ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน, เกร็ดประวัติศาสตร์, วันนี้ในอดีต

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม มิตรภาพเหนือกาลเวลาของปรีดี พนมยงค์ และโฮจิมินห์

7
พฤษภาคม
2569

 

 

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ความทรงจำทางประวัติศาสตร์มิได้หยุดอยู่เพียงระดับรัฐต่อรัฐ หากมองให้ลึกกว่าความสัมพันธ์ระดับรัฐ จะพบสายสัมพันธ์ทางความคิดที่ก่อรูปขึ้นจากบุคคลสองท่าน คือ นายปรีดี พนมยงค์ และประธานโฮจิมินห์ ทั้งสองต่างยืนอยู่บนหลักเดียวกัน คือ เอกราชของชาติ ศักดิ์ศรีของประชาชน และความยุติธรรม ในยุคที่โลกยังถูกครอบงำด้วยจักรวรรดินิยม

แม้บริบททางการเมืองของทั้งสองจะแตกต่าง ฝ่ายหนึ่งขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย อีกฝ่ายนำการปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยชาติ แต่สาระของการต่อสู้กลับมาบรรจบกันอย่างชัดเจน คือการปลดปล่อยมนุษย์จากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม

จุดเริ่มต้นแห่งความเกื้อกูล: จากสยามสู่เวียดนาม

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เริ่มจากการทูตทางการ หากก่อตัวตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1920 เมื่อโฮจิมินห์ (ในนามแฝง เหงียนอ้ายก๊วก) เข้ามาจัดตั้งเครือข่ายชาวเวียดนามในสยาม

สยามในเวลานั้นเป็นมากกว่าที่พักพิง แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดรับด้วยความเอื้อเฟื้อจากประชาชนไทย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นและพระสงฆ์ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเงียบ ๆ ประสบการณ์นี้ทำให้โฮจิมินห์มองประเทศไทยในฐานะ “มิตรประเทศ” ตั้งแต่ก่อนจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

“กองทัพแห่งสยาม”: มิตรภาพที่กลายเป็นพลังทางประวัติศาสตร์

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสการปลดปล่อยอาณานิคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว นายปรีดีในฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย ได้ตัดสินใจสนับสนุนขบวนการเวียดมินห์

อาวุธของเสรีไทยที่เคยใช้ต่อต้านญี่ปุ่น ถูกส่งต่อไปยังนักต่อสู้เวียดนามเพื่อรับมือกับการหวนกลับมาของอำนาจอาณานิคมฝรั่งเศส การตัดสินใจนี้สะท้อนมุมมองที่ชัดเจนว่า เอกราชของแต่ละชาติไม่อาจแยกขาดจากกัน และยังเป็นการยืนยันหลักการว่า “เอกราชของชาติหนึ่ง ย่อมสัมพันธ์กับเอกราชของอีกชาติหนึ่ง”

โฮจิมินห์ตอบรับด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง โดยขออนุญาตตั้งชื่อกองกำลังที่ใช้อาวุธนี้ว่า “กองทัพแห่งสยาม” เพื่อเป็นเกียรติแก่ประชาชนไทย กองกำลังดังกล่าวต่อมาได้มีบทบาทในสงครามปลดปล่อย และเชื่อมโยงไปสู่ชัยชนะที่ “เดียนเบียนฟู” ในปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาค

มิตรภาพที่ยืนยงเหนือสถานะทางการเมือง

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่อาจตัดขาดสายสัมพันธ์นี้ได้ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) นายปรีดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่สายสัมพันธ์และความเคารพจากโฮจิมินห์ยังคงยืนหยัด

ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) โฮจิมินห์เชิญนายปรีดีและครอบครัวเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการ พร้อมให้การต้อนรับในระดับสูงสุด แม้ในเวลานั้นนายปรีดีจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็ตาม

 

 

ปรีดี พนมยงค์ นำครอบครัว (จากซ้าย: สุดา วาณี ดุษฎี) เข้าคารวะประธานโฮจิมินฮ์ ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม กรุงฮานอย ค.ศ. 1961

รายละเอียดเล็กน้อยในงานเลี้ยงกลับสะท้อนความหมายที่ใหญ่กว่าพิธีการ มีการยกเลิกป้ายชื่อและแบบแผนทางการทูต เพื่อให้ทุกคน “นั่งร่วมโต๊ะในฐานะคนในครอบครัวเดียวกัน”

ช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกจดจำ คือการที่โฮจิมินห์หยิบดอกกุหลาบสีแดงจากกลางโต๊ะ ปักลงบนปกเสื้อของท่านผู้หญิงพูนศุข พร้อมถ้อยคำที่มีความหมายยิ่งว่า

“ประชาชนเวียดนามชั่วลูกชั่วหลานจะไม่ลืมการสนับสนุนจากประชาชนไทย โดยเฉพาะท่านปรีดี พนมยงค์”

ถ้อยคำนี้ทำให้มิตรภาพระหว่างบุคคล กลายเป็นความทรงจำร่วมของสองชาติ

เมื่อโฮจิมินห์ถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) นายปรีดีและครอบครัวได้เดินทางไปร่วมไว้อาลัย ณ กรุงฮานอย แสดงถึงความผูกพันที่ดำรงอยู่จนวาระสุดท้าย

 

 

ปรีดี พนมยงค์ และบุตรสาว เดินทางเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยประธานโฮจิมินฮ์ พ.ศ. 2512

ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) เมื่อปรีดีถึงแก่อสัญกรรม รัฐบาลเวียดนามโดยนายฟาม วัน ด่ง ได้ส่งสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ พร้อมยกย่องว่าเป็น

“นักต่อสู้ผู้ทรงเกียรติ และมิตรที่ใกล้ชิดยิ่งของประชาชนเวียดนาม”

สิ่งนี้สะท้อนว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในระดับรัฐแล้ว

 

รัฐบาลเวียดนามภายใต้การนำของ ฟาม วัน ด่ง (Phạm Văn Đồng) ประธานคณะรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้ส่งหนังสือแสดงความเสียใจถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ต่ออสัญกรรมของนายปรีดี พนมยงค์ ค.ศ. 1983 (2526)

 

จากมิตรภาพสู่รากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) หากมีรากฐานยาวนานจากประวัติศาสตร์ร่วม

สายสัมพันธ์ระหว่างปรีดีและโฮจิมินห์ วางพื้นฐานของความเข้าใจระหว่างกันบนหลักสำคัญ ได้แก่ การเคารพเอกราช การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการยอมรับความแตกต่างทางอุดมการณ์

ทั้งสองยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สะท้อนว่าบทบาทของพวกเขามีความหมายในระดับสากล

เรื่องราวของปรีดี พนมยงค์ และโฮจิมินห์ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืน ต้องมีรากฐานจากหลักการและคุณธรรม ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ระยะสั้น

ในโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน มรดกทางความคิดของทั้งสองยังคงให้แนวทางแก่ปัจจุบัน

มิตรภาพของทั้งสองไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่เป็นรากฐานเชิงคุณค่าที่เชื่อมโยงประชาชนไทยและเวียดนามเข้าด้วยกันอย่างมั่นคง และดำรงอยู่เหนือกาลเวลา