ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ศักดิ์ศรีเหนือเกียรติยศ กับบทบาทผู้หญิงในยามวิกฤติ

16
มกราคม
2569

 

วรา จันทร์มณี

พอนึกถึงท่านผู้หญิงพูนศุข ท่าแรกที่นึกถึงก็ถ้ายืน เดินสง่า ใจเด็ดมาก แกร่งมาก และถ้าเป็นบุคลิก ก็คือบุคลิกนั้น แต่ว่าอีกมือถือทิชชู่ ซึ่งท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าก็กลัวเหมือนกัน แต่ผู้หญิงคนหนึ่งในปี 2495 ที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวตอนนั้น แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นจะตาย ถือว่าแข็งแกร่งมาก ทีนี้คำเด็ดของท่านคือ“จะไม่ยอมขอรับเกียรติยศใด ๆ” ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความมีขัตติยมานะสูง

ผมคิดว่าการดูว่าคุณค่าของคน มันไม่ได้ดูว่าเป็นใคร แต่ต้องดูว่าทำอะไร คือไม่ใช่ว่าเป็นภรรยาท่านปรีดี แต่ต้องดูว่าท่านมีผู้คุณูปการอะไร ซึ่งผมคิดว่าคำที่ผมโควท  “การไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ” สะท้อนถึง 3 ประการ

ประการที่ 1 คือว่าท่านได้แสดงชัยชนะเหนืออำนาจสมมติ อาจารย์ผมท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เคยพูดสมัยผมเด็ก ๆ ว่า เกียรติยศของคนเราที่สูงสุด ไม่ใช่เกียรติยศให้ใครจะมอบให้ แต่มันคือคุณธรรมที่อยู่ในใจ ที่มันตอบมโนธรรมของเราเองว่าเราได้ทำอะไรนะครับ ชีวิตของท่านผู้หญิงผ่านมรสุมมากมาย ในการเป็นภรรยาของท่านปรีดี คำพูดที่ท่านพูดยืนยันว่า อำนาจรัฐหรือยศฐาบรรดาศักดิ์ไม่สามารถพรากเสรีภาพทางจิตวิญญาณไปจากท่านได้

ประการที่ 2 ท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีอุดมการณ์เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ท่านไม่ได้เพียงแต่พูดเรื่องความเท่าเทียม แต่ท่านทำให้เห็นด้วยนะครับ ด้วยการไม่สนใจเกียรติยศใด ๆ และยอมลดสถานภาพของตัวเองลงมาอยู่เทียบเท่ากับประชาชนทั่วไป

ประการที่ 3 คือเรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ถ้าเรามองเชิงสัญลักษณ์อาจจะเป็นเรื่องของ การประท้วงที่เงียบที่สุดแต่มีพลังที่สุด ท่านปฏิเสธเกียรติยศที่รัฐหรือผู้อำนาจหยิบยื่นให้ ท่านยืนยันว่าเกียรติยศที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความยุติธรรม หากไม่มีความยุติธรรม ความยุติธรรมยังไม่บังเกิด เกียรติยศนั้นมันย่อมไม่มีความหมาย

 

 

เรื่องนี้อาจโยงไปถึงท่านพุทธทาส คือตอนที่ท่านมรณภาพท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาวางพวงมาลาให้เรา ผมว่าเกียรติยศสูงส่งของมนุษย์คือสิ่งที่อยู่ คือมโนคติที่อยู่ในใจของตัวเอง ผมคิดว่าท่านผู้หญิงพูนศุขพูดอยู่คำหนึ่งว่า “ฉันไม่ใช่คนเล่นการเมือง แต่ฉันได้รับผลกระทบจากการเมือง”

ทีนี้เรามาดูว่าประสบการณ์จากครอบครัวของท่านผู้หญิง ท่านอยู่ในครอบครัวถึงอายุ 16 ปี หลังจากนั้นท่านก็แต่งงานกับท่านปรีดี และเมื่อท่านโดนจับต้องไปขังอยู่ 84 วัน ตอนนั้นท่านอายุ 40 ปีนะครับ คนอายุ 40 ถ้าเทียบกับน้องมายด์หรือไอซ์ พวกนี้ก็ 30 ต้น ๆ คำพูดหรือการกระทำของท่านผู้หญิงส่งต่อมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน ผมมองว่าเป็นเข็มทิศสำหรับผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ

การทำงานเพื่อส่วนรวมของท่านเป็นภารกิจ และท่านคิดว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียงหรือเกียรติยศ แม้ความตายท่านยังตายอย่างสง่างามนะครับ

สิ่งที่จารึกของท่านคือสิ่งที่ท่านทำ และหยั่งรากในใจผู้คนจนถึงปัจจุบัน ผมถามอาจารย์ผมว่า “ถัดจากท่านผู้หญิงพูนศุขแล้ว นึกถึงใคร” นึกอยู่ 5 นาที (หัวเราะ) ท่านก็บอกว่ามันนึกยาก แต่คนที่อาจจะใกล้เคียงแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว อาจจะเป็น คุณจินดา ศิริมานนท์ ภรรยาของคุณสุภา ซึ่งต้องดูแลลูก เป็นผู้สนับสนุนครอบครัวเหมือนที่ท่านผู้หญิงพูนศุขสนับสนุนท่านปรีดี

 

 

ผมคิดว่ามรดกยิ่งใหญ่ของท่านผู้หญิงพูนศุข ถ้าไม่มีท่านผู้หญิงพูนศุข ท่านลองนึกว่าเราจะมีใครในสังคมไทย ที่มันเป็นเครื่องหมายของอุดมคติ ผมคิดว่าบุคคลต่าง ๆ ที่ผ่านมาในอดีตควรค่าแก่การรำลึกถึง และพูดถึงให้ให้เยอะขึ้น เพราะไม่งั้นคนจะไม่มีต้นแบบนะครับ ตัวอย่างเช่นพี่รสนา คุณอังคนา หรืออาจารย์ดุษฎี ซึ่งเป็นผู้หญิงที่สืบต่อมารุ่นต่อรุ่น

หลาย ๆ ท่าน หรือท่านที่นั่งอยู่บนเวที ถ้าไม่มีพวกท่าน ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ก็ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวม ไม่รู้ว่ามันจะทำไปเพื่ออะไร รวยก็ไม่รวย และต้องเสี่ยง ต้องเจอกับภัยคุกคามต่าง ๆ นานา ที่พวกผู้ชายในสังคมไทยมองเราไม่เป็นคนเท่ากัน

ผมมีแม่และผมโชคดีอย่างหนึ่ง คือผมมีแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวในครอบครัว ผมมีพ่อ และน้องชาย 3 คน โชคดีที่เราเรียนหนังสือแล้วเราได้ตั้งคำถามในครอบครัวสังคมคนใต้ ว่าทำไมผู้ชายใต้มันเห็นแก่ตัวจัง วัฒนธรรมคนใต้ส่วนใหญ่กรีดยาง ตอนเช้าต้องไปกินน้ำชา ไปนั่งโม้กันที่ร้านน้ำชาตอนเช้า ผู้ชายไปนั่งคุยจนสาย

ผู้หญิงทำงานบ้าน แม่ผมต้องทำงานบ้าน ในขณะที่พ่อนี่คุย คือไม่ได้ว่าพ่อตัวเองนะ พ่อผมก็มีมุมดี แต่มุมไม่ดีคือผู้ชายในสังคมไทยค่อนข้างที่จะเป็นปิตาธิปไตย โดยเฉพาะผู้ชายใต้ เมื่อเราเห็นสภาพแวดล้อมหรือการถูกกระทำของผู้หญิง ทั้งในครอบครัว ทั้งในสังคม เรารู้สึกว่าผู้หญิงน่าเห็นใจ

 

 

เช่นคุณไอซ์ที่ถูกกระทำล่าสุด คือผมไปดูในเฟซบุ๊ก ที่น่าเศร้าคือมีคนกดไลก์เขาเยอะมาก ผมไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่ท่านผู้หญิงพูนศุขถูกจับปี 2495 มาจนถึงปี 2568 มัน 73 ปีแล้ว คนไทยไม่มีความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษย์ชนมากขึ้นเท่าไรเลยหรือเปล่า ผมคิดว่าเวลาเรามองผู้หญิงที่ถูกกระทำ

ถามว่าถ้าไอซ์เป็นผู้ชาย จะถูกกระทำอย่างนั้นไหม ถ้าเขาเติบโตมาในครอบครัวอย่างนั้น อยู่ในที่ที่เรียกว่าเป็นสลัมอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นผู้ชายเขาจะถูกยกมากระทำแบบที่ไอซ์โดนกระทำไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้หญิงถูกกระทำ ผมคิดว่าเป็น 2 หรือ 3 เท่าของผู้ชายที่โดน ใช่ไหมครับ?

เมื่อเช้าผมโพสต์ ก่อนที่ผมจะมาเมื่อวานซืนผมโพสต์เรื่องท่านปรีดี เรื่องที่ท่านปรีดีถูกกระทำ มีคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ เชื่อไหมครับว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้ คือผมต่อสู้กับการเมืองภาคใต้ สิ่งที่ผมต้องการ พยายามยืนหยัดสู้ ผมคิดว่าเราต้องฝ่ากระแสมายาคติบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อทางการเมือง เรื่องสถาบัน เราต้องเรียกร้องว่าเราต้องมาพูดกันอย่างแฟร์ ๆ อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล้มเจ้า หรือเรื่องที่ท่านปรีดีถูกกล่าวหา ถูกกระทำ หรือสิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุขโดนกระทำ เรื่องพวกนี้เตือนเราได้ตลอด

ผมคิดว่าบทบาทของผู้หญิงที่สำคัญที่สุด ที่คนมักจะมองไม่เห็นคือ ผู้หญิงมีบทบาทในการซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่แตกสลายได้มากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงอยู่ในเครือข่ายทางสังคมหลายเครือข่าย ผู้หญิงมักจะเป็นหัวใจของเครือข่ายชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มตลาด กลุ่มศาสนา หรือช่องว่างที่ใช้การสื่อสารหรือสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน

 

 

ผมว่าบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงมันละเอียดอ่อนและมันซึมลึก อย่างผมมีลูกบุญธรรมเป็นผู้หญิง ผมก็รู้สึกว่ามันจะมีคำถามบ่อย ๆ ว่าทำไมคุณถึงรับลูกคนอื่นมาเลี้ยง ผมก็ถามกลับว่า แล้วคุณคิดว่าลูก เด็กทุกคน ไม่ใช่คนหรือ มันต้องเป็นลูกใครหรือที่เราจะรักเขา ผมไปรับหลานผมหลาย ๆ คนที่โรงเรียน ผมเห็นเขาสตาร์ทรถ ควันไอเสียทำให้เด็กต้องสูดดม ผมก็รู้สึกว่าคุณมองเห็นลูกคนอื่นไม่ใช่คนเหมือนลูกคุณหรือ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถ้าเรารู้สึกว่าคนอื่นไม่ใช่คนเหมือนเรา แล้วเขาไม่มีเขาไม่มีสิทธิ์เหมือนเรา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เศร้ามากในมนุษย์

ทั้งหมดตอนก่อนมาเขาให้ผมคิดโควทคำนึง ผมสรุปอย่างนี้นะครับ ในเรื่องความขัดแย้งใด ๆ ก็ตามของมนุษยชาติ สิ่งดีงามสูงสุดมันไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติ เพศ สีผิว ศาสนา หรือพรมแดน แต่คือเรื่องความเป็นมนุษย์ แม้ว่าจะมีความขัดแย้งใด ๆ หรือแม้กระทั่งจะมีสงคราม สิ่งที่ผู้คนควรยึดถือคือหลักการแห่งมนุษยธรรม ซึ่งต้องมองเห็นให้ได้ว่า คนที่เราว่าเขาเป็นคนอื่นหรือศัตรูนั้น เขาต่างเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ และมีคนที่รักเหมือนกับเราทุกคน แล้วทำไมเราถึงเลือกปฏิบัติ

อีกนิดนึงเรื่องเรื่องลูกบุญธรรมคือ คนมักจะมองว่าผมไปช่วยคนที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่เขาไม่ได้มองเลยว่าผมเลี้ยงเด็กคนนึง ผมรู้สึกว่าเขามาเยียวยาความเป็นคนของเรา เรารู้สึกว่าเราต้องตั้งคำถามตัวเองตลอดเวลา เวลาเราเลี้ยงเขา ว่าทำไมเราต้องรู้สึกว่าเขาเป็นคนอื่น ทำไมเราต้องโกรธเขา ทำไมเราต้องทำให้เขาร้องไห้ ความเป็นมนุษย์ของเราอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นผมอยากให้มอง คือสังคมมองอะไรแบบย้อนไปย้อนมาแล้วจะได้คำตอบครับ ขอบคุณครับ