ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

สิทธิมนุษยชน : จากชีวิตประจำวันสู่โครงสร้างสังคม

15
มกราคม
2569

 

งามศุกร์ รัตนเสถียร

อยากจะเริ่มว่าตัวเองมีภาพจำยังไงกับท่านผู้หญิงพูนศุขนะคะ จริง ๆ แล้ว เคยอยู่หอพักตรงที่ตลาดสวนพลู นั่นก็เป็นภาพจำของตัวเองสมัยที่ยังทำงานอยู่ที่ซอยพิพัฒน์ 2 คอนแวนต์ แต่สำหรับตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ และคนที่มีสถานะ ก็คอยแต่ดูเวลาที่ออกไปทำงาน เห็นคุณสุดาด้วยนะคะ และได้ยินเสียงเพลงอยู่เนือง ๆ นั่นคือภาพจำของตัวเอง

จริง ๆ ตอนที่รับปาก เป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งก็พี่อังคณา คือตัวเองไม่ค่อยชอบพูดในพื้นที่สาธารณะสักเท่าไร แต่หลายครั้งเวลาที่ครอบครัวนีละไพจิตรเชิญก็จะรับปาก วันที่ทีมของสถาบันปรีดีโทรไปตอนนั้นอยู่กับอาจารย์โคทมที่บ้านเขาใหญ่ เลยคุยให้อาจารย์ฟังรวมทั้งคุณพรทิพย์ที่เป็นภรรยาอาจารย์ เลยหาหนังสือกันใหญ่ ว่าจะให้ตัวเองยืม ได้มา 2 เล่ม ทั้งจากที่บ้านเขาใหญ่ และที่บ้านซอยนางลิ้นจี่

นั่นคือภาพจำ ส่วนที่ได้เรียนรู้จากการอ่านคิดว่าส่วนหนึ่งได้พูดไปแล้วที่สถาบันปรีดีได้เอาไปเผยแพร่ คือสำหรับตัวเองสนใจเรื่องการเมืองที่ไม่เป็นทางการ และชอบปฏิบัติการของคนธรรมดาสามัญ ทำให้ตัวเองหันมาสนใจเรื่องสันติภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงการต่อต้านขัดขืนในชีวิตประจำวัน เพราะมันสำคัญที่จะทำให้เรามีความหวังกับคนเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่ทุกพื้นที่ แม้ว่าจะไม่อยู่ในสถาบันทางการเมืองก็ตาม ตัวเองมีความหวังกับคนเล็ก ๆ คนธรรมดาอยู่เสมอ ทำให้เป็นตัวเองทุกวันนี้

 

 

สิ่งที่คิดว่าตัวเองเชื่อมโยงหรือมีความทรงจำเห็นภาพของท่านผู้หญิง คือคิดว่าท่านผู้หญิงเป็นผู้หญิงที่ปลูกฝังลูก ๆ ตั้งแต่อยู่ในบ้าน ให้เสรีภาพ ท่านผู้หญิงรับฟังลูก  สำหรับตัวเองนี่คือสิ่งที่สำคัญ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สันติวิธี สันติภาพ มันเริ่มจากในบ้านนะคะ

เพราะฉะนั้นสำหรับตัวเอง การที่เราจะเติบโตเป็นคนมีคุณภาพต้องเริ่มจากในบ้าน สิ่งที่ท่านผู้หญิงทำไว้ คือเป็นเรื่องของปฏิบัติการในชีวิตประจำวันให้เสรีภาพกับลูก ๆ กับคนรอบข้าง

และการที่ท่านผู้หญิงมีคุณพ่อที่ช่วยสั่งช่วยสอนให้มีความกล้า มันก็เริ่มจากปฏิบัติการเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้ท่านผู้หญิงผ่านมรสุมได้เป็นอย่างดี รวมทั้งธรรมะที่ท่านผู้หญิงได้เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า คือโลกไม่มีอะไรที่แน่นอน เราไม่รู้อนาคตแต่คำสอนเหล่านี้ เข้าใจว่าทำให้ท่านผู้หญิงมีความเข้มแข็ง มีความกล้าหาญที่จะต่อต้านกับอำนาจรัฐ หรือการถูกข่มขู่คุกคาม ไม่ว่าด้วยสถานการณ์ไหน ๆ ท่านผู้หญิงสามารถรับมือได้

และคิดว่าสำหรับตัวเอง เราไม่เพียงแต่เป็นเพศหญิงเท่านั้น เรายังมีอัตลักษณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่เราอาจจะหลงลืมไป ความเข้มแข็งของเรา นอกจากความเป็นผู้หญิงแล้ว เรามีอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่สามารถต่อรองกับอำนาจนิยมที่เราต้องเผชิญทั้งในชีวิตประจำวัน ความรุนแรงในครอบครัวที่เราเจอเราก็ต่อสู้ เมื่อกี้อย่างที่คุณพรเพ็ญพูด เรื่องของการที่ทนายหญิงได้ใส่กางเกงใช่ไหม มันก็ต่อสู้ สำหรับตัวเองต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก อันนี้เป็นสิ่งที่ตัวเองทำตั้งแต่เด็ก

เพราะว่าเป็นลูกสาวคนเดียวค่ะ มีพี่ชาย 2 คน พ่อแม่เป็นครู เราจะถูกบังคับตั้งแต่เด็กต้องนุ่งกระโปรงใส่ชุดสวย ๆ เป็นลูกสาวตามมาตรฐานของสังคม แต่เราอยากใส่กางเกงตั้งแต่เด็ก ก็สู้เรื่องแบบนี้ค่ะ

 

 

สำหรับตัวเองนี่คือการกำหนดใจตัวเองหรือตัดสินใจด้วยตัวเอง คือเราปฏิบัติการตั้งแต่เล็ก แม้ว่าจะถูกตี ถูกพ่อแม่เฆี่ยนตี เราก็ยังสู้นะคะ แม้กระทั่งการใช้คำลงท้าย ก็จะชอบพูดคำว่าครับ เพราะมีพี่ชาย 2 คนแล้วเราจะพูดแบบนี้ แต่ที่บ้านไม่อนุญาต เราจะต้องถูกคัดให้เขียนคำว่า ค่ะ ก็ยังไม่นะคะ ยังพูดฮะ จนมาโตขึ้นถึงจะพูดค่ะได้ ก่อนหน้านั้นไม่ได้นะคะ

เราคิดว่ามันมีการปรับตัวของของเด็ก เลยอยากบอกพ่อแม่ด้วยเหมือนกันว่าไม่ต้องกังวลอะไรเลย เด็กมีการเรียนรู้ก็ปล่อยให้เด็กมีเสรีภาพในการคิด การตั้งคำถาม แม้กระทั่งแบบจะเล่น การละเล่นต่าง ๆ เราจะถูกควบคุม จะเล่นปลากัด ชอบไปจับปลาตอนเด็ก ๆ เลี้ยงปลากัดอะไรพวกนี้

เราโตมาแบบนี้ แม้ว่าในบางช่วงเวลาของในครอบครัว นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองเป็น เลือกที่จะทำเรื่องความขัดแย้ง ทำเรื่องสันติภาพและไม่สนับสนุนการใช้การความรุนแรง เพราะเราเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่เราเผชิญ

สิ่งนี้ทำให้เราปฏิเสธการใช้ความรุนแรง เรารู้ว่าผลของความรุนแรง มันยาวนานขนาดไหน เพราะกว่าจะก้าวผ่านความรุนแรงในครอบครัว จนเราเรียนปริญญาตรีแล้ว

แล้วมาเจอกับเหตุการณ์ตอนที่ถูกทหารกะเหรี่ยง ตอนนั้นทำงานชายแดนไทย-พม่าทหารกะเหรี่ยงพุทธ จับตัวไป 5 วัน ข้ามไปในเขตพม่าแต่ตอนนั้นแม้ว่าจะกลัวก็ตาม เผชิญหน้ากับทหารกะเหรี่ยง พูดกับเขาในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์ด้วยกัน ถามว่าข้างในกลัวไหม กลัวค่ะ แต่ว่าเราต้องคุยกับเขาอย่างเป็นมนุษย์ เลยรอดชีวิตมาได้ แต่ที่สำคัญคือ พอรอดกลับมาจากฝั่งแม่สอด ต้องไปอยู่ในค่ายทหารอีก เป็นเวลาหนึ่งคืนสิ่งที่ตัวเองต้องเจอคืออดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ใช้คำว่าเราเป็นยิปซี

สิ่งนี้ คิดว่าพี่อังคณาหลาย ๆ คนก็เจอในแบบนี้ คือวิธีการในสังคมไทยไม่เคยเปลี่ยนในการที่จะลดทอนคนที่มีความคิดเห็นต่าง คนที่คิดไม่เหมือนกัน ศัตรูอะไรพวกนี้มันไม่เหมือนกัน มันไม่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ว่าเราจะใช้คำอย่างไร จะเป็นยิปซี จะเป็นฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ฆ่ามลายูมุสลิมอะไรพวกนี้ เป็นมุสลิมก็เป็นปัญหากับในสังคมนี้ เพราะด้วยทัศนคติการหล่อการเลี้ยงดูตั้งแต่ในครอบครัวในโรงเรียน มันมีผลหมด

นั่นเป็นบาดแผลสำหรับตัวเองเหมือนกัน กว่าจะผ่านการที่เราโดนจับไป 5 วันแล้ว ใช้เวลาเป็นปีในการเยียวยาเราถึงเข้าใจว่า การเยียวยาหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงมันใช้เวลานานมาก ทำไมเราถึงปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะกรณีของกัมพูชาก็เหมือนกัน อยากให้ทุกคนได้ตระหนักว่าหลังเหตุการณ์มันหนักยิ่งกว่าตอนที่เกิดด้วย และคนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่เราจะต้องรักษาดูแลมันด้วย

 

 

นอกจากโดนเรื่องยิปซีแล้ว ก็มาโดนเมื่อไม่กี่ปีก่อน ถูกบริษัทฟาร์มไก่ฟ้องปิดปากอีก ไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ แค่แชร์สิ่งที่มันเกิดขึ้นเพราะตัวเองยังสนใจเรื่องพม่า แม้ว่าจะทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดลแล้วก็ตาม ก็เอาสเตตัสของพวกเพื่อน ๆ ที่ทำรายงาน แชร์ในเพจของสถาบันก็กลายเป็นปัญหา ยังไม่เขียนความคิดเห็นอะไรใด ๆ แค่แชร์เท่านั้น ต้องขึ้นศาลอยู่ 3 ศาล ทางศาลกว่าจะถึงวันนั้น เลยทำให้พี่อังคณามาติดพ่วงไปด้วย

หลังจากที่คดีของตัวเองแล้ว คือคดีฟาร์มไก่เป็นมหากาพย์เลย ทุกคนโดนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตัวเองอยากจะสะท้อน คือการที่เราจะไปไกลกว่าเรื่องการดูถูก การเหยียดหยาม ทัศนคติที่มีด้านลบต่อคนที่แตกต่าง เราอาจจะกลับมาดูตัวเองด้วยเหมือนกัน เราก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน

งานของอาจารย์ไทเรลชิ้นนี้ 11 ปีนะคะ ที่อาจารย์ไทเรลพูดถึงว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น คือมันไม่ได้มีความซับซ้อนเลย ปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเรามีการดูถูกเกิดขึ้น แม้กระทั่งพวกผู้หญิงด้วยกันเอง มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่สถานะไหน เรามีเรื่องของชนชั้น สีผิว ไม่ว่าหญิงไม่ว่าชายเราก็กดขี่กัน เพราะเราอยู่ในสังคมที่เป็นอำนาจนิยม และเป็นปิตาธิปไตยอยู่

สำหรับตัวเองการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ มันสำคัญเสมอ อีกไม่กี่วันข้างหน้ามันจะมีหนังของผู้หญิงอิหร่าน อยากจะแนะนำให้ไปดู คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ เหมือนกัน แต่ว่ามันสำคัญ คือ Cutting Through Rocks พูดถึงการที่ผู้หญิงอิหร่านลุกขึ้นมาเพื่อที่จะขอขี่มอเตอร์ไซค์ มันเป็นเรื่องเล็กแต่เป็นเรื่องของการคานอำนาจกับขนบประเพณี เราไม่เพียงแต่เผชิญกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีสังคมที่มันส่งต่อเรา

เดี๋ยวอาจพูดถึงถ้ามีเวลาในช่วงท้าย ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากจะพูดถึงเป็นผู้หญิงกะเหรี่ยง และเขาอยู่ในระบบปิตาธิปไตย แล้วเขาลุกขึ้นมาสู้อย่างไร

ก่อนหน้าเดี๋ยวจะมีผู้หญิงอีก 2 คนที่อยากจะพูดถึงคือคุณพรพิศ เหมือนศรี กับคุณสะอิ้ง ถไวศิลป์ สองคนนี้เป็นผู้หญิงธรรมดา เรียนจบแค่ป. 4 แต่ลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างยาวนาน และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายการร้องเรียนอะไรพวกนี้

 

 

ผู้หญิงพวกนี้ลุกขึ้นมาและจะส่งเสียงคือส่งเสียงในจังหวัดไม่ได้ กลับมาที่ทำเนียบถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงที่มีสติตังไม่ดี เพราะคุณพรพิศเองก็ลุกขึ้นมาทำหลาย ๆ อย่าง รวมถึงการที่จะพยายามฆ่าตัวตายอีก 4 ครั้ง เล่มนี้ที่จะพูดถึงคุณพรพิศ แม้ว่าผ่านมา 80 กว่าปี ถ้าคุณพรพิศยังมีชีวิตอยู่ คุณพรพิศเสียชีวิตในเดือนเดียวกันกับท่านผู้หญิง ท่านผู้หญิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม แต่คุณพรพิศเสียชีวิตเมื่อ 2547 ด้วยเครื่องมือที่เราอาจจะไม่คาดคิด เป็นเสาหลักปักที่ดินถูกตีแล้วก็เสียชีวิตไป

เราไม่ค่อยมีงานศึกษาเรื่องของคุณพรพิศสักเท่าไร มีอยู่ 2-3 ชิ้น เราคิดว่ามันสำคัญถ้าเราจะย้อนกลับไปประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่าคุณพรพิศต่อสู้มาอย่างยาวนาน จากชาวนามาเป็นช่างตัดเสื้อ คุณพรพิศจะรู้รายละเอียด เพราะงานช่างตัดเสื้อมันใช้คำนวณ แล้วคุณพรพิศเขียนบันทึก มีสมุดของช่างตัดเสื้อที่ทำให้เห็นว่าเขาเชื่อมโยงอย่างไรกับผู้คน รวมถึงเรื่องของการแต่งตัว อะไรพวกนี้มันเป็นเรื่องการเมืองหมดเลย

อยากให้เราได้มีโอกาสอ่าน ถ้าเราจะเปลี่ยนมุมมองในการที่จะเห็นผู้หญิง ตัวเองก็ต้องเปลี่ยนมุมมองกับการมองด้วยเหมือนกัน เราจะต้องใช้เลนส์ใหม่ ๆ ในการทำความเข้าใจผู้หญิงซึ่งมีความละเอียดอ่อน คิดว่าอันนี้สำหรับตัวเองเป็นความโชคดีที่ชอบอ่านหนังสือชอบหานู่นหานี่ มันทำให้ตัวเองได้เห็นเรื่องของสันติภาพในชีวิตประจำวัน และเป็นงานที่ตัวเองอยากเขียนออกมา ก่อนที่จะไม่มีชีวิตต่อไป เพราะว่าเราก็ไม่มีอะไรแน่นอน

แต่วันนี้ขอพูดนะคะ อยากนำเสนอว่าถ้าเราจะไปให้พ้นจากทัศนคติอคติ เราเองก็ถูกหล่อหลอมอยู่ในสังคมที่เป็นอำนาจนิยม เราอาจจะหลงลืมไปด้วยเหมือนกัน และก่อนที่จะหมดเวลา จริง ๆ แล้วก็ชอบคำอธิบายของคุณสะอิ้งนะคะ แม่สะอิ้งที่ต่อสู้เรื่องที่ดินด้วยเหมือนกัน แกพูดไว้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องสส. เท่านั้นไปพูดในสภาฯ ไม่ใช่แค่สิทธิ์ในการพูด แต่ต้องมีสิทธิในที่ทำกินด้วย

เพราะผู้หญิงที่พูดมาต่อสู้เรื่องที่ดิน ต่อสู้เรื่องปากท้องเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อและจะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพากับผู้ชาย เราก็จะก้าวพ้นไปจากอำนาจที่จะถูกกดทับไว้และคิดว่าสิ่งเหล่านี้ ท่านผู้หญิงก็สอนเราไว้อยู่เสมอว่า เราผู้หญิงควรจะต้องใฝ่รู้และไม่พึ่งพากับคนอื่น ๆ เราต้องยืนด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องยังคงสำคัญค่ะ