ในโอกาสครบรอบรัฐประหาร หรือปฏิวัติวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 (ตามแถลงการณ์คณะผู้ก่อการ) ภายใต้การนำของพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นับเป็นเหตุการณ์การเมืองที่พลิกผันสถานการณ์ของประเทศชาติ เป็นจุดเริ่มต้นประชาธิปไตย “ครึ่งใบ” ที่จะคลี่คลายภายในระหว่างรัฐบาลเผด็จการขวาจัด กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมทั้งสถานการณ์ระหว่างประเทศ จนยุติสถานการณ์ได้จริงในอีก 8 ปีต่อมา
ผู้เขียนยอมรับสารภาพว่า ไม่ได้ตกผลึกความคิด ความรู้ใหม่ เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ หากเมื่อผู้เขียนรับโจทย์จากสถาบันปรีดี พนมยงค์ ผู้เขียนจึงนึกถึงเรื่องราวผจญภัย วีรกรรม และภารกิจงานอันเป็นภูมิหลังของผู้นำปฏิวัติคนสำคัญ พ.ศ. 2520 คือ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อันอาจทำให้เห็นการหล่อหลอมลักษณะผู้นำปฏิวัติทั้งสองท่านนี้
1. พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้นำเด็ดขาดภาวะคับขันมาโดยตลอด
บุคคลผู้นี้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2458 (แบบสากลคือ พ.ศ. 2459) มีภูมิลำเนาที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือก่อนเข้ารับราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2483 พอดีกับช่วงกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส ต้นตอร์ปิโด (นายทหารควบคุมตอร์ปิโด) เรือหลวงสุราษฎร์

พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ เมื่อครองยศนาวาโท ผู้บังคับหมู่เรือปฏิบัติการร่วมรบกับสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลีภาพจาก : หนังสือที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตในกรณีสงครามเกาหลีและเพื่อประเทศชาติ (สืบค้นจาก digital.tu.ac.th)
1.1 เชลยศึกไทยในสิงคโปร์[1]
เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2484 หลังจากกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสสิ้นสุดลง กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือตรี สงัด ชลออยู่ ไปเป็นต้นหน 2 (เจ้าหน้าที่เดินเรือ) เรือสินค้านางเสืองนาวา แห่งบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด เพื่อฝึกหัดการเดินเรือสินค้า โดยล่องจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์ แต่เมื่อเข้าวันที่ 7 - 8 ธันวาคมปีนั้น กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ขยายสงครามมหาเอเชียบูรพาเข้าสู่ด้านเอเชียอาคเนย์ ในขณะที่รัฐบาลไทยยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านดินแดนไทย แล้วได้ประกาศสงครามต่ออังกฤษและอเมริกา ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485
ทว่าในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 เรือนางเสืองนาวายังจอดที่สิงคโปร์ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นอาณานิคมอังกฤษ เข้าวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ขณะที่เจ้าหน้าที่เรือไทย รวมทั้งต้นหน ร.ต. สงัด ชลออยู่ ได้พักจอดเรือพักค้างโรงแรมที่สิงคโปร์ เพื่อบรรทุกน้ำมันเครื่องบินส่งที่ย่างกุ้งนั้น กองบินญี่ปุ่นได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศสิงคโปร์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ไทยจึงรีบกลับไปอยู่ในเรือ ซึ่งถูกสั่งให้จอดที่ท่า ห้ามเจ้าหน้าที่เรือขึ้นฝั่ง ในระยะนี้เรือไทยอีกสามลำได้แก่เรือเทพสัตรีนาวา เรือศรีสุนทรนาวา และเรือรีดังซึ่งฝ่ายอังกฤษได้ควบคุมไว้ที่ท่าเรือสิงคโปร์ด้วย
จนต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากรัฐบาลไทยลงนามในกติกาสัญญาทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่นแล้ว ตำรวจอังกฤษจึงเข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่เรือไทยไปที่คุมขัง ในระหว่างถูกควบคุมเดินทางไปที่คุมขัง ร.ต.สงัดได้นำเจ้าหน้าที่เรือไทยคำนับธงไตรรงค์ประจำเรือ แล้วพาคนไทยร้องเพลงทหารเรือ ดอกประดู่ (หะเบสสมอพลัน) และเดินหน้า (เกิดมาทั้งที) เริ่มต้นความเป็นผู้นำในสถานการณ์บังคับ ซึ่งในวันแรกบรรดาเจ้าหน้าที่เรือไทยถูกคุมขังในสถานีตำรวจ วันต่อมาถูกนำตัวไปสอบสวนที่กองตำรวจสันติบาลสิงคโปร์ แล้วถูกพาไปเรือนจำเอ้าท์แทรม (Outram Prison) ภายหลังมีลูกเรือไทย คนไทยกลุ่มอื่นรวม 152 คน (รวมทั้งพระสงฆ์ไทย 4 รูป ผู้ลี้ภัยการเมือง เช่น พระยาเสนาสงคราม พระยาฤทธิอัคเนย์ ขุนโรจนวิภาต ฯลฯ และนักมวยไทย คือ ผลพระประแดง)
ร.ต.สงัด ชลออยู่ ซึ่งถูกคุมขังด้วย ได้นำนักโทษไทยออกกำลังกายบริหาร ชักชวนเล่นไพ่บริดจ์ หมากรุก ฯลฯ เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง และสร้างขวัญกำลังใจแก่นักโทษไทย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันน่าหดหู่ของเรือนจำ ที่แสงแดดน้อย ห้องขังที่อึดอัดคับแคบ อาหารการกินไม่เพียงพอ
จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 ก่อนที่กองทัพอังกฤษประจำสิงคโปร์จะยอมจำนน ทางเรือนจำเอ้าท์แทรมจึงได้ปล่อยตัวคนไทยทั้งหมด มีคนไทยส่วนหนึ่งพักที่บ้านพักกงสุลใหญ่ ในขณะที่คนไทยส่วนมากรวมทั้ง ร.ต. สงัด ชลออยู่ ได้พักที่วัดสว่างอารมณ์ (วัดไทยในสิงคโปร์) ฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นผู้มาใหม่ได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารบางส่วน ต่อมาฝ่ายไทยได้ขอความช่วยเหลือผ่านกองทัพญี่ปุ่น ให้ช่วยพาคนไทยอดีตเชลยที่สิงคโปร์กลับประเทศไทย โดยแบ่งคนไทยชุดละ 20 คน โดย ร.ต. สงัด ชลออยู่ ได้เป็นหัวหน้าคนไทยชุดสุดท้าย ต้องประสานการเดินทางระหว่างทางและการจัดหาอาหารให้แก่คณะเดินทาง จนเดินทางถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2485
นับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรก ที่จุดประกายความเป็นผู้นำของสงัด ชลออยู่ อย่างกะทันหัน เมื่อต้องอยู่ในการควบคุมของชาติศัตรู เผชิญภาวะคับขันที่ไร้สายบังคับบัญชา และขาดจากความคุ้มครองของประเทศไทย
1.2 เสรีไทยสายทหารเรือ
ทว่าชะตากรรมยามสงครามของสงัดยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อสถานการณ์สงครามเปลี่ยนฝ่ายสัมพันธมิตรกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม กองบินสัมพันธมิตรได้เข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทางอากาศในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2487 ปรากฏว่าบ้านของ ร.ท. สงัด ชลออยู่ ถูกทิ้งระเบิดเสียหายรุนแรง นางเบญจมาศ ชลออยู่ ภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 หนีไปหลุมหลบภัยไม่ทัน ถูกลูกระเบิดที่บ้านเสียชีวิตทันที ในเวลานั้น ร.ท. สงัด ชลออยู่ ยังประจำในเรือรบ ตำแหน่งต้นเรือหลวงสุราษฎร์
หลังจากโศกนาฏกรรมไม่นาน เดือนเมษายน พ.ศ. 2487 สงัดได้ย้ายไปเป็นต้นเรือหลวงชุมพร เรือตอร์ปิโดใหญ่ของกองทัพเรือไทย มีภารกิจในการควบคุมงานธุรการ การปกครอง และการเงินในเรือรบ ควบคู่กับรักษาราชการต้นปืนเรือหลวงชุมพร มีหน้าที่ควบคุมปืนประจำเรือทั้งหมด พร้อมกับที่เลื่อนยศเป็นเรือเอกในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน
เมื่อเข้าปีต่อมา พ.ศ. 2488 สงัด ชลออยู่ ร่วมเสรีไทยสายทหารเรือ ภายใต้พลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ สารวัตรใหญ่ทหาร ไม่ปรากฏว่าสงัดรับภารกิจใดในงานเสรีไทย หากว่ากองเรือรบไทย รวมทั้งเรือหลวงชุมพรจะมีภารกิจรักษาพระนครสู้ญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ - ธนบุรี ไปจนถึงสมุทรปราการ และอีกด้านหนึ่งตรวจอ่าวไทย สกัดการเดินเรือญี่ปุ่นระหว่างอินโดจีนกับมลายู ทหารเรือไทยจึงจะต้องอยู่ในภาวะตึงเครียดที่จะต้องเผชิญทั้งกองทหารรักษาฝั่งฝ่ายญี่ปุ่น และการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตร ทว่าสงครามยุติลงเสียก่อน[2]
1.3 จากผู้การเรือคราวแมนฮัตตัน สู่วีรบุรุษสงครามเกาหลี
หลังสิ้นสงครามมหาเอเชียบูรพา สงัดยังคงรับราชการในกองทัพเรือ จนได้เลื่อนยศเป็นนาวาตรี และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บังคับการเรือหลวงสุราษฎร์ 1 ในชุดเรือตอร์ปิโดใหญ่ ได้ร่วมภารกิจรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นิวัตพระนคร พ.ศ. 2493
วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อชุดทหารเรือส่วนหนึ่ง นำโดยนาวาตรี มนัส จารุภาเข้าบุกจับตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ลงเป็นตัวประกันในเรือหลวงศรีอยุธยา ซึ่งจอดทอดสมอในแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าช้างวังหลวง เพื่อหวังยึดอำนาจรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศที่ตกต่ำตั้งแต่หลังสงคราม ทว่าฝ่ายกบฏถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามจนหมดสิ้น
หน่วยเรือรบไทยที่จอดในแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนครและธนบุรี โดยเฉพาะด้านท่าช้างวังหลวงเป็นที่จอดเรือรบสำคัญหลายลำ รวมทั้งเรือหลวงสุราษฎร์ที่มาจอดซ่อมและปลดปล่อยทหารเก่า ทว่าเมื่อเกิดเหตุกบฏ หน่วยเรือรบต่าง ๆ ที่ไม่ได้ร่วมกบฏ อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมเผชิญเหตุป้องกันตนเอง รอรับคำสั่งจากหน่วยเหนือ ทว่าจนวันที่ 30 มิถุนายนไม่มีคำสั่งใด ๆ จนเมื่อรถถังฝ่ายทหารบกรัฐบาลระดมยิงหน่วยเรือฝ่ายกบฏ ซึ่งยิงเฉียดเรือหลวงสุราษฎร์และเรือรบอื่น ๆ หลายนัด ในเมื่อไม่มีคำสั่งใด ๆ จากผู้บังคับบัญชา แล้วเหตุรุนแรงได้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น ในที่สุด น.ต. สงัดในตำแหน่งผู้บังคับการเรือสั่งให้ยิงตอบโต้รถถังฝ่ายรัฐบาลอย่างฉับพลันทันที ถึงกับยิงถูกรถถังไปส่วนหนึ่ง ทำให้เรือหลวงสุราษฎร์รอดพ้นจากอันตรายได้[3]
ทว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจปราบปราม น.ต. สงัด ชลออยู่ ได้ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน เนื่องจากได้ยิงต่อสู้กับกำลังทหารบกฝ่ายรัฐบาล ทว่าหลังจากถูกคุมขัง 3 เดือนในที่สุดผลการสอบสวน น.ต.สงัดพ้นผิด ด้วยไม่พบว่ามีส่วนริเริ่มก่อการกบฏ หากยิงต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น จึงถูกปล่อยตัว และยังคงรับราชการต่อไป ทว่าไม่เป็นที่วางใจของรัฐบาลผู้ชนะ
ในที่สุดผู้บังคับบัญชาชั้นสูงในกองทัพเรือจึงตกลงใจตั้งตำแหน่งประจำการต่างประเทศ จึงออกคำสั่งแต่งตั้งให้นาวาโท สงัด ชลออยู่ เป็นผู้บังคับหมู่เรือปฏิบัติการร่วมรบกับสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2496 จนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2498 มีภารกิจตรวจการน่านน้ำทะเลญี่ปุ่น คุ้มกันกองเรือลำเลียงสหประชาชาติที่เดินทางระหว่างฐานทัพเรือสหรัฐที่ญี่ปุ่นและเกาหลี แม้เป็นระยะที่ฝ่ายโลกเสรีและฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงที่ปันมุนจอมแล้ว หากยังต้องเตรียมพร้อมระวังเครื่องบินและเรือดำน้ำข้าศึกที่อาจจะคุกคามกองเรือลำเลียงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ทหารเรือไทยยังต้องปรับตัวปฏิบัติงานในสภาพอากาศที่ไม่คุ้นชิน โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิติดลบต่อเนื่องหลายเดือน[4]
จากภารกิจนี้มีผลให้สงัด ชลออยู่ได้รับการฟื้นเกียรติภูมิความเชื่อถือในกองทัพ และรับความไว้วางใจให้ครองตำแหน่งสำคัญของกองทัพเรือ เช่น ผู้บังคับการกองเรือปราบเรือดำน้ำ (พ.ศ. 2501) เสนาธิการกองเรือยุทธการ (พ.ศ. 2505) ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (พ.ศ. 2515) และผู้บัญชาการทหารเรือ (พ.ศ. 2516) จนได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด (พ.ศ. 2518) ตามลำดับ ได้เลื่อนยศสูงถึงชั้นพลเรือเอก พลเอก และพลอากาศเอก
1.4 วีรกรรมดอนแตง[5]
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 หลังจากที่เรือ ล.123 แห่งหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงได้ตรวจตราระวังเหตุลักลอบขนอาวุธสงครามเถื่อน ด้านแม่น้ำโขง เรือ ล.123 ได้ถูกกองทหารฝ่ายลาวระดมยิง จนเกยตื้นที่ดอนแตง หน้าบ้านดอนน้อย อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พันจ่าตรี ปรัศม์ พงษ์สุวรรณ พลถือพังงาเรือถูกยิงเสียชีวิตคาที่ ทหารประจำเรือที่เหลือ 4 นายต้องต่อสู้ป้องกันเรือจนกระสุนหมด และได้รับบาดเจ็บ ผู้บังคับเรือจึงสั่งให้สละเรือ นำกำลังพลที่รอดชีวิตกลับฝั่งไทยได้ ทว่าต้องทิ้งศพ พ.จ.ต.ปรัศม์ไม่อาจพากลับได้
ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพไม่ยินยอมให้ทอดทิ้งร่างของ พ.จ.ต.ปรัศม์ และเรือ ล.123 ให้ตกอยู่ในมือของฝ่ายลาว จึงได้สั่งให้ฝ่ายไทยกู้ทั้งศพและเรือ หากทหารผู้ที่ปฏิบัติภารกิจนี้จะต้องตกอยู่ในการยิงโจมตีของฝ่ายลาวอย่างไม่ต้องสงสัย ในปฏิบัติการนี้พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลโท เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าควบคุมประสานการบังคับบัญชาด้วยตนเอง โดยมอบให้ชุดปฏิบัติการมนุษย์กบนาวิกโยธินลักลอบคืบคลานกู้ศพพันจ่าตรี ปรัศม์ พงษ์สุวรรณ และได้ระดมกำลังทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดนประจำฝั่งฝ่ายไทย ทำการยิงสนับสนุนตอบโต้ฝ่ายลาว คุ้มกันชุดปฏิบัติการนาวิกโยธิน ถึงกับใช้กำลังทางอากาศเข้าต่อสู้ จนสุดท้ายฝ่ายไทยประสบความสำเร็จในการกอบกู้ทั้งศพและเรือ ในการนี้สงัดให้คำสั่งสั้นแต่เฉียบขาดว่า “ถ้าชิงศพมาไม่ได้ ก็เพิ่มศพเข้าไป”
จากประสบการณ์ของพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ พบว่าเป็นนายทหารผู้ผ่านสถานการณ์คับขันมาโดยตลอด จึงสร้างบุคลิกผู้นำที่ตัดสินใจเด็ดขาด ใจถึง เป็นที่พึ่งของลูกน้องข้ามเหล่าทัพได้ พร้อมใช้กำลังโต้ตอบอย่างห้าวหาญ
ภายหลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ. 2519 จึงได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วนำกองทัพก่อรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แล้วอาศัยกำลังทหารตามนโยบายรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรในการจับกุมปราบปรามนิสิตนักศึกษา และประชาชนผู้เคลื่อนไหวอย่างเด็ดขาดรุนแรง ต่อมาเมื่อรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรดำเนินนโยบายขวาจัดที่จะเพิ่มความแตกแยกและตึงเครียดทั้งภายในและภายนอกประเทศ สงัดจึงได้นำกองทัพก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรอีกครั้ง โดย พล.ร.อ.สงัดเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ หลังจากนั้นจึงได้เป็นประธานสภานโยบายแห่งชาติ ในขณะที่ทูลเกล้าฯ เสนอให้พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเลขาธิการคณะปฏิวัติ เป็นนายกรัฐมนตรี
2. พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายทหารผู้นี้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเลขาธิการคณะปฏิวัติ คราวยึดอำนาจจากรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 หลังจากนั้นจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้สร้างหมุดหมายการคลี่คลายสถานการณ์สงครามเย็นในและนอกประเทศไทย เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ที่ตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ชื่อเดิมสมจิตต์ ชมะนันทน์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก พ.ศ. 2483 บรรจุกองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อครองยศพันโท ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 21 ในสงครามเกาหลี
ภาพจาก : ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
2.1 ศึกอินโดจีน – เอเชียบูรพา
ในคราวศึกอินโดจีน (พ.ศ. 2483 - 2484) กองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ ซึ่งปฏิบัติการด้านชายแดนบ้านยาง อรัญประเทศอย่างกล้าหาญ เกิดการปะทะรุนแรง จนติดตามกองพลพระนครเข้ายึดพระตะบอง ศรีโสภณ ร้อยตรี สมจิตต์ ชมะนันทน์เป็นผู้บังคับหมวดในสังกัดกองพันนี้ จึงได้ทำการรบแนวหน้าอย่างกล้าหาญ ผ่านการยิงกดดันจากข้าศึก ต่อมาในสงครามมหาเอเชียบูรพา ร้อยโทเกรียงศักดิ์ (เปลี่ยนชื่อจากสมจิตต์) ได้ย้ายไปเป็นผู้บังคับหมวดกองพันทหารราบที่ 27 กรมทหารราบที่ 9 ออกราชการสนามกองทัพพายัพ ทำการรบด้านแคว้นเชียงตุง รัฐฉาน ได้เข้ายึดเมืองยอง เมืองวะ เมืองเชียงขวาง ผ่านการปะทะกองทหารจีนคณะชาติ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมป่าเขารัฐฉาน ที่เต็มไปด้วยเชื้อมาลาเรีย และความขาดแคลน[6]
ปลายสงครามได้เลื่อนเป็นผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารราบที่ 26 กรมทหารราบที่ 9 เลื่อนยศเป็นร้อยเอก นำทหารติดตามกองพันกลับที่ตั้งจังหวัดอุบลราชธานี เตรียมแผนการต่อต้านกองทหารญี่ปุ่นค่ายหลักในเมืองอุบลราชธานี พร้อมกับที่ค่ายเสรีไทยได้ตั้งขึ้นเตรียมซุ่มโจมตีรอบชายป่าอุบลราชธานี กองทหารของเกรียงศักดิ์จึงอยู่ในสถานการณ์เผชิญหน้าโดยตรงกับกองทหารญี่ปุ่นอย่างตึงเครียดและคับขัน พร้อมที่จะสู้รบได้เสมอ ทว่าสงครามยุติเสียก่อนเกิดการปะทะเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488[7]
2.2 กองพันพยัคฆ์น้อย สงครามเกาหลี
ในคราวสงครามเกาหลี (พ.ศ. 2493 - 2496) ประเทศไทยได้ส่งกองทหารเข้าร่วมรบฝ่ายโลกเสรี (สหรัฐ เกาหลีใต้ อังกฤษ ฯลฯ) ช่วยประเทศเกาหลีใต้ ต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ (เกาหลีเหนือ โซเวียต จีน) ซึ่งสนับสนุนเกาหลีเหนือ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 21 (ผลัดที่ 3) เมื่อต้นปี พ.ศ. 2495 ในสังกัดยุทธการต่อกรมทหารราบที่ 9 (สหรัฐ) กองพลทหารราบที่ 2 (สหรัฐ) กองพันนี้ได้ปฏิบัติการต่อต้านการรุกของกองทัพจีนคอมมิวนิสต์ และกองทัพเกาหลีเหนือ ในแนวหน้าเข้าพอร์คชอป (Pork Chop Hill) ฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองฝ่าย ด้วยเป็นตำแหน่งสำคัญที่ควบคุมเส้นทางทัพไปยังเมืองสำคัญ กองพันไทยจึงต้องดัดแปลงภูมิประเทศป้องกันแน่นหนา หลายชั้น เพื่อป้องกันข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่า
กรมทหารจีนคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีกำลังมากกว่าฝ่ายไทยถึง 4 เท่า ได้เข้าตีเนินพอร์คชอปที่กองพันทหารราบไทยรักษาพื้นที่เอาไว้ถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ในการรบครั้งนั้นทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญศึกหนัก ฝ่ายทหารจีนต้องเข้าตีภูมิประเทศเนินเขาอันซับซ้อน แม้มีกำลังมากแต่ก็ตกเป็นเป้าสังหารของฝ่ายป้องกัน ฝ่ายทหารไทยแม้มีชัยภูมิเหมาะแก่การป้องกัน แต่ต้องเผชิญฝ่ายตรงข้ามที่มีทั้งกำลังทหารและพลังอาวุธที่มีปริมาณมากกว่า ทำให้การป้องกันเป็นไปอย่างยากลำบาก ผู้พันเกรียงศักดิ์ต้องแสดงทั้งบทกล้าในการสั่งการในแนวหน้า และการประสานการสนับสนุนจากหน่วยเหนือและแนวหลัง จนกองพันทหารไทยสามารถยับยั้งการรุกของข้าศึกได้สำเร็จ[8]
นับว่าเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ได้ผ่านประสบการณ์รบในสนามอย่างโชกโชน ตั้งแต่กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส สงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามเกาหลี ก่อนที่จะเปลี่ยนบทบาทและประสบการณ์ในช่วงเวลาต่อมา
2.3 นายทหารฝ่ายเสนาธิการ นักประสานเหล่าทัพและชาติพันธมิตร
ภายหลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี ประเทศไทยได้เข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Treaty Organization – SEATO สปอ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ร่วมกับชาติโลกเสรี เช่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ อังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นต้น เพื่อป้องกันประเทศร่วมจากชาติคอมมิวนิสต์[9]
เมื่อปี พ.ศ. 2500 พันเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ได้รับราชการเป็นหัวหน้าสำนักวางแผนทางทหาร สปอ. ภายใต้กองอำนวยการความสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมเสนาธิการกลาโหม (ต่อมาขยายเป็นกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือกองบัญชาการกองทัพไทยในปัจจุบัน) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พ.ศ. 2503 ได้เป็นรองเสนาธิการกองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกรียงศักดิ์จึงมีบทบาทประสานแผนการยุทธร่วมกับชาติพันธมิตรโลกเสรี อันเป็นบทบาทที่มีทั้งมิติการทหารผสมผสานการทูต ทั้งประสานการฝึกร่วมกองทัพไทยกับกองทัพภาคี การวางแผนยุทธการร่วม การรับความช่วยเหลือทางยุทธศาสตร์ก่อสร้างเส้นทาง ท่าเรือ สนามบิน การรับความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทธภัณฑ์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ เกษตร และการศึกษา[10]
เมื่อปี พ.ศ. 2507 ในยศพลโท ได้เลื่อนตำแหน่งฝ่ายไทยเป็นรองเสนาธิการกองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า เป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองบัญชาการผสมสามเหล่าทัพไทย และกองทัพนานาประเทศ เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศจากการรุกของชาติคอมมิวนิสต์ ภารกิจของ พล.ท.เกรียงศักดิ์จึงเน้นไปที่การวางแผนยุทธการร่วม
จนถึง พ.ศ. 2517 ได้เลื่อนขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร และเสนาธิการกองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า ในยุคนี้กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้าเริ่มเปลี่ยนภารกิจการป้องกันประเทศ ควบคู่ภารกิจการรักษาความมั่นคงและประสานกิจการชายแดน เริ่มเกิดคณะกรรมการประสานกิจการชายแดน ทั้งด้านพม่า มาเลเซีย กัมพูชา ลาว ด้วยยุทธศาสตร์ที่เริ่มบูรณาการทั้งการทูต สังคม และเศรษฐกิจชายแดน ควบคู่กับการทหาร
จากตำแหน่งหน้าที่และภารกิจดังกล่าวนี้ ได้ช่วยเปิดโลกทัศน์ของเกรียงศักดิ์ให้กว้างกว่ากรมกองทหารบก ทางหนึ่งได้เรียนรู้และร่วมงานทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ อีกทางหนึ่งได้สัมผัสเรียนรู้นานาชาติทั้งการทหาร การทูต ความมั่นคง วัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ เกิดความยืดหยุ่นในการเรียนรู้และแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เสมอ[11]
2.4 ฟันเฟืองสำคัญ กรป.กลาง เมื่อกองทัพเข้าหามวลชน
ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 พล.ท.เกรียงศักดิ์ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเสนาธิการกองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป.กลาง หรือหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาในปัจจุบัน) ควบคู่ตำแหน่งรองเสนาธิการกองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานทหารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ และรักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับกระทรวงและกรมพลเรือน จัดเป็นหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ไปตามชนบทห่างไกล ทั้งสร้างเส้นทางคมนาคม สาธารณูปโภค พลังงาน โรงเรียน สถานพยาบาล ฯลฯ เพื่อชิงมวลชนไม่ให้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย (พคท.) จนมีผลให้ประเทศไทยพัฒนาในภูมิภาคชนบทกว้างขวางมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงมวลชนให้ใกล้ชิดรัฐบาลไทยได้ค่อนประเทศ มีผลในการเร่งรัดพัฒนาชนบทและการช่วงชิงมวลชนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร จึงได้เป็นเสนาธิการ กรป.กลางด้วย[12]
นับเป็นอีกมิติที่เกรียงศักดิ์มีความรอบรู้ ในการสร้างและเข้าถึงมวลชน ทำให้ภารกิจความมั่นคงภายใต้พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มีความรอบด้านยิ่งกว่าในยุคสมัยใด ๆ ที่มุ่งเน้นมิติด้านการทหาร แล้วจะเป็นฐานคิดในการพัฒนาประเทศ เมื่อเกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
จากภูมิหลังประวัติ ภารกิจและบทบาทของสองผู้นำคณะปฏิวัติในคราว 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 ได้แก่พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โดยสังเขป อาจทำให้เห็นถึงการหล่อหลอมลักษณะภาวะผู้นำทั้งสองที่แตกต่าง พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ นายทหารรุ่นเก่าผู้ผ่านภาวะคับขัน จนมีลักษณะผู้นำที่ตัดสินใจเฉียบขาด ด้วยวิธีทางทหารเป็นหลัก ในขณะที่ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายทหารที่ผ่านประสบการณ์จากภารกิจหลากหลายด้าน ทั้งการทหาร (ในแนวรบและหน้าที่เสนาธิการ) การทูต การเมือง และมวลชน นับเป็นมิติใหม่ผู้นำทหารในยุคนั้น
ดังนั้นรัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 อันนำมาซึ่งนายกรัฐมนตรีใหม่ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นความพลิกแพลงทางการเมือง และความคลี่คลายสถานการณ์ความมั่นคงในและนอกประเทศ ได้แก่ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมกรณี 6 ตุลาคม 2519 การกระชับสัมพันธ์กับชาติค่ายคอมมิวนิสต์ ไปจนถึงการเจรจายุติศึกร่มเกล้า ฯลฯ แม้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปอีก 1 ท่าน
เอกสารอ้างอิง
(2543). ศิลปชัย ชาญเฉลิม. คำให้การนายหนหวย 72 ปีท่ามกลางมนุษย์นานาพันธุ์. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายศิลปชัย ชาญเฉลิม (นายหนหวย) ณ ฌาปนสถาน วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
(2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์. ม.ป.พ.
(2521). ที่ระลึกพิธีเปิดอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ กองพันทหารราบที่ 3 กรมผสมที่ 7 จังหวัดเชียงราย. ม.ป.พ.
(2498). พลเรือจัตวา ยงยุทธ อาชวาคม. ราชนาวีไทยร่วมรบกับสหประชาชาติ. พิมพ์ในหนังสือที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตในกรณีสงครามเกาหลีและเพื่อประเทศชาติ 23-24-25 มีนาคม 2498 ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน
(2552) พลเอก ไพฑูรย์ ขจรพันธุ์. สงครามมหาเอเชียบูรพา. พิมพ์ในอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก ไพฑูรย์ ขจรพันธุ์ ณ ฌาปนสถาน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552
(2540). ราชนาวิกโยธิน. ม.ป.พ.
(2524). วิจิตร ถาวรบุตร. เรื่องจริงของกลุ่มคนไทยในคุกสิงคโปร์. พิมพ์ในอนุสรณ์ในงานพระราชทานฝังศพ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว. วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2524 ณ สถานที่ฝังศพ ก.ม. 263 บ้านวังหิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
(2524). นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี. นิทานชาวไร่. พิมพ์ในอนุสรณ์ในงานพระราชทานฝังศพ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ม.ป.ช., ม.ว.ม., ท.จ.ว. วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2524 ณ สถานที่ฝังศพ ก.ม. 263 บ้านวังหิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
[1] (2524). วิจิตร ถาวรบุตร. เรื่องจริงของกลุ่มคนไทยในคุกสิงคโปร์, หน้า 3 - 27
[2] (2524) วิจิตร ถาวรบุตร. เรื่องจริงของกลุ่มคนไทยในคุกสิงคโปร์, หน้า 30
[3] (2524) สวัสดิ์ จันทนี. นิทานชาวไร่, หน้า 68 - 70
[4] (2498) ยงยุทธ อาชวาคม. ราชนาวีไทยร่วมรบกับสหประชาชาติ, หน้า 136 - 137
[5] (2540). ราชนาวิกโยธิน, หน้า 243 - 245
[6] (2552) ไพฑูรย์ ขจรพันธุ์. สงครามมหาเอเชียบูรพา, หน้า 82 และ (2521). ที่ระลึกพิธีเปิดอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ, หน้า 18
[7] (2543). ศิลปชัย ชาญเฉลิม. คำให้การนายหนหวย 72 ปีท่ามกลางมนุษย์นานาพันธุ์, หน้า 224
[8] (2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, หน้า 50 -72
[9] (2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, หน้า 79
[10] (2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, หน้า 80 - 89
[11] (2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, หน้า 94
[12] (2547). ชีวิตและผลงาน ฯพณฯ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, หน้า 95 - 99