ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ผู้หญิงกับภาระสิทธิมนุษยชน ที่รัฐมองไม่เห็น

14
มกราคม
2569

 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

รู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ นะคะ ที่ได้มาร่วมเวทีที่สำคัญในวันที่สำคัญวันนี้ด้วย ขอแนะนำตัวก่อนแล้วกันนะคะ ชื่อพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เป็นนักสิทธิมนุษยชนและตอนนี้มีบทบาทเป็นทนายความด้วย

หลาย ๆ เรื่องที่จะเล่าให้ฟังวันนี้น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้คนในวันนี้ และผู้คนที่ต่อสู้ด้านประชาธิปไตย อยากจะเชื่อมโยงกับท่านผู้หญิงพูนศุขเกี่ยวข้องกับครอบครัว และผู้หญิงในพื้นที่ 3 จังหวัดที่เราให้ความสำคัญแล้วก็ทำงานค่ะ

เราทำงานเรื่องการรณรงค์ต่อต้านการทรมาน การบังคับให้สูญหาย และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากนักสิทธิมนุษยชนกับเรื่องราวเหล่านี้ คนแรกที่เราได้พูดคุยด้วยไม่ใช่ผู้ชายนะคะ คนที่มาร้องเรียนคือผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่ไปเยี่ยมคนที่ถูกจับ ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึก อย่าลืมนะคะว่าเหตุการณ์ 3 จังหวัดไม่ได้เกิดเมื่อวานนี้ 11 จุด เกิดมาอาจจะเป็นร้อยปีก็ได้ถ้าโยงไปถึงประวัติศาสตร์

แต่ที่ไปสัมผัสก็ประมาณ 20 กว่าปีนะคะ เป็นนักสิทธิมนุษยชน และทำงานเรื่องเกี่ยวข้องกับการบังคับให้สูญหาย ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดครั้งแรกจริง ๆ ต้องเอ่ยถึงคดีของทนายสมชาย ไปนั่งฟังการพิจารณาคดีและมึนงงมาก ว่าสังคมไทย การศึกษาไทย เราแทบไม่ให้ความรู้ประชาชนเลยว่าเรามีพื้นที่ตรงนั้นอยู่ในประเทศไทย

แล้วพอเกิดการประกาศกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผู้คนก็ถูกจับกุม ควบคุมตัว ครอบครัวผู้ต้องขังปัจจุบันยังมีอยู่จำนวนหลายร้อยครอบครัว ทั้งที่ถูกดำเนินคดีอยู่ ที่ไม่ได้รับการประกันตัว และที่อาจจะต้องเรียกว่าลี้ภัยไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา

 

 

บุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อาจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว อาจจะเป็นแม่ หรือภรรยา ลูกสาว น้องสาว พี่สาว ที่จะต้องเทียวไล้เทียวขื่อกับเรือนจำ และสถานที่ควบคุมตัว ความยากลำบากที่เราได้สัมผัสไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ ที่ก่อนหน้านี้ 20 ปีที่แล้ว ต้องอย่าลืมว่าราคายางยังดีอยู่ พี่น้องในพื้นที่เขามีทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจที่ดีพอที่จะออกมาแสดงตน และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนะคะ

แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา 20 ปี มันมีหลายห้วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่ และมีเรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง สภาพจิตใจทำให้พละกำลังของภาคประชาสังคมอ่อนแอลงอย่างมาก เราจะเห็นแต่ครอบครัวที่ใกล้ชิด ที่ตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก คงหมายรวมถึงปัจจุบันด้วยนะคะ ยังมีครอบครัวผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีความมั่นคง คดีการเมือง เราเห็นตัวละครมากมาย คุณแม่ของหลาย ๆ คน ภรรยาของทนายอานนท์ และหลาย ๆ คนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ เช่น คุณอัญชนา

และอยากเอ่ยถึง ก๊ะแยนะ นะคะ ก๊ะแยนะ เป็นเป็นนักเคลื่อนไหวผู้หญิงที่อยู่ในเหตุการณ์ตากใบ เขาเป็นบุคคลที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ และช่วยเหลือ ลำดับแรกคือถูกเกณฑ์ไปอยู่กับกลุ่มผู้หญิงและเด็ก และได้รับมอบหมายว่าให้ช่วยดูแล และส่งกลับบ้าน โดยการจัดการในวันนั้นคงเป็นวิกฤตที่เราก็ไม่รู้ ว่าถ้าเราอยู่ตรงนั้นเราจะสามารถทำหน้าที่ได้หรือเปล่า และหน้าที่นั้นก็ติดตัว ก๊ะแยนะ มาโดยตลอด ปัจจุบันท่านประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้จะต้องติดเตียง

เป็นอีกอุปสรรคของนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนหลาย ๆ คน ที่สุดท้ายแล้วความช่วยเหลือต่าง ๆ มันก็จางลง และสุดท้ายจะต้องเป็นครอบครัวที่มาช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งความปลอดภัยที่จะทำให้ผู้หญิงอย่างพวกเราและหลาย ๆ คนในพื้นที่ รวมทั้งผู้หญิงที่ต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย

มันไม่ใช่แค่สังคมที่จะต้องพยายามป้องกัน ไม่ให้พวกเขาถูกคุกคามในหลาย ๆ รูปแบบ แต่การจะทำยังไงให้ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ การช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่ลำบากจนเกินไป

หลาย ๆ ครั้งเวลาเราทำกิจกรรมในพื้นที่ เนื่องจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเงินจากกองทุนที่เรียกว่า กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายจากการทรมาน ในโอกาสแรก ๆ ที่เราได้รับทุนเราไม่กล้าเปิดตัวด้วยซ้ำ เพราะการทรมานยังไม่เป็นความผิดทางอาญา การร้องเรียนการทำรายงานเรื่องการทรมาน จะถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ ที่ปัจจุบันนี้เราเรียกว่าไอโอ เมื่อก่อนนี้เราไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่จะเป็นสายดำมืด โทรศัพท์มา จะมาพูดกับเรา คุกคาม และสอบถามว่าเราเป็นไทยพุทธหรือเปล่า ทำไมถึงไปช่วยแต่ชาวมุสลิม ทั้ง ๆ ที่บทบาทของเราในตอนนั้นคือการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ

และเรื่องของความมั่นคง เรื่องของการถูกจับกุม ควบคุมตัวไม่ชอบและถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ปัจจุบันการคุกคามแบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าออกไปในทางโซเชียล ติดตามทางการโพสต์ข้อความต่าง ๆ และให้ความเห็นที่มีลักษณะเป็นการคุกคามทางเพศ หลาย ๆ ครั้งเราก็แคปเอาไว้ ตามคำบอกกล่าวของเพื่อนทนายว่าแคปไว้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วโดยการตัดสินใจของตัวเราเอง เราก็ไม่ได้ดำเนินการ และไม่ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ เพราะเห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่เราจะทำมันอาจจะไม่ส่งผล แต่ก็ชื่นชมนะคะ หน่วยงานหรือว่าองค์กรสิทธิมนุษยชน และผู้เสียหายที่ได้ยืนหยัดเรียกร้องสิทธิในทางกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เป็นตัวอย่าง

 

 

ในส่วนที่ตนเองได้ถูกดำเนินการเกี่ยวข้องกับการคุกคาม หรือการข่มขู่จากการทำงาน หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เราพยายามจะตัดออกจากความคิดในการทำงาน จริง ๆ ส่วนที่สำคัญที่สุดของเรา โดยส่วนตัวคือการไม่ไปเสพสื่อที่มีลักษณะบั่นทอน อย่างเช่นอ่านความคิดเห็นต่าง ๆ หรือพยายามที่จะทำงานในหน้าที่ของเราให้ได้ดีที่สุด และใช้บทบาทของเรา ไม่ว่าจะเป็นนักสิทธิมนุษยชนหรือนักกฎหมาย ทำงานกับครอบครัวหรือผู้หญิง ในครอบครัวผู้ต้องขัง

และปัจจุบันเอง ได้มาทำงานในบทบาทที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวผู้ลี้ภัยจากประเทศทางอินโดจีน ทางเวียดนาม ลาว และกัมพูชา รวมทั้งในประเทศต่าง ๆ ที่ได้ขอความช่วยเหลือมาด้วย ประสบว่านักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่เคยคิดว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เคยคิดว่าประเทศไทยเพียงพอที่จะทำให้เขาได้หนีจากภัยประหัตถ์ประหารมาจากประเทศต้นทาง

ปัจจุบันมันไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว เรื่องการคุ้มครองจากประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ยังมีข้อบกพร่องมากมาย ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ทำให้เราคิดว่าบทบาทของผู้ที่หลบหนีภัยมาในประเทศไทย เขาก็มาทั้งครอบครัว เศรษฐกิจก็ลำบาก ความช่วยเหลือขององค์กรระหว่างประเทศก็น้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้เราก็เห็นหลาย ๆ เรื่องที่เราจะทำอย่างไรให้สังคมมีประชาธิปไตยมากขึ้น มีนิติรัฐ นิติธรรมมากขึ้น การข่มขู่คุกคามบุคคลที่เขาสมควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเราทุกคน ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนะคะ

มีหลายองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือ แต่หลาย ๆ เรื่องบางทีมันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงต้องแบกรับ ผู้ชายมักจะถูกจับนะคะ ถูกควบคุมตัว ถูกดำเนินการอย่างเช่นเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือจะต้องหลบหนีภัยไปก่อน แล้วให้ผู้หญิงอยู่ในชุมชนที่พอที่จะคุ้มครองได้ เด็ก ๆ หลายคนต้องขอบคุณนโยบายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนะคะ เด็ก ๆ ผู้ลี้ภัยหลายคนได้รับการศึกษาโรงเรียนไทย หลาย ๆ คนเป็นตัวเชื่อมต่อให้กับการช่วยเหลือและการปกป้องคุ้มครอง

สิ่งเหล่านี้จริง ๆ แล้วเราเองอยากที่จะ… ตอนนี้ถ้าพูดถึงเรื่องเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง การลงประชามติ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเชิงโครงสร้าง ก็ได้อ่านประวัติพบว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย หรือครั้งแรก ๆ มีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าไปเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งก้าวหน้ามาก ๆ ในสมัยนั้น และคงเป็นคุณูปการ บทบาทของท่านปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุขด้วย และท่านอื่น ๆ ที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตรงนั้น

การเลือกตั้งที่กำลังจะพูดถึง ว่าอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง เนื่องจากว่าบทบาทของผู้หญิงหลาย ๆ ครั้งได้รับการยอมรับก็จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการบริหารทางบริษัท ธุรกิจต่าง ๆ ก็ยังเห็นแต่ผู้หญิง นักสิทธิมนุษยชน และคนทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนและกฎหมายหลาย ๆ คน ก็เป็นผู้หญิง แต่หลายครั้ง การกดขี่หรือการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่น การใส่กางเกงของทนายหญิง เพิ่งจะเปิดโอกาสประมาณ 3 ปีนะคะ ไม่นานกว่านั้นเพราะจำได้เลยว่าครั้งแรกที่ทำหน้าที่เป็นทนายความของคดีของบิลลี่ คดีที่นายพอละจีถูกอุ้มหายไป ในศาลอาญาทุจริตที่ตลิ่งชัน

วันนั้นใส่กางเกงไป ก็เข้าใจว่าเรายังไม่ได้แต่งตั้งให้เป็นทนาย เพราะวันนั้นเป็นวันที่ยื่นใบแต่งทนาย อาจจะไม่ได้ถึงขนาดว่าเราจะต้องแต่งชุดครุย แต่ว่าศาลท่านก็เรียกไปที่หน้าบัลลังก์ แล้วท่านก็บอกว่านัดหน้าใส่กระโปรงมาด้วยนะ โชคดีนะคะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนกำลังรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงอยู่ โชคดีว่านัดหน้าเราใส่กางเกงไปได้เพราะสภาทนายความได้เปลี่ยนกฎ เปลี่ยนระเบียบ

เราคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังมีอีกหลายมิติที่ยังแทรกอยู่ และทำให้ผู้หญิงไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมามีศักดิ์ศรีหรือมีคุณค่าในทางสาธารณะได้เท่ากับผู้ชาย

หลาย ๆ เวที หน่อยจะชอบแสดงความคิดเห็นโปสเตอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เวทีนักกฎหมาย เวทีดิจิทัล เวที SME อะไรก็แล้วแต่นะคะ ผู้หญิงมักจะถูกมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เรามีผู้ดำเนินรายการเป็นสุภาพบุรุษนะคะ หลายเวทีมาก ๆ  ผู้หญิงมักจะเป็น MC ผู้หญิงไม่มีโอกาสที่จะขึ้นมาพูดเป็นวิทยากรหลัก จริง ๆ เราสะกิดเพื่อนและตัวเอง และคนอื่น ๆ พยายามจะถามว่า “เอ๊ะ! เขาไม่เชิญหรือ” “หรือเราไม่ว่างหรือใครไม่ว่าง” “คนนั้นไม่ว่างหรือคนนี้ไม่ว่าง” แต่จริง ๆ แล้วพอทักทายไป เหตุผลคือ “ไว้เวทีหน้านะครับ” “ไว้เวทีถัดไปนะครับ” อะไรอย่างนี้

 

 

อยากบอกว่าจริง ๆ แล้วผู้หญิงเองมีโอกาส มีความรู้และมีบทบาทที่ออกมายืนจับไมค์แล้วพูดแลกเปลี่ยนได้อย่างสมศักดิ์ศรี และตัวอย่างมีอยู่หลาย ๆ ท่าน และตัวอย่างมีให้เราเห็นเป็นประจักษ์ว่า จริง ๆ แล้วบทบาทของผู้หญิงที่ทั้งอยู่ข้างหน้าและข้างหลัง มีความสำคัญอยากมาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ของเราเอง และพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ทำงานมาโดยตลอด หลาย ๆ เรื่องนะคะ

อยากจะขอพูดเชื่อมโยงอีกนิดนึงที่ไปอ่านประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุขมา ทราบในประวัติเท่าที่อ่านว่า คุณพ่อเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก เท่าที่อ่านจากประวัติ จริง ๆ งานส่วนที่เรากำลังจะทำต่อไป อยากที่จะรณรงค์เรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก แต่ไม่ทันของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งผู้ต้องขัง

คือเรามีผู้ต้องขังระหว่างทางพิจารณาถึง 50,000 กว่าคนนะคะ หมายถึงเขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเขากระทำความผิดหรือไม่ผิด แต่เขาถูกปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราว และสิทธิในการเลือกตั้งก็หมดลงไป เท่ากับว่าสิทธิพลเมืองหายไปเลย และยังมีผู้ต้องขังอีก 300,000 คน หรือบางทีอาจจะน้อยลง 280,000 / 270,000 เหล่านี้ ทั้งหมดทุกคนสูญเสียความเป็นพลเมืองนะคะ

เราสามารถจัดการการเลือกตั้งต่างประเทศได้ เราสามารถจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ หลาย ๆ ประเทศในเอเชียผู้ต้องขังเป็นบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งได้ ทำไมผู้ต้องขังถึงมีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเขาจะได้มีสิทธิมีเสียงในการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาในวันที่เขาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในเรือนจำ หวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เราก็จะพยายามเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ