ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ถาม-ตอบ : บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยและมนุษยธรรมภายใต้ภาวะวิกฤติ

17
มกราคม
2569

 

ประวิตร โรจนพฤกษ์

เดี๋ยวช่วงนี้เราอยากจะเปิดฟลอร์นะครับ ท่านใดความคิดเห็นคำถาม ทั้งในที่ห้องประชุมนี้และออนไลน์ ได้ฝากทางทีมสถาบันดูว่ามีคำถามอะไรหรือความเห็นอะไร

 

ประทับจิต นีละไพจิตร (ผู้เข้าร่วมฟังเสวนา)

สวัสดีค่ะ ขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่กรุณาแชร์ประสบการณ์ความรู้ ดิฉันยังอยากจะได้ยินจากวิทยากรทุกท่าน เกี่ยวกับความคิดเห็นข้อเสนอแนะ ณ ตอนนี้ สิ่งที่ดิฉันมองเห็นในฐานะที่เป็นคน Gen Y ความเสี่ยงและสถานการณ์ที่เรากำลังพบเจอ ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศของเราอีกต่อไปแล้ว แต่สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน สันติภาพ ได้แผ่ขยายไปถึงภูมิภาคและรวมถึงระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางพลวัตทางอำนาจในประเทศไหนในโลกที่เรากำลังเห็นตอนนี้

และเราจะได้เห็นหลาย ๆ ที่ ว่ามีความพยายามของกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้ออกมาพยายามที่จะนำหน้า การรณรงค์ในที่ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ดิฉันติดตามกรณีของกลุ่มแฟมินิสต์ปลาแดกที่ออกมาช่วยรณรงค์ เรียกร้องสันติภาพที่ขอนแก่นและถูกคุกคามอย่างหนัก ถูกเอากิจกรรมที่เขาทำไปแขวนไว้ในเพจที่เป็นของหน่วยงานของรัฐด้วยซ้ำ ทางด้านความมั่นคง

คราวนี้อยากจะฟังจากทุก ๆ ท่านเลยนะคะ เพราะท่านมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการทำงานด้านสื่อมวลชน และทุกท่านเป็นผู้นำในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและสันติภาพมาตลอด ว่ามีคำแนะนำข้อเสนอแนะไม่ว่าจะทั้งตัวแสดงไหนก็ตาม โดยเฉพาะจากฝั่งประชาชน ภาคประชาสังคมของเราค่ะ ว่าท่านมีความคาดหวังหรือมองเห็นว่าปี 2026 มันมีความหวังอะไร มันมี Entry Point แบบไหน หรือมันมีความเสี่ยงแบบไหน ที่เราควรจะต้องระมัดระวัง หรือมีเรื่องอะไรที่ท่านอยากจะฝากถึงผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทใดก็ตามในสังคมให้ทำงานมากขึ้นค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

 

 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

พูดถึงเรื่องข้อเสนอแนะก่อนดีกว่านะคะ เพราะจริง ๆ เตรียมไว้เหมือนกันว่า อยากจะพูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง และเสนอแนะถึงการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของสตรี และการทำงานเรื่องเกี่ยวข้องกับเป็นกลุ่มผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติแล้วกัน จริง ๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะเพศหญิง บางทีเพศหญิงเองก็ถูกเลือกปฏิบัติที่แตกต่างไปด้วย เช่นผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางศาสนา ชาติพันธุ์ และอาจจะเป็นครอบครัวของผู้ที่เห็นต่าง เพราะการทำงานในบริบทที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกแยก ผู้ที่เห็นต่างและอยู่ในภาวะที่ไม่มีปากมีเสียง

ตอนนี้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต ความรู้เรื่องการเยียวยาตัวเอง ความรู้เรื่องการรับฟังผู้อื่น หรือความรู้เรื่องการจัดการตัวเอง เช่น การนอนไม่หลับ การมีภาวะอารมณ์โกรธ หรือการตั้งวงพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยน สำคัญมากในการทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น และประกอบไปด้วยทั้งทักษะความรู้

จริง ๆ เมื่อก่อนเราไม่อยากจะพูดกันนะคะ เรื่องผลกระทบทางด้านจิตใจ ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องฝันร้าย ไม่อยากพูดถึงเรื่องทริกเกอร์ ไม่อยากพูดถึงเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากที่ทำงาน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์

เช่น เอ็นจีโอกับทหาร เอ็นจีโอกับตำรวจ เอ็นจีโอกับภาครัฐ เราประสบโดยตลอด เรามักถูกมองว่า เป็นอคติ เป็นคนรับเงินต่างชาติ เป็นคนที่มาสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศชาติ เขาก็อยู่กันได้ดี ไทยพุทธมุสลิมเขาก็อยู่กันได้ดี ทหารตำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ

ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความรู้และไม่สามารถที่จะใช้บทบาทของเราในการไม่ไต่บันไดความขัดแย้งไปในประเด็นต่าง ๆ

พยายามกลับมาดูที่ตัวเอง และกลับไปทำงานกับชาวบ้านหรือประชาชนที่อาจต้องการความช่วยเหลือจากเรา ทักษะเหล่านี้เรียนรู้ได้ มีโครงการอบรม มีวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้เราสามารถเป็นผู้ฟังที่ดี แม้ว่าเราจะอยู่ในที่ประชุมที่มีทหารเต็มไปหมด บางครั้งอารมณ์ก็มี ความไม่เข้าใจที่เขาแสดงออกมา ทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราถึงต้องมานั่งทนฟังอยู่ แต่ความอดทนอดกลั้นเหล่านี้ เราฝึกได้ และต่อมามันเป็นเครื่องมือปัจจัยที่สำคัญ ที่เราสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

เรายังยืนยันว่ากระบวนการสันติภาพ ไม่ใช่แค่ที่ 3 จังหวัด (ภาคใต้) ไม่ว่าจะเป็น 5 จังหวัด หรือทั้งประเทศ จะต้องทำความเข้าใจ และความสนใจตอนนี้น้อยลงมาก เหตุที่เมื่อวานเกิดขึ้นระเบิดที่ ปตท. ทั้งหมด 11 จุด ตอนนี้คิดว่าทุกคนก็ยัง งง ๆ อยู่เพราะวันนี้ (11 ม.ค.) มีการเลือกตั้งอบต. และเชื่อมโยงอย่างไรหรือไม่นะคะ ทุกคนยังมืดแปดด้านกลับไปอยู่เหมือนจุดเดิมอีกแล้ว ว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากอะไร และทำไมถึงมีเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เรากำลังต้องการที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองทางด้านระบบรัฐสภา ขอบคุณค่ะ

 

 

ปิยนุช โคตรสาร

พอดี อ. เล็กยื่นไมค์ให้ดิฉัน สิ่งที่สามารถตอบได้คือคำถามว่า จะมีข้อแนะนำอะไร พอคุณวราพูดว่านึกไม่ออกว่าจะมีเคสไหนที่พอเชื่อมโยงกับท่านผู้หญิงพูนศุขใช่ไหมคะ แต่ดิฉันนึกออกเยอะมาก ๆ เลยค่ะ เพราะด้วยความที่ท่านทำหน้าที่ต้องดูแลครอบครัวดูแลลูก ดิฉันนึกถึงบทบาทผู้หญิงหลายคน

เลยนึกถึงคำแนะนำว่าจะเกิดอะไรบ้าง แต่อยากให้มองที่มิติเรื่องเคสเหล่านี้ ตอนสมัยที่ทำงานที่แอมเนสตี้ หรือแม้กระทั่งไม่ได้ทำงานแล้ว เรายังติดตามดูแลเคสทุก ๆ เคสเหล่านี้ จะมีผลกระทบเกิดขึ้นจากการที่ไม่พี่น้อง สามี คู่ชีวิตหรือคนในครอบครัวต้องโดนกระทำ และผู้หญิงเหล่านี้ลุกขึ้นมา

คำแนะนำคืออยากให้นึกถึงนักปกป้องสิทธิ หรือผู้ที่ลุกมาเรียกร้อง เขาก็มีสถานะ เขามีหน้าที่ มีความรับผิดชอบของครอบครัวที่ต้องทำ

อยากให้เรานึกถึงสถานะเขาเหล่านี้ นอกจากเป็นนักปกป้องสิทธิอย่างเดียว เรามีระบบซัพพอร์ตอะไรเข้าบ้าง มีระบบสนับสนุนอะไรเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลไกของรัฐที่จะมีการปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ์ หรือคนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง อยากให้มองไม่ใช่เรื่องความเป็นหญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความหลากหลายทางเพศด้วย และกลไกคุ้มครอง เรื่องของเครือข่ายก็สำคัญ การมีเครือข่ายที่รับฟังช่วยเหลือกัน หรือการทำให้เครือข่ายเข้มแข็งก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง การดูแลเรื่องจิตใจ

และอีกเรื่องค่ะ ยุคโน้นมีการสอดแนม ยุคนี้มีสปายแวร์ใช่ไหมคะ มีน้อง ๆ เยาวชนนักปกป้องสิทธิ์ เขาโดนสอดแนมมือถือเขา เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ มันเป็นวาระ ดิฉันจะบอกว่ากฎหมายเราต้องดูที่ตัวกฎหมายด้วย และวาระที่การคุ้มครอง และหลาย ๆ องค์กรที่รับผิดรับชอบเรื่องนี้ และอีกอย่างที่สำคัญมาก ๆ คือกฎหมายปิดปาก เราควรจะแก้ไขและดูแล คือวันนี้มันมีการพูดถึง 112 จริง ๆ ไม่ได้มี 112 อย่างเดียวมีหลายตัวมาก ๆ เลยนะคะ

มันมีตั้งแต่กฎอัยการศึก มี 116 กฏหมายหมิ่น พรบ. คอม เหมือนเราเดินอยู่ในกับระเบิด คือโดนไปหมดเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

งามศุกร์ รัตนเสถียร

ไม่แน่ใจเหมือนตอบแต่ก็ไม่ได้ตอบ ไม่แน่ใจนะคะ จริง ๆ แล้วตัวเองมีความรู้สึกละอายอยู่เสมอเวลาที่ทำอะไรไม่ได้ ก็จะเป็นความรู้สึกผิด ไม่ว่าจะแบบกรณีไหน ๆ ที่เกิดขึ้นการละเมิดสิทธิมนุษยชน คือมันอย่างตอนที่ครั้งแรก ครอบครัวนีละไพจิตรที่เจอตัวเองไม่ได้รู้จักมาก่อนก็แค่เขียนจดหมายถึงพี่อังคณาอันนั้นคือสิ่งที่ทำได้ในรอบแรกแต่ว่ารอบที่ผ่านมา นึกไม่ออกจริง ๆ ค่ะ คือสำหรับตัวเองสังคมไทยดูเหมือนที่เรามักจะอ้างว่า เป็นสังคมพุทธ แต่ว่ามันเลือดเย็นโหดร้าย แล้วยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่มันแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย

สำหรับตัวเองไม่รู้จะพูดอะไรอีกนะคะ นอกจากกลับมาให้ส่งกำลังใจ และพร้อมกับละอายว่าทำได้แค่นี้เหรอ ก็อันนั้นคือความรู้สึกลึก ๆ และผิดรู้สึก ที่นี้ถ้าจะไปให้พ้นจากเรื่องคือสำหรับตัวเอง สิ่งที่พอจะทำได้นะคะ ก็คือพูดกับนักศึกษาในห้องเรียนอยู่เสมอ และเตือนพูดให้เขาได้เห็นอีกมุมให้เห็นความคิดที่มันหลากหลายว่าผู้คนในสังคมไทยมันมีความหลากหลาย เราต้องเคารพและอยู่ร่วมกันอย่างไร โดยที่ไม่ฆ่ากันไม่ทำร้ายกัน เพราะว่าการที่เราทำร้ายกันเราจะไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยสนทนากันเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอะไรพวกนี้

สำหรับตัวเองก็อยากให้เรารักษาชีวิตกันไว้ อันหนึ่งที่มันไม่ควรก้าวล้ำไปแล้วไม่ควรออกมาเชียร์สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงนะคะ อย่างที่พูดไปในรอบแรกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ว่ากับครอบครัวใคร ไม่ว่าจะเป็นทหาร พลเรือนทุกคนล้วนแต่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และมีความสูญเสียเกิดขึ้นเมื่อไหร่ นั่นคือคือหายนะที่มันเกิดขึ้นกับครอบครัวทุกครอบครัว เราไม่ควรเอาเรื่องประชาธิปไตยเป็นแค่เรื่องอุดมการณ์ เราควรจะต้องปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน และทำกับมันอย่างที่คุณพรเพ็ญพูด เราอาจจะต้องฝึกฝนในการฟังมากขึ้นนะคะ

 

 

และเครื่องมือกลไกที่มันจะคุ้มครองพวกเราได้ก็คือประชาชนด้วยกันที่ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง อันนี้คือสิ่งที่ตัวเองพอพูดได้ แต่ในทางปฏิบัติมันต้องใช้ความกล้าหาญ มันต้องมีความเป็นภราดรภาพอย่างที่ท่านผู้หญิงมักจะพูด พวกแบบนี้อ่ะค่ะ การเป็นเพื่อนการที่เข้าใจในบริบทที่มันเกิดขึ้น มันจะช่วยให้เราไม่ไปไกลถึงขั้นที่เรียกเลือด และสำหรับตัวเองหากจะคิดถึงเรื่องชายแดนไทย กัมพูชา ชายแดนไทย พม่า ชายแดนไทย มาเลเซีย คืออยากให้เห็นว่า 20 กว่าปีที่ชายแดนไทยมาเลเซียหรือว่า 3 จังหวัดเนี่ยผู้คนสูญเสียไปเท่าไหร่

แล้วเด็กที่เติบโตมากับความรุนแรง จินตนาการไปว่าพวกเขาจะอยู่กับสังคมนี้อย่างไร คือเอาเข้าจริง ๆ ตัวเองเป็นคนเบตงจังหวัดยะลา เมื่อวานเพิ่งกลับมาจากบ้านสิ่งที่เห็นก็คือวันเด็กเราจะเห็นรถถังออกมาวิ่ง ถ้าเป็นที่อื่นมันคงไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว ถ้าสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่ ความรุนแรงมันก็จะยืดเยื้ออยู่แบบนี้ เราจะทำอย่างไรไม่สนับสนุนให้การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน ๆ มันควรยุติลง โครงสร้างทางสังคมก็ควรจะให้เอื้อกับทุกคนที่จะอยู่ร่วมกัน เราลดความเป็นสุดโต่งลง และเห็นใจคนอื่น ๆ ให้มากขึ้น

มันอาจจะทำให้เราอยู่ร่วมกันแล้วเคารพกัน อันนี้ก็พูดไปเหมือนกับว่าท่อง แต่ว่ามันไม่รู้จะบอกอย่างไร จริง ๆ ว่าในเมื่อเราถูกหล่อหลอม เป็นเวลากี่พันปี เราก็จะต้องใช้เวลาในการให้ความรู้ กว่าเราจะรู้เรื่องผู้อพยพชายแดนไทย พม่า ถ้าเราไม่ไปทำงานเราก็ไม่รู้ ถ้าเราไม่ไปทำงานที่ชายแดนไทย มาเลเซียเราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนมลายูมุสลิมนะคะ เราไม่รู้เลยว่าเรามีผู้อพยพจากประเทศพม่าเป็นแสนแสนคนนะคะ อยู่ใกล้บ้านเรา เราไม่รู้ว่าทำไมแรงงานพม่าถึงอยู่ในประเทศเรา เราไม่รู้กับเรื่องเพื่อนบ้านเลย หรือว่าเราไม่รู้แม้กระทั่งว่าเราอยู่ในระบบแบบไหนในตอนนี้

เราไม่แน่ใจว่าประชาธิปไตยที่เราเป็นอยู่มันคือประชาธิปไตยไหม ถ้าไม่ตั้งคำถามกับมันค่ะ อย่างน้อยอย่าด่วนสรุปและค่อย ๆ ย้อนกลับมาว่าเรามีความรู้แบบไหน อยากจะท้าทายอันหนึ่งเราพูดกัน อันนี้ตัวเองจะชอบใช้ตัวอย่างนี้ในการทดสอบทั้งกับนักศึกษา กรณีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง พยายามที่จะข่มขืนเพื่อนนักเรียนในห้องเรียนถ้าเราฟังเรื่องแบบนี้ เราคิดว่าเราจะแก้ปัญหาแบบไหน เรามักจะคิดลองจินตนาการไปก็ได้นะคะ ในตอนเนี่ยเราคิดว่าใครควรจะต้องถูกลงโทษเด็กชายพ่อแม่ใช่ไหมคะ พ่อแม่อาจจะมีเพศสัมพันธ์ให้ลูกเห็นใช่ไหมคะ

หรือว่าเด็กอาจจะไปดูโทรทัศน์ไปดูสื่อต่าง ๆ สื่อลามกต่าง ๆ ถ้ามันจบแค่นี้มันเหมือนง่ายมากเลย เราก็จะไปแก้ที่ตัวบุคคล แต่รู้ไหมว่าอันนี้จริง ๆ แล้วมันเป็นเคสที่ถูกรายงานในบางกอกโพสต์ เมื่อหลายปีก่อน แต่สิ่งที่มันทำให้เราเห็นต่อไป อันนี้คือการอ่านเหตุการณ์เลยนะคะ เป็น ตัวอย่างหนึ่งแค่นั้นว่า พอเราได้ยินเรามักจะทันทีเลยค่ะ การรับรู้ของเราเด็ก เด็กมันไม่ดีพ่อแม่ไม่ดี สื่ออะไรพวกนี้ค่ะ แต่เด็กคนนี้เติบโตในสลัม จินตนาการว่าสลัม บ้านของคนในสลัมเป็นแบบไหนเขาไม่มีทางเลือกอื่นเลยค่ะ นี่คือมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นปัญหาเศรษฐกิจนะคะ

ที่พ่อแม่ก็จะต้องมีอยู่ในห้องแคบ ๆ และลูกก็อยู่ในแบบนี้ค่ะ และนี่ก็คือสะท้อนสิ่งที่มันอยู่ในสังคมไทยและดำรงอยู่ในวันนี้ เราก็รับรู้แคบ ๆ ทัศนคติของเราที่มันถูกหล่อหลอมอยู่ถ้าจะไปให้พ้นสำหรับตัวเอง มันต้องทำงานในระยะยาว อย่างที่ตัวเองขอปิดท้ายด้วยเรื่องที่อยากจะเล่าก็คือเรื่องของผู้หญิงกะเหรี่ยงนะคะ คือลืมตาดูโลกก็ไม่เท่าเทียมแล้ว เขาเป็นผู้หญิงกะเหรี่ยงที่เติบโตมากับในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เขาบอกว่าความไม่เท่าเทียมเริ่มตั้งแต่ตอนเกิด ถ้าเป็นลูกผู้หญิงพ่อแม่มักจะบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งเกิดก็ได้ เพราะผู้หญิงไม่ได้เดินทางไปไหนไม่จำเป็นต้องมีบัตรประชาชน

 

 

แต่ถ้าเป็นลูกชายบางคนมี 2 ชื่อเลยนะ เพราะพ่อแม่ไปแจ้งเกิดแล้วแจ้งเกิดอีก เวลากินข้าวต้องให้ผู้ชายกินเสร็จก่อน ส่วนผู้หญิงก็ได้กินคนสุดท้าย ส่วนที่เหลือผู้หญิงถึงได้กินมักจะเหลือน้ำแกงและข้าว หรือเวลาทำงานต่อให้ทำงานในลักษณะเดียวกัน ผู้ชายก็กลับได้ค่าแรงมากกว่าผู้หญิง นี่เป็นเรื่องเล่ายุคปัจจุบันนะคะ ไม่ต้องย้อนถ้ากลับไปในอดีตเราก็ยังอยู่ในแบบนี้ค่ะ แล้วเราก็ซ้ำอยู่แบบนี้ แล้วเขาบอกว่ามันเกิดจากการปลูกฝังความคิดริเริ่มตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษและส่งต่อมาถึงรุ่นเขาที่ชื่อหน่อ แอลี อันนี้คือสิ่งที่เขาต้องเผชิญอยู่

และผู้ชายไหมผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากันค่ะ นี่คือโลกที่เขารับรู้ แต่สิ่งที่เขาทำมันขึ้นมาก็คือตอนที่เขาอายุ 13 ขวบ เขาลุกขึ้นออกมาพูดว่าเพื่อนของเขาถูกลวนลามในพื้นที่ห้องน้ำอย่างไร นี่คือสิ่งที่ความกล้าหาญเกิดขึ้น เราก็ต้องปลุกความกล้าหาญของเรา แล้วความกล้าหาญนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราก็มีความมั่นใจว่าเรามีพวกพ้องพอที่เราจะไปด้วยกัน เราคิดว่า “ภราดรภาพ” มันสำคัญในโลกสังคมที่มันยังแบ่งแยกอยู่แบบนี้ แล้วสิ่งที่น่าเศร้าใจ ก็อยากจะบอกผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนจำนวนมากในประเทศนี้ ตัวอย่างที่อยากหยิบยกมาแล้วเป็นเรื่องเศร้าและคิดว่าพี่อังคณาก็พูดอยู่หลาย ๆ ครั้ง

ซึ่งอาจจะไม่ค่อยได้ยินกันนะคะ พูดถึง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เขาบอกว่าประกาศใช้แล้ว แต่ในมุมมองของหน่อ แอลีที่ต่อสู้ที่ทำงานเรื่องนี้มา 50 ปี เธอบอกกับเราว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาและทำให้คนชนเผ่ามีชีวิตที่มั่นคง ตั้งแต่การใช้คำ กฎหมายใช้คำว่าชาติพันธุ์แต่ของเขา คือเขาเป็นชนเผ่าเป็นชนพื้นเมือง ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้ถูกระบุไว้ เราก็ต่อสู้มาเราหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราไม่เคยนับคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ เขาบอกว่าสิ่งที่ควรทำก็คือเอาคนชนเผ่าเข้าไปนั่งในการทำกฎหมายให้เสียงของเราถูกรับฟังมันถึงจะเกิดกฎหมายที่ช่วยชนเผ่าได้จริง ๆ

คือเป็นอาจจะเป็นภาพที่มันไกลตัวไป แต่เราคิดว่ามันต้องทำแล้วมันทำอีกหลากหลายแบบนะ คือถึงแม้ตัวเองจะสนใจในเรื่องการเมืองในชีวิตประจำวันหรือปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่เคยที่จะละเลย กับการเมืองที่เป็นแบบทางการ และอยากจะบอกผู้หญิงด้วยเหมือนกันว่าต่อให้เป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดูถูกผู้หญิงด้วยกัน ก็ต่อให้เรามีสส. จำนวนมากที่เป็นผู้หญิงในตอนนี้ สำหรับตัวเองก็ไม่แน่ใจ เราอาจจะต้องมองผู้ชายอื่น ๆ ด้วยเหมือนกันที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้หญิง

เพราะว่ามันมีเรื่องของสถานะอย่างที่บอก เรื่องของชนชั้นเรื่องของชาติพันธุ์ เรื่องของศาสนาพวกนี้ คิดว่าอันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่จะช่วยสังคมไทยให้อยู่ด้วยกัน แต่ในระยะสั้นที่จะตัวเองบอกไม่ได้เลยค่ะ ว่าเราจะต้องทำอย่างไร แต่บอกได้ในระยะยาวว่าเราควรจะเป็นไปอย่างไร ถ้าเราไม่อยากเห็นความรุนแรงมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในชีวิตเรา คงประมาณนี้ค่ะ

 

วรา จันทร์มณี

ผมคิดว่า ก่อนมาผมโทรไปถามผู้หญิง 3 คน ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน คำตอบ 3 คนตรงกันเลยว่าพี่ไม่ต้องอะไรหรอก ขนาดผู้หญิงมันยังไม่ช่วยกันเองเลย อย่าไปคาดหวังว่าจะให้ผู้ชายมาสู้แทน ผู้หญิงทั้ง 3 คนบอกว่าผู้หญิงยังกดทับผู้หญิงกันเอง ยังไม่ให้เกียรติกันเองเลย ยังดูถูกว่านี่อ้วน นี่ดำ นี่อยากดัง นี่แซ่ ปัญหาคือ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องการสร้างความเข้าใจซึ่งผมก็ถามว่ามันเป็นเพราะอะไร ทำไมเขาเป็นอย่างไรอิจฉาเหรอหรืออย่างไร ก็ไม่รู้แต่ว่าสรุปว่าผู้หญิงยังกดทับผู้หญิงด้วยกันเองแล้วจะไปเรียกร้องสังคมที่ไม่เข้าใจ

หรือผู้ชายที่เขามีความเป็นปิตาธิปไตยให้เห็นใจผู้หญิง ผมว่ามันต้องใช้ความพยายามหลายอย่างนะ ผมนึกถึงแนวคิดของโยฮัน กัลตุง ที่เขามองเรื่องสันติภาพเชิงบวก คือสันติภาพมันไม่ใช่ภาวะหยุดนิ่ง มันต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเหมือนที่เราจะเดินทางไปไหน เป้าหมายบางทีมันไม่ใช่คำตอบความสุขมันอยู่ที่การเดินทางที่นี้เราอาจจะต้องชวนสังคมเนี่ยร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ด้วยการสร้างสันติภาพเชิงบวกที่พี่พูดเรื่อง 112 หรือ ล้มเจ้าหรืออะไรนี้ คือผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ สังคมไทยไม่มีก็คือ พื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์

 

 

แล้วก็พยายามสร้างวาทกรรมป้ายสีกัน เพื่อที่จะช่วงชิงช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งผมมองว่าตั้งแต่สมัยที่ท่านผู้หญิงโดนจับ 95 จนตอนนี้ 73 ปีแล้วฝ่ายอำนาจก็ยังใช้วิธีการเดิม ๆ นะครับ ซึ่งคิดว่าเราต้องร่วมกันสร้างสันติภาพเชิงบวกด้วยการถอนรากถอนโคนความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แล้วก็ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่เป็นมายาคติ หรือเป็นวาทกรรมนะครับ ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียง คืออย่างนี้ที่บอกว่านึกไม่ออกว่าใครหมายความว่าในยุคสมัยนั้น ที่ท่านผู้หญิงพูนศุขมีชีวิตอยู่ ใครในบริบทเวลาขนาดนั้นที่กล้าหาญอย่างนั้น

แต่ยุคหลัง ๆ มีหลายท่าน ซึ่งอาจจะเป็นคุณูปการที่ต่อเนื่องครับ ที่นี้ต้องชมพี่อังคณาคือสิ่งที่ผมเห็นว่าปัญญาชนไทย หรือว่า แม้ว่า เอ็นจีโอ หรือ ใครเมื่อเกิดเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้ การถกเถียง เขาไม่ออกมาถกเถียง เช่น กรณีที่ช่องหนึ่ง เอาเรื่องคุณอังคณาไปพูดในโทรทัศน์แล้วก็มีเซเลบทางการเมือง 2 ท่าน คนหนึ่งอยู่เมืองไทยคนหนึ่งอยู่เมืองนอกบอกว่า ขอบคุณพิธีกรที่ขอโทษแล้วพี่อังคณาบอกไม่ยอมรับเพราะว่าเขาไม่ได้ขอโทษ ผมก็ไปดูวีดีโอย้อนหลังว่าแล้วผมก็เจอว่าเขาไม่ได้ขอโทษเขาแค่เสียใจผมก็เลยผมก็เลยโพสต์

คือผมคิดว่าหลายกรณีเลยที่ผมไม่รู้ว่าโดยเฉพาะพวกที่ทำกิจกรรมทางสังคมหรือการเคลื่อนไหวทางสังคม เขาจะไม่ทำอะไรที่อยู่นอกหน้าตักตัวเองผมไม่รู้ว่าเขามีภารกิจเยอะอยู่แล้ว หรือเขามองไม่เห็นในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มันต้องช่วยกันต่อสู้ต้องช่วยกันรดน้ำพรวนดินทุกวันเนี้ยทำไมเขาไม่เห็นหรืออย่างไร เหมือนตอนนี้ที่เลือกตั้งขณะนี้มันมีมันมีนักการเมืองคนหนึ่งที่ใช้ความเป็นเพศสภาพของกะเทยมาผลิตซ้ำแล้วผมก็กำลังพูดอยู่ ปรากฏว่าแม้กระทั่งคนที่เป็น LGBT เองก็ไม่เข้าใจคิดว่าทำได้ จนผมยืนยันว่าก็ทบทวนวรรณกรรมบอกว่ามันทำไม่ได้นะ

 

 

คุณไปผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของกะเทยในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมกับเขาทำไม่ได้ จนเขาเข้าใจ คือผมคิดว่าแล้วมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม แต่ว่าผมคิดว่าถ้าเราสังคมเราเพิกเฉยแล้วเราไม่ต่อสู้แล้วเราไม่ตั้งคำถาม มันก็สังคมมันก็ไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะเวทีนี้ขอเรียกร้องถึงปัญญาชนหรือนักกิจกรรม ผมว่าท่านควรจะออกแรงมากขึ้น ในการที่จะออกมาส่งเสียงหรือออกมาพูดอะไรกระแนะกระแหนก็ยังดี เหมือนที่บารมี ชัยรัตน์ทำ คือตั้งคำถามจิกกัดเหมือนที่สุรพจน์ ทวีศักดิ์ ทำมันอาจจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดทุกโพสต์หรอก แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่ชวนคิดชวนถกเถียงนะครับ

แล้วก็สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เป็นทั้งหอคอยเฝ้าระวังในการตรวจสอบผู้ดำเนินนโยบาย ไม่ใช่ผู้รับเงินจากกลุ่มทุนหรือรัฐอย่างเดียว และสื่อมวลชนสร้างพื้นที่กลางพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียงไม่สร้างวาทกรรมผลิตซ้ำสร้างความเกลียดชังหรือโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งผมคิดว่าสื่อในปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองมาก แล้วก็อยู่ภายใต้ผลประโยชน์ทุนด้วย ต้องการยอดเอ็นเกจเมนต์จนสร้างปลุกสังคมให้บ้าคลั่ง ผมไปตัดผมช่างตัดผมพูดกับผมอย่างบ้าคลั่งในเรื่องไทย กัมพูชา ผมถามว่าดูช่องอะไร อัมรินทร์ ท็อปนิวส์อะไรอย่างนี้ คือที่อันนี้พอเงินเข้ามาแล้ว

ทุกอย่างมันโน้มน้าวไปทางด้านผลประโยชน์หมดเลยโดยไม่คำนึงถึงเรื่องคุณธรรมทางสังคมเลย ผมว่าสิ่งนี้สังคมก็ต้องตำหนิติเตียนสื่อมวลชนด้วยนะครับ แล้วก็สื่อมวลชน จริง ๆ ต้องเป็นหน้าที่ทั้งกระจกสะท้อนภาพความเป็นจริงและตะเกียงหรือว่าไฟฉายที่จะส่องให้เห็นสังคมมันเห็นทางไปว่า จะไปอย่างไร สื่อมวลชนต้องคัดกรองข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงอะไรที่เป็นเฟคนิวส์ก็อย่านำมานำเสนอ ยกตัวอย่างกล้าพูดเลยว่าอย่างสื่อ อัมรินทร์ ผมร้องเรียนไปที่คณะอนุกรรมการสภาผู้แทนราษฎร เขาบอกว่าข่าวที่เข้ามาใส่เนี่ย มันไม่ใช่ข่าวเท็จ มันเป็นข่าวที่ได้มาจากออนไลน์ทั้งนั้นนะครับ

แล้วก็เป็นข้อกล่าวหาเป็นเรื่องของความเห็นของแม่ค้า ผู้ปล่อยเงินกู้ที่ไปทำม็อบอยู่ชายแดนอะไรอย่างนี้ จริง ๆ แล้วอันนี้ สื่อมวลชนต้องมีวิจารณญาณในการคัดกรอง ไม่ใช่ว่าคุณจะไปหยิบอะไรแล้วบอกว่า มันไม่ใช่ข้อมูลเท็จ เอามานำเสนอได้ ซึ่งสังคมก็มองออกว่าคุณพยายามสร้างยอดเอ็นเกจ แต่คุณไม่มีจริยธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่น้องถาม ผมคิดว่าเราต้องสร้างพื้นที่ในการปลอดภัยในการถกเถียง สรุปแล้วผู้หญิงเองก็เลิกทำตัวเป็นนางมารร้ายในละคร กดทับผู้หญิงด้วยกันเองสักทีครับ ขอบคุณครับ