(1) “นรินทร์กลึง” ผู้ซึ่งฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องสกัดกั้นไม่ให้เข้าสภาฯ
เมื่อพูดถึงการโกงเลือกตั้ง หลายคนมักจะนึกถึงกรณีการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2500 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้อาศัยกลวิธี “บัตรเขย่ง” เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจต่อ
กรณีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ก็ปรากฏการโกงเลือกตั้งขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่เขตดุสิต จังหวัดพระนคร (กรุงเทพฯ) ซึ่งเป็นเขตทหาร กล่าวกันว่าการเลือกตั้งครั้งนั้น “ตัวเต็ง” ที่คาดกันว่าจะได้รับเลือกคนหนึ่งคือ “นายนรินทร์ ภาษิต” หรือที่ผู้คนรู้จักกันในชื่อ “นรินทร์กลึง”
จอมพล ป. ต้องส่งคนของตนเอง 2 คน คือ พลตรีขุนปลดปรปักษ์ กับ นายประพัฒน์ วรรธนะสาร มาลงชิงชัย แต่กระนั้นก็ยังใช้การนับคะแนนไม่โปร่งใสเพื่อช่วยให้ 2 คนนี้ได้เป็นผู้ชนะอีก กล่าวกันว่าเพื่อสกัดกั้นนรินทร์กลึงไม่ให้ได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเฉพาะ
คำถามก็คือ นรินทร์กลึงผู้นี้เป็นใคร ทำไมจอมพล ป. ต้องขัดขวางเต็มที่เพื่อไม่ให้เขาได้เป็นผู้แทนฯ จนต้องทำถึงขนาดนั้น?
ถึงแม้ว่า “นรินทร์กลึง” จะเป็นที่รู้จักทั่วบ้านทั่วกรุงในยุคที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะทำแต่อย่างแต่เรื่องล้วนแต่ “ปัง” เป็นที่ฮือฮาปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ตลอดในสมัยโน้น แต่ปัจจุบันก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นหลักของเรื่อง จำเป็นต้องเกริ่นนำเสียก่อนว่า “นรินทร์กลึง” เป็นใคร มาจากไหน ทำไมจอมพล ป. ถึงเกรงกลัวและพยายามสกัดกั้นไม่ให้เข้าสภา ถึงกับแลกมาด้วยการที่ต้องโกงการเลือกตั้ง?

นรินทร์กลึง (นรินทร์ ภาษิต)
ที่มา : mgronline
(2) ปฐมบท: เมื่อ “เด็กนนท์” คนหนึ่ง กลายเป็น “เจ้าเมือง”
ในสมัยที่สยามยังปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ก่อนจะเกิดการอภิวัฒน์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีปัญญาชนสยาม 4 ท่านที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในฐานะผู้รณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย 4 ท่านดังกล่าวนี้ คือ (1) “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” ต้นสกุล ชุมสาย ณ อยุธยา (2) “เทียนวรรณ วรรณโภ” หรือ “ต.ว.ส. วัณณาโภ” (3) “กุหลาบ ตฤษณานนท์” หรือ “ก.ศ.ร. กุหลาบ” และ (4) “นรินทร์ ภาษิต” หรือที่ผู้คนรู้จักในชื่อ “นรินทร์กลึง” (เขียนติดกันถูกแล้ว ไม่ได้เขียน “นรินทร์ กลึง”) ที่น่าสนใจก็คือในจำนวนปัญญาชนสยามรุ่นก่อน 2475 ทั้ง 4 ท่านนี้ เมื่อถึงทศวรรษ 2490 มีเพียงนรินทร์กลึงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ แถมยัง “active” ทางสังคมการเมืองอยู่ด้วย
“นรินทร์กลึง” เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จุลศักราช 1236 (ตรงกับวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2417 สมัยต้นรัชกาลที่ 5)[1] ณ บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ชุมชนริมคลองบางขวาง ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี (ปัจจุบันนี้คือ “ย่านท่าน้ำนนท์” หรือท่าน้ำนนทบุรี) ครอบครัวประกอบอาชีพเป็นชาวสวน แต่ภายหลังนรินทร์กลึงข้ามฝั่งไปฟากตะวันตกไปเติบโตและซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ที่ย่านบางไผ่ ข้างทิศเหนือของวัดเขียน อำเภอเมืองนนทบุรี ฝั่งตรงกันข้ามกับวัดนครอินทร์ (ปัจจุบันคือเชิงสะพานพระราม 5)
เช่นเดียวกับปัญญาชนหัวก้าวหน้าคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน นรินทร์กลึงเริ่มต้นชีวิตการศึกษาจากวัด บวชเรียนอยู่ที่วัดพิชัยญาติ ที่ย่านฝั่งธนบุรี และก็เช่นเดียวกับลูกหลานสามัญชนคนอื่น ๆ สมัยโน้น เมื่อลาสิกขาบทก็เข้ารับราชการ เพราะเป็นหนทางเลื่อนสถานภาพจาก “ไพร่” จะได้เป็น “เจ้าคนนายคน” ประกอบกับการชักนำของเจ้านายคนสำคัญคือกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ เทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า นรินทร์กลึงจึงได้เข้ารับราชการในตำแหน่งแรกเป็น “เสมียน” อยู่ที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า โดยมีสถานที่ปฏิบัติงานอยู่ในพระราชวังจันทรเกษม หัวรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ครั้นเมื่อกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ย้ายไปเป็นเทศาภิบาลมณฑลปราจีน นรินทร์กลึงก็ได้ย้ายไปมณฑลปราจีนด้วย โดยได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นนายอำเภออยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีราชทินนามว่า “หลวงศุภมาตรา” อนึ่ง หวน พินธุพันธ์ ผู้ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ศึกษาประวัติชีวิตและผลงานของนรินทร์กลึง เคยสรุปชีวิตช่วงรับราชการของนรินทร์กลึงว่า “เป็นข้าราชการที่ตรงไปตรงมาเป็นตัวอย่างที่ดีคนหนึ่งในสมัยนั้น”[2]
หัวเมืองตะวันออกสมัยนั้นชุกชุมไปด้วยโจรผู้ร้าย โดยเฉพาะโจรปล้นควาย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ภายหลังจากที่หัวเมืองตะวันออกถูกแปรเปลี่ยนเป็นเมืองเกษตรกรรมปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาล[3] นอกจากแรงงานคนจีนแล้ว ยังต้องใช้แรงงานควายหมุนหีบอ้อย ที่เรียกกันว่า “ควายหีบอ้อย” แถมหัวเมืองตะวันออกยังเป็นถิ่นที่มีการใช้ควายในการคมนาคมกันมาก ไม่ต้องพูดถึงการทำนาปลูกข้าวที่ควายเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เป็นทุนเดิม
ดังนั้น จึงเข้าใจได้ที่ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นควายกลายเป็นสินค้ามีราคาซื้อขายกันตามท้องตลาด แต่ละปีมีควายที่ถูกลำเลียงจากอีสานมาส่งยังหัวเมืองต่าง ๆ อาทิ นครราชสีมา, สระบุรี, อยุธยา, กบินทร์บุรี, ปราจีนบุรี, พนมสารคาม, ฉะเชิงเทรา, พนัสนิคม, ชลบุรี เป็นอันมาก เมื่อควายเป็นของมีราคา ประกอบกับหัวเมืองตะวันออกสมัยนั้นเป็นถิ่นที่ราษฎรถูกคนของทางการรังแกมาก ก็เกิดคนตั้งตัวเป็นชุมโจรหาเลี้ยงชีพโดยการปล้นควายเอาไปขายต่อกันมากขึ้นตามมา
“นรินทร์กลึง” ในระหว่างรับราชการเป็นนายอำเภออยู่ที่ชลบุรี ได้แสดงไหวพริบความเฉลียวฉลาด ความสามารถ และกล้าหาญ ในการปราบปรามโจรขโมยควายในเขตรับผิดชอบของตน จากความดีความชอบที่มีมาก ทำให้เจ้านายผู้บังคับบัญชาคือกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ให้ทรงพระราชทานตำแหน่งผู้รั้งเมืองนครนายกให้ นรินทร์กลึงจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองนครนายก มีราชทินนามว่า “พระพนมสารนรินทร์”
“พระพนมสารนรินทร์” นี้เป็นตำแหน่งที่นรินทร์กลึงภาคภูมิใจอย่างมาก ภายหลังเมื่อออกจากราชการไปแล้ว ยังไปตั้งชื่อใหม่ให้พ้องกับชื่อราชทินนามนี้ คือ “นรินทร์ ภาสิต” (ภายหลังเขียน “ภาษิต”) และเรียกตัวเองว่า “นรินทร์กลึง” ซึ่งพ้องกับคำหลังคือ “พระพนมสารนรินทร์ (กลึง)” (“กลึง” เป็นชื่อตัวมาตั้งแต่แรกเกิด)
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่นรินทร์กลึงเป็นเจ้าเมืองนครนายกอยู่นั้น บริเวณทุ่งหลวง ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบ ก็มีโจรผู้ร้ายชุกชุม โดยมี “แขกสมันคลอง 16” เป็นกลุ่มใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมาก ทางการพยายามดำเนินการปราบปรามมาโดยตลอดแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ นรินทร์กลึงเมื่อแรกเข้ารับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองนครนายก ก็ได้ขันอาสาปราบโจรก๊กนี้ แต่กรมเทศาได้สั่งห้ามไว้ เพราะเกรงจะเสียกำลังคน อีกอย่างหากพลาดพลั้งเสียทีโจรเหมือนคราวก่อน ก็จะทำให้ฝ่ายโจรกำเริบเสิบสานเติบใหญ่ขึ้นไปอีก เมื่อเป็นดังนั้นโจรก๊กนี้ก็อาละวาดปล้นชาวบ้านขึ้นอีก ในที่สุดนรินทร์กลึงก็อดใจไม่ไหว ได้ดำเนินการวางแผนจับกุมโจรกลุ่มนี้ ซึ่งทำได้สำเร็จ ล้อมจับได้โดยละม่อมไม่เสียเลือดเนื้อ พร้อม “กระบือของกลาง” ที่คนร้ายขโมยมาจากชาวบ้าน ก็ได้ส่งมอบคืนให้ชาวบ้านไปครบถ้วน[4]
ผลงานชิ้นนี้ยังผลให้พระพนมสารนรินทร์ (กลึง) เกิดเป็นที่สนอกสนใจมีชื่อเสียงขึ้นในวงราชการขึ้นมา เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ฝ่ายทางการสามารถจับกุมโจรผู้ร้ายได้โดยไม่สิ้นเปลืองกำลัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้นำตัวพระพนมสารนรินทร์ (กลึง) ผู้นี้มาเข้าเฝ้าเพื่อดูตัว เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ปูนบำเหน็จรางวัลโดยเสนอให้เลื่อนเป็น “พระยา” พร้อมกับให้พระราชทานตราช้างเผือกชั้น 4 ไว้เป็นที่ระลึก แต่กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ทรงคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเพิ่งได้เป็น “พระ” แค่ปีเดียวเอง จะเติบโตเร็วเกินไป จึงเสนอให้แต่ตราช้างเผือกชั้น 4 นั้น ส่วนพระยา ให้เลื่อนไปก่อน
พระพนมสารนรินทร์ (กลึง) มีความน้อยเนื้อต่ำใจที่โดน “สกัดดาวรุ่ง” เช่นนั้น อันที่จริงคนอย่างนรินทร์กลึงไม่ได้มีความอยากได้ใคร่ดีในตำแหน่ง “พระยา” แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือว่าทำไมเจ้านายที่ตนติดตามรับใช้สร้างความดีความชอบให้มาโดยตลอดอย่างกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ จึงขัดขวางความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตน เลยขอลาพักราชการ ไปช่วยเพื่อน คือ ขุนวิจารณ์ (นายห้างวิริยะพาณิชย์) ทำเรือเมล์โดยสารแข่งกับเรือเมล์ของฝรั่ง ซึ่งผูกขาดการเรือเมล์โดยสารในปราจีนบุรี กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ขอร้องให้กลับมารับราชการโดยจะให้ไปเป็นปลัดมณฑลอุดร และทรงเห็นว่ากิจการเรือเมล์ที่ไปทำนั้นไม่มีทางชนะฝรั่งได้
แต่นรินทร์กลึงติดอกติดใจการทำเรือเมล์แข่งขันกับทุนต่างชาติไปแล้วและเห็นว่าสามารถจะเอาชนะฝรั่งได้ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการมาร่วมทุนกับเพื่อนทำกิจการนี้อย่างเต็มตัว กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ทรงพิโรธมากและจะเอาชนะนรินทร์กลึงให้ได้ ถึงกับกลั่นแกล้งโดยออกคำสั่งห้ามไม่ให้เรือเมล์ของไทยจอดท่าหลวงทุกแห่ง ส่วนเรือเมล์ของฝรั่งจอดได้ตามปกติ ทำให้เรือเมล์ไทยของนรินทร์กลึงกับขุนวิจารณ์ต้องขาดทุนย่อยยับจนต้องเลิกกิจการไป
แม้กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์อาจทรงกระทำเช่นนั้นเพื่อหวังให้ลูกน้องเก่าผู้นี้หมดสิ้นความ “พยศ” แล้วกลับมารับราชการอยู่ใต้อำนาจตนอีกครั้ง แต่ทว่านั่นยิ่งทำให้นรินทร์กลึงตัดใจไม่คิดกลับไปเข้ารับราชการอีกเลยตลอดชีวิต และในระหว่างที่มีเรื่องต้องโทษภัยอย่างใด นรินทร์กลึงก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะขอความช่วยเหลือจากเจ้านายเก่าพระองค์นี้ของตน
ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา เจ้าของผลงานที่ยังคงเป็นชิ้นที่ดีเยี่ยมที่สุดเกี่ยวกับชีวประวัติ แนวคิด และผลงานของนรินทร์กลึง ได้กล่าวสรุปถึงเหตุการณ์นี้ว่า “นับเป็นความปราชัยครั้งแรกของนรินทร์ต่อระบบทุนนิยมและอำนาจศักดินา”[5]
(3) “นรินทร์กลึง” ผู้สร้างความ “สะท้านสะเทือนกรุง” โหมโรงก่อนการอภิวัฒน์ 2475
เมื่อกิจการเรือเมล์เจ๊งไปแล้ว นรินทร์กลึงก็กลับมาบ้านที่นนทบุรี ประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์และศึกษาพุทธศาสนาจนแตกฉาน อาชีพนักหนังสือพิมพ์ก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน พอเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ราษฎร เรียกร้องโน่นนี่นั่นหนักเข้า ก็โดนจับติดคุกตะราง ครั้งหนึ่งสิ้นเนื้อประดาตัว จากที่เคยเป็นถึงเจ้าเมือง กลายเป็นคนเร่ร่อนกระทั่งเสื้อผ้าจะสวมใส่ยังต้องเอาถุงแป้งมาย้อมผลมะพลับแล้วตัดเป็นเสื้อเป็นกางเกงใส่แทน ยังชีพโดยการเอาหนังสือใส่ย่ามไปเดินเร่ขายตามถนนต่าง ๆ ในพระนคร
โชคยังดีที่มิตรแท้อย่างขุนวิจารณ์ ผู้เคยล่มหัวจมท้ายกันมาเมื่อคราวลงทุนทำกิจการเรือเมล์แล้วโดยกลั่นแกล้งจนล้มละลายไปนั้น ได้มาพบเข้า และไม่ทอดทิ้งเพื่อน ได้ชักชวนให้ไปทำการค้ากับตน ซึ่งต้องเดินทางไปทั่วสารทิศ ทำให้นรินทร์กลึงได้มีโอกาสพบเห็นสภาพชีวิตของราษฎรตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในสมัยนั้นมาก แล้วก็บังเอิญไปค้นพบสูตรยากระษัย (ยาดอง) ของเจ้าพระสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้นำเอามาปรุงจนได้สูตรยาดองของตนเอง นรินทร์กลึงตั้งชื่อยาดองนี้ว่า “ยานกเขาทั้งคู่” แล้วมาผลิตขายเอง ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้นรินทร์กลึงกลับมามีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น จนมีทุนรอนมาเปิดร้านขายยาดองคู่ขายหนังสืออยู่ที่หน้าบ่อนสะพานเหล็กชื่อ “ร้านสยามรัตน์” ต่อมาได้ซื้อที่ดินสร้างโรงงานผลิตยานี้ส่งขายไปทั่วประเทศ และมีแนวคิดที่จะส่งออก
แต่ในขณะที่กำลังผลิตเป็นจำนวนนับหมื่นขวดเพื่อส่งออก กิจการกำลังดำเนินไปด้วยดีอยู่นั้น นรินทร์กลึงก็เจอมรสุมอีกครั้ง เพราะเมื่อยาดองตรานกเขาทั้งคู่ ขายดิบขายดีขึ้นมาก็ไปตีตลาดยาดองที่ชาวจีนและรัฐบาลเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ยาและแอลกอฮอล์ที่ผลิตโดยรัฐและทุนจีน ต้องพบความล้มละลาย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2467 (สมัยรัชกาลที่ 6) รัฐบาลได้ประกาศพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ขายยาที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ยานกเขาทั้งคู่กลายเป็น “สินค้าเถื่อน” ค้างสต๊อก นำออกขายไม่ได้ไปโดยทันที อย่างไรก็ตาม ความมั่งมีที่ได้จากการผลิตและค้าขายยาดองนกเขาทั้งคู่นี้ได้ทำให้นรินทร์กลึงมีทุนรอนสำหรับทำนุบำรุงพุทธศาสนาจนถึงกับเป็นผู้ออกเงินบูรณะวัดเก่าในชุมชนบางไผ่ (น่าจะวัดเขียน ที่อยู่ใกล้บ้านนรินทร์กลึงเอง) และทั้งยังเป็นผู้สร้างวัดสำหรับภิกษุณีที่เรียกว่า “วัตร์นารีวงศ์” ในเวลาต่อมา
ในส่วนของการศึกษาพุทธศาสนา นรินทร์กลึงเป็นสายเคร่งถึงกับเคยออกธุดงค์รอบพระนคร ซึ่งเป็นการธุดงค์ที่แปลกเพราะเป็นการธุดงค์โดยที่ไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ ทั้งนี้แม้จะเดินทางธุดงค์คนเดียว แต่มีเพื่อนอีก 4 คน ก็ร่วมธุดงค์ด้วย แต่เดินไปคนละทาง ไม่ได้ไปด้วยกัน 4 คนนี้มีรายนามตามที่นรินทร์กลึงระบุไว้ใน “แถลงการณ์เรื่องสามเณรี วัตร์นารีวงศ์” หนังสือเล่มสำคัญของเขา คือ “นายแช่ม อายุ 73 ปี” เป็นชาวบางไส้ไก่ จังหวัดธนบุรี, “อาจารย์ภุค อายุ 57 ปี” เป็นชาววัดบวรมงคล จังหวัดธนบุรี, “อาจารย์สำราญ อายุ 38 ปี” บ้านอยู่ถนนวัดราชาธิวาส จังหวัดพระนคร และอีกคนหนึ่งคือ “ท่านลำภู” ซึ่งเมื่อคราวออกหนังสือ “แถลงการณ์เรื่องสามเณรี” พ.ศ. 2471 นั้น นรินทร์กลึงได้ระบุว่า ท่านผู้นี้ได้ “เน่าเสียแล้ว” คาดว่านรินทร์กลึงคงจะหมายถึงมิตรสหายของตนท่านนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง[6]
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของชีวิตนักกิจกรรมทางพุทธศาสนาของนรินทร์กลึง ต่อมานรินทร์กลึงกับพรรคพวกได้ก่อตั้ง “พุทธบริษัทสมาคม” ขึ้นมา สำหรับเผยแผ่พุทธศาสนา นรินทร์กลึงเริ่มมีแนวคิดปฏิรูปพุทธศาสนา ที่สะเทือนเลือนลั่นทำให้ชื่อนรินทร์กลึงปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ ก็คือการที่นรินทร์กลึงประกาศฟื้นภิกษุณี โดยการบวชลูกสาว 2 คน ชื่อ “สาระ” และ “จงดี” เป็นสามเณรี ต่อมาบวชเป็นภิกษุณี อีกทั้งยังกัลปนาที่ดินบ้านของตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองนนทบุรี ให้เป็น “วัตร์นารีวงศ์” หมายถึงวัดสถานที่ปฏิบัติธรรมของสตรี มีสตรีเดินทางมาบวชด้วยที่วัดนี้อีก 7-8 คน (ตัวเลขไม่แน่ชัด บางแห่งระบุ 7 คน บางแห่ง 8 คน ผู้เขียนเลยขออนุญาตระบุเป็น “7-8 คน” แทน)
กรณีนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายคนที่เห็นด้วย บางส่วนได้มีจดหมายและเขียนบทความไปลงเผยแพร่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ (ภายหลังนรินทร์กลึงได้เลือกบางชิ้นมาลงไว้ใน “แถลงการณ์เรื่องสามเณรี”) ฝ่ายคนที่ไม่เห็นด้วย เริ่มแสดงออกถึงความเกลียดชัง โดยเขียนโจมตีนรินทร์กลึงกับครอบครัวต่อเนื่องตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่เว้นแม้แต่หนังสือพิมพ์ฝ่ายก้าวหน้าอย่าง “ไทยหนุ่ม” และ “ศรีกรุง” ก็แสดงความไม่เห็นด้วย หาว่านรินทร์กลึงเป็นบ้า เพี้ยน หลุดโลก ขวางโลก ฯลฯ
ในหนังสือพิมพ์ “ไทยหนุ่ม” ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2471 ได้มีการเขียนภาพการ์ตูนล้อ เป็นภาพนรินทร์กลึงกับภรรยาเกาะชายจีวรลูกสาวเหาะขึ้นสู่สวรรค์ และอีกภาพในฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2471 นำเสนอเป็นภาพเทวดาถีบนรินทร์กลึงกับครอบครัว ตกสวรรค์ลงมา ซึ่งเป็นการเหยียดว่านรินทร์กลึงทำสิ่งที่ผิดประเพณี ที่ผู้หญิงควรเป็นฝ่ายเกาะชายจีวรผ้าเหลืองขึ้นสู่สวรรค์[7]
นรินทร์กลึงตอบโต้คนเหล่านี้อย่างดุเดือด เขายืนยันว่าผู้หญิงก็มีสิทธิที่จะบวชได้เท่าเทียมกับผู้ชาย พุทธศาสนาไม่ควรกีดกันสตรี ผู้หญิงก็สามารถจะปฏิบัติเคร่งครัดเป็นที่เคารพกราบไหว้ได้ เช่นเดียวกับกรณีพระนางปชาบดี โคตะมี ซึ่งนรินทร์กลึงเคารพนับถือและเรียกว่า “พระเจ้าแม่น้า” คือพระนางเป็นน้าและมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีและบรรลุอรหันต์เป็นองค์แรก
กระทั่งมหาเถรสมาคมทนไม่ไหว ต้องแสดงจุดยืน พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ ตลอดไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช ได้ออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีนรินทร์กลึง และขอให้ยุติ “การแต่งกายเลียนแบบบรรพชิต” เสีย สุดท้ายนรินทร์กลึงได้ขอทำฎีกาขั้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขอให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและขอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2472 พระปกเกล้าฯ ทรงวินิจฉัยให้นรินทร์กลึงล้มเลิกความคิดที่จะฟื้นภิกษุณีเสีย พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยและไม่ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นรินทร์กลึงได้เข้าเฝ้า[8]
อย่างไรก็ตาม ณ พ.ศ. 2471 (4 ปีก่อน 2475) นั้นเรื่องนี้นับเป็นหัวข้อเรื่องถกเถียงกันระดับ “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” เรื่องหนึ่งของสยามสมัยนั้น ดังในจดหมายที่นรินทร์กลึงมีไปถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ผู้ซึ่งนรินทร์กลึงอ้างว่าเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงสนับสนุนแนวคิดฟื้นภิกษุณีของตน ถึงเหตุผลที่ต้องมีฎีกา ทูลเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ความตอนหนึ่งว่า:
“จำเดิมแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้เริ่มอุตสาหะตั้งพุทธบริษัทสมาคมขึ้นสมาคมเดียวในประเทศสยาม ประมาณ ๑๖-๑๗ ปีมาแล้ว และต่อมาในพระพุทธศกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้พยายามให้บุตรีทั้ง ๒ ถือเพศบรรพชาเป็นสามเณรี โดยมีความเลื่อมใสศรัทธา อุทิศต่อพระพุทธศาสนา แทนที่จะประสพสันติภาพ กลับมีปัญหาเรื่องสามเณรีบรรพชา เกิดซู่ซ่าเอิกเกริก จนถึงข้าพระพุทธเจ้าต้องทำคำชี้แจงยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และทั้งได้ถวายเรื่องนี้แด่ทูลกระหม่อมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอีกชั้นหนึ่ง คงเรื่องยังค้างอยู่เพียงนั้น”[9]
การปฏิรูปพุทธศาสนาของนรินทร์กลึงนี้ มักถูกกล่าวถึงเปรียบเทียบย้อนหลังกลับไปยังการปฏิรูปจนเกิดธรรมยุติกนิกายในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยผู้นำคือพระวชิรญาณภิกขุ (รัชกาลที่ 4) ส. ธรรมยศ (นามปากกาของแสน ธรรมยศ) เจ้าของผลงานเรื่อง “พระเจ้ากรุงสยาม” ก็ได้กล่าวเปรียบเทียบในลักษณะนั้นเช่นกัน เพราะการปฏิรูปพุทธศาสนาของทั้งสองนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่นที่หนึ่งกล่าวไว้ว่า :
““พระเจ้ากรุงสยาม”ทรงยอมรับผิดในกรณีทรงบัญชาให้เผาเจ้าจอมทับทิมกับพระครูใบฎีกาปลัด ฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ โดยให้สร้างพระเจดีย์คู่บรรจุอัฐิของเจ้าจอมทับทิมและพระครูใบฎีกาปลัดไว้ ณ วัดสระเกศ (ข้างโบสถ์ด้านตะวันออก) เพราะทรงเข้าพระทัยผิด เรื่องเจ้าจอมทับทิมนี้เป็นเรื่องเล่ากันอึงคะนึงสะเทือนสะท้านกรุง ปานพระพนมสารนรินทร์หรือนายนรินทร์กลึงบวชลูกหญิงของตนเป็นภิกษุณี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีตัวตนจริง ทั้งการเผาชายหญิงผู้น่าสงสารทั้งคู่ก็เป็นการเผาทั้งเป็น”[10]
ถึงแม้ว่าภิกษุณีจะถูกจับสึก และนรินทร์กลึงต้องล้มเลิกการฟื้นภิกษุณี แต่สิ่งที่เป็น “แก่นหลักใจกลาง” ที่นรินทร์กลึงเสนอผ่านฉากหน้าที่เป็นเรื่องภิกษุณีนี้คือเรื่องสิทธิความเท่าเทียมบุรุษของสตรีนี้ เป็นสิ่งที่ยังคงกระหึ่มเมืองอยู่ต่อมา จนถึงหลังการอภิวัฒน์ 2475 ในคณะราษฎรหลายท่านก็มีความคิดไปในทางเดียวกันนี้เกี่ยวกับบทบาทสตรี แม้ไม่ถึงกับบวชลูกสาวเป็นภิกษุณีแบบนรินทร์กลึงก็ตาม ในแง่นี้จะบอกว่านรินทร์กลึงพ่ายแพ้อย่างไร ก็บอกได้ไม่ถนัดนัก ไม่เหมือนกรณีกิจการเรือเมล์ที่ต้องเจ๊งไปเพราะรัฐกับทุนต่างชาติสมคบกันเล่นงานเขา
อันที่จริงการเรียกร้องเรื่องนี้ (สิทธิสตรี) ของนรินทร์กลึงครั้งนั้นนับว่า “ได้ใจ” ผู้คนในสมัยนั้นไม่น้อยเลย โดยเฉพาะแถบนนทบุรี บ้านของเขา ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณี “มหาทองอยู่ เอี่ยมบุญอิ่ม” เปรียญ 5 ประโยค มิตรสหายอีกท่านหนึ่งของนรินทร์กลึง ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี โดยกล่าวอ้างถึงนรินทร์กลึง ในการเลือกตั้งเมื่อพ.ศ. 2480 ผลคือมหาทองอยู่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีอย่างถล่มทลาย (ภาษาปัจจุบันนี้อาจจะตรงกับคำว่า ชนะเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” ก็ไม่ผิดนัก)

นรินทร์กลึง ในชุดเดินธุดงค์ เมื่อ พ.ศ. 2470
ที่มา : silpa-mag
(4) “นรินทร์กลึง” ในฐานะปัญญาชนคนหนึ่งของการอภิวัฒน์ 2475
หลังจากกรณีสามเณรี นรินทร์กลึงไม่เพียงไม่ได้เลิกล้มความคิดที่จะฟื้นฟูพุทธศาสนา เนื่องจากเขาเห็นว่าพุทธศาสนาเวลานั้นกำลังตกต่ำพบความเสื่อมถึงขีดสุด ในท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่สมัยนั้นเรียกว่า “Great depression” ผู้คนได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า รัฐบาลพระปกเกล้าฯ ตัดสินใจใช้นโยบายดุลข้าราชการ คือให้ข้าราชการบางส่วนออกจากราชการเพื่อลดรายจ่าย แต่พระภิกษุสงฆ์สยามเวลานั้นกลับมั่งคั่งบริบูรณ์มีทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตลอดจนความเดือดร้อนของประชาชน
สมัยนั้นการถวายฎีกาถือเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นของราษฎรที่มีต่อเหตุการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองแบบหนึ่ง นรินทร์กลึงเป็นผู้หนึ่งที่เขียนใบฎีกาทูลเกล้าฯ อยู่ตลอด จนถูกมองจากทางการว่าเป็น “บุรุษกวนเมือง” เพราะแทนที่จะพิจารณาเห็นถึงเจตนาที่ต้องการให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พวกเขากลับเพ่งเล็งว่าความเดือดร้อนเหล่านี้เป็นเพราะการยุยงของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ไม่ใช่ความเดือดร้อนของประชาชนจริง ฎีกาเหล่านี้จึงมักถูกปัดตก อย่างไรก็ตาม นรินทร์กลึงไม่ลดละความพยายามในการเรียกร้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจควบคู่กับปฏิรูปพุทธศาสนา
นรินทร์กลึงเห็นว่าความมั่งคั่งร่ำรวยไปกระจุกอยู่กับสถาบันสงฆ์ ต่อให้ดุลข้าราชการให้ข้าราชการลาออกหมดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เขาได้จัดพิมพ์หนังสือ “ต้นร่างเตรียมหาพวกจะกราบบังคมทูลขอ “สังคายนา” ไล่พวกอลัชชีเหมือนครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือถึงเสนาบดีกระทรวงพระคลัง อภิรัฐมนตรี และทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ เสนอให้เลิกการจ่ายเงินนิตยภัตต์แก่พระภิกษุสงฆ์ และต่อมายังได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯ สมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงสละพระราชทรัพย์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ[11]
จนถึง ณ ต้นปี พ.ศ. 2475 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงไม่นาน นรินทร์กลึงก็ยังเรียกร้องเรื่องนี้อยู่ จนกระทั่งถูกทางการจับกุมตัวส่งฟ้องศาลในข้อหาหมิ่นพระสังฆราช ทำให้ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์นั้น นรินทร์กลึงถูกจองจำอยู่ในคุก แต่ในขณะที่อยู่ในคุกนั้น เขาก็มีโอกาสได้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลง และชื่นชมยินดีอย่างมีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงนี้
อันที่จริง ในคณะราษฎร เมื่อครั้งคิดก่อการ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้เคยเสนอในที่ประชุม (คาดว่าในคราวประชุมที่วัดแคนอก ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี) ว่าเห็นควรเชิญนรินทร์กลึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะราษฎรด้วยหรือไม่ คณะราษฎรฝ่ายพลเรือน (แน่นอนรวมปรีดี พนมยงค์ ด้วย) เห็นว่ายังไม่ควรเชิญเข้าร่วม นรินทร์กลึงเหมาะจะช่วยงานทางสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า ซึ่งหากพิจารณาบุคลิกลักษณะความโผงผางตรงไปตรงมาของนรินทร์กลึง จะพบว่าก็ยังไม่เหมาะจะเข้าร่วมคณะราษฎรในช่วงก่อน 24 มิถุนายน 2475 จริงนั่นแหละ เพราะอาจเป็นเหตุให้ความลับรั่วไหล จนถูกปราบปรามลงได้เสียก่อน
(5) “นรินทร์กลึง” หลังอภิวัฒน์ 2475 & สายสัมพันธ์และมิตรภาพกับปรีดี พนมยงค์
เมื่อนรินทร์กลึงออกจากคุกมาได้ไม่นาน ก็เกิดกรณี “สมุดปกเหลือง” หรือเค้าโครงการเศรษฐกิจ ที่ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่างขึ้น ถูกพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่ามีเนื้อหาเหมือนโครงการของสตาลิน ซึ่งเท่ากับกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากนรินทร์กลึงเองก็เคยโดนเจ้านายบางคนกล่าวหาว่า “ทำราวกะเป็นบอลเชวิค” มาก่อน[12] จึงเข้าใจโดยทันทีว่า ปรีดีถูกกลั่นแกล้งเช่นเดียวกับที่ตนเคยโดนมาก่อน เขาเป็น 1 ใน 2 คนที่ตอบโต้พระบรมราชวินิจฉัยนี้โดยทันทีเช่นกัน
อีกคนหนึ่งนั้นคือ ถวัติ ฤทธิเดช ผู้นำขบวนการแรงงาน ซึ่งถูกพาดพิงถึงในพระบรมราชวินิจฉัย แม้ไม่เอ่ยนาม แต่คนอ่านก็รู้ในทันทีว่า ทรงหมายถึงถวัติ ฤทธิเดช กับพวกผู้นำแรงงาน[13] ถวัติ ฤทธิเดช เป็นผู้หนึ่งที่แสดงความนิยมต่อนรินทร์กลึงอย่างมาก โดยยกย่องเป็นอาจารย์ของตน จากกรณีที่นรินทร์กลึงอดข้าวประท้วงรัฐบาลเพื่อให้เลิกเก็บเงินรัชชูปการ แล้วได้ผล รัฐบาลพระยาพหลฯ ยอมทำตามข้อเรียกร้อง
สำหรับเรื่องพระบรมราชวินิจฉัยต่อ “สมุดปกเหลือง” นั้น นรินทร์กลึงได้ทำหนังสือทักท้วงรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และมีฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 7 นรินทร์กลึงเห็นว่าการที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยสรุปว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจเป็นคอมมิวนิสต์ โดยอ้างหนังสือเพียง 2 เล่ม คือ ตำนานเศรษฐกิจของรัสเซียเล่มหนึ่ง กับรายงานของซิมเมอร์แมน[14] อีกเล่ม เป็นข้ออ่อนด้อยในการให้พระบรมราชวินิจฉัยและไม่เป็นธรรมต่อ “คุณหลวงประดิษฐ์” (คำเรียกปรีดี พนมยงค์ ของนรินทร์กลึง) เพราะเมื่อรัฐบาลเป็นผู้มอบฉันทามติเห็นชอบให้ปรีดีเป็นผู้ร่างมาให้สำหรับพิจารณาดำเนินการแผนเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลภายใต้ระบอบใหม่แล้ว ย่อมเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณะรัฐบาล แต่เมื่อถูกพระบรมราชวินิจฉัยเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว เหตุใดจึงตกเป็นความรับผิดชอบของปรีดีเพียงลำพังคนเดียว
นอกจากนี้ นรินทร์กลึงยังไม่เห็นด้วยกับการที่ปรีดีจะต้องลี้ภัยไปนอกประเทศอันเนื่องมาจากพระบรมราชวินิจฉัยนี้ เขาเห็นว่าปรีดีควรจะอยู่ในประเทศและยืนหยัดต่อสู้ต่อไป ทั้งนี้กระแสจะให้ปรีดีออกนอกประเทศไปนั้นเป็นที่รับรู้กันบ้างแล้ว นรินทร์กลึงได้ติดต่อขอพบปรีดี และปรีดีก็ตอบรับให้นรินทร์กลึงเข้าพบ (ตอนนั้นไม่น่าจะมีใครอยากพบคนที่ถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์เท่าไรแล้ว) แต่ก่อนจะถึงวันนัดพบกัน ปรีดีต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไปตามคำสั่งของรัฐบาลพระยามโนฯ ซึ่งเป็นการลี้ภัยการเมืองครั้งแรกของปรีดี ไปแล้ว จึงไม่ได้พบกัน ซึ่งต่อมาเขาได้ระบุไว้ในจดหมายฉบับอื่นอย่างเชื่อมั่นว่า ถ้าเขาได้พบกับปรีดีในช่วงก่อนวันปรีดีออกนอกประเทศไปนั้น ปรีดีจะไม่อยากออกนอกประเทศไปตามคำสั่งของรัฐบาลพระยามโนฯ เลยเป็นอันขาด[15]
(6) “จอมภาร” (vs.) “จอมพล ป.” & “นนทบุเรี่ยนตะวันตก” (vs.) “นนทบุเรี่ยนตะวันออก”
ถึงตรงนี้ก็เพียงพอจะเห็นได้แล้วว่า นรินทร์กลึงผู้นี้เป็นคนสำคัญอย่างไร แต่เหตุที่มามีเรื่องกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้นจัดเป็นอีก “Episode” หนึ่ง นรินทร์กลึงจัดเป็น “คู่ชกนอกสังเวียน” ของจอมพล ป. โดยตรง เพราะในช่วงจอมพล ป. เรืองอำนาจในทศวรรษ 2480 อยู่นั้น นรินทร์กลึงได้ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอมพล ป. อยู่หลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ต้องเข้าคุกตะราง แม้จะเป็นรัฐบาลภายใต้ยุคระบอบใหม่ที่นรินทร์กลึงเองก็สนับสนุน แต่นรินทร์กลึงก็เช่นเดียวกับปัญญาชนนักคิดนักเขียนยุคเดียวกัน (เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, มาลัย ชูนิจ, นายผี-อัศนี พลจันทร ฯลฯ) เห็นว่า จอมพล ป. ปกครองบ้านเมืองอย่างเผด็จการ
อันที่จริง จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีภูมิหลังถือกำเนิดมาจากลูกชาวสวนย่านนนทบุรี เช่นเดียวกับนรินทร์กลึง แถมบ้านเดิมของจอมพล ป. ยังอยู่เยื้องฝั่งตรงข้ามกับบ้านนรินทร์กลึงไปอีก คือบริเวณปากคลองบางเขน ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี กลายเป็นว่าการปะทะกันระหว่างนรินทร์กลึงกับจอมพล ป. คือการปะทะกันระหว่าง “นนทบุเรี่ยน” 2 เจนเนอเรชั่น และ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านนรินทร์กลึงอยู่บางไผ่ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะที่บ้านจอมพล ป. อยู่ปากคลองบางเขน ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แต่นรินทร์กลึงคือนนทบุเรี่ยนชั้นอาวุโสกว่าจอมพล ป. ระดับรุ่นพ่อกับรุ่นลูก
ในระหว่างที่จอมพล ป. เรืองอำนาจ จับกุมคุมขังคนเป็นว่าเล่นอยู่นั้น นรินทร์กลึงเกือบจะเป็นคนเดียวที่กล้าส่งจดหมายไป “ด่าแม่” จอมพล ป. โดยในจดหมายที่ส่งไปยังจอมพล ป. และเอามาลงสื่อหนังสือพิมพ์ด้วยในเวลาเดียวกันนั้น นรินทร์กลึงมักจะลงชื่อของเขาว่า “จอมภาร” เสียงพ้องกับ “จอมพาล” ก็จริง แต่ “ภาร” คำนี้ ตรงกับ “สมภาร” ที่หมายถึงเจ้าอาวาสวัดหรือพระภิกษุชั้นอาวุโส และขณะเดียวกัน นรินทร์กลึงก็มักเรียกจอมพล ป. ว่า “จอม ป.” พ้องกับคำว่า “จอมปลอม”
การที่นรินทร์กลึงใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนั้น สร้างความประหลาดใจให้แก่สื่อสมัยนั้น แล้วก็พากันเห็นว่าเขาคงบ้าไปแล้วจริง ๆ ถึงไม่กลัวภัยอันตรายขนาดนั้น แต่ถ้ามองภูมิหลังที่ทั้งสองจัดเป็น “คนบ้านเดียวกัน” แล้ว จะเห็นว่า นรินทร์กลึงด่าจอมพล ป. เหมือนด่าลูกหลานตัวเองเมื่อเห็นลูกหลานกำลังประพฤติผิดนั่นเอง ถึงกับกล้าใช้ภาษายุคพ่อขุนรามคำแหง ขึ้น “มึง-กู” ที่คนรุ่นหลังมองเป็นคำหยาบคาย แต่ก็เข้าใจได้เพราะคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน เวลาจะด่าลูกหลานคนบ้านเดียวกันรุ่นหลังตน ก็มักจะขึ้น “มึง-กู” เป็นปกติ แบบที่นรินทร์กลึงใช้กับจอมพล ป.
แถมนรินทร์กลึงยังมีเหตุให้บาดหมางกับจอมพล ป. มากขึ้นไปอีก เมื่อจอมพล ป. แก้ไขบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ยืดอายุของสมาชิกสภาประเภทสอง (สมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้ง) ซึ่งส่งผลทำให้จอมพล ป. ได้อยู่ในอำนาจต่อไป (
แม้ว่าจอมพล ป. จะมีเหตุผลอ้างว่าบ้านเมืองอยู่ในช่วงสงครามโลกอยู่ก็ตาม แต่การยืดอายุให้แก่สมาชิกสภาประเภทสอง ยังหมายถึงการเลื่อนไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาประเภทนี้อีกด้วย สมาชิกสภาประเภทนี้ภายหลังได้ถูกยกเลิกไปแล้วจัดให้มี “พฤฒสภา” ที่มาจากการเลือกตั้งแทนในสมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อพ.ศ. 2489[16]
นรินทร์กลึงเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการยืดอายุให้แก่ตัวเองและพวกพ้องของจอมพล ป. เพราะได้เตรียมการสำหรับลงสมัครรับเลือกตั้ง ถึงขั้นได้ประกาศขายทรัพย์สินและขอรับบริจาคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งล่วงหน้าไว้แล้ว ซึ่งสะท้อนการทุ่มแบบสุดตัวตามสไตล์นรินทร์กลึง แต่แล้วก็ต้องพลาดหวังไปเพราะเด็กรุ่นลูกบ้านใกล้เรือนเคียงของตนเอง อยากอยู่นานขึ้นกระทั่งมีวาทกรรม “พิบูลตลอดกาล” ก็จะไม่ให้อดีตเจ้าเมืองนครนายก และ “เสือเฒ่าแห่งเมืองนนท์” รู้สึกโมโหโกรธาไปได้อย่างไร
เมื่อโดนนรินทร์กลึงด่า แทนที่จะนิ่งเฉย ทำเหมือนนรินทร์กลึงไม่ใช่คนสำคัญ ไม่ต้องให้ค่าอันใด แต่ปรากฏว่าจอมพล ป. ก็กลับโมโหโกรธา ไม่อาจนิ่งเฉยปล่อยไปได้ แล้วก็เลยสั่งจับกุมนรินทร์กลึงไปเข้าค่ายกักกันอยู่ที่ “โรงเรียนฝึกอบรมจิตใจ” ที่ลพบุรีและนครศรีธรรมราช เป็นอันจบยกแรกของการปะทะกันระหว่างนนทบุเรี่ยนสองรุ่นดังกล่าวนี้
แต่ไม่นานหลังจากนั้น จอมพล ป. ต้องเจอศึกอภิปรายใหญ่กรณีย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ เมื่อส.ส.อีสาน ประสบความสำเร็จในการ “งัด” จอมพล ป. จนสภาฯเสียงส่วนใหญ่โหวตไม่ไว้วางใจให้จอมพล ป. ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อ จอมพล ป. จึงต้องหลุดจากอำนาจชั่วคราว และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง จอมพล ป. ที่เคยประกาศเข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น จึงต้องตกเป็นอาชญากรสงครามไปด้วย
แต่ก็ไม่กี่ปีหลังจากนั้นอีกเช่นกัน จอมพล ป. ก็ได้หวนคืนสู่บัลลังก์นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่ออดีตลูกน้องทหารของตน ที่เคยส่งไปรบสงครามเชียงตุง กลับมาแล้วก่อการรัฐประหารเมื่อพ.ศ. 2490 จากนั้นคณะรัฐประหารได้เชิญจอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นสมัยที่ 2
(7) “นรินทร์กลึง” เสือเฒ่าแห่งเมืองนนท์ ในศึกสุดท้าย แม้ตายยังสู้ต่อ!
เช่นเดียวกับการรัฐประหารทุกครั้งในการเมืองไทย คณะรัฐประหารมักจะสัญญาว่าจะนำประชาธิปไตยที่แท้จริงมาให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง สัญญานี้แสดงออกเป็นรูปธรรมคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (กรณีรัฐประหาร 2490 คณะผู้ก่อการได้ร่างไว้ก่อนแล้วโดยเอาไปซ่อนไว้ใต้ตุ่ม จึงเรียกลำลองกึ่งล้อเลียนว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” แต่ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกยกเลิก รัฐบาลจอมพล ป. หันไปประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 แทน แต่ก็สมประโยชน์กับคณะรัฐประหาร) และสัญญานี้ยังแสดงออกผ่านการจัดให้มีการเลือกตั้งหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกด้วย
รัฐบาลจอมพล ป. หลังรัฐประหาร 2490 ก็ได้ทำตามสัญญา ทั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 นรินทร์กลึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย น่าสังเกตว่า ครั้งนี้เขาไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนฯ ของจังหวัดนนทบุรี เพราะเหตุใด ไม่ปรากฏ เขาเลือกไปลงชิงชัยโดยสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนฯ ของจังหวัดพระนคร อาจเพราะจังหวัดนนทบุรีเวลานั้นมี “มหาทองอยู่ เปรียญ 5 ประโยค” ผู้ถือว่า “มิตรร่วมรบ” ของนรินทร์กลึงเอง ลงสมัครอยู่แล้ว เขาจึงไปลงสมัครที่จังหวัดพระนครแทน แต่แม้จะไม่ใช่นนทบุรี นรินทร์กลึงก็มั่นใจ เพราะเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว
จากภูมิหลังที่มีเรื่องราวกันมา อีกทั้งจอมพล ป. ยังมีแผลจากการต้องหลุดออกจากอำนาจ เพราะบทบาทของ ส.ส. ในสภา แม้ว่า กลุ่ม “ส.ส.อีสาน” (นำโดย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, จำลอง ดาวเรือง, ถวิล อุดล และเตียง ศิริขันธ์) ที่เคยใช้สภาโค่นจอมพล ป. เมื่อพ.ศ. 2489 จะถูกกำจัดอย่างโหดเหี้ยมไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2492[17] แต่จะวางใจให้คนแบบนรินทร์กลึงได้เข้าสภา ก็ไม่ได้ เพราะก็ทราบดีกว่านรินทร์กลึงถึงไม่สนิทสนมกับปรีดี ก็จัดเป็น “มิตรร่วมอุดมการณ์” กับปรีดี อีกทั้งยังมีบุคลิกโผงผางตรงไปตรงมาไม่กลัวเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ อีกด้วย
จากมุมของฝ่ายจอมพล ป. ก็เป็นธรรมดาที่ต้องหาวิธีจัดการกับนรินทร์กลึงเช่นกัน แต่จะต้องทำถึงขั้นสังหารโหดแบบกรณี 4 รัฐมนตรีอีสาน ก็ไม่ได้อีก ยังไงนรินทร์กลึงก็คนบ้านเดียวกัน และถึงนรินทร์กลึงจะดูบ้า ๆ บอ ๆ แต่จอมพล ป. ก็ทราบดีว่านรินทร์กลึงมีฐานสนับสนุนอยู่ที่นนทบุรี บ้านเดียวกับตน ไม่น้อย จอมพล ป. ที่ต้องการความนิยมจากคนเมืองนนท์เช่นกัน จึงไม่ใช่จังหวะที่ดีเลยในการกำจัดนรินทร์กลึงด้วยความรุนแรงถึงชีวิต เพราะอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่คนเมืองนนท์ด้วยกัน ดังนั้น การโกงการเลือกตั้งจึงเป็นวิธีที่ “ซอฟต์กว่า” สำหรับฝ่ายจอมพล ป. ณ โมเมนต์นั้น
แน่นอนเมื่อเจอโกงเลือกตั้ง มีหรือที่เสือเฒ่าอย่างนรินทร์กลึงจะยอม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าส่งจดหมายไปด่าจอมพล ป. อีก ที่พิสดารก็คือคราวนี้ “จอมภาร” ได้ท้า “จอม ป.” ให้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกันที่นนทบุรี ถ้า “จอม ป.” ได้คะแนนกึ่งหนึ่งที่ “จอมภาร” ได้ “จอมภาร” จะถือว่าแพ้ “จอม ป.”
อย่าว่าแต่คนสมัยโน้นเลย เมื่ออ่านเห็นตรงนี้ ก็อาจคิดว่า นรินทร์กลึงบ้าหรือเปล่า ที่ไปท้าจอมพล ป. แบบนั้น อะไรทำให้นรินทร์กลึงมั่นหน้ามั่นโหนกได้ถึงขนาดนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปท้าจอมพล ป. ให้ลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งในบ้านของจอมพล ป. เองอีกด้วย
จากที่เห็นในปัจจุบัน เราอาจคิดว่า นนทบุรีเป็นถิ่นจอมพล ป. เพราะมีถนนพิบูลสงคราม โรงเรียนพิบูลสงคราม ชุมชนพิบูลสงคราม ท่าน้ำพิบูลสงคราม อะไร ๆ ก็ “พิบูลสงคราม” ไปหมด
แต่ถึงแม้ว่า นนทบุรีจะเป็นถิ่นจอมพล ป. แต่ ณ ช่วงก่อนหน้านั้นเล็กน้อย สมัยรัฐบาลจอมพล ป. ได้ประกาศยุบจังหวัดนนทบุรี เมื่อพ.ศ. 2486 โดยให้อำเภอบางกรวย อำเภอบางใหญ่ และอำเภอบางบัวทอง ไปขึ้นกับจังหวัดธนบุรี และให้อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด ไปรวมเข้ากับจังหวัดพระนคร ต่อมา พ.ศ. 2489 สมัยรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศคืนให้นนทบุรีกลับมาเป็นจังหวัดอีกครั้ง[18]
ถึงแม้จะเป็นเวลาอันสั้นเพียง 4 ปี ที่ไม่มี “จังหวัดนนทบุรี” แต่คนนนทบุรีสมัยนั้นไม่มีทางลืมเรื่องนี้ และคนนนท์เช่นนรินทร์กลึงก็รู้ว่า “จอมพล ป.” ของเขา ไม่เป็นที่ “ป๊อปปูล่าร์” แต่อย่างใดเลยในถิ่นของตัวเองในสมัยนั้น
ขณะที่ “นรินทร์กลึง” นั้นเป็นชื่อที่พาให้คนสนใจคนนนท์และนนทบุรียิ่งกว่าผู้ใด ชนิดที่มิตรสหายของเขาเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งที่นนทบุรีแล้วเอ่ยนามของเขาได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลายมาแล้ว “ความมั่น” ของนรินทร์กลึงในเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความมั่นแบบ “มั่นหน้ามั่นโหนก” ไปเองแต่อย่างใด
จอมพล ป. เองก็รู้เรื่องนี้ดี หลังจากได้อำนาจคืนมาในสมัยที่ 2 และนรินทร์กลึงได้ “สู่ขิต” ไปแล้ว จอมพล ป. ถึงได้พยายามฟื้นฟูบูรณะจังหวัดนนทบุรี มีการตัดถนน สร้างสะพาน สร้างโรงเรียน สร้างตลาด บูรณะวัดวาอาราม ฯลฯ จนทำให้นนทบุรีรุ่งเรืองและกลับเป็นเมืองที่ “อะไร ๆ ก็พิบูลสงคราม” ดังที่รู้กันในกาลต่อมา
แม้จะพลาดหวังจากการเลือกตั้งไปถึง 3 ครั้งด้วยกัน นรินทร์กลึงก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะในช่วงท้ายของชีวิตนั้น นรินทร์กลึงยังเตรียมการวางแผนจะก่อตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยให้ชื่อพรรคนี้ว่า “พรรคพระศรีอารย์” และพร้อมกันนั้นยังตั้งสมญานามใหม่ให้แก่ตนเองด้วยว่า “จอมภาร ศิษย์พระศรีอารย์”
ความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ (อันเดียวกับ “พระศรีอารย์” เขียนแบบนรินทร์กลึง) เป็นแนวคิดแขนงหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อขบวนการต่อต้านรัฐโดยไพร่ในรูป “ขบถผู้มีบุญ” โดยในยุคเดียวกับที่นรินทร์กลึงยังเป็นเจ้าเมืองนครนายกนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่มีขบถแบบนี้เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน ในการอภิวัฒน์ 2475 “ยุคพระศรีอาริย์” ยังมาปรากฏในเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง “ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1” และใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ที่เขียนโดยปรีดี พนมยงค์ อีกด้วย[19] หลายปีต่อมาระหว่างลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเมื่อเขียนเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคมไทย” ปรีดี พนมยงค์ ก็ได้นำเสนอแนวคิดนี้อีกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2500
เช่นเดียวกับครั้งก่อน ๆ แม้จะล่วงเข้าสู่วัยชรา อายุเข้าใกล้ 80 ปีแล้วก็ตาม นรินทร์กลึงยังคงมีความมั่นในแนวทางและแนวคิดที่เขาต้องการนำเสนอ ไม่ว่าแนวคิดเรื่องยุคพระศรีอาริย์นี้เขาจะได้แรงบันดาลใจมาจากข้อเขียนของปรีดีหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับคนที่ศึกษาพุทธศาสนามาอย่างแตกฉานคนหนึ่ง ย่อมรับรู้แนวคิดยุคพระศรีอาริย์หรือ “โลกพระศรีอาริย์” เมื่อต้องการขับเคลื่อนการเมืองในอีกยก นรินทร์กลึงไม่ได้มีเป้าหมายแค่จะเอาชนะเหนือจอมพล ป. หากแต่มีแนวคิดที่ต้องการจะสร้างสรรค์ “โลกใหม่” หรือ “ยุคใหม่” ที่ดีกว่าเดิมให้กับสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม ในศึกนี้จอมพล ป. ไม่ต้องสั่งจับกุมคุมขังนรินทร์กลึงเหมือนเช่นที่เคยทำอีกแล้ว เพราะศัตรูตัวฉกาจนี้ ได้ล้มป่วยและลาโลกไปแล้วด้วยโรคหัวใจที่บ้านบางไผ่ อำเภอเมืองนนทบุรี ที่เขาเคยอุทิศให้เป็น “วัตร์นารีวงศ์” นั้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2493 รวมอายุได้ 77 ปี
ทั้งนี้ศึกกับจอมพล ป. ยกที่ 2 นี้ไม่ใช่ศึกสุดท้ายของนรินทร์ แม้ร่างกายละสังขารไปแล้ว นรินทร์กลึงก็ยังยืนหยัดต่อสู้ตามแนวทางของตนต่อมา โดยก่อนจะสิ้นลมหายใจนรินทร์กลึงได้สั่งเสียกับลูกหลานว่าให้เก็บร่างของเขาไว้ไม่ต้องเผา ทั้งนี้เพื่อให้ศพเขาเป็นอนุสรณ์การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ มา การณ์นี้นางสาระ รงคสุวรรณ ลูกสาวที่เคยบวชสามเณรี ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของบิดา ไม่ยอมเผาศพบิดาเรื่อยมา
หลังจากเก็บศพไว้เป็นเวลากว่า 48 ปี กระทั่งนางสาระเสียชีวิตลง ลูกหลานก็ตัดสินใจฌาปนกิจศพของนรินทร์กลึงกับนางสาระไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี[20] อย่างไรก็ตาม ชื่อและเรื่องราวการต่อสู้ของนรินทร์กลึงกับลูกสาวก็ยังคงเป็นตำนานไม่รู้จบ
(8) บทสรุปและส่งท้าย
หากนรินทร์กลึงมีชีวิตอยู่อีก 7 ปีต่อมา เชื่อแน่ว่าเขาคงหัวเราะขำกลิ้ง เมื่อรู้ว่าอริรุ่นลูกอย่างจอมพล ป. นั้น หลังกึ่งพุทธกาล 2500 ไม่นานกี่เดือน ต้องเจอลูกน้องของตนเองอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจโค่นล้มไปเมื่อเดือนกันยายนของปีที่จอมพล ป. กะจะให้เป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตการเมืองของตน แถมคนที่จอมพล ป. ส่งมาให้ชิงชัยและโกงผลคะแนนการเลือกตั้งไปจากนรินทร์กลึงนั้น ยังไปเข้ากับจอมพลสฤษดิ์อีก
เช่นเดียวกับที่สุพจน์ แจ้งเร็ว ผู้ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ศึกษาประวัติเรื่องราวของนรินทร์กลึงด้วยความยกย่องชื่นชม ได้เคยบอกแก่ผู้ที่สนใจศึกษานรินทร์กลึงว่า แม้คนเขียนเรื่องนรินทร์กลึงตลอดช่วงที่ผ่านมาจะมีมากแล้ว แต่ที่จะมองทะลุเปลือกนอกไปเห็นแก่นแท้ของนรินทร์กลึงนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่เห็นแต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น ที่มีผู้เล่าเรื่องที่ครั้งหนึ่งนรินทร์กลึงเคยปวดปัสสาวะหนักจึงก้ม “ยิงกระต่าย” ที่ริมถนนนั้น “โปลิศ” มาจะจับกุมเขาในข้อหาอนาจาร นรินทร์กลึงเถียงว่าในเมื่อตำรวจไม่เห็น “ของ” ของเขา จะถือเป็นอนาจารได้อย่างไร เป็นต้น[21]
จะเห็นได้ว่า นรินทร์กลึงเป็นปัญญาชนที่ใช้ชีวิตได้โลดโผนที่สุดคนหนึ่ง เขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและรอบรู้ที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของเขา แต่ไม่ได้ใช้สติปัญญาและความรอบรู้นั้นไปหาประโยชน์ในทางร่ำรวยหรือสุขสบายส่วนตน เขาใช้ไปกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ถ้าว่าตามภาษาปัจจุบันก็ต้องบอกว่า เขาเป็น “คนดี” คนหนึ่งเท่าที่สังคมไทยเคยมี ไม่ได้บ้า ไม่ได้ขวางโลก แต่เพี้ยนนั้น ก็คงเพี้ยนจริงนั่นแหละ
ความเป็นคนดีของนรินทร์กลึง ที่ไม่ใช่ “ดีปลอม” หรือ “ดีแต่เปลือก” หรือ “ดีแบบสร้างภาพลวงโลก” ที่สังคมไทยก็มีมาแล้วหลายต่อหลายคนเช่นกัน ในสังคมไทยคนดีแบบนรินทร์มักจะอยู่ยาก เราก็จะเห็นได้จากประวัติชีวิตของเขา ตั้งแต่การที่ต้องลาออกจากราชการเมื่อพ.ศ. 2452 ขณะมีอายุเพียง 35 ปี อนาคตยังอีกยาวไกลบนเส้นทางนั้น แต่หากนรินทร์กลึงยังเป็นข้าราชการภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เขาจะไม่ใช่นรินทร์กลึงที่เรารู้จักและต้องเรียนรู้จากเขาในปัจจุบันนี้แต่อย่างใดเลย
เมื่อศรัทธาในพุทธศาสนา ก็เอาจริงเอาจัง ถึงกับคิดก่อการปฏิรูปยกใหญ่ โดยที่การปฏิรูปของนรินทร์กลึงมักถูกนำไปพิจารณาเปรียบเทียบย้อนกลับไปยังกรณีพระวชิรญาณภิกขุ (รัชกาลที่ 4) ในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับเห็นว่านรินทร์กลึงได้ทำในสิ่งที่แม้แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นเรื่องห่างไกล อย่างการบวชภิกษุณี ปัจจุบันแม้สังคมไทยมีภิกษุณีเกิดขึ้นแล้วหลายองค์ (อย่าไปใช้สรรพนาม “รูป” เรียกบรรพชิตให้ผิดหลักภาษาตามแบบที่ราชบัณฑิตให้ทำจะเข้าท่ากว่านะ) แต่นั่นท่านไปบวชมาจากต่างประเทศ ที่เขามีภิกษุณีเป็นปกติ (เช่นที่ประเทศศรีลังกา เป็นต้น) ไม่ได้บวชจากในประเทศไทย
แต่อย่างที่บอก แก่นแท้ของการรณรงค์เรื่องนี้ของนรินทร์กลึงอยู่ที่การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของสตรี ซึ่งเป็นแนวคิดสิทธิสตรีแขนงหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการอภิวัฒน์ 2475 โดยตรง มีหลายคนในคณะราษฎรเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะปรีดี พนมยงค์ ที่มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกของไทย (ฉบับ 27 มิถุนายน 2475, ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และฉบับ 2489) ได้ให้สิทธิผู้หญิงเลือกตั้ง “หนึ่งสิทธิ-หนึ่งเสียง” เท่ากันทั้งบุรุษและสตรี สิ่งนี้อยู่ในสังคมการเมืองไทยมาจนทุกวันนี้ ดังนั้นจะบอกว่าคนอย่างนรินทร์กลึงล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ได้อย่างไร
ยังมีเรื่องการยกเลิกการเก็บเงินรัชชูปการ ที่นรินทร์กลึงเห็นว่าการเก็บเงินภาษีชนิดนี้สะท้อนว่ารัฐประพฤติเลวทรามต่ำช้ากว่าพวกโจรที่เขาเคยกำราบมาเมื่อสมัยยังเป็นนายอำเภออยู่ชลบุรีและเป็นเจ้าเมืองนครนายกเสียอีก เพราะพวกโจรมันปล้นคนรวยไม่ปล้นคนจน แต่รัฐกลับชอบปล้นคนจน-อุ้มคนรวย ด้วยว่า “ผู้ปกครองมีใจเหี้ยมโหดร้ายกาจยิ่งไปกว่าอ้ายพวกมหาโจร เพราะอ้ายพวกมหาโจรเมื่อมันเห็นคนไหน ๆ ที่ไม่มีเงิน มันก็ยกเว้นให้อภัย คือไม่ปล้น มันปล้นแต่คนมั่งมี นี่เป็นความจริงยิ่งกว่าจริง”[22]
ปัจจุบันการเก็บเงินภาษีชนิดนี้ก็ถูกยกเลิกไปช้านานเสียจนคนรุ่นปัจจุบันนี้ไม่รู้จักอีกแล้ว แต่จะบอกว่านรินทร์กลึงชนะไปเสียหมดก็ไม่ได้ การที่เขายังมีความเชื่อมั่นว่าการถวายฎีกาจะทำให้อำนาจเบื้องบนสามารถจะมา “รับจบ” ในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้นั้น ก็นำมาซึ่งความผิดพลาดจนต้องล้มเลิกไปบ่อยครั้งเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม คนอย่างนรินทร์กลึงนี้เชื่อว่ายังมีอยู่ในวงการต่าง ๆ อีกมาก เราแค่ยังไม่ได้รู้จักเขา หรือยังไม่มีคนไปศึกษาแล้วเอามาถ่ายทอดบอกต่อกันเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สังคมประเทศไม่ยอมพัฒนาจะมีตัวแทนของคนชั้นล่าง เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมาก และแถมยังมีชนชั้นนำไม่ยอมปรับตัวเข้ากับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ จะไม่ยอมให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะนั่นจะนำมาซึ่งหายนะสำหรับพวกเขา พวกตัวแทนของคนระดับล่างจะเล่นงานพวกเขา ทำให้เสียผลประโยชน์และความชอบธรรม
นรินทร์กลึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความเหมาะสมกับการเป็น “ผู้แทนราษฎร” มาตั้งแต่ต้น และคณะราษฎรก็มองเห็นถึงความเหมาะสมของเขา แต่เมื่อคณะราษฎรเองก็เจอปัญหายุ่งยากเพราะฝ่ายกษัตริย์นิยมเป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างระบอบใหม่ ประกอบกับเกิด “ระบอบพิบูลตลอดกาล” ขึ้นมา คนแบบนรินทร์กลึงจึงถูกสกัดกั้นไม่ให้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ อย่างไรก็ตาม จากบทบาทภายนอกสภาก็เห็นแล้วว่า แท้จริงนรินทร์กลึงก็ได้เป็น “ตัวแทนของราษฎร” ในแบบของเขาแล้วนั่นเอง
ป.ล. เรามักคิดและเชื่อกันไปว่า ปัญญาชนมักจะอายุสั้น เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นเพราะเราคิดถึงแต่เรื่องของจิตร ภูมิศักดิ์ และเผลอเอาจิตร ภูมิศักดิ์ มาเป็นไม้บรรทัดไว้กันไปโดยไม่รู้ตัว แต่แท้ที่จริง เราแค่ลืมกันไปว่า นรินทร์กลึงที่โดนสารพัดนั้นกลับมีอายุยืนยาวและแถมมีทายาทลูกหลานสืบสกุลมาถึงทุกวันนี้อีกด้วย
เชิงอรรถ
[1] ตัวเลขวันเดือนปีนี้ได้มาจาก ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง” หรือ “นรินทร์ ภาษิต” คนขวางโลก. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2541), หน้า 3.
[2] หวน พินธุพันธ์. ประวัติศาสตร์เมืองนนทบุรี. (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2547), หน้า 27.
[3] วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเดวิด บรูซ จอห์นสตัน กับของผู้เขียน ได้เคยอภิปรายรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ ขอให้ดู เดวิด บรูซ จอห์นสตัน (David Bruce Johnston). สังคมชนบทและภาคเศรษฐกิจข้าวของไทย พ.ศ.2423-2473 (Rural Society and the Rice Economy in Thailand, 1880-1930). แปลโดย พรภิรมย์ เอี่ยมธรรม และคณะ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2530; กำพล จำปาพันธ์. “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของ “เมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก” พุทธศตวรรษที่ 22-24” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2563.
[4] เหตุนี้ผู้เขียนจึงเห็นว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตลอดจนจังหวัดปทุมธานี ควรสร้างอนุสาวรีย์ให้นรินทร์กลึงสักแห่งหนึ่ง เพราะ “ทุ่งหลวง” ที่นรินทร์กลึงยกกำลังมาจับโจรผู้ร้ายในสมัยนั้นคือบริเวณเดียวกับที่ชื่อ “ทุ่งรังสิต” ของจังหวัดปทุมธานี ในชั้นหลัง
[5] ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง”, หน้า 8.
[6] นรินทร์ ภาษิต. แถลงการณ์เรื่องสามเณรี วัตร์นารีวงศ์. (กรุงเทพฯ: สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย, 2544), หน้า 213.
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๕.
[8] ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง”, หน้า 40.
[9] นรินทร์ ภาษิต. แถลงการณ์เรื่องสามเณรี วัตร์นารีวงศ์, ไม่ระบุเลขหน้า.
[10] ส. ธรรมยศ (แสน ธรรมยศ). Rex Siamen Sium หรือ พระเจ้ากรุงสยาม. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2547), หน้า 55.
[11] ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง”, หน้า 49-51.
[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า 43.
[13] ดูรายละเอียดใน ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์. แรงงานวิจารณ์เจ้า: ประวัติศาสตร์ราษฎรผู้หาญกล้าท้าสมบูรณาญาสิทธิ์ไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547.
[14] คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carle C. Zimmerman) คือนักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน และศาสตราจารย์ในสังกัดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่รัฐบาลพระปกเกล้าฯ ได้เคยว่าจ้างให้เข้ามาศึกษาสำรวจสภาพเศรษฐกิจชนบทของสยาม เมื่อพ.ศ. 2473 แล้วมีรายงานตีพิมพ์เป็นหนังสือเผยแพร่ในอีกปีต่อมา รายงานชิ้นนี้ปรีดี พนมยงค์ จะต้องเคยอ่านผ่านตามาในช่วงก่อนหน้าจะเขียนเค้าโครงการเศรษฐกิจด้วยแน่นอน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับบทความนี้ อย่างไรก็ตาม ในหมู่คณะราษฎร นายซิม วีระไวทยะ ได้แปลรายงานนี้เผยแพร่ในภาษาไทย โดยตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อพ.ศ. 2474 (ก่อน 2475) ขอให้ดู คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน. การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม. แปลโดย นายซิม วีระไวทยะ, พระนคร: โรงพิมพ์จิตรการ, 2474; ต้นฉบับภาษาอังกฤษดู Carle C. Zimmerman. Siam: Rural Economic Survey, 1930-31. Bangkok: Bangkok Times Press, 1931; อนึ่ง วิธีวิทยาที่ซิมเมอร์แมนใช้ในการศึกษาเศรษฐกิจชนบทสยาม เป็นวิธีที่หยาบอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะในแง่สังคมวิทยา (สาขาวิชาที่ซิมเมอร์แมนก่อตั้งและได้ดำรงตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) เพราะแค่ให้ข้าราชการกรมการหัวเมืองเรียกชาวบ้านแต่ละตำบลมาสอบถามเพียง 2 คน ซึ่งหากเขารู้จักชาวบ้านในชนบทไทยดีพอ เขาจะไม่สรุปเช่นที่เขาทำเป็นอันขาด เพราะไม่มีชาวบ้านในชนบทประเทศนี้ที่ไหนหรอกจะพูดตรง ๆ ว่าตนเองเป็นคนจน รายได้น้อย และประสบปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ นานา ยิ่งเป็นการสอบถามสัมภาษณ์ข้อมูลโดยที่มีข้าราชการนั่งโต๊ะอยู่ข้าง ๆ ด้วยแล้ว เขายิ่งจะต้องพูดว่า เขาสุขสบายดี มีฐานะ ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอย่างใด แต่ซิมเมอร์แมนมองไม่ทะลุเปลือกในคำให้สัมภาษณ์ของชาวบ้านแล้วเอาไปสรุปทื่อ ๆ ว่าชนบทสยามเศรษฐกิจดี ไพร่ราษฎรมีความสุข ไม่แปลกใจเลยที่รายงานชิ้นนี้จะถูกนำเอาไปใช้แอนตี้เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดีที่เป็นความพยายามจะแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร
[15] ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง”, หน้า 125-126.
[16] ดูรายละเอียดใน กำพล จำปาพันธ์. “การแก้ไข “รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475” สมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี” https://pridi.or.th/th/content/2026/02/2776 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569).
[17] ดูรายละเอียดใน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. ปรีดี พนมยงค์ กับ 4 รัฐมนตรีอีสาน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2544.
[18] ตามประกาศ “พระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครนายก พุทธศักราช 2489” ใน ราชกิจจานุเบกษา. ตอนที่ 29 เล่ม 63 (วันที่ 9 พฤษภาคม 2489), หน้า 315-317.
[19] ดูรายละเอียดใน กำพล จำปาพันธ์. “พระศรีอาริย์อยุธยา” ในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 และเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์” https://pridi.or.th/th/content/2025/12/2723 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568).
[20] หวน พินธุพันธ์. ประวัติศาสตร์เมืองนนทบุรี, หน้า 28.
[21] สุพจน์ แจ้งเร็ว. “นรินทร์ ภาษิต “นักปฏิวัติ” ผู้อดข้าวประท้วงรัฐบาลสยามเป็นคนแรก” ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (ธันวาคม 2535), หน้า 164-171.
[22] ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา. ชีวิต แนวคิด และการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง”, หน้า 60.