ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

สิทธิมนุษยชนต้องเท่าเทียม จึงจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง

13
มกราคม
2569

 

ปิยนุช โคตรสาร

ขอบคุณมาก ๆ นะคะ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพูดในเวที แล้วก็ในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้ เวทีนี้ถือว่าเป็นเกียรติแก่วงตระกูลดิฉันเลยนะคะ เพราะว่าดิฉันเองก็ตื่นเต้นแล้วก็ยังไม่หายตื่นเต้นนะคะ เพราะเจอแต่ละท่านตัวจริงด้วย คือเนื่องจากว่า ดิฉันเคยเป็นผู้อำนวยการที่ Amnesty หลังจากที่ไม่ได้ทำงานไม่มีบทบาทแล้ว เราไม่นึกว่าจะมีใครเชิญเรามาพูดใช่ไหมคะ

แต่พอทางที่สถาบันปรีดีฯ เชิญมาแล้วก็นึกได้ว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใส่หมวกผู้บริหารองค์กรสิทธิมนุษยชน แต่เรามีหมวกหลาย ๆ หมวกอย่างอื่น และไม่ว่าเราจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง เราสามารถที่จะเป็นนักป้องสิทธิ์ ยืนหยัดในหน้าที่ของเรา ถึงแม้ดิฉันตอนนี้จะไม่มีสถานะ แต่ดิฉันคิดว่าผู้หญิงทุกคน และคนทุกคนมีสถานะในแง่ที่ว่า เราต้องการให้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น

พอพูดถึงโอกาสสำคัญวันนี้แล้ว อีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึง จะเป็นช่วงเวลาที่จะเลือกตั้งนะคะ และเราอยู่ในยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมือง ตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย เราอยู่ในยุคสมัยที่จะถึงโปรโมทแคมเปญ 8 กุมภาพันธ์ กาเห็นชอบหรืออะไรต่าง ๆ นานา และที่ดูวีดิโอคลิปเมื่อกี้ ที่ผู้หญิงนักการเมืองโดนคุกคามอะไรต่าง ๆ ไม่มีช่วงเวลาไหนจะสำคัญเท่างานวันนี้ที่จะพูดเรื่องนี้แล้ว

 

 

ดิฉันเติบโตในครอบครัวที่ปู่ย่าตายายเป็นชาวนา และที่บ้านคนที่เป็นชาวนาก็จะพยายามบอกว่าจะต้องไปเป็นข้าราชการ หรือทำงานที่ไม่ใช่ชาวนาจะได้ไม่ต้องลำบาก แต่เราแย้งกับเรื่องนี้เสมอ แล้วผิดอย่างไรที่เป็นชาวนา แล้วเมื่อคุณพ่อคุณแม่เป็นครู และมีหนังสือท่านปรีดีอยู่ที่บ้านเราก็เติบโตแล้วก็อ่านหนังสือเหล่านั้น

แต่เมื่อเราโตขึ้นมาเราได้เรียนรู้ว่าเบื้องหลังหรือในประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ แทบจะไม่ได้เขียนบทบาทของผู้หญิงในประชาธิปไตย หรือดิฉันเองกว่าจะมาเรียนรู้เรื่องท่านผู้หญิงพูนศุข คือเมื่อโตแล้ว ไม่ได้มีในหนังสือที่ดิฉันอ่านตอนเด็ก ๆ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบทบาทหรือเสียงของผู้หญิงเกิดขึ้นมาตลอด เพียงแต่ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้เท่ากับผู้ชาย

แล้วมองย้อนที่บทบาทของเราที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้หญิงเราเป็นทั้งแม่ วันนี้พาลูกมาฟังด้วยนะคะ เพราะอยากจะให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องนี้มาก ๆ แล้วก็เป็นลูกสาว เป็นเมีย เราเห็นเรานึกภาพเวลาเราอ่านประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวของท่านเรานึกภาพในสมัยนั้น ว่าจะต้องแบกอะไรมากมายแค่ไหน จนถึงปัจจุบันนี้ผ่านไปไม่รู้กี่ปีกี่ปี ทำไมมันยังเหมือนเดิมอยู่โดยเฉพาะคำว่าความกล้าหาญ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม

ถ้าผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาหรือโดนมองว่ากล้าหาญหรือแรง หรือท้าทายผู้มีอำนาจ เสียงนั้นจะมองว่าเป็นความอันตรายต่อตัว ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นมีสถานะหรือไม่มีสถานะก็นำความอันตรายมาสู่ตัว ในส่วนตัวก็เคยโดนแบบนั้น และเห็นนะคะล่าสุดเลยต้องขอพาดพิงอย่างพี่อังคะ คุณอังคณา กล้าหาญพูดในเรื่องที่เกิดขึ้นที่สถานการณ์ชายแดนไทย - เขมร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือโดนมองว่าแรง และนำภัยคุกคามต่าง ๆ มาสู่ชีวิต

ประเด็นต่อมา คือถึงแม้ว่าความกล้าหาญเหล่านี้ โดนสาดหรือว่าโดนแรงเทมาเนี่ย แต่ไม่ได้หมายความว่าทำให้ผู้หญิงยอมแพ้ แล้วก็เป็นเป็นมนุษย์แล้วก็เป็นกลุ่มคนที่แข็งแรงมาก ๆ ดิฉันก็ไม่รู้ว่าว่าเราจะทำยังไงได้ คืองานบางคนโดยเฉพาะดูจากชีวิตท่านผู้หญิง งานบ้านดูแลกิจการบ้านเมือง การจัดการต่าง ๆ ก็ต้องทำแต่ในขบวนการการต่อสู้ประชาธิปไตย จะมองผู้ชายเป็นผู้นำแต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีสำคัญแล้วก็ไม่ได้ถูกกการพูดถึง

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้กินใจดิฉันมากโดยเฉพาะนึกถึงขบวนการของคนรุ่นใหม่ จริง ๆ ก็มีเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นในแง่ที่ว่าเมื่อไม่กี่ปีมีการชุมนุมมีกลุ่มต่าง ๆ ลุกขึ้นมา แต่เบื้องหลังกลุ่มเหล่านี้ก็มีผู้หญิงเป็นกำลังสำคัญ ในการดูเรื่องการจัดการเรื่องเบื้องหลังขอโทษน แม้กระทั่งล้างจานหรือว่าดูเจรจาเรื่องความปลอดภัยไปทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้เนี่ยไม่สามารถ ขบวนการการลุกเคลื่อนไหวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีคนที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้แล้วพวกเขาไม่ได้รับการถูกบันทึก

 

 

แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันมองว่า โดยประสบการณ์ พอเราลุกขึ้นมาพูดอะไรหรือว่าเราลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ จะมีคนเตือนเสมอว่า ถ้าเป็นคนใกล้ตัวแสดงความห่วงใยก็จบว่าลูกยังเล็กอยู่ แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่หรือโทรศัพท์เข้ามา จะพูดถึงในแง่ที่ว่า แม่อยู่บ้านคนเดียวหรือเปล่าคือในฐานะลูกสาวเราก็เป็นห่วงใช่ไหมคะ พวกเราได้รับหน้าที่หรือถูกคาดหวังว่าเราต้องดูแลคนในครอบครัว

เพราะฉะนั้นให้ห่างจากเรื่องการเมืองหรือเรื่องอะไรที่ท้าทายผู้มีอำนาจ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องเหล่านี้มันอยู่ในชีวิตของเราเหมือนกัน การเมืองกับเรื่องส่วนตัวมันคือเรื่องเดียวกันเราไม่สามารถจะแยกจากกันได้

มาดูที่ชีวิตของท่านผู้หญิงก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจากที่ดิฉันอ่านหนังสือสร้างประวัติศาสตร์มา ท่านปรีดีก็ไม่ได้บอกท่านผู้หญิงในตอนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการเคลื่อนไหว เท่าที่อ่านดูจากอาจารย์ไทเรลเขียน ท่านบอกว่าเรื่องส่วนตัวกับเรื่องการเมืองก็คือคนละเรื่อง แต่จริง ๆ มันคือเรื่องเดียวกัน แล้วท่านก็อยู่เบื้องหลังและต้องจัดการหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอันนี้พอเราดูแล้วเราก็มีความอินในฐานะเราเป็นเมีย และไปในฐานะเราเป็นคนที่จะต้องดูแลเรื่องเบื้องหลังด้วย ไม่ใช่เรื่องข้างหน้าอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองกับเรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องเดียวกัน แล้วเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ เรื่องเศรษฐกิจต้องดูแลเรื่องปากท้องด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็น ดิฉันเข้าใจว่าอาจารย์เล็ก (อ.งามศุกร์) จะพูดต่อไปในเรื่องของปากท้องเรื่องกินอยู่ ผู้หญิงดูแลเป็นเรื่องสำคัญแ ละนำไปสู่การลุกขึ้นมาต่อสู้ที่ทำกิน ต่อสู้เรื่องปากเรื่องท้องและต้องเผชิญความเสี่ยงต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าไม่เปลี่ยนแปลงเลย ถึงแม้ว่ายุคก่อนหน้าจะไม่มีโซเชียลมีเดียแต่ยุคนี้มีโซเชียลมีเดีย ลองจินตนาการถ้าสมัยก่อนท่านผู้หญิงหญิงมีโซเชียลมีเดีย และท่านผู้หญิงพูนศุขอยู่ในยุคนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ยุคนั้นไม่มี แต่มีเรื่องปากต่อปาก เรื่องข่าวลือ ยุคนี้เจอเป็นภัยคุกคามทางโซเชียลอย่างมากมาย อย่างที่คุณไอซ์หรือลูกสาวคุณสุดารัตน์โดน หรือแม้กระทั่งนักการเมืองต่าง ๆ ก็โดน กระทั่งนักปกป้องสิทธิ์ หรือว่าพวกเรา แม้กระทั่งคือเรื่องเพศถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการคุกคาม การเหยียดของผู้หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ในด้านการปกป้องสิทธิ์ หรือต่อสู้ทางการเมืองอย่างมาก

 

 

ถ้าจะบอกว่าสมัยนี้เป็นสมัยใหม่ มีนักการเมืองมีนายกผู้หญิงก็จริง แต่ดิฉันอยากจะตั้งคำถามว่าในสนามทางการเมือง มันเริ่มไม่เท่ากันเพราะว่าเมื่อตอนที่เราเคลื่อนไหวแค่เรากำลังจะอ้าปากหรือก้าวมาเรื่องเพศเราโดนก่อนแล้ว และรูปแบบการคุกคามไม่ได้หายไปไหนมันก็ยังอยู่ สมัยก่อนไม่มีโซเชียลแต่มีเรื่องปากต่อปาก สมัยนี้มีการสร้างข่าวปลอมมากมาย หรือกระทั่งการโดนล่าแม่มดก็เกิดมาทุกสมัย ถ้ามีเรื่องอัตลักษณ์เข้าไปอีก ถ้าคุณไม่ได้มีสถานะทางสังคม

อย่างดิฉันโดน ดิฉันเกิดเป็นคนอีสาน และเป็นผู้หญิงไทยไปแต่งงานกับคนต่างชาติ ก็โดนไล่ล่าอัตลักษณ์ โดนเหยียดด้วยนะคะ ดิฉันก็นึกถึงคนอื่น ๆ ที่ต้องได้รับแรงกดดัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ได้ถามกันถึงเลยว่าผู้หญิงต้องแบกรับแค่ไหน หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องแบกรับแค่ไหนกับการโดนสิ่งเหล่านี้

ในขณะที่กำลังลุกขึ้นมาต่อสู้โดยเฉพาะสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง หลาย ๆ คนรู้สึกต้องเยียวยาตัวเอง บางคนโบยตีแล้วก็โทษตัวเองบางคนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองไม่กล้าที่จะแรงเกินไป บางคนก็ถ้าแรงเกินไปก็ต้องโดนกระแสกลับอย่างรุนแรง พอเมื่อเกิดกับคนในครอบครัวก็ต้องมีความรับผิดชอบตามมา เพราะฉะนั้นดิฉันขอย้ำคำว่าผู้หญิงนักการเมืองและสนามที่ไม่เท่ากันมันยังมีอยู่

แค่จะบอกว่าราคาที่ต้องจ่ายมันมี ไม่ใช่แค่คดีนะคะ คดีก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเดี๋ยวนี้มีกฎหมายปิดปากนะคะ เป็นคดีที่เป็นราคาทางด้านจิตใจที่เราต้องแบกมันไว้ซึ่งไม่สามารถมีใครจ่ายทดแทนเราได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควรจะมีกลไกของรัฐ ในการปกป้องคุ้มครองผู้ที่โดนคุกคาม ผู้ที่โดนกฎหมายปิดปาก หรือผู้ที่โดนกระทำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทั้งเชิงโครงสร้างหรือว่าทางด้านโซเชียล สิ่งเหล่านี้ควรจะมีกลไกด้วย ไม่ใช่เป็นผู้หญิงอยู่ข้างตัวเองคนเดียว

ประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันจะฝากคืออย่างที่ดิฉันพูดไปว่ายุคนี้ก็ยังมีการเหยียดอยู่ แม้กระทั่งในขบวนการประชาธิปไตยยังมีเรื่องนี้อยู่ แล้วประเทศเราจะก้าวไปถึงไหน เรากำลังเรียกร้องกาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ กำลังเรียกร้องการเลือกตั้ง เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เชื่อเถอะว่าถ้าไม่มีการแกะเรื่องเพศให้ชัดเจน และยอมรับ มีสนามที่แฟร์ ประชาธิปไตยก็ไม่ไปถึงไหน

การที่เรามานั่งในวาระชาตกาลของท่านผู้หญิงพูนศุข ทำให้เรารำลึกได้ว่า กี่ยุคกี่สมัยเราก็จะไม่ยอมแพ้ เราเจออะไรไม่ว่าเราจะอยู่หน้าที่หรือตำแหน่งอะไร สถานะไหน เป็นแม่ เป็นเมีย เป็นลูก เราเชื่อว่าความหวังย่อมมีเสมอ และเราจะมองไปข้างหน้าสำหรับวันพรุ่งนี้ให้กับคนรุ่นใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ