หากกรณีของอิตาลีแสดงให้เห็นว่าขบวนการแรงงานสามารถถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการได้อย่างไร กรณีของรัสเซียภายใต้ระบอบซาร์นิโคลัสที่สองกลับแสดงให้เห็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น นั่นคือความพยายามของรัฐเผด็จการที่จะสร้างขบวนการแรงงานขึ้นมาจากศูนย์เพื่อป้องกันการปฏิวัติ และเมื่อความพยายามนั้นล้มเหลว รัฐก็หันไปใช้ความรุนแรงและการระดมพลคนงานด้วยอุดมการณ์แบบหัวโบราณที่ปนเปื้อนด้วยความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนา
ความสำคัญของกรณีรัสเซียอยู่ที่ว่ามันเกิดขึ้นก่อนอิตาลี ก่อนที่เราจะมีคำว่าฟาสซิสม์ด้วยซ้ำ มันแสดงให้เห็นว่าการที่รัฐเผด็จการพยายามควบคุมและใช้ประโยชน์จากคนงานไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ยี่สิบ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รู้จักมานานแล้ว นอกจากนี้ กรณีรัสเซียยังแสดงให้เห็นถึงความอันตรายของการใช้ชาตินิยมและความเกลียดชังต่างชาติมาเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกคนงาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยังคงเกี่ยวข้องกับปัญหาในโลกปัจจุบัน รวมถึงในประเทศไทยของเราด้วย
ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า รัสเซียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบอบการปกครองยังคงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ซาร์มีอำนาจเบือดเบิน แต่เศรษฐกิจกำลังทันสมัยขึ้น โรงงานเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ คนงานอุตสาหกรรมเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาต้องทำงานในสภาพที่เลวร้าย ค่าจ้างต่ำ เวลาทำงานยาวนาน ไม่มีการคุ้มครองใด ๆ ความไม่พอใจสะสมขึ้นเรื่อย ๆ และพรรคการเมืองที่เชื่อในลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาจัดตั้งองค์กรในหมู่คนงาน รัฐบาลของซาร์กลัวมาก พวกเขากลัวว่าคนงานจะกลายเป็นกำลังสำคัญของการปฏิวัติ

พระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ (1868-1918) จักรพรรดิแห่งรัสเซีย
ที่มา : britannica
ในบริบทนี้เอง ที่เซอร์เกย์ ซูบาทอฟ หัวหน้าตำรวจลับในมอสโก คิดแผนการที่แปลกประหลาด เขาเสนอว่าแทนที่จะปราบปรามคนงานด้วยความรุนแรงอย่างเดียว รัฐควรจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมาเอง แต่เป็นสหภาพแรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจ เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า "สังคมนิยมตำรวจ" หรือ "สังคมนิยมจากบนลงล่าง" แนวคิดของเขาคือให้รัฐเองเป็นผู้ตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของคนงาน ให้ช่วยเหลือพวกเขาในการเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นและสภาพการทำงานที่ดีขึ้น แต่ต้องทำในลักษณะที่ไม่ท้าทายระบอบการปกครอง ไม่นำไปสู่การปฏิวัติ
ระหว่างปี ค.ศ. 1901 ถึง 1903 ซูบาทอฟจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นหลายแห่งในมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเมืองอื่น ๆ สหภาพเหล่านี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่ปรึกษา มีการจัดกิจกรรมสันทนาการให้คนงาน มีการช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาล และที่สำคัญคือมีการช่วยเหลือในการต่อรองค่าจ้างกับนายจ้าง ในช่วงแรกระบบนี้ดูเหมือนจะได้ผล คนงานจำนวนมากเข้าร่วมสหภาพเหล่านี้ พวกเขาเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐโดยไม่ต้องเสี่ยงถูกจับ ซาร์และข้าราชการชั้นสูงบางคนก็พอใจ เพราะคิดว่าจะสามารถควบคุมคนงานได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง
แต่ซูบาทอฟคิดผิดอย่างร้ายแรง เขาไม่เข้าใจว่าเมื่อคนงานได้รับพื้นที่ในการรวมตัวและแสดงความต้องการ แม้ว่าพื้นที่นั้นจะถูกควบคุมโดยรัฐก็ตาม พวกเขาจะเริ่มเรียกร้องมากขึ้นเรื่อย ๆ สหภาพแรงงานที่ซูบาทอฟสร้างขึ้นเริ่มจัดการนัดหยุดงานที่รัฐควบคุมไม่ได้ คนงานเริ่มเรียกร้องไม่เพียงแค่ค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่ยังเรียกร้องสิทธิทางการเมือง เรียกร้องให้มีรัฐสภา เรียกร้องเสรีภาพในการพูด เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นที่ปรึกษาสหภาพเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ข้าราชการและนายจ้างเริ่มบ่นว่าซูบาทอฟสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา
จุดจบของระบบสังคมนิยมตำรวจมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1905 หรือที่เรียกกันว่า "วันอาทิตย์เลือด" ในวันนั้น คนงานหลายหมื่นคนนำโดยบาทหลวงจอร์จี กาปอน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำสหภาพแรงงานที่ซูบาทอฟสร้างขึ้น เดินขบวนไปยังพระราชวังฤดูหนาวเพื่อยื่นคำร้องต่อซาร์ พวกเขาถือรูปของซาร์และร้องเพลงสวดมนต์ทางศาสนา พวกเขาเชื่อว่าซาร์จะรับฟังและช่วยเหลือพวกเขา แต่กองทหารที่อยู่หน้าพระราชวังกลับยิงใส่ฝูงชน มีคนตายและบาดเจ็บนับร้อย เหตุการณ์นี้ทำลายความเชื่อของคนงานที่มีต่อซาร์อย่างสิ้นเชิง มันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติปี ค.ศ. 1905 ซึ่งแม้จะถูกปราบปรามได้ในที่สุด แต่ก็ส่อให้เห็นถึงการล่มสลายของระบอบที่จะมาถึงในอีกสิบสองปีต่อมา

เซอร์เกย์ ซูบาทอฟ หรือ ซูบาตอฟ (1864-1917) ผู้สนับสนุน "ลัทธิสังคมนิยมตำรวจ"
ที่มา : academic.ru
บทเรียนจากความล้มเหลวของซูบาทอฟ คือการที่รัฐเผด็จการพยายามควบคุมขบวนการแรงงานโดยการให้สัมปทานทางเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้ในระยะยาว เพราะความต้องการของคนงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเงินและสภาพการทำงานเท่านั้น พวกเขาต้องการศักดิ์ศรี ต้องการเสรีภาพ และต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตของตนเอง การเปิดพื้นที่ให้คนงานแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่การเรียกร้องที่กว้างขวางขึ้น
หลังจากความล้มเหลวของสังคมนิยมตำรวจ รัฐบาลซาร์หันไปใช้วิธีการอื่น พวกเขาสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า "Black Hundreds" องค์กรเหล่านี้เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1905 และมีบทบาทสำคัญจนถึงการปฏิวัติปี ค.ศ. 1917 ถ้าสังคมนิยมตำรวจพยายามควบคุมคนงานด้วยการให้สัมปทาน Black Hundreds กลับใช้วิธีการที่รุนแรงและมืดมนกว่ามาก นั่นคือการใช้ชาตินิยมหัวโบราณและความเกลียดชังทางเชื้อชาติ
Black Hundreds ประกอบไปด้วยองค์กรหลายองค์กร โดยที่ใหญ่ที่สุดคือ Union of the Russian People และ Union of the Archangel Michael องค์กรเหล่านี้มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน นั่นคือความจงรักภักดีสูงสุดต่อซาร์ การปกป้องคริสต์ศาสนาออร์โธดอกซ์ และชาตินิยมรัสเซียที่รุนแรง พวกเขาต่อต้านทุกสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็น "ต่างชาติ" หรือ "ต่างศาสนา" เป้าหมายหลักของพวกเขาคือชาวยิว ซึ่งพวกเขาโทษว่าเป็นต้นเหตุของทุกปัญหาของรัสเซีย รวมถึงการแพร่กระจายของลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ด้วย

พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พบกับกลุ่มคน Black Hundreds ในปีค.ศ. 1907
ที่มา : alphahistory.com
สิ่งที่น่าสนใจคือ Black Hundreds สามารถระดมพลคนงานและชาวนาได้จำนวนมาก พวกเขาทำอย่างไร คำตอบอยู่ที่การใช้ความกลัวและความเกลียดชัง พวกเขาบอกคนงานรัสเซียว่าปัญหาของพวกเขาไม่ได้เกิดจากระบบเศรษฐกิจหรือการกดขี่โดยนายทุน แต่เกิดจากชาวยิวและชาวต่างชาติที่มาแย่งงาน มาควบคุมเศรษฐกิจ และแพร่กระจายความคิดอันตรายจากยุโรปตะวันตก พวกเขาสัญญาว่าจะปกป้องอาชีพของคนงานรัสเซียจากการแข่งขันของแรงงานต่างชาติและชาวยิว พวกเขาสัญญาว่าจะรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของรัสเซียจากการบุกรุกของความคิดสมัยใหม่
Black Hundreds ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรออร์โธดอกซ์ ข้าราชการ และชนชั้นสูงที่กลัวการเปลี่ยนแปลง พวกเขามีเงินทุนในการจัดกิจกรรม พิมพ์หนังสือพิมพ์ และที่สำคัญคือพวกเขาได้รับความคุ้มครองจากตำรวจในการใช้ความรุนแรง หนึ่งในกิจกรรมหลักของ Black Hundreds คือการจัดโพกรอม การโจมตีชุมชนชาวยิวอย่างเป็นระบบ พวกเขาบุกเข้าไปในย่านที่ชาวยิวอยู่ ทำลายร้านค้า บ้านเรือน ทำร้ายและฆ่าผู้คน ตำรวจมักจะยืนดูหรือแม้แต่ช่วยเหลือพวกเขา
คนงานที่เข้าร่วม Black Hundreds มาจากแรงจูงใจหลายอย่าง บางคนเชื่อจริง ๆ ในอุดมการณ์ของพวกเขา บางคนถูกหลอกลวงด้วยโฆษณาชวนเชื่อ บางคนเข้าร่วมเพราะกลัวหรือเพราะต้องการความคุ้มครอง บางคนเห็นว่าการโจมตีชาวยิวเป็นวิธีระบายความโกรธและแสดงความเป็นชายชาตรี องค์กรเหล่านี้ให้ความรู้สึกของการมีอำนาจแก่คนที่รู้สึกว่าตัวเองไร้อำนาจ ให้ความรู้สึกของการมีศัตรูที่ชัดเจนแก่คนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตของตัวเองจึงลำบาก และที่สำคัญคือให้ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่ใหญ่กว่าตัวเอง ที่กำลังปกป้องชาติและศาสนา

ผู้สนับสนุนกลุ่ม Black Hundreds เดินขบวนในโอเดสซาปีค.ศ. 1905
ที่มา : Illustrated London News
Black Hundreds แสดงให้เห็นถึงความอันตราย ของการใช้อุดมการณ์ชาตินิยมหัวโบราณและความเกลียดชังต่างชาติ มาเป็นเครื่องมือในการควบคุมคนงาน มันแสดงให้เห็นว่าเมื่อคนงานถูกแบ่งแยกตามเชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติ พวกเขาจะไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ที่แท้จริงได้ แทนที่จะต่อสู้กับนายทุนหรือรัฐที่ไม่เป็นธรรม พวกเขากลับหันไปทำร้ายกันเอง
สุดท้ายแล้ว ทั้งสังคมนิยมตำรวจและ Black Hundreds ก็ล้มเหลวในการป้องกันการปฏิวัติ การปฏิวัติปี ค.ศ. 1917 โค่นล้มระบอบซาร์และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐโซเวียต แต่บทเรียนจากความพยายามของระบอบซาร์ในการควบคุมและใช้ประโยชน์จากคนงานยังคงมีความสำคัญ มันเตือนเราว่ารัฐเผด็จการสามารถใช้กลยุทธ์ได้หลากหลาย ทั้งการให้สัมปทานที่มีเงื่อนไข การสร้างองค์กรหุ่นเชิด
และที่อันตรายที่สุดคือการใช้ความเกลียดชังและการแบ่งแยก มันเตือนเราว่าการปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิของคนงาน ต้องอาศัยความเข้าใจว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร และต้องไม่ยอมให้ตัวเองถูกแบ่งแยกด้วยอคติทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติ