ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, ศิลปะ-วัฒนธรรม

พระเจ้าช้างเผือก ตอนที่ : 18 สองกษัตริย์ในยุทธหัตถี

13
มีนาคม
2569

พระเจ้าจักราทรงช้างย่างไปอย่างช้า ๆ มุ่งไปยังค่ายของพระเจ้าหงสา ณ ค่ายนี้เอง พระเจ้าหงสาทรงเห็นทหารของพระองค์หนีกลับมาอย่างขวัญกระเจิง

ข่าวได้แพร่ขยายในหมู่นักรบ ต่างหยุดนิ่งรอเหตุการณ์อันพิเศษนี้

พระเจ้าจักราเสด็จถึงหน้าค่ายศัตรู ทรงรอ

แต่ในขณะนั้น นายทหารองครักษ์ของพระเจ้าหงสาสี่ห้านายวางแผนเข้าล้อมรอบช้างทรงของพระเจ้าจักรา เพื่อจะจับพระองค์และจะปลงพระชนม์

พระเจ้าจักราทรงตั้งพระวรกายผงาดขึ้นเหนือที่ประทับบนช้างทรง และมีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“ช้าก่อน! ทหารหงสา ฟังข้าให้ดี ชีวิตข้าอยู่ในมือพวกเจ้าแล้ว เจ้าจะฆ่าก็ได้ถ้าต้องการ แต่แม้ว่าข้าม้วยมรณ์ อาณาจักรอโยธยาของข้าก็จะยังคงอยู่ อาณาจักรอโยธยาของข้านั้นพวกเจ้าไม่สามารถทำลายได้หรอก เสียงไชโยโห่ร้องอย่างมีชัยแห่งกองทัพของข้าซึ่งอยู่เบื้องหลังคงช่วยให้พวกเจ้าสำนึกถึงความข้อนี้ได้ดี แต่ข้าไม่ต้องการจะทะเลาะกับพวกเจ้า ข้ามาที่นี่เพราะต้องการพบกษัตริย์ของพวกเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อการนองเลือดครั้งนี้ จงปล่อยให้ท่านเสด็จออกมาเพื่อต่อสู้กับข้าตัวต่อตัวอย่างลูกผู้ชายเถิด”

 

พระเจ้าจักรา
ที่มา : หอภาพยนตร์

 

นายทหารองครักษ์ต่างลังเลใจ มันอาจจะเป็นกลลวงก็ได้ กษัตริย์พระองค์นี้เป็นใคร แทนที่จะสั่งให้ทหารมารบ กลับมาด้วยพระองค์เองเพื่อประจันยุทธ์กับเจ้าเหนือหัวของพวกเขา...

พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมาอย่างไม่เข้าใจ

ทันใดสุรเสียงของพระเจ้าหงสาก็กังวานขึ้น

“มาเลย!” พระเจ้าหงสาทรงร้องออกมา 

“ข้าจะต่อกรกับกษัตริย์อโยธยาเอง ข้าจะฆ่าพระองค์ ทหาร! ปล่อยให้พระองค์เข้ามาหาข้า ข้าจะฆ่าพระองค์ด้วยมือข้าเอง ปล่อยพระองค์เข้ามา!”

 

พระเจ้าหงสา
ที่มา : หอภาพยนตร์

 

นายทหารองครักษ์ต่างหลีกทางให้ช้างทรงของพระเจ้าจักราที่ย่างก้าวเป็นจังหวะ ไปยังที่ช้างทรงของพระเจ้าหงสา นายทหารองครักษ์ของพระเจ้าหงสาทิ้งระยะห่างแล้วตามไป พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงทุกขณะ

พระเจ้าจักราทรงวางเฉย ทรงแย้มสรวลด้วยความกระหยิ่มพระทัยแล้วจึงตรัสขึ้นอย่างเย้ยหยันแก่พระเจ้าหงสา

“เจ้าพี่ ท่านยังจะรอสิ่งใดอีกเล่า เราทั้งสองต่างก็เป็นหน่อกษัตริย์ สมควรแล้วที่เราทั้งสองจะชนช้างเพื่อเป็นขวัญตาแก่เหล่าทหารได้ชื่นชมในบารมี...”

ทรงทอดพระเนตรกองทัพฝ่ายศัตรูที่ยืนอยู่กับที่ แล้วตรัสต่อไปว่า

“ขอให้เรามาสู้กันตัวต่อตัว”  พระองค์ตรัสต่อ 

“อย่าให้ทหารของเราทั้งสองเสียเลือดเนื้อเลย นี่เป็นยุทธหัตถีของเราทั้งสอง ผู้เป็นชายชาตรีและผู้สืบสันตติวงศ์แห่งกษัตริย์ ในอนาคตจะไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดอีกแล้วที่จะประลองยุทธ์กันเช่นนี้”

พระองค์ทรงข่มสุรเสียง ซึ่งกำลังสั่นเครือด้วยความพิโรธ

“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสนองความทะเยอทะยานของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ก่อสงครามครั้งนี้ พระองค์ก็มีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงช้างเผือกตัวเดียวก็หาไม่ จึงมิควรให้ทหารของเราทั้งสองต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อการนี้”

พระเจ้าหงสาทรงโน้มพระองค์ไปข้างหน้าเหนือคอช้างทรงตัวมหึมา

“น้องข้า” พระเจ้าหงสาทรงตอบด้วยน้ำเสียงห้าว “ข้าคิดว่าพระองค์ตรัสถูกต้องแล้ว กษัตริย์คู่ควรจะสู้กับกษัตริย์ เพื่อมิให้ชีวิตของพสกนิกรต้องสูญเสีย ข้ารับคำท้าของท่าน”

โชคชะตาได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว

สัตว์ใหญ่ทั้งสองโถมเข้าหากัน มันคำรามร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวเหมือนดั่งว่ามันรู้ซึ้งถึงบทบาทที่มันเข้าร่วม ช้างทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหนือเศียรของมันนั้น อธิราชผู้ทรงอำนาจประทับอยู่ในช่วงขณะของการแพ้ชนะแห่งสงครามกำลังจะถูกตัดสิน

กษัตริย์ทั้งสองทรงเรียนรู้ถึงการต่อสู้แบบยุทธหัตถีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ง้าวและทวนมีส่วนสำคัญยิ่งสำหรับการสู้รบประเภทนี้ เมื่อเศียรของช้างเข้าชนกันการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น

พระเจ้าหงสาทรงโถมเข้าสู้ด้วยความเกรี้ยวกราด ตวัดทวนไปมา พระเจ้าจักราทรงหลบหลีกปัดป้องด้วยด้ามไม้ของพระแสง พระองค์พยายามยืดเวลาออกไปเพื่อให้คู่ต่อสู้อ่อนแรง เสียงปะทะกันของอาวุธสะท้อนไปในอากาศ และแล้วบุรุษทั้งสองก็วางทวนอันหนักอุ้ยอ้ายลง สู้กันต่อไปด้วยง้าว พระแสงของง้าว ง้าวต่อง้าวปะทะกันแปลบปลาบ

“สำหรับท่าน!” พระเจ้าหงสาทรงตะโกนขึ้น เมื่อทรงโถมฟันไปอย่างเต็มกำลัง ด้วยความเชื่อมั่นพระทัยว่าจะต้องถูกพระเศียรของฝ่ายตรงข้าม

แต่ช้างทรงที่ได้รับการฝึกอย่างดีของพระเจ้าจักราเบี่ยงตัวออก ข้างอาวุธจึงคลาดเป้าที่ทรงหมายไว้

คราวนี้เป็นทีของพระเจ้าจักราซึ่งทรงโน้มพระวรกายไปข้างหน้า ทรงยกพระกรขึ้นเหนือพระเจ้าหงสาซึ่งกำลังพยายามทรงพระกายมิให้หล่นจากช้าง และแล้วพระเจ้าจักราก็ตวัดพระกรลงหนแรกตามด้วยหนสอง พระเจ้าหงสาทรงซวดเซ พยายามที่จะเหนี่ยวยึดบ่าช้างทรงไว้ แต่แล้วเมื่อสิ้นพระกำลัง พระวรกายก็ร่วงลงสู่พื้นดิน.