11 พฤษภาคม 2569 เป็นวาระครบรอบ 126 ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการวางรากฐานรัฐไทยสมัยใหม่ ทั้งในมิติประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และการศึกษากฎหมายของไทย
สำหรับชาวธรรมศาสตร์ นักกฎหมาย นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนผู้ปรารถนาประชาธิปไตย “วันปรีดี” คือวาระแห่งการรำลึกถึงบุคคลสำคัญ ควบคู่กับการใคร่ครวญความสัมพันธ์ระหว่าง “วิชาความรู้” กับ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” พร้อมตั้งคำถามต่อมโนธรรมของผู้มีการศึกษาว่า ความรู้ที่เราสั่งสมมานั้น จะถูกใช้เพียงเพื่อกรุยทางสู่ความก้าวหน้าส่วนตน หรือจะอุทิศเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและราษฎร
ชีวิตของปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนักศึกษากฎหมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำความเข้าใจตัวตนของท่านในฐานะนักอภิวัฒน์ เพราะเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พ.ศ. 2475 ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงทางการเมืองเพียงด้านเดียว แต่หยั่งรากอยู่บนการศึกษากฎหมายและเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และยึดโยงกับหลักวิชาแห่งเหตุผลโดยแท้จริง
ฝรั่งเศส: การเคี่ยวกรำทางปัญญา
เมื่อราวหนึ่งศตวรรษก่อน การศึกษากฎหมายในยุโรปคือภาระอันหนักยิ่งสำหรับนักเรียนสยาม ผู้ศึกษาต้องเผชิญกับกำแพงภาษา ระบบความคิดชุดใหม่ และรากฐานทางกฎหมายที่สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ยุโรปอันยาวนาน โดยเฉพาะ ‘กฎหมายโรมัน’ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของนิติศาสตร์ภาคพื้นทวีป

ในช่วงทศวรรษ 2460 ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าสู่ระบบการศึกษากฎหมายมาตรฐานของฝรั่งเศส[1] ซึ่งในขณะนั้นมีมหาวิทยาลัยเปิดสอนเพียง 17 แห่ง โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น การเรียนเพื่อรับ “ดีกรีของแผ่นดิน” (diplôme d'État)[2] และการเรียนเพื่อรับประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัย (diplôme d'université)[3]
สำหรับผู้ปรารถนาจะเป็นนักกฎหมายโดยสมบูรณ์ ดีกรีของแผ่นดินมีลำดับชั้นชัดเจน เริ่มจาก Bachelier (บาเชอลีเย) ต่อด้วย Licencié (ลีซ็องสิเย) ซึ่งเทียบเท่าระดับปริญญาตรี และสูงสุดคือ Docteur en Droit (ด๊อกเตอร์ ออง ดรัว) หรือดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย[4]
ที่มหาวิทยาลัยก็อง (Université de Caen) ปรีดีต้องเคี่ยวกรำกับวิชาพื้นฐานอย่างเข้มข้น ทั้งพงศาวดารกฎหมาย กฎหมายโรมัน กฎหมายแพ่ง กฎหมายการปกครอง และเศรษฐวิทยา หรือเศรษฐศาสตร์ ภายใต้ระบบการสอบข้อเขียนและปากเปล่าที่เคร่งครัด จนสอบไล่ได้ปริญญารัฐเป็น บาเชอลีเย สาขากฎหมาย (bachelier en droit)
ต่อมา เมื่อก้าวสู่ชั้น ลีซ็องซีเย สาขากฎหมาย (licencié en droit) ความเข้มข้นของหลักสูตรยิ่งเพิ่มขึ้น วิชาที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วิธีพิจารณาความ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ไปจนถึงกฎหมายการคลัง และวิชาเลือก เช่น กฎหมายการโรงงาน กฎหมายทะเล กฎหมายการเมือง ตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับเมืองขึ้นและประเทศราช
ความยากลำบากในห้องเรียนฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่การท่องจำตัวบทเท่านั้น แต่อยู่ที่การฝึกฝนให้เข้าถึง “จิตวิญญาณของกฎหมาย” และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อันเป็นหัวใจของการบริหารรัฐ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีนัยสำคัญยิ่งกว่ารายวิชา คือ “วิธีการเรียน” ที่เน้นการเข้าใจโครงสร้างของกฎหมายและเหตุผลที่รองรับกฎหมายมากกว่าการจดจำมาตรา ซึ่งเป็นการบ่มเพาะความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย รัฐ เศรษฐกิจ สังคม และอำนาจระหว่างประเทศให้ตกผลึก
เมื่อเข้าสู่ระดับดุษฎีบัณฑิต การศึกษายิ่งหยั่งรากลึกลงไปในประวัติศาสตร์กฎหมายและกฎหมายเปรียบเทียบ พร้อมการจัดทำวิทยานิพนธ์ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด การฝึกฝนเช่นนี้มุ่งสร้าง ‘นักคิดทางกฎหมาย’ ผู้สามารถวิเคราะห์ วิพากษ์ และตั้งคำถามต่อโครงสร้างของสังคมผ่านหลักวิชาแห่งเหตุผลอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบ
ชั้นด็อกเตอร์กฎหมาย: จากตัวบทสู่หลักวิชา
จุดสูงสุดของเส้นทางการศึกษากฎหมายของปรีดี คือการศึกษาในชั้น "ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย" (Docteur en Droit) ฝ่ายนิติศาสตร์ ซึ่งผู้ศึกษาต้องผ่านกระบวนการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นใน 3 ภาคส่วนสำคัญ
ในภาคแรกและภาคที่สอง นักศึกษาต้องศึกษาวิชาพงศาวดารกฎหมายโดยละเอียด รวมถึงการแปลและวินิจฉัยบทกฎหมายโรมันอย่างถี่ถ้วน ควบคู่ไปกับการศึกษากฎหมายแพ่งเชิงพิสดาร และกฎหมายเปรียบเทียบสาขาต่างๆ เพื่อสร้างรากฐานทางปัญญาให้มั่นคง
ส่วนภาคสุดท้าย คือบทพิสูจน์ความเป็นนักคิดด้วยการจัดทำวิทยานิพนธ์ (Thèse) ซึ่งต้องได้รับอนุญาตหัวข้อจากศาสตราจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ก่อนจัดพิมพ์ ส่งให้กรรมการตรวจ และเข้าสอบปากเปล่าต่อหน้าคณะกรรมการ เพื่อพิสูจน์ว่างานเขียนชิ้นนั้นเป็นผลจากการตกผลึกทางความคิดและความเข้าใจของผู้เขียนอย่างแท้จริง

ปรีดีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขานิติศาสตร์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ใน พ.ศ. 2469 โดยเสนอวิทยานิพนธ์เรื่อง “Du sort des Sociétés de Personnes en cas de Décès d'un Associé : Étude de droit français et de droit comparé หรือสถานะของห้างหุ้นส่วนในกรณีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย : ศึกษากฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ)”[5][6]
วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความสามารถของนักศึกษากฎหมายชาวสยาม ผู้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษาและระบบคิด จนเข้าใจกฎหมายฝรั่งเศส กฎหมายโรมัน และกฎหมายเปรียบเทียบอย่างแตกฉาน

แม้วิทยานิพนธ์ของปรีดีจะมุ่งศึกษาปัญหากฎหมายหุ้นส่วนตามกฎหมายฝรั่งเศส แต่การวิเคราะห์ของท่านไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายร่วมสมัย ปรีดีย้อนกลับไปตรวจสอบรากฐานของกฎหมายโรมัน ประมวลกฎหมายจัสติเนียน และความเห็นของนักนิติศาสตร์โรมัน เพื่ออธิบายเหตุผลที่กฎหมายฝรั่งเศสกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสิ้นสุดลงเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย[7]
ด้วยความสำเร็จดังกล่าว ปรีดี พนมยงค์ จึงนับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับ “ปริญญาเอกแห่งรัฐ” (doctorat d'état)[8] ในฐานะ “ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย” (docteur en droit)[9] อย่างเต็มภาคภูมิ
Ratio Scripta: เมื่อกฎหมายคือเหตุผล ไม่ใช่อำนาจ
หัวใจทางความคิดประการสำคัญจากการศึกษากฎหมายของปรีดี คือแนวคิด Ratio Scripta ซึ่งอาจนิยามได้ว่า “ระบบเหตุผลที่เป็นลายลักษณ์อักษร” หรือ “หลักวิชาอันเป็นระบบของเหตุผล” ขณะที่ศาสตราจารย์โรแบรต์ แลงกาต์ ถ่ายทอดความหมายไว้อย่างงดงามว่า “คัมภีร์แห่งสติปัญญา”[10]

แนวคิดนี้วางกฎหมายไว้บนฐานของเหตุผล หลักวิชา และความต่อเนื่องทางความคิด กฎหมายในความหมายนี้จึงต้องเป็นหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้ ตรวจสอบได้ และใช้บังคับแก่บุคคลอย่างเสมอภาค พ้นจากคำสั่งหรืออำเภอใจของผู้มีอำนาจ
ในโลกนิติศาสตร์ยุโรป กฎหมายโรมันมีความสำคัญในฐานะรากฐานของวิธีคิดเชิงเหตุผล เป็นมรดกทางปัญญาที่ช่วยยกระดับกฎหมายจากเครื่องมือของอำนาจเฉพาะหน้า ให้กลายเป็นระบบความคิดที่มีหลักวิชาการรองรับอย่างเป็นรูปธรรม
การศึกษาเช่นนี้ทำให้ปรีดีเห็นความแตกต่างระหว่างกฎหมายที่รับใช้อำนาจ กับกฎหมายที่รับใช้ความยุติธรรม สำหรับท่านแล้ว กฎหมายที่แท้ต้องตั้งอยู่บนเหตุผล ความเป็นธรรม และความเสมอภาค หาใช่เจตจำนงส่วนบุคคลหรืออาญาสิทธิ์ของคนใดคนหนึ่ง
ความเข้าใจนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อทัศนะของปรีดีที่มีต่อสังคมไทย ซึ่งในเวลานั้นยังคงอิงอยู่กับวัฒนธรรมแห่งอำนาจและความเคยชินมากกว่าการใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง
ในสายตาของท่าน กฎหมายไม่ใช่เครื่องมือที่แปรเปลี่ยนไปตามความพึงพอใจของบุคคล แต่เป็นระบบเหตุผลที่ต้องรองรับด้วยสติปัญญาและความเป็นธรรม ความเข้าใจนี้เองคือเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาอันล้ำค่าที่ท่านนำกลับมาหว่านโปรยและปลูกฝัง เพื่อเปลี่ยนผ่านสยามจากระบบที่ยึดถืออำนาจเป็นใหญ่ มาสู่การสร้างรัฐไทยสมัยใหม่ ที่ยึดถือหลักแห่งเหตุผลและประโยชน์ของราษฎรเป็นสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดนี้ยังมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทของสยามในขณะนั้น ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตสิทธิสภาพนอกอาณาเขตภายหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398
การรับเอากฎหมายตะวันตกมาใช้จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อกู้คืนเอกราชทางการศาล สำหรับปรีดี ประเด็นสำคัญอยู่ที่สยามจะรับเอา ‘เนื้อหาสาระ’ ของกฎหมายสมัยใหม่ ทั้งหลักเหตุผล ความเสมอภาค และหลักนิติรัฐ มาเป็นฐานรากของสังคมได้เพียงใด
อ่านเพิ่มเติม: นักศึกษากฎหมาย ปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ
จากนักเรียนกฎหมายสู่นักอภิวัฒน์
ในบริบทของรัฐสยาม การส่งนักเรียนไปศึกษากฎหมายในยุโรปมีเป้าหมายเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน คือการเร่งสร้างระบบกฎหมายสมัยใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และธำรงอำนาจอธิปไตยของรัฐมิให้ถูกล่วงละเมิด
เมื่อปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับสู่สยามในทศวรรษ 2470 เส้นทางราชการย่อมเปิดกว้างต่อท่านในฐานะนักเรียนนอกผู้มีความรู้กฎหมายชั้นสูง มีสถานะทางการศึกษาโดดเด่น และมีอนาคตมั่นคงในระบอบเดิม
กระนั้น ปรีดีกลับไม่หยุดอยู่ที่บทบาทข้าราชการผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย ความรู้จากฝรั่งเศสได้กลายเป็นรากฐานทางปัญญาอันล้ำค่า ที่ผลักดันให้ท่านตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจของรัฐว่า หากกฎหมายยังคงสยบยอมอยู่ใต้อาญาอำนาจมากกว่าเหตุผล ความยุติธรรมจะกลายเป็นหลักประกันของราษฎรได้อย่างไร
การอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 จึงควรถูกมองในฐานะความพยายามวางรากฐานใหม่ให้รัฐไทย โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” รัฐต้องอยู่ภายใต้หลักการ และกฎหมายต้องเป็นเครื่องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
การประกาศปฏิญญา "หลัก 6 ประการ" ของคณะราษฎร คือรูปธรรมของการสร้างรัฐไทยสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นเอกราช นิติรัฐ และความเสมอภาค สะท้อนการนำหลักกฎหมายและเหตุผลมาผูกเข้ากับภารกิจทางสังคมและการเมืองอย่างเป็นระบบ

ปรีดีได้ใช้ความรู้ทางกฎหมายและความสามารถทางการทูต ผลักดันทั้งการจัดทำประมวลกฎหมายตามมาตรฐานสากล และการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนสยามสามารถปลดแอกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ฟื้นคืนเอกราชทางการศาล และยืนยันอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติได้สำเร็จ[11] นี่คือชัยชนะสำคัญที่ทำให้สยามก้าวสู่ฐานะรัฐสมัยใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
หลักการเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนและการจำกัดอำนาจรัฐด้วยหลักแห่งเหตุผล ซึ่งเป็นดอกผลที่ผลิบานจากการบ่มเพาะทางนิติศาสตร์และการอุทิศตนของปรีดี พนมยงค์ เพื่อรากฐานที่มั่นคงของสังคมไทยสืบมา
มรดกทางกฎหมายก่อนและหลัง 2475
ก่อนหน้าการอภิวัฒน์ ปรีดี พนมยงค์ ได้ฝากร่องรอยทางปัญญาที่สำคัญไว้ในนิตยสาร “บทบัณฑิตย์” ระหว่าง พ.ศ. 2469 ถึง 2474 งานเขียนหลายชิ้นสะท้อนถึงทัศนะที่ก้าวไกลและเป็นสากล อาทิ
“บทความว่าด้วยการเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศส”, “ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส”, “กฎหมายปกครองในประเทศฝรั่งเศส”, “ฐานะของชาวรัสเซียผู้ถูกถอนสัญชาติ” ตลอดจน “สิทธิของรัฐในทรัพย์มรดกตามกฎหมายโซเวียต”[12]
ผลงานเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานว่า ในทัศนะของปรีดี นิติศาสตร์สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับองคาพยพของรัฐ เศรษฐกิจ สังคม และระบบการเมืองระหว่างประเทศ
ภายหลังความสำเร็จในการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ความคิดทางกฎหมายของท่านได้แปรเปลี่ยนสู่การวางรากฐานและสถาปนาสถาบันอย่างเปี่ยมอุดมการณ์ โดยเฉพาะการก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรได้เข้าถึงการศึกษาด้านกฎหมาย การเมือง และการปกครอง อันเป็นรากฐานสำคัญของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
บทสรุป
เส้นทางกฎหมายของปรีดี พนมยงค์ สอนให้เราตระหนักว่า การเรียนกฎหมายในความหมายของปรีดี คือการฝึกคิดอย่างมีเหตุผล การเข้าใจความหมายของความยุติธรรม และการนำความรู้นั้นกลับมารับใช้สังคม
จากนักศึกษากฎหมายในฝรั่งเศส สู่ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานประชาธิปไตยไทย ปรีดีได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “วิชาความรู้” จะมีคุณค่าที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบต่อราษฎร ดังนั้น ‘วันปรีดี’ จึงควรเป็นวันที่เราถามตนเองอย่างซื่อตรงว่า กฎหมายในสังคมไทยวันนี้ยังตั้งอยู่บนหลักแห่งเหตุผล ความเสมอภาค และความเป็นธรรมหรือไม่
ในฐานะนักกฎหมาย ผู้เรียน ผู้สอน หรือพลเมืองทั่วไป เราได้ใช้ความรู้ของตน เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนร่วมชาติอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง? กฎหมายที่มีเพียง ‘รูปแบบ’ อันทันสมัย โดยขาด ‘จิตวิญญาณ’ แห่งเหตุผลและความเป็นธรรม ย่อมทำให้สังคมไทยยังวนเวียนอยู่กับภาวะ ‘ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา’ ต่อไปอย่างไม่รู้จบ


เชิงอรรถ :
[1] ปรีดี พนมยงค์, “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ เรียบเรียงตามกฎประธานาธิบดีและกฎเสนาบดี,” บทบัณฑิตย์ เล่ม 4 ตอนที่ 11 (มิถุนายน 2469), อ้างใน สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ปรีดี พนมยงค์ กับประวัติความคิดทางกฎหมาย: การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ,” เผยแพร่ 24 มกราคม 2568.
[2] “ดีกรีของแผ่นดิน” (diplôme d'État): หมายถึง ปริญญาหรือประกาศนียบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลาง (ผ่านกระทรวงที่รับผิดชอบ) ซึ่งมีมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพระดับชาติเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย ต่างจาก “ดีกรีของมหาวิทยาลัย” (diplôme d'université) ที่เป็นวุฒิเฉพาะของสถาบันนั้นๆ ทั้งนี้ diplôme d'État มีความสำคัญยิ่งในวิชาชีพควบคุม เนื่องจากเป็นวุฒิการศึกษาที่กฎหมายรับรองให้สามารถประกอบวิชาชีพชั้นสูง เช่น ทนายความ ผู้พิพากษา หรือศัลยแพทย์ ในประเทศฝรั่งเศสได้
[3] ปรีดี พนมยงค์, “การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ เรียบเรียงตามกฎประธานาธิบดีและกฎเสนาบดี,” บทบัณฑิตย์ เล่ม 4 ตอนที่ 11 (มิถุนายน 2469). บทความดังกล่าวอธิบายว่า ฝรั่งเศสมีมหาวิทยาลัย 17 แห่งที่รับสอนวิชากฎหมาย อยู่ภายใต้หลักสูตรที่รัฐกำหนดหรืออนุญาตให้สอน และแบ่งการศึกษาออกเป็นการเรียนเพื่อรับ “ดีกรีของแผ่นดิน” กับการเรียนเพื่อรับประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัย.
[4] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, “นักศึกษากฎหมาย ปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 เมษายน 2569
[5] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, “นักศึกษากฎหมาย ปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 เมษายน 2569.
[6] วิทยานิพนธ์ของปรีดี: สถานะของห้างหุ้นส่วนในกรณีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย: ศึกษากฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ (ชื่อดั้งเดิม: Le sort des sociétés de personnes en cas de décès d'un associé: Étude de droit français et de droit comparé) เป็นวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตที่ยื่นต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส (Université de Paris) ในปี พ.ศ. 2469 ผลงานชิ้นนี้ได้รับคำชมเชยในระดับ “ดีมาก” (Très Bien) และเป็นรากฐานทางปัญญาสำคัญในการยกร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยในเวลาต่อมา
[7] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, “นักศึกษากฎหมาย ปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 เมษายน 2569. บทความดังกล่าวอธิบายว่า ในการวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของปรีดี พนมยงค์ จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณารากฐานกฎหมายโรมัน โดยเฉพาะประมวลกฎหมายจัสติเนียนและความเห็นของนักนิติศาสตร์โรมัน เช่น Ulpian, Modestinus และ Paulus เนื่องจากกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทของฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมันอย่างสำคัญ.
[8] ปริญญาเอกแห่งรัฐ (doctorat d'état) เป็นปริญญาระดับสูงสุดในระบบการศึกษาฝรั่งเศสสมัยนั้น ซึ่งมีความเข้มงวดและมาตรฐานสูงกว่าปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย (doctorat d'université) ที่มักมอบให้แก่นักศึกษาต่างชาติ ผู้ที่ได้รับปริญญาแห่งรัฐจะมีสิทธิในการสอบเพื่อดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐได้
[9] Phanomyong, Pridi. Le sort des sociétés de personnes en cas de décès d’un associé: Étude de droit français et de droit comparé. Thèse pour le doctorat en droit, Université de Paris, 1926.
[10] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, “นักศึกษากฎหมาย ปรีดี พนมยงค์ กับ ratio scripta และข้อสังเกตบางประการ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 23 เมษายน 2569.
[11] ไสว สุทธิพิทักษ์, ดร.ปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์, 2493.
[12] ดู สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ปรีดี พนมยงค์ กับประวัติความคิดทางกฎหมาย: การเรียนกฎหมายในประเทศฝรั่งเศสโดยย่อ,” 24 มกราคม 2568. บทนำของชุดบทความนี้รวบรวมงานเขียนทางกฎหมายของปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ใน บทบัณฑิตย์ ระหว่าง พ.ศ. 2469-2474 จำนวน 5 เรื่อง.