ในบรรดาหนังสืองานศพที่ผู้เขียนพบเห็นและสะสมมาตลอดหลายสิบปี หนังสืออนุสรณ์ของบุคคลผู้เสียชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองนับเป็นกลุ่มที่ชวนให้ศึกษาเป็นพิเศษ เนื้อหาภายในเล่มมักบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่ปรากฏในเอกสารราชการหรือประวัติศาสตร์การเมืองทั่วไป ทั้งภาพถ่ายครอบครัว ประวัติชีวิต คำไว้อาลัย ตลอดจนความทรงจำของญาติมิตรและผู้ร่วมงาน บางเล่มยังรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับเหตุแห่งความตายไว้ด้วย หนังสือเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยให้รู้จักบุคคลทางประวัติศาสตร์ผ่านความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวและผู้ใกล้ชิดเลือกจดจำและบันทึกเรื่องราวใดไว้ภายหลังการสูญเสีย โดยเฉพาะในกรณีที่ความตายเกิดขึ้นขณะบุคคลผู้นั้นยังมีบทบาททางการเมืองอย่างแข็งขัน
ระหว่างสำรวจหนังสืองานศพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารสี่อดีตรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 มีข้อสังเกตประการหนึ่งที่ชวนให้ขบคิด กล่าวคือ ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งสี่ ได้แก่ ทองเปลว ชลภูมิ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จำลอง ดาวเรือง และถวิล อุดล ผู้เขียนพบหนังสืองานศพของบุคคลสามคนแรกแล้ว แต่กลับยังไม่พบหนังสืออนุสรณ์ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่ออุทิศแก่ถวิลโดยตรง ทั้งที่เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด รัฐมนตรี สมาชิกขบวนการเสรีไทย และเลขาธิการพรรคสหชีพ จึงเกิดคำถามว่า หนังสืองานศพของถวิล อุดล เคยได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นหรือไม่ หากเคยมี ใครเป็นผู้ดำเนินการ จัดพิมพ์ในโอกาสใด และปัจจุบันยังมีฉบับใดหลงเหลืออยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม การยังค้นไม่พบย่อมมิอาจใช้เป็นข้อยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวไม่เคยได้รับการจัดพิมพ์ บทความนี้จึงมุ่งรวบรวมหลักฐานเท่าที่ผู้เขียนมีอยู่ เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหนังสืออนุสรณ์ของผู้เสียชีวิตร่วมเหตุการณ์ และใช้ข้อสงสัยเกี่ยวกับหนังสืองานศพของถวิลเป็นจุดตั้งต้นในการรำลึกถึงชีวิต บทบาททางการเมือง และชะตากรรมของเขา ในวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาลของถวิล อุดล วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 คำถามเกี่ยวกับหนังสืองานศพของเขายังชวนให้ย้อนพิจารณาว่า เรารู้จักชีวิตของนักการเมืองผู้นี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องราวและความทรงจำของครอบครัวผู้ต้องเผชิญกับการสูญเสียจากเหตุการณ์สังหารครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
4 เสืออีสานกับ 4 อดีตรัฐมนตรี
“ดาวหนึ่งทองอินทร์นั้น เลือดอุบล
ดาวหนึ่งเตียงเลือดสกล เลือดสู้
ดาวหนึ่งถวิลเลือดคน ร้อยเอ็ด
ดาวหนึ่งจำลอง เลือดสารคาม”
บทร้อยกรองของไพวรินทร์ ขาวงาม กล่าวถึงทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เตียง ศิริขันธ์ ถวิล อุดล และจำลอง ดาวเรือง นักการเมืองผู้ได้รับการขนานนามว่า “สี่เสืออีสาน” อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นต้องจำแนกบุคคลกลุ่มนี้ออกจาก “สี่อดีตรัฐมนตรี” ผู้ถูกสังหารที่บางเขน เนื่องจากมีสมาชิกตรงกันเพียงสามคน ได้แก่ ทองอินทร์ ถวิล และจำลอง ส่วนเตียงมิได้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 หากถูก “อุ้มหาย” ในอีกสามปีถัดมาเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2495 ขณะที่ผู้เสียชีวิตร่วมกับนักการเมืองอีสานทั้งสาม ณ บางเขน คือทองเปลว ชลภูมิ์ อดีตสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนและเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ
เส้นทางการเมืองของทองเปลวแตกต่างจากนักการเมืองอีสานทั้งสามอย่างมีนัยสำคัญ เขาเข้าร่วมคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ขณะที่ทองอินทร์ ถวิล และจำลองเข้าสู่การเมืองผ่านระบบผู้แทนราษฎร ก่อนมีบทบาทสำคัญในพรรคสหชีพ โดยถวิลดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ความสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์ ตลอดจนการทำงานในเครือข่ายขบวนการเสรีไทย ทำให้เส้นทางชีวิตทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้เกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด กระนั้น การเรียกรวมบุคคลทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียวโดยละเลยความแตกต่างด้านภูมิหลัง สังกัดทางการเมือง และช่วงเวลาแห่งความตาย ย่อมอาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน การจำแนกบุคคลอย่างชัดเจนยังมีความสำคัญต่อการติดตามเอกสารและหลักฐานจากแต่ละครอบครัว อันอาจมีประวัติการจัดทำและเก็บรักษาแตกต่างกันไป
รัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ส่งผลให้รัฐบาลของพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สิ้นสุดลง พร้อมกับเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองที่ฝ่ายปรีดีเคยมีอยู่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้มีบทบาทในขบวนการเสรีไทยจำนวนหนึ่งตกอยู่ภายใต้การเพ่งเล็งของฝ่ายผู้กุมอำนาจ ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อปรีดีและผู้สนับสนุนดำเนินการเคลื่อนไหวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 โดยฝ่ายปรีดีเรียกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า “ขบวนการประชาธิปไตย” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเรียกว่า “กบฏวังหลวง” ภายหลังการเคลื่อนไหวประสบความล้มเหลว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมบุคคลต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ตลอดจนผู้ใกล้ชิดและผู้สนับสนุนทางการเมืองของฝ่ายปรีดีบางส่วน โดยมีอดีตรัฐมนตรีบางคนรวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมด้วย
ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกา ทองอินทร์ จำลอง และถวิล ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ส่วนทองเปลวซึ่งเดินทางกลับจากปีนัง ถูกจับที่สนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจแยกควบคุมตัวบุคคลทั้งสี่ไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ กระทั่งคืนวันที่ 3 มีนาคม จึงเบิกตัวออกมาโดยอ้างว่าจะนำไปควบคุมไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน ขบวนรถตำรวจจำนวนสามคัน พร้อมเจ้าหน้าที่ประมาณยี่สิบนายเศษ ออกเดินทางจากพระนครไปตามถนนพหลโยธิน จนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14–15 อดีตรัฐมนตรีทั้งสี่ถูกยิงเสียชีวิตขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 ดังนั้น การระบุวันเกิดเหตุจึงควรแยกระหว่างคืนวันที่เจ้าหน้าที่เบิกตัวผู้ต้องหาออกจากสถานที่ควบคุม กับวันเสียชีวิตภายหลังเที่ยงคืนให้ชัดเจน
ภายหลังเกิดเหตุ กรมตำรวจแถลงว่ามีกลุ่มคนร้ายพยายามเข้าชิงตัวผู้ต้องหา จนเกิดการยิงต่อสู้และกระสุนปืนถูกอดีตรัฐมนตรีทั้งสี่เสียชีวิต ทว่าเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลกลับไม่รับฟังคำอธิบายดังกล่าว โดยพิจารณาจากคำให้การของเจ้าหน้าที่ สภาพสถานที่เกิดเหตุ ร่องรอยกระสุนปืน ตลอดจนพฤติการณ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหา ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้เสียชีวิตทั้งสี่ยังอยู่ในความควบคุมของตำรวจและถูกสวมกุญแจมือ ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ร่วมขบวนไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน แม้จะกล่าวอ้างว่าเกิดการยิงต่อสู้กับบุคคลภายนอก พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแวดล้อมเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบคำแถลงของหน่วยงานรัฐภายหลังเกิดเหตุ
กว่าคดีจะดำเนินมาถึงที่สุด โครงสร้างอำนาจทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ต่างพ้นจากอำนาจ ศาลอาญาพิพากษาให้ผาด ตุงคะสมิต ทม จิตรวิมล และแนบ นิ่มรัตน์ รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำรัส ยิ้มละมัย และธนู พุกใจดี ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืนในผลแห่งคดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2504 ลงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 โดยมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมปีเดียวกัน นับเป็นเวลากว่าสิบสองปีหลังเหตุการณ์สังหาร กระบวนการสอบสวน การพิจารณาพยานหลักฐาน และคำวินิจฉัยของศาลในคดีนี้ จึงมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมไทยควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์การเมือง
แม้คำพิพากษาจะกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองและบทบาทของผู้มีอำนาจในขณะนั้น แต่การวินิจฉัยความผิดของเจ้าหน้าที่ผู้ลงมือสังหารกับการระบุตัวผู้สั่งการยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกจากกัน สำหรับบทความนี้ คำพิพากษาดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการตีพิมพ์ไว้ในหนังสืองานศพ ทำให้บันทึกกระบวนการยุติธรรมได้รับการเก็บรักษาควบคู่กับประวัติชีวิตและคำไว้อาลัย สะท้อนให้เห็นบทบาทของหนังสืองานศพในการบันทึกและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองไทย
หนังสืองานศพ 3 เล่มที่พบ

หนังสืออนุสรณ์งานศพนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์

ฌาปนกิจนางสาวอรทัย ภูริพัฒน์ ผู้เป็นธิดา
เล่มแรกคือ “ทองอินทรานุสรณ์” หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และฌาปนกิจนางสาวอรทัย ภูริพัฒน์ ผู้เป็นธิดา ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 หนังสือเล่มนี้บันทึกความสูญเสียของครอบครัวผ่านพิธีฌาปนกิจบิดาและบุตรสาวในคราวเดียวกัน ภายในเล่มประกอบด้วยคำไว้อาลัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และทวี บุณยเกตุ ประวัติทองอินทร์เรียบเรียงโดยนักเขียนสารคดีการเมืองชื่อดังแห่งยุค คือ “นายหนหวย” นามปากกาของศิลปชัย ชาญเฉลิม ประวัติอรทัยโดยฉลบชลัยย์ พลางกูร ตลอดจนคำขอบคุณจากภริยาของผู้วายชนม์ เนื้อหาเหล่านี้สะท้อนชีวิตของทองอินทร์ทั้งในฐานะนักการเมืองและสมาชิกครอบครัว อีกทั้งเผยให้เห็นความสัมพันธ์กับบุคคลร่วมยุคผ่านความทรงจำของผู้ใกล้ชิด
ส่วนที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีสังหารสี่อดีตรัฐมนตรี ซึ่งตีพิมพ์ไว้ท้ายเล่ม ทำให้หนังสืออนุสรณ์เล่มนี้มีคุณค่าในฐานะแหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมาย ผู้ศึกษาสามารถอ่านข้อวินิจฉัยของศาลควบคู่กับชีวประวัติและคำไว้อาลัย เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์สังหารทองอินทร์จากหลักฐานต่างประเภทกัน ที่น่าสังเกตคือหนังสือจัดพิมพ์ใน พ.ศ. 2505 ภายหลังคดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ด้านช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่อาจใช้ยืนยันเหตุผลที่ครอบครัวเลือกจัดพิธีในปีนั้นได้ หากปราศจากคำชี้แจงของผู้จัดงานหรือหลักฐานร่วมสมัยอื่นประกอบ
ภายในเล่มยังปรากฏภาพถ่ายการตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม พร้อมคำบรรยายว่า “ขณะตั้งศพ อดีตรัฐมนตรี ทองอินทร์ กับ อดีตรัฐมนตรีอีก 2 ท่าน บำเพ็ญกุศลอยู่ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม หลังจากถึงแก่กรรม”

ภาพถ่ายที่เก็บศพของสี่อดีตรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม
ข้อความนี้เป็นเบาะแสสำคัญที่ชวนให้สันนิษฐานว่า อดีตรัฐมนตรีอีกสองคนอาจหมายถึงจำลอง ดาวเรือง และถวิล อุดล เนื่องจากพบหลักฐานว่าจำลองมีพิธีฌาปนกิจ ณ วัดเดียวกันและในวันเดียวกับทองอินทร์ คือวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ขณะที่ทองเปลว ชลภูมิ์ มีพิธีฌาปนกิจ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ในปีถัดมา อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานนี้ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะคำบรรยายภาพมิได้ระบุชื่ออดีตรัฐมนตรีทั้งสองไว้โดยตรง อีกทั้งการตั้งศพบำเพ็ญกุศลกับการประกอบพิธีฌาปนกิจอาจเกิดขึ้นต่างวันและต่างสถานที่กัน หากสามารถยืนยันได้ว่าบุคคลอีกสองคนในภาพคือจำลองและถวิลจริง ภาพถ่ายดังกล่าวย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้การสืบค้นประวัติพิธีศพของถวิลมีทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น

หนังสืออนุสรณ์งานศพคุณจำลอง ดาวเรือง
เล่มที่สองคือ “ชีวิต-อนิจจัง” ผลงานของหัด ดาวเรือง จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการในงานฌาปนกิจศพจำลอง ดาวเรือง ณ ฌาปนสถานวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ตรงกับวันและสถานที่ประกอบพิธีของทองอินทร์ หัดเป็นน้องชายของผู้วายชนม์ โดยระบุในคำนำว่าเริ่มลงมือเขียนเมื่อวันที่ 27 เมษายน และลงวันที่ท้ายคำนำ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ก่อนวันฌาปนกิจเพียงไม่กี่วัน เนื้อหาประกอบด้วยคำนำ ชีวประวัติจำลอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้อเขียนว่าด้วยชีวิตกับความไม่เที่ยง พิมพ์ที่บุญส่งการพิมพ์ หนังสือเล่มนี้มิได้รวบรวมคำไว้อาลัยจากบุคคลต่าง ๆ เช่นเดียวกับ “ทองอินทรานุสรณ์” แต่มีคุณค่าในฐานะหลักฐานจากสมาชิกครอบครัวผู้ลงมือเรียบเรียงด้วยตนเอง ทั้งยังระบุช่วงเวลาการจัดทำหนังสือไว้อย่างชัดเจน
ข้อความตอนหนึ่งที่หัดเขียนไว้ว่า “ชีวิตและร่างกายย่อมแตกดับไปตามสภาวะแห่งสังขาร แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณหาแตกดับไปไม่” สอดคล้องกับการเลือกเรื่องอนิจจังมาเป็นธรรมบรรณาการแด่พี่ชาย เมื่อพิจารณาร่วมกับชีวประวัติของจำลอง ย่อมเห็นทัศนะของผู้จัดพิมพ์ต่อความตายและความปรารถนาที่จะรักษาเกียรติคุณของผู้วายชนม์ไว้ในความทรงจำ ต่อมาใน พ.ศ. 2508 หัดยังเขียนหนังสือ “เบื้องหลังสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรี” ว่าด้วยชีวิตและบทบาทของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว การติดตามงานเขียนของหัดจากหนังสืออนุสรณ์ไปสู่งานสารคดีการเมือง จึงช่วยให้เห็นพัฒนาการของการบอกเล่าเหตุการณ์จากมุมมองของญาติผู้สูญเสีย ตลอดจนความพยายามเผยแพร่เรื่องราวของบุคคลในครอบครัวต่อสาธารณชน

หนังสืออนุสรณ์งานศพ ดร. ทองเปลว ชลภูมิ์
เล่มที่สามคือ “สิ่งเตือนใจ” บทเทศนาของปัญญานันทะ ภิกขุ พระนักเทศน์ชื่อก้องแห่งยุค ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ถึงชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ในราชทินนามพระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร) จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตรุ่น พ.ศ. 2476 เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ดร. ทองเปลว ชลภูมิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 ชื่อและนามสกุลบนปกหนังสือยืนยันการสะกด “ชลภูมิ์” โดยมีการันต์ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ภายหลังการเสียชีวิตของทองเปลวถึงสิบสี่ปี และหลังพิธีฌาปนกิจของทองอินทร์กับจำลองหนึ่งปี ผู้จัดพิมพ์เลือกบทเทศนาของพระนักเทศน์ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการพุทธศาสนาไทยมาเป็นเนื้อหาหลัก พร้อมรวบรวมชีวประวัติและคำไว้อาลัยไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่าหนังสืออนุสรณ์ของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกันอาจมีรูปแบบ เนื้อหา และผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์แตกต่างกันไป
ภายใน “สิ่งเตือนใจ” ยังปรากฏชีวประวัติของทองเปลวอย่างละเอียด คำนำของเนติบัณฑิตรุ่น พ.ศ. 2476 คำไว้อาลัยของพระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา) และถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมคณะราษฎร ตลอดจนข้อความจากเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2472 หนังสือพิมพ์ที่โรงพิมพ์กรมสรรพสามิต ถนนนครไชยศรี พระนคร รายชื่อผู้เขียนและผู้ร่วมจัดพิมพ์เหล่านี้ช่วยให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ของทองเปลว ทั้งในแวดวงการศึกษา วิชาชีพกฎหมาย และการเมือง โดยเฉพาะความผูกพันกับบุคคลร่วมอุดมการณ์และเพื่อนร่วมสถาบัน การศึกษาหนังสืองานศพจึงควรพิจารณาภูมิหลังและความสัมพันธ์ของผู้เขียนแต่ละคนประกอบด้วย เพราะย่อมมีส่วนกำหนดมุมมอง ตลอดจนเรื่องราวที่ได้รับการคัดเลือกมาบันทึกไว้เป็นความทรงจำเกี่ยวกับผู้วายชนม์
เมื่อพิจารณาหนังสือทั้งสามเล่มร่วมกัน พบลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ ต่างจัดพิมพ์ภายหลังเหตุการณ์สังหารถึงสิบสามหรือสิบสี่ปี และมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน “ทองอินทรานุสรณ์” รวบรวมชีวประวัติ คำไว้อาลัย และคำพิพากษาคดีสังหาร ขณะที่ “ชีวิต-อนิจจัง” เป็นข้อเขียนของน้องชายผู้วายชนม์ประกอบชีวประวัติ ส่วน “สิ่งเตือนใจ” ใช้ชื่อบทเทศนาเป็นชื่อหนังสือ ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หนังสืองานศพมิได้มีรูปแบบหรือเนื้อหาตายตัว หากขึ้นอยู่กับความประสงค์ของครอบครัวและผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ ทั้งยังแสดงให้เห็นบทบาทของสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ในการบันทึกประวัติชีวิต ถ่ายทอดความทรงจำ และเก็บรักษาหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่บุคคลเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง หนังสือทั้งสามเล่มจึงมีคุณค่าในฐานะหลักฐานประกอบการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เดิมในการอุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงผู้วายชนม์
ถวิลในความทรงจำ
ความตายอาจพรากชีวิตคนคนหนึ่งไปได้ แต่ไม่อาจกำหนดได้ว่าเขาจะหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของคนรุ่นหลังมากน้อยเพียงใด หนังสืองานศพของทองเปลว ชลภูมิ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และจำลอง ดาวเรือง เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เรื่องราวของพวกเขายังคงได้รับการบอกเล่าผ่านกาลเวลา ทว่าในบรรดาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สังหารครั้งเดียวกัน ยังมีชื่อของถวิล อุดล อีกคนหนึ่ง ผู้มีชีวิตและบทบาททางการเมืองน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าสหายร่วมชะตากรรมทั้งสาม หากเรื่องราวของถวิลจะได้รับการรำลึกถึงอีกครั้ง ก็ควรเริ่มต้นจากการทำความรู้จักชีวิตของเขา ก่อนที่ความรุนแรงทางการเมืองในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2492 จะทำให้ชีวิตนั้นสิ้นสุดลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ภาพถ่ายนายถวิล อุดล
ถวิล อุดล เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 เขาเข้าสู่การเมืองในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนก้าวขึ้นมามีบทบาทในระดับชาติและดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคสหชีพ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ถวิลเข้าร่วมขบวนการเสรีไทย โดยทำงานประสานกับเครือข่ายเสรีไทยสายอีสาน อันมีเตียง ศิริขันธ์ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และจำลอง ดาวเรือง เป็นบุคคลสำคัญ ความสัมพันธ์จากการร่วมต่อต้านญี่ปุ่นยังดำเนินต่อมาสู่การเมืองภายหลังสงคราม ชีวิตของถวิลจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะนักการเมืองจากภาคอีสาน ผู้มีบทบาทในพรรคสหชีพ และสมาชิกขบวนการเสรีไทย การศึกษาประวัติของเขาควรพิจารณาบทบาทเหล่านี้ประกอบกัน เพื่อมิให้เหตุการณ์สังหารเมื่อ พ.ศ. 2492 กลายเป็นเรื่องราวเพียงด้านเดียวที่คนรุ่นหลังจดจำ
แม้ยังไม่พบหนังสืองานศพของถวิลโดยตรง แต่เรื่องราวของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือ “งานใต้ดินของพันเอกโยธี” ผลงานของพลเอกเนตร เขมะโยธิน จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของผู้เขียน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2528 โดยบทที่ 26 ใช้ชื่อว่า “ถวิล อุดล” อยู่ในหน้า 195–203 กล่าวถึงบทบาทของถวิลในการปฏิบัติภารกิจเสรีไทย โดยเฉพาะการเดินทางไปติดต่อฝ่ายจีนตามที่ปรีดี พนมยงค์ มอบหมาย ต่อมาสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้นำข้อเขียนดังกล่าวมาเผยแพร่ในชื่อ “ถวิล อุดล อุดมคติเพื่อราษฎรในปฏิบัติการเสรีไทย” เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า หนังสืองานศพของบุคคลหนึ่งอาจเป็นแหล่งเก็บรักษาประวัติและความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลอื่นได้เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้ร่วมงานและผู้มีบทบาทอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดียวกัน
หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้เห็นบทบาทของถวิลในขบวนการเสรีไทยอย่างใกล้ชิด ปรากฏในบันทึกของไพศาล ตระกูลลี้ ผู้เคยร่วมเดินทางไปปฏิบัติงานในประเทศจีนกับจำกัด พลางกูร ภายหลังครอบครัวนำบันทึกดังกล่าวมารวมพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจของไพศาล ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2520 ไพศาลกล่าวถึงถวิลไว้ว่า “คุณถวิล อุดล เป็นหัวหน้าเสรีไทยในประเทศจีน ซึ่งถูกส่งออกจากประเทศไทยเป็นชุดที่ 3” พร้อมบอกเล่าการติดต่อประสานงานระหว่างกันหลายครั้ง ตั้งแต่การช่วยเหลือเชลยศึกไทยให้เดินทางไปพบถวิลที่จุงกิง ตลอดจนการขอคำปรึกษาเมื่อมีนายทหารจีนชักชวนไพศาลเข้าร่วมงาน โดยถวิลแนะนำว่า “ทางไหนมีอิสระก็ให้ทำทางนั้น” และแสดงความประสงค์ให้ไพศาลมาร่วมปฏิบัติงานกับตนในภายหลัง
ต่อมาเมื่อทั้งสองพบกันที่คุนหมิง ไพศาลได้นำหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานมาให้ถวิลพิจารณา พร้อมเสนอให้รวบรวมพรรคพวกประมาณสี่สิบถึงห้าสิบคน ประสานความร่วมมือกับกองทัพจีนเพื่อจัดตั้งกำลังในนามกองทัพเสรีไทย เตรียมเข้าปฏิบัติการในประเทศไทย ตามบันทึกของไพศาล ถวิลเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว แต่ยืนยันว่า “ต้องขอความเห็นจากปรีดีเสียก่อน” อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ก่อนที่แผนการจะดำเนินไปถึงขั้นปฏิบัติ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ถวิลจึงสั่งให้ไพศาลรีบเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมมอบเงินจำนวนหกพันเหรียญจีนและสองร้อยเหรียญอเมริกันเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เรื่องเล่าของไพศาลสะท้อนบทบาทของถวิลในฐานะผู้ประสานงานเสรีไทยในประเทศจีน ผู้รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมขบวนการ ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจตามสายบังคับบัญชา และดูแลความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้เห็นบุคลิกและวิธีทำงานของถวิลผ่านประสบการณ์ของผู้ร่วมภารกิจ มากกว่าการรับรู้เพียงตำแหน่งทางการเมืองหรือชะตากรรมในบั้นปลายชีวิต
หากขยายขอบเขตการศึกษาไปยังนักการเมืองผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังพบกรณีของทวี ตะเวทีกุล อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกขบวนการเสรีไทยผู้ใกล้ชิดปรีดี พนมยงค์ ซึ่งถูกสังหารเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2492 ภายหลังเหตุการณ์บางเขนไม่ถึงหนึ่งเดือน หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจของทวีจัดพิมพ์เนื่องในพิธี ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ห่างจากวันเสียชีวิตกว่าสิบแปดปี

หนังสืออนุสรณ์งานศพดร. ทวี ตะเวทีกุล จัดพิมพ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2510
กรณีนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าปีจัดพิมพ์หนังสืองานศพอาจห่างจากปีเสียชีวิตเป็นเวลานาน การสืบค้นหนังสืออนุสรณ์ของถวิลจึงจำเป็นต้องเปิดช่วงเวลาให้กว้าง และตรวจสอบเอกสารของบุคคลในเครือข่ายการเมืองเดียวกัน ซึ่งอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตหรือพิธีศพของผู้เสียชีวิตร่วมเหตุการณ์หลงเหลืออยู่
สำหรับสิ่งพิมพ์สารคดีการเมืองร่วมสมัย เหตุการณ์สังหารสี่อดีตรัฐมนตรีได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป นิตยสารรายสัปดาห์ “สยามสมัย” ของน้อย อินทนนท์ นามปากกาของมาลัย ชูพินิจ ปีที่ 2 ฉบับที่ 97 วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2492 นำภาพภริยาหม้ายของอดีตรัฐมนตรีสามคนขึ้นปก สะท้อนความสะเทือนใจของสังคมต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

นิตยสารรายสัปดาห์ “สยามสมัย” ของน้อย อินทนนท์ นามปากกาของมาลัย ชูพินิจ ปีที่ 2 ฉบับที่ 97 วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2492
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือสารคดีการเมืองที่ผู้เขียนสะสมไว้และจัดพิมพ์ภายในปีเดียวกัน ได้แก่ “ชีวิตมรณะ 4 รัฐมนตรี” ของจรูญ กุวานนท์ ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 พิมพ์ที่โรงพิมพ์จำลองศิลป โดยออกแบบภาพปกเป็นรูปหัวกะโหลกสวมผ้าคลุม รถยนต์ และหลักกิโลเมตรที่ 15 บางเขน อีกเล่มคือ “เบื้องหลังมรณกรรม 5 รัฐมนตรี” ของพนม ณ นคร พิมพ์ที่บริษัทสหอุปกรณ์การพิมพ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งรวมเหตุการณ์สังหารทวี ตะเวทีกุล เข้าไว้ด้วย หนังสือทั้งสองเล่มมีคุณค่าในฐานะสิ่งพิมพ์ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์และบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสังหาร แม้รายละเอียดภายในยังจำเป็นต้องตรวจสอบเทียบเคียงกับเอกสารคดีและหลักฐานร่วมสมัยอื่น แต่ก็แสดงให้เห็นว่าความตายของอดีตรัฐมนตรีเหล่านี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะอย่างรวดเร็ว กระนั้น สิ่งพิมพ์ประเภทดังกล่าวยังไม่อาจใช้ตอบคำถามเรื่องหนังสืออนุสรณ์ในพิธีศพของถวิลโดยเฉพาะได้

ภาพหนังสือ “ชีวิตมรณะ 4 รัฐมนตรี” โดยจรูญ กุวานนท์
ในช่วงปลายปีเดียวกัน นางนิ่มนวล ชลภูมิ์ ภริยาของทองเปลว ร่วมกับหอสมุดกลาง จัดพิมพ์จำหน่ายหนังสือ “หว่องอันยื้อ รัฐบุรุษผู้ตายอย่างหมากลางถนน!” ผลงานประพันธ์ของ ดร. ทองเปลว ชลภูมิ์ ซึ่งเรียบเรียงดัดแปลงจากวรรณกรรมของหลินยวี่ถัง หนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจทั้งในด้านเนื้อหาและประวัติการจัดพิมพ์ โดยทองเปลวลงข้อความท้ายคำนำขณะเรียบเรียงว่า “ตำบลที่อยู่บอกไม่ได้ กลัวถูกจับ 18 พ.ย. 91” และระบุในคำอุทิศว่า “หากหนังสือนี้จะมีความดี ข้าพเจ้าขออุทิศความดีให้แก่ พณฯ ปรีดี พนมยงค์ วีรบุรุษผู้กู้ชาติไทย แต่สุดท้ายเหมือนเจ้าตากสิน” ข้อความทั้งสองสะท้อนสถานการณ์ทางการเมืองและความรู้สึกของผู้ประพันธ์ในช่วงก่อนถูกจับกุมอย่างเด่นชัด ยิ่งไปกว่านั้น ภาพปกหนังสือยังชวนให้สลดสังเวชอย่างยิ่ง เพราะผู้จัดพิมพ์นำภาพศพของทองเปลวขึ้นเป็นภาพประกอบหน้าปก หนังสือพิมพ์ที่โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม ระบุวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 นับเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นความพยายามของครอบครัวในการนำผลงานของผู้เสียชีวิตกลับมาเผยแพร่ภายหลังเหตุการณ์สังหาร ทั้งยังสะท้อนว่าการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับนักการเมืองผู้สูญเสียชีวิตจากความรุนแรง มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการจัดพิมพ์หนังสืองานศพเท่านั้น
หนังสือเล่มที่สี่ : คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
บรรยากาศภายหลังเหตุการณ์สังหารสี่อดีตรัฐมนตรีย่อมต้องพิจารณาภายใต้บริบททางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา บันทึกของไสว สุทธิพิทักษ์ กล่าวถึงการบำเพ็ญกุศล ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งมีผู้มาร่วมงานไม่มากนัก ท่ามกลางความหวาดระแวงต่อการจับตาของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนั้นอำนาจของพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ยังรุ่งเรือง ต่างจากสถานการณ์อีกสิบสามปีต่อมา เมื่อเผ่าพ้นจากอำนาจภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2500 และศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดใน พ.ศ. 2504 ก่อนการฌาปนกิจทองอินทร์และจำลองใน พ.ศ. 2505 และทองเปลวในปีถัดมา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีส่วนกำหนดบรรยากาศการประกอบพิธีและการจัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์
หนังสืองานศพมีลักษณะการจัดพิมพ์และเผยแพร่แตกต่างจากหนังสือจำหน่ายทั่วไป โดยมากจัดทำเพื่อแจกแก่ญาติมิตรและผู้มาร่วมพิธี จึงอาจกระจายอยู่ตามครอบครัวโดยไม่ปรากฏในรายการบรรณานุกรมของห้องสมุด เมื่อเวลาผ่านไป หนังสือบางเล่มอาจตกทอดเป็นมรดกหรือเข้าสู่ตลาดหนังสือเก่า อีกทั้งชื่อผู้วายชนม์อาจปรากฏเฉพาะภายในเล่มโดยไม่มีชื่อบนปก ดังตัวอย่างหนังสืองานศพของทองเปลว ชลภูมิ์ ที่ใช้ชื่อว่า “สิ่งเตือนใจ” และของจำลอง ดาวเรือง ที่ใช้ชื่อว่า “ชีวิต-อนิจจัง” ด้วยเหตุนี้ การไม่พบหนังสืองานศพของถวิล อุดล จึงยังไม่อาจยืนยันได้ว่าไม่เคยมีการจัดพิมพ์ขึ้น แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานเท่าที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ผู้เขียนก็มีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า หนังสืออนุสรณ์ของถวิลอาจไม่เคยมีขึ้นเลยก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การยังค้นไม่พบหนังสืองานศพของถวิล มิได้หมายความว่าชีวประวัติของเขาจะขาดแคลนหลักฐานจนไม่อาจศึกษาได้ เรื่องราวชีวิตและบทบาททางการเมืองของถวิลยังปรากฏอยู่ในเอกสารร่วมสมัย บันทึกความทรงจำ และงานศึกษาทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบทความ “แนวคิดและบทบาททางการเมืองของถวิล อุดล” ของสุวัฒน์ชัย แสนราช ตีพิมพ์ในหนังสือ ปรีดี พนมยงค์ และ 4 รัฐมนตรีอีสาน + 1 เมื่อ พ.ศ. 2544 ซึ่งศึกษาชีวิตของถวิลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่พื้นฐานครอบครัวและการศึกษา การเข้าสู่การเมืองในจังหวัดร้อยเอ็ด บทบาทในสภาผู้แทนราษฎร แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการปกครองท้องถิ่น ตลอดจนการเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงสุดท้ายของชีวิต งานศึกษาชิ้นนี้ช่วยให้เห็นถวิลในฐานะนักการเมืองผู้มีแนวคิด อุดมการณ์ และบทบาทของตนเอง ก่อนที่ชีวิตจะสิ้นสุดลงด้วยความรุนแรงทางการเมืองเมื่อ พ.ศ. 2492
หากพิจารณาจากงานของสุวัฒน์ชัย จะเห็นว่าถวิลมีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเริ่มต้นจากการทำงานในท้องถิ่น ก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและแสดงบทบาทในการอภิปรายตรวจสอบรัฐบาล โดยให้ความสำคัญกับการปกครองท้องถิ่น สิทธิของประชาชน และความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ต่อมาเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สงคราม เขาเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยและปฏิบัติภารกิจในประเทศจีน ภายหลังสงครามยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ประวัติเหล่านี้มีคุณค่าในตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องรอการค้นพบหนังสืออนุสรณ์อีกเล่มหนึ่งมาเป็นเครื่องยืนยัน
ผู้เขียนจึงมิได้ตั้งคำถามถึงหนังสืองานศพของถวิลด้วยความประสงค์จะเติมช่องว่างให้ครบจำนวนสี่เล่มเท่านั้น หากสนใจว่าเหตุใดในบรรดาสี่อดีตรัฐมนตรีผู้ถูกสังหารในเหตุการณ์เดียวกัน จึงพบหนังสืออนุสรณ์ของสามคน ขณะที่อีกคนหนึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานการจัดพิมพ์ คำตอบอาจเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของครอบครัว การประกอบพิธี หรือการเก็บรักษาสิ่งพิมพ์ในเวลาต่อมา แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ควรนำข้อสันนิษฐานเหล่านี้มาอธิบายแทนข้อเท็จจริง หากทายาท ญาติมิตร หรือนักสะสมหนังสือเก่ามีข้อมูลเกี่ยวกับพิธีศพของถวิล ไม่ว่าจะเป็นกำหนดการ ภาพถ่าย หรือหนังสืออนุสรณ์ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบคำถามนี้ให้กระจ่างขึ้น
เมื่อย้อนพิจารณาอายุของผู้สูญเสียจากความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ยิ่งเห็นความน่าสลดของเหตุการณ์ วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492 ทองเปลว ชลภูมิ์ มีอายุเพียง 37 ปี เขาเป็นสมาชิกคณะราษฎรผู้มีอายุน้อยที่สุดตามรายนามอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีอายุเพียง 20 ปี ส่วนทองอินทร์ ภูริพัฒน์ มีอายุ 42 ปี จำลอง ดาวเรือง 38 ปี และถวิล อุดล 39 ปี ขณะที่ทวี ตะเวทีกุล ผู้ถูกสังหารเมื่อวันที่ 31 มีนาคมปีเดียวกัน มีอายุ 40 ปีเศษ ส่วนเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งถูกสังหารในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2495 มีอายุเพียง 43 ปี และแม้แต่ร่างของเขาก็ยังไม่ถูกค้นพบเพื่อนำกลับมาประกอบพิธีตามประเพณี บุคคลทั้งหกต่างเสียชีวิตในวัยที่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวต่อไปได้อีกยาวนาน ความรุนแรงทางการเมืองจึงพรากทั้งชีวิตของพวกเขาและโอกาสที่สังคมจะได้รับประโยชน์จากความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านี้ต่อไป
ในวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาลของถวิล อุดล วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ชีวิตและผลงานของเขายังคงมีคุณค่าแก่การศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทั้งในฐานะผู้แทนราษฎร นักการเมืองผู้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และสมาชิกขบวนการเสรีไทย การมีหรือไม่มีหนังสืองานศพย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ตลอดชีวิต แต่หนังสืออนุสรณ์ หากเคยได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นจริง ก็อาจช่วยให้เรารู้จักถวิลผ่านความทรงจำของครอบครัวและผู้ใกล้ชิดได้อีกด้านหนึ่ง
เจ็ดสิบเจ็ดปีหลังเหตุการณ์สังหารที่บางเขน และหนึ่งร้อยสิบเจ็ดปีนับจากวันเกิดของเขา ผู้เขียนจึงขอฝากข้อสงสัยทางประวัติศาสตร์ไว้เพียงประการเดียวว่า หนังสืองานศพของถวิล อุดล เคยมีขึ้นหรือไม่?
บรรณานุกรม
- จรูญ กุวานนท์. ชีวิตมรณะ 4 รัฐมนตรี. โรงพิมพ์จำลองศิลป, 2492.
- เนตร เขมะโยธิน. “ถวิล อุดล.” ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพลเอกเนตร เขมะโยธิน, หน้า 195–203. 24 ตุลาคม 2528.
- ปัญญานันทะ ภิกขุ. สิ่งเตือนใจ. เนติบัณฑิตรุ่น พ.ศ. 2476 จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ดร. ทองเปลว ชลภูมิ์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 22 พฤษภาคม 2506. พระนคร: โรงพิมพ์กรมสรรพสามิต, 2506.
- พนม ณ นคร. เบื้องหลังมรณกรรม 5 รัฐมนตรี. บริษัทสหอุปกรณ์การพิมพ์, 2492.
- ศาลฎีกา. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2504 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2504 อ่านคำพิพากษาวันที่ 5 ตุลาคม 2504. ใน ทองอินทรานุสรณ์, หน้า 133–166. เผยแพร่ซ้ำโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์, 4 มีนาคม 2566.https://pridi.or.th/th/content/2023/03/1446
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. “การรับแนวความคิดทางการเมือง จากปรีดี พนมยงค์ ถึงถวิล อุดล.” 2563.https://pridi.or.th/th/content/2020/08/403
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. “ปฏิบัติการฆาตกรรมทางการเมือง : 4 อดีตรัฐมนตรีอีสาน.” 2564.https://pridi.or.th/th/content/2021/03/629
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. “ปฏิบัติการฆาตกรรมทางการเมือง : ทวี ตะเวทีกุล.” 2564.https://pridi.or.th/th/content/2021/03/626
- สุวัฒน์ชัย แสนราช. “แนวคิดและบทบาททางการเมืองของถวิล อุดล.” ใน ปรีดี พนมยงค์ และ 4 รัฐมนตรีอีสาน + 1, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, บรรณาธิการ, หน้า 100–145. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์, 2544.
- หัด ดาวเรือง. ชีวิต-อนิจจัง. พิมพ์เป็นธรรมบรรณาการในงานฌาปนกิจศพจำลอง ดาวเรือง ณ ฌาปนสถานวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 9 พฤษภาคม 2505. พระนคร: บุญส่งการพิมพ์, 2505.
- หัด ดาวเรือง. เบื้องหลังสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรี. เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2508.
- ทองอินทรานุสรณ์. หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และฌาปนกิจนางสาวอรทัย ภูริพัฒน์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 9 พฤษภาคม 2505. ม.ป.ท., 2505.
- อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ ดร. ทวี ตะเวทีกุล. ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 7 ธันวาคม 2510. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2510.
- อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ ไพศาล ตระกูลลี้. ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2520. โรงพิมพ์แพร่พิทยาอินเตอร์เนชั่นแนล, 2520.