ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, ศิลปะ-วัฒนธรรม

พระเจ้าช้างเผือก ตอนที่ : 19 ขันติธรรมแห่งพระเจ้าจักรา

19
มีนาคม
2569

ทหารแห่งกรุงอโยธยาผู้อยู่บนหลังช้าง ต่างมองเห็นความพ่ายแพ้ของพระเจ้าหงสา พวกเขาส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี แล้วโถมกำลังราวกับภูผาหลายทับเข้าใส่ กองทัพหงสาที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้กำลังถอยร่นไม่เป็นกระบวน

การรบกำลังดำเนินต่อไป การสังหารหมู่จะต้องเกิดขึ้นเป็นแน่แท้...

แต่พระเจ้าจักราทรงยืดพระวรกายผงาดเหนือหลังช้างทรง โบกธงรบประจำพระองค์อยู่ไปมาและอาณัติสัญญาณจากพระองค์ก็ได้หยุดกองทัพเอาไว้

“หยุด! หยุด!” ทรงร้องตะโกน “อย่าทำอะไรพวกมัน พวกมันไม่มีข้อบาดหมางกับพวกเราเลย เรารบกับพระเจ้าหงสา และเดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีพระเจ้าหงสาอีกแล้ว...”

พระดรรชนีชี้ไปยังกษัตริย์ผู้บาดเจ็บ ผู้ซึ่งกำลังจะสวรรคตอยู่แทบเท้าช้างทรง ล้อมรอบไปด้วยเหล่าราชองครักษ์ของพระองค์

“เอาเชลยมา” พระเจ้าจักราตรัสต่ออย่างรวดเร็ว เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารข้าศึกก็ถูกต้อนมารวมกันอยู่ข้างหน้าช้างทรงของอธิราชแห่งอโยธยา ในแถวแรกมีเจ้าชายบุเรงและอัครมหาเสนาบดี ศีรษะของคนทั้งสองน้อมต่ำลงเพราะทั้งสองไม่เคยเห็นชอบกับการสงครามตามพระบัญชาอันผยองของกษัตริย์แห่งตน และบัดนี้ได้จบสิ้นแล้วจากความพ่ายแพ้ของพระองค์ ทั้งสองไม่เสียใจที่พระองค์สวรรคตด้วยซ้ำ ซึ่งสาสมแล้วสำหรับพระองค์ แต่ว่าอะไรจะเกิดกับพวกเขาบ้างเล่า ในเมื่อตกอยู่ในอำนาจของศัตรู

พระเจ้าจักราทรงเห็นคนเหล่านี้ยังกังวลด้วยเรื่องความปลอดภัยของตน ชะตากรรมของพวกเขาอยู่ในอุ้งหัตถ์ของพระองค์ แต่ทรงตรองถึงพุทธภาษิตบทหนึ่งซึ่งทรงโปรดมาก

“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร...”[1]

แล้วพระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัย “เจ้าทั้งหลายจงฟัง” ทรงเอ่ยขึ้น “ดูกร แม่ทัพและนายทหารแห่งหงสา ท่านทราบถึงมิตรภาพซึ่งผูกพันข้ากับพระเจ้าหงสา ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังประทุษร้ายต่อข้า ข้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นพระองค์แต่กลับทรงข่มเหงจะเอาข้าเป็นทาส นี่แหละเหตุแห่งความโกรธของข้าอันทำให้ข้าได้ชนช้างกับพระองค์ บัดนี้สาแก่ใจข้าแล้ว ที่ได้เห็นพระองค์สิ้นพระชนม์ลงด้วยน้ำมือของข้า ข้าจะกลับกรุงอโยธยาของข้า” พระเจ้าจักราทอดพระเนตรไปรอบ ๆ ยังบรรดาเชลย แววเห็นใจฉายอยู่ในพระเนตร

“ทหารแห่งหงสา! เจ้าได้ถูกชักนำมาทำสงครามกับข้า ซึ่งหวังเสมอที่จะได้อยู่กับพวกเจ้าอย่างสงบ บัดนี้เจ้าเป็นผู้แพ้อยู่ต่อหน้าพวกข้าแต่ข้าจะไม่คุมแค้นพวกเจ้าที่บังอาจทำร้ายพวกเรา กลับคืนบ้านเมืองของพวกเจ้าเถิด”

หมู่ชาวหงสาเงยหน้าขึ้น ความหวังส่องประกายจากดวงหน้าของทุกคน

“ขอให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับพวกเจ้า” พระเจ้าจักราตรัสต่อ “บทเรียนสำหรับพวกเราทุกคน อย่าให้ต้องถูกบังคับขับขี่ดั่งเช่นวัวควายอีกเลย...”

องค์กษัตริย์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้น “จงเล่าขานให้ลูกหลานของเจ้าฟังถึงเรื่องในวันนี้ เรื่องของกษัตริย์ต่อกษัตริย์ทรงกระทำยุทธหัตถีกันเพื่อยุติกรณีพิพาท เพื่อว่าอนุชนรุ่นหลังจะได้รับรู้และกำชับผู้นำของตนให้กระทำเยี่ยงนี้บ้าง หากพวกเขาจำต้องต่อสู้กัน ด้วยวิถีทางนี้เท่านั้น จึงจะทำให้ชนทั้งผองในโลกได้รอดพ้นจากสงครามอันไร้ประโยชน์ และความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นเลย”

 

 

แล้วพระเจ้าจักราทรงหันมาตรัสกับกองทัพของพระองค์

“วันนี้พวกเจ้าก็ได้เห็นมิตรสหายและผู้เป็นที่รักของพวกเจ้าถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา...”

เกิดอาการสะท้านไหวทั่วแถวทหาร

“พวกเจ้าหลายคนจะจดจำแผลที่จากการยุทธครั้งนี้ไปตลอดชีวิต...”

ทรงยื่นพระกรออกไปด้วยท่าทางให้ประนีประนอม แล้วจึงทรงสรุปว่า

“ขอแต่อย่าให้รอยแผลเหล่านี้กินลึกเข้าถึงหัวใจของพวกเจ้า อย่าได้คิดร้ายต่อกันด้วยเหตุที่เกิดจากวันนี้...พวกเราที่ตายไปแล้วต้องการให้เราเป็นอย่างนี้...”

และพระกระแสก็จบลงว่า

“ทหารแห่งหงสา! เก็บอาวุธของพวกเจ้าแล้วกลับไปบ้านเมืองของเจ้า ขอจงมีสันติสุขเถิด”

เจ้าชายบุเรงถวายคำนับเงียบ ๆ แล้วจึงหันไปสั่งทหารของตนให้ไปเก็บอาวุธที่กองอยู่หน้าช้างทรงคืนมา

พระเจ้าจักราทรงชูพระแสงทวน

“ทหารแห่งกรุงอโยธยา! จงให้เกียรติแก่พี่น้องแห่งหงสา”

“ไชโย! ไชโย! ไชโย!” ผู้ชนะโห่ร้องสามลา

เจ้าชายบุเรงสนองตอบ ชูดาบขึ้น

“ทหารแห่งหงสา! จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าจักรา พระเจ้าช้างเผือกผู้ทรงยิ่งยงโดยพระนามและโดยพระองค์เอง ขอพระเจ้าช้างเผือกจงทรงพระเจริญ!”

“ฮูเร! ฮูเร! ฮูเร!” ฝ่ายแพ้บันลือเสียง

พระเจ้าจักราทรงพิจารณาภาพแห่งการรอมชอมน้ำใจกันอย่างปิติ นี่คือผลแห่งพระประสงค์ของพระองค์

“จากนี้ไป” ตรัสกับเจ้าชายบุเรง “ขอให้มีความเข้าใจกัน มีความปรารถนาดีต่อกันในระหว่างพวกเราทั้งสอง และขอให้สันติสุขกลับมาสู่พวกเราและบ้านพี่เมืองน้องของเราในโลกนี้อีกครึ่งหนึ่ง จงตลอดไปเถิด และขอคุณพระศรีรัตนตรัยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลจักรวาลดลบันดาลให้สันติภาพนั้นดำรงอยู่ตลอดไป ลาก่อน”

“ถวายบังคมลา พ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายบุเรงสนองพระดำรัส

กองทัพหงสาเคลื่อนทัพกลับ เหล่าช้างนำไปก่อน แล้วจึงเป็นไพร่ราบกับพลม้า ในพวกนั้นมีคนบาดเจ็บหลายคน บ้างพันผ้า บ้างเดินกระย่องกระแย่งตามไม่ค่อยจะทันเพื่อน

ที่สุดขอบฟ้า พระอาทิตย์อัสดง ณ ทุ่งกว้างแห่งแคว้นอโยธยา และทหารในพระเจ้าจักราต่างรู้สึกสมใจพากันทยอยกลับกรุงอโยธยาอย่างรื่นเริง ปราโมทย์ในชัยชนะและสุขที่ได้อยู่ใต้พระมหากษัตริย์ผู้มีพระทัยกว้างขวางและทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณา


[1] จากธรรมบท, ขุททกนิกาย