย่างที่ไม่อาจขาดจากกันได้ แล้วโดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ที่มีความหลากหลายซับซ้อนกว่ายุคสมัยเสรีไทย จึงสมควรที่จะยึดเอาเสรีไทยเป็นแบบอย่างสำคัญ ในการยอมรับเรียนรู้ความหลากหลายของผู้คน ที่จะสามารถดึงศักยภาพ จรรโลงรักษาประเทศชาติและสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ยังไม่ถือว่าเป็นบทความที่สมบูรณ์ เพราะผู้กู้ชาติที่แท้จริง ย่อมไม่จำกัดเพียงผู้นำ หากย่อมรวมไปถึงปวงชนพลเมืองไทยทั้งมวล สมกับที่นายปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวในสุนทรพจน์ของรู้ธ เพื่อปิดภารกิจเสรีไทย ในตอนสำคัญ

“….การกู้ชาติเป็นการกระทำของคนไทยทั้งปวง ซึ่งแม้ผู้ไม่ได้ร่วมในองค์การนี้โดยตรง ก็ยังมีอีกประมาณ 17 ล้านคนที่ได้กระทำโดยอิสระของตนในการต่อต้านด้วยวิถีทางที่เขาเหล่านั้น สามารถจะทำได้หรือเอากำลังใจช่วยขับไล่ให้ญี่ปุ่นพ้นไปจากประเทศไทยโดยเร็วก็มี หรือแม้แต่คนไทยที่นิ่งอยู่โดยไม่ทำการขัดขวางผู้ต่อต้านญี่ปุ่นหรือผู้รับใช้ชาติ ซึ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้รับใช้ชาติทำการได้สะดวก ฯลฯ เป็นต้น คนไทยทั้งปวงเหล่านี้ทุกคนร่วมกันทำการกู้ชาติของตนด้วยกันทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวได้ในนามของสหายทั้งหลายว่า ราษฎรทั้งปวงประมาณ 17 ล้านคน ที่เป็นคนไทยทั้งโดยทางนิตินัยและพฤตินัยนั้นเอง เป็นผู้กู้ชาติไทย ฉะนั้น ผู้ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องขอขอบคุณอย่างสูงยิ่งก่อนอื่น ก็คือ คนไทยทั้งปวงนี้….”

 

เอกสารอ้างอิง

  • 485 (นามปากกาของพลตำรวจตรี สุชาติ วัจนพุกกะ). นายพลผู้ซื่อสัตย์. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 18 เมษายน 2513
  • ชลอ ศรีสรากร (ขุนศรีสรากร), พล.ต.ต. สันติบาลใต้ดิน. พระนคร: อุดม, 2489.
  • ดิเรก ชัยนาม. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง. พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา, 2560.
  • ที่ระลึก สห. 2488 เมื่อ 1 ส.ค. 2516. มปพ. มปท.
  • เนตร เขมะโยธิน, พล.อ. งานใต้ดินของพันเอกโยธี. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก เนตร เขมะโยธิน  ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม 2528.
  • ปรีดี พนมยงค์. สุนทรพจน์ของรู้ธ. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488. สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2020/09/431
  • พระบรมราชโองการ, ประกาศยุบเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพใหญ่ (พลเอก พจน์  พหลโยธิน (พระยาพหลพลพยุหเสนา) เป็นแม่ทัพใหญ่, พลโท ชิต  มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรองแม่ทัพใหญ่). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 61 ตอน 52 ก (24 สิงหาคม 2487): 754-755
  • พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ ท.ช., ป.ม. (สังวร สุวรรณชีพ) ณ เมรุวัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พุทธศักราช 2516
  • วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ; เริงไชย พุทธาโร, บรรณาธิการ. ตำนานเสรีไทย = The Free Thai Legend. กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2546
  • สมิธ, นิคอล. และ คลาร์ก, โธมัส เบลค. สู่สยามประเทศใต้ดิน. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2490
  • เสนีย์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์. ชีวลิขิต. มปพ., มปป.
  • หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ ดร.ทวี ตะเวทิกุล ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2510
  • หลวงศุภชลาศัย, นาวาเอก. บันทึกในหนังสือ จอมพลในทัศนะของข้าพเจ้า. พระนคร: รัชดารมภ์,  2492
  • อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ กนต์ธีร์ ศุภมงคล. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์, 2556
  • อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท ชิต  มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ ป.ช., ป.ม. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 7 สิงหาคม 2532
  • อนุสรณ์พิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวี บุณยเกตุ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2515
  • อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 18 เมษายน 2513
  • อนุสรณ์ นร.สห. 2488 ที่ระลึกในการเปิดอนุสรณ์สถาน นร.สห. 2488, 18 ธันวาคม 2538. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2538

 


[1] ปรีดี พนมยงค์, ‘สุนทรพจน์ของรู้ธ,’ 25 กันยายน พ.ศ. 2488

[2] วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. ตำนานเสรีไทย. 2547, หน้า 1393 - 1394

[3] เนตร เขมะโยธิน, พล.อ. งานใต้ดินของพันเอกโยธี. 2528, หน้า 249

[4] “ปูเลา” คำไว้อาลัยโดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส. 2513, ไม่ระบุเลขหน้า

[5] สมิธ, นิคอล. และ คลาร์ก, โธมัส เบลค. สู่สยามประเทศใต้ดิน. 2490, หน้า 263

[6] ศุภชลาศัย, น.อ. หลวง ในหนังสือ “จอมพลในทัศนะของข้าพเจ้า” สำนักพิมพ์รัชดารมภ์, พระนคร: 2492, หน้า 127 - 129

[7] สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1/2475 (สมัยสามัญ) วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 1-14.

[8] เนตร เขมะโยธิน, พล.อ. งานใต้ดินของพันเอกโยธี. 2528, หน้า 247 - 248

[9] สมิธ, นิคอล. และ คลาร์ก, โธมัส เบลค. สู่สยามประเทศใต้ดิน. 2490, หน้า 277

[10] อนุสรณ์ นร.สห. 2488, 2538. หน้า 230 - 249

[11] ที่ระลึก สห. 2488 เมื่อ 1 ส.ค. 2516, ไม่ระบุเลขหน้า