อิหร่านกำลังได้รับความสนใจจากชาวโลกอย่างล้นหลามอีกครั้ง ภายหลังเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) ซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ฉากบุกโจมตีประเทศแห่งนี้อย่างหนักหน่วง โดยมุ่งเน้นเป้าหมายไปยังการทำลายศูนย์กลางอำนาจและกลุ่มของผู้นำแห่งรัฐ ท้ายสุดผลปฏิบัติการด้วยขีปนาวุธทางอากาศได้ส่งผลให้ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และบุคคลระดับนำอีกหลายรายถึงกับต้องสูญสิ้นชีวิตลง มิหนำซ้ำ สถานการณ์สงครามก็ทบทวีความดุเดือดและรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วทั้งโลก
จากกรณีที่อิหร่านตกเป็นเป้าโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล รวมถึงบรรยากาศสมรภูมิที่ลุกลามไปทั่วคาบสมุทรอาหรับและดินแดนตะวันออกกลาง นั่นจึงทำให้ผมหวนระลึกเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง นายปรีดี พนมยงค์ กับอิหร่านขึ้นมาได้ อีกทั้งยังครุ่นคิดว่าควรเหลือเกินที่จะนำเสนอสู่สายตาคุณผู้อ่านด้วย
ความสนใจของ นายปรีดี ที่มีต่อดินแดนที่เราเรียกขานกันว่าประเทศอิหร่านในปัจจุบันน่าจะเริ่มปรากฏมาตั้งแต่ครั้งที่เขายังเป็นคนหนุ่มเลยทีเดียว ดังในช่วงทศวรรษ 2460 ซึ่งเป็นช่วงที่ นายปรีดี ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนกฎหมายสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่เมืองไทย รวมถึงได้เดินทางไปเป็นนักเรียนกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น เขาหมั่นคอยติดตามเรื่องราวที่รัฐบาลเปอร์เซียได้จ้างที่ปรึกษาชาวอเมริกันโดยคาดหวังว่าที่ปรึกษาผู้นี้จะช่วยเจรจากับรัฐบาลอเมริกันเพื่อผลประโยชน์ของดินแดนเปอร์เซียได้ แต่กระนั้น นายปรีดี ก็ทราบดีถึงการที่ พระยากัลยาณไมตรี หรือ ฟรานซิส บี. แซร์ (Francis B. Sayre) ที่ปรึกษาชาวอเมริกันของรัฐบาลสยามเคยกราบทูลต่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่าที่ปรึกษาชาวอเมริกันไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลอเมริกัน จึงไม่สามารถโน้มน้าวให้รัฐบาลอเมริกันกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดได้ ฉะนั้น ข้อตกลงต่างๆในระหว่างสองประเทศ รัฐบาลทั้งสองจะต้องดำเนินการเจรจากันเอง พระยากัลยาณไมตรี ยังยกตัวอย่างกรณีของรัฐบาลเปอร์เซียช่วงทศวรรษ 1910 ซึ่งเข้าใจผิดว่าที่ปรึกษาชาวอเมริกันจะบีบบังคับรัฐบาลอเมริกันเพื่อช่วยเหลือพวกตนได้
แท้จริงแล้ว “อิหร่าน” (Iran) เป็นคำโบราณที่มีมาแต่ดั้งเดิมและได้ปรากฏในวัฒนธรรมของดินแดนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน เพียงแต่การถูกเรียกขานว่า “เปอร์เซีย” (Persia) นั้น เป็นการเรียกตามตำนานของชาวกรีก จวบจนกระทั่ง พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี (Reza Shah Pahlavi) ซึ่งเดิมทีเป็นนายทหารนามว่า เรซา ข่าน และสามารถนำกองกำลังโค่นล้มราชบัลลังก์ของ พระเจ้าอะห์หมัด ชาห์ กอญัร (Ahmad Shah Qajar) กษัตริย์แห่งราชวงศ์เดิมที่ปกครองจักรวรรดิเปอร์เซียได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1921 (ตรงกับ พ.ศ. 2464) แม้ตอนแรก เรซา ข่าน (Reza Khan) จะรับตำแหน่งแค่เพียงรัฐมนตรีที่ดูแลด้านการทหาร แต่เมื่อเล็งเห็นว่า พระเจ้าอะห์หมัด ชาห์ ซึ่งเดินทางไปประทับในทวีปยุโรปแสดงทีท่าจะไม่หวนคืนบ้านเกิดเมืองนอนอีกแล้ว เขาจึงเถลิงอำนาจขึ้นเป็นกษัตริย์เสียเองพร้อมสถาปนาราชวงศ์ปาห์ลาวีขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1925 (ตรงกับ พ.ศ. 2468) ครั้นต่อมาในปี ค.ศ. 1934 (ตรงกับ พ.ศ. 2477) พระเจ้าชาห์ เรซา ก็เปลี่ยนนามของดินแดนแห่งนี้จาก “เปอร์เซีย” มาเป็น “อิหร่าน” รวมถึงดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นไปแบบชาติตะวันตก โดยเฉพาะการมุ่งลดอำนาจของฝ่ายศาสนา และยกเลิกการใช้กฎหมายของศาสนาอิสลาม
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านตลอดช่วงทศวรรษ 1920 เรื่อยมาถึงทศวรรษ 1930 นั้นย่อมจะเป็นที่จับตามองจาก นายปรีดี ผู้ค่อยๆเติบโตจากนักเรียนกฎหมายหนุ่มในประเทศฝรั่งเศสจวบจนกลายมาเป็นมันสมองของคณะราษฎร ซึ่งเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1932 (ตรงกับ พ.ศ. 2475) อีกทั้งเมื่อ นายปรีดี มีบทบาทเป็นหนึ่งในรัฐบาลคณะราษฎร ทั้งที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในสมัยรัฐบาลที่ พระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็คงต้องหมั่นคอยติดตามความเป็นไปในดินแดนอิหร่านอยู่เนืองๆ
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) อิหร่านได้ถูกกองทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรบุกเข้ายึดครองดินแดน สืบเนื่องจากอิหร่านถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเยอรมนี โดยกองทัพอังกฤษได้บุกยึดพื้นที่ทางตอนใต้ ขณะกองทัพรัสเซียได้เข้ายึดพื้นที่ทางตอนเหนือ
พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ยังถูกชาติตะวันตกบีบบังคับให้สละราชสมบัติ และให้พระราชโอรสขึ้นครองราชย์แทน นั่นคือ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Shah Pahlavi) โดยเริ่มครองบัลลังก์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 (ตรงกับ พ.ศ. 2484) พระองค์ได้ดำเนินนโยบายนำพาอิหร่านไปสู่ความเจริญตามแบบโลกตะวันตก และประคับประคองความสัมพันธ์กับมหาอำนาจชาติตะวันตกเรื่อยมา
ทางด้านเมืองไทยนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงเมื่อกลางปี พ.ศ. 2488 แล้ว ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2489 นายปรีดี ก็มีเหตุให้ต้องมีบทบาทเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศอิหร่าน แต่บุคคลผู้นี้เป็นชาวจีน

พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
ที่มา : www.pahlavi.org
สืบเนื่องจากในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2488 ทางอุปทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ได้แจ้งมายังรัฐบาลไทยว่า รัฐบาลจีนต้องการจะส่งผู้แทนมายังประเทศไทยพร้อมด้วยเลขานุการสองคน โดยจะส่ง หลี่เที๊ยะเจิง (Li Tieh-tseng) เอกอัครราชทูตจีนจากประเทศอิหร่านมาเป็นผู้แทนทางราชการเพื่อสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ตอนแรก ทางรัฐบาลอังกฤษทักท้วงเพราะไม่ต้องการให้จีนเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยก่อนหน้าที่จะมีการตกลงระหว่างอังกฤษกับไทย ทว่าพอปลายเดือนธันวาคมปีเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษก็ยินยอมให้ หลี่เที๊ยะเจิง เดินทางมาประเทศไทย แต่วางเงื่อนไขว่าจะต้องรั้งรอการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยจนกว่าทางรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลอเมริกันพร้อมจะฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย
ในที่สุด หลี่เที๊ยะเจิง ก็เดินทางมาถึงเมืองไทยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2489 โดยทางรัฐบาลไทยซึ่งขณะนั้นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้ลงนามร่วมกับเอกอัครราชทูตจีนจากประเทศอิหร่าน ในสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนเมื่อวันที่ 23 มกราคมปีนั้น โดยมีข้อตกลงจะเริ่มใช้สนธิสัญญานี้ตั้งแต่วันที่ทำการแลกเปลี่ยนสัตยาบันกัน
อย่างไรก็ดี นายปรีดี ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2489 ขณะที่สัตยาบันของทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายรัฐบาลจีนได้มีการแลกเปลี่ยนกัน ณ เมืองจุงกิง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1946 (ตรงกับ พ.ศ. 2489) จึงถือว่าสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐจีนจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ นายปรีดี ในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการประกาศใช้สนธิสัญญาเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2489
หลี่เที๊ยะเจิง นับเป็นตัวแทนรัฐบาลจีนที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอิหร่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 (ตรงกับ พ.ศ. 2480) โดยรับบทบาทดูแลทั้งกรุงเตหะรานที่อิหร่านและกรุงแบกแดดที่อิรัก กระทั่งในปี ค.ศ. 1942 (ตรงกับ พ.ศ. 2485) จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศอิหร่าน กระทั่งต่อมาในปี ค.ศ. 1946 (ตรงกับ พ.ศ. 2489) เขาจึงได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลจีนมาทำสนธิสัญญากับไทย จวบจนในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน หลี่เที๊ยะเจิง ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยและดำรงตำแหน่งไปจนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1948 (ตรงกับ พ.ศ. 2491)
ล่วงมาถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 ได้เกิดเหตุการณ์สวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 นายปรีดี ตกเป็นเป้าในการกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ จนนำไปสู่การที่เขาต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน แม้จะได้รับเลือกกลับเข้ามาใหม่ แต่เขาก็ต้องลาออกอีกหนในเดือนสิงหาคม
หลังจากนั้น แม้ นายปรีดี จะลดบทบาททางการเมืองลง หากเขาก็ได้รับเชิญจากรัฐบาลหลายประเทศให้ไปเยี่ยมเยือน เริ่มจากในเดือนกันยายน พ.ศ. 2489 หลี่เที๊ยะเจิง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้นําหนังสือเชิญจากประธานาธิบดี เจียงไคเช็ค (Chiang Kai-Shek) มามอบให้เพื่อเชิญให้ไปเยือนประเทศจีนในฐานะแขกของรัฐบาล แล้วต่อมาก็มีหนังสือเชิญจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั้งฟิลิปปินส์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และหลายประเทศในยุโรป รัฐบาลขณะนั้นที่มี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ นายปรีดี ตอบรับคําเชิญ เพื่อที่จะได้เดินทางไปขอร้องให้สมาชิกถาวรที่สําคัญของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติด้วย
นายปรีดี ออกเดินทางจากเมืองไทยช่วงราวๆปลายเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2489 โดยปฏิบัติภารกิจในนามทูตสันถวไมตรีและผู้แทนของรัฐบาลไทยในหลายประเทศเป็นเวลานานเกือบสามเดือนครึ่ง เริ่มต้นจากไปเยือนประเทศจีนเป็นแห่งแรก แล้วก็เดินทางไปฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และนอรเวย์ รวมทั้งสิ้น 9 ประเทศ
อันที่จริง ในการเดินทางครั้งดังกล่าว นายปรีดี ยังได้รับเชิญจากรัฐบาลอิหร่านให้ไปเยือนประเทศด้วย แต่ก็มีเหตุให้เขาต้องปฏิเสธคำเชิญนั้นเพราะสุขภาพร่างกายเริ่มทรุดโทรม โดย นายปรีดี เดินทางกลับถึงเมืองไทยเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 กุหลาบ สายประดิษฐ์ เล่าถึงเรื่องนี้ผ่านบทความชื่อ “รัฐบุรุษอาวุโสกลับคืนสู่มาตุภูมิ” ความว่า
“แม้ว่าต้องตรากตรำต่อการปฏิบัติหน้าที่และการเดินทางไกล และทั้งที่กำลังป่วยอยู่ นับแต่ชั่วโมงแรกที่มาถึง นายปรีดีก็แทบจะมิได้ประสพการพักผ่อนเลย ในค่ำวันที่มาถึง นายปรีดีได้ตรงไปกราบศพท่านเชษฐบุรุษผู้เปนหัวหน้าของท่าน และอยู่เป็นเพื่อนศพ ๒ ชั่วโมง ในวันรุ่งขึ้นก็ต้อนรับการเยี่ยมของญาติมิตร และในบ่ายวันเดียวกันนั้นก็ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เปนเวลาชั่วโมงครึ่ง
สีหน้าปรีดีแช่มชื่นและแสดงถึงจิตต์ใจผ่องแผ้วก็จริง แต่สีหน้านั้นเอง ก็แสดงความอิดโรยกำลังด้วยในขณะเดียวกัน นายปรีดีได้กล่าวให้ที่ประชุมหนังสือพิมพ์ฟังว่า การเดินทางไปจำเริญสัมพันธไมตรีกับบรรดามิตรประเทศแทบทั่วโลกนั้น ทำให้ต้องอยู่ในกำหนดการต้อนรับอันหนักอึ้ง ประกอบกับอากาศหนาวจัดทำให้สุขภาพเสื่อมลงจนกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ทำการ จึงต้องงดการเดินทางเพื่อรับการพยาบาล และจำต้องปฏิเสธด้วยความเสียใจยิ่งต่อคำเชิญของรัฐบาลอีก ๕ ประเทศ มีรัสเซีย อินเดีย อิหร่าน อียิปต์ และพม่า”
ครั้นเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2490 ซึ่งกลุ่มทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยคือรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ตั้งแต่กลางดึกวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจนเช้าวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบเผด็จการอันเลวร้ายในเมืองไทย ส่งผลให้ นายปรีดี ต้องลี้ภัยทางการเมืองไประหกระเหินในต่างประเทศ แม้เขาจะพยายามกลับมาต่อสู้ทวงคืนประชาธิปไตยมาจากรัฐบาลเผด็จการทหารในนาม “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์” เมื่อปี พ.ศ. 2492 แต่ต้องประสบความพ่ายแพ้ในนายปรีดี จึงแทบจะหมดสิ้นบทบาททางการเมือง ต้องระหกระเหินลี้ภัยในต่างแดน มิหนำซ้ำ ยังถูกประโคมโจมตีให้กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวไทยอยู่เสมอๆ
ทางด้านประเทศอิหร่าน ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1951 (ตรงกับ พ.ศ. 2494) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ชาวอิหร่านจำนวนมากมีแนวคิดชาตินิยม ผู้นำขบวนการชาตินิยมคนสำคัญก็คือ โมฮัมหมัด โมซัดเดก (Mohammad Mosaddegh) ซึ่งเมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว โมซัดเดก ได้เข้ายึดกิจการน้ำมันของอังกฤษคือบริษัทน้ำมันแองโกล-อิหร่านกลับมาเป็นของรัฐบาลอิหร่าน สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอังกฤษอย่างมาก แต่รัฐบาลอิหร่านก็ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอังกฤษอีก รัฐบาลอังกฤษชวนให้สหรัฐอเมริการ่วมต่อต้านอิหร่าน ขณะเดียวกันชาติตะวันตกต่างๆก็ตอบโต้ด้วยการไม่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ส่งผลให้เศรษฐกิจของอิหร่านเผชิญกับปัญหา
ในปี ค.ศ. 1953 (ตรงกับ พ.ศ. 2496) ประธานาธิบดี ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) แห่งสหรัฐอเมริกาได้มอบหมายให้สำนักงานข่าวกรองกลางหรือซึไอเอ (CIA) ปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลของ โมซัดเดก เพื่อที่ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งชาติตะวันตกสนับสนุนจะได้กลับมาครองอำนาจเต็มอีกครั้ง เพราะเกรงว่าแหล่งน้ำมันของอิหร่านจะตกไปเป็นของทางฝ่ายสหภาพโซเวียต โดยในช่วงเวลานั้น พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา และราชินีได้เสด็จออกไปประทับนอกประเทศอิหร่าน
ด้วยการปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาที่นำโดยหัวหน้าภารกิจอย่าง เคอร์มิต รูสเวลต์ จูเนียร์ (Kermit Roosevelt, Jr.) ในที่สุดรัฐบาลชาตินิยมของ โมซัดเดก ก็ถูกโค่นล้มได้สำเร็จ ทั้ง นายกรัฐมนตรีคือ โมซัดเดก และคณะรัฐบาลถูกจับกุมในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1953 และได้รับการตัดสินให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา เดินทางกลับมายังกรุงเตหะรานและครองอำนาจอีกครั้ง โดยได้รับสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความช่วยเหลือทางด้านการทหาร จนส่งผลให้อิหร่านกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจทางทหารมากที่สุดในดินแดนตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน อิหร่านก็กลับมาเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับอังกฤษ และดำเนินนโยบายแบบนิยมแนวทางของโลกตะวันตกมากขึ้น
ล่วงมาถึงปี ค.ศ.1963 (ตรงกับ พ.ศ.2506) พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ได้พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวหน้าตามแบบของโลกตะวันตก โดยเริ่มการปฏิวัติจากเบื้องบนคือตัวพระองค์เองที่เรียกกันว่า “ปฏิวัติขาว” (White Revolution) ทั้งการปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาชนบท การปฏิรูปการเมือง การมุ่งเน้นด้านการศึกษา และการให้สิทธิแก่สตรีในด้านต่างๆรวมถึงการเลือกตั้ง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี ได้มีการประท้วงการปฏิรูปที่ดินของพระเจ้าชาห์เพราะมองว่าพระองค์ไม่ได้มีความจริงใจ และการปฏิรูปนี้ยังทำให้คนใกล้ชิดของพระองค์เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากที่ดินเสียมากกว่าประชาชน มิหนำซ้ำ ผู้ประท้วงการปฏิรูปที่ดินยังต้องเสียชีวิตไปจำนวนหลายรายจากการปราบปรามของรัฐบาล
แม้ในช่วงแรกๆของการ “ปฏิวัติขาว” จะเป็นที่ยอมรับจากประชาชนชาวอิหร่านเพราะมองว่าทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า แต่การพัฒนาตามแบบตะวันตกทำให้สิ่งต่างๆที่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลามหลั่งไหลเข้ามาภายในประเทศ ทางฝ่ายศาสนาและฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงไม่พอใจนโยบายเหล่านี้
ครั้นการ “ปฏิวัติขาว” ไม่ประสบผลสำเร็จ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา จึงหันมาใช้อำนาจแบบเผด็จการมากขึ้น เพราะประชาชนชาวอิหร่านเริ่มต่อต้านพระองค์ เนื่องจากมองว่าผลประโยชน์ต่างๆจากการพัฒนาประเทศตกอยู่ในมือของชนชั้นนำผู้มั่งคั่งเพียงไม่กี่ตระกูล ขณะที่ประชาชนต้องลำบากยากเข็ญ พระเจ้าชาห์เองกลับร่ำรวยจากการทำธุรกิจและประกอบกิจการอุตสาหกรรมกับบริษัทต่างชาติ
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ได้จัดตั้งหน่วยตำรวจลับที่เรียกว่า “ซาวัก” (SAVAK) เพื่อปฏิบัติทำหน้าที่คอยสอดส่องและจับกุมผู้ต่อต้านพระองค์ ทว่าประชาชนกลับยิ่งเคลื่อนไหวต่อต้านพระองค์มากยิ่งขึ้น และมีปรากฏการณ์ประท้วงต่างๆ ทางรัฐบาลได้ปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอยู่เนืองๆ พร้อมอ้างว่าความไม่สงบเกิดขึ้นโดยกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาเป็นผู้ก่อเหตุ ดังที่ได้มีการเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลของพระเจ้าชาห์อยู่ซ้ำบ่อย โดยบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทโดดเด่นก็คือ อยาตุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) นักคิดและครูสอนศาสนาระดับนำของชาวมุสลิมชีอะห์คนสำคัญ

อยาตุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี
ที่มา : Ali Kaveh
โคมัยนี ถือกำเนิดในวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1900 (เขาเกิดหลัง นายปรีดี เพียงหกวัน) ที่เมืองโคมัยน์ (Khomeyn) ในจังหวัดมาร์กาซี (Markazi) ทางตอนกลางของประเทศอิหร่าน เขาเริ่มศึกษาด้านศาสนาที่เมืองกุม (Qum) ตั้งแต่วัยรุ่น และกลายเป็นนักการศาสนาชั้นนำที่เรียกว่า “อยาตุลเลาะห์” มาตั้งแต่ในทศวรรษ 1920
โคมัยนี เริ่มแสดงบทบาทในการต่อต้าน พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา มาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงการปฏิรูปที่ดิน หรือการประท้วงนโยบายที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นรัฐอุตสาหกรรมและมีความทันสมัยตามแบบตะวันตก หรือการปฏิรูปทางสังคมและศาสนาที่เรียกว่า “ปฏิวัติขาว” เพราะ โคมัยนี มองว่าการปฏิรูปดังกล่าวเป็นการทำลายหลักการของศาสนาอิสลาม รวมถึงทำลายรากฐานครอบครัวและสังคมแบบเดิมของอิหร่าน ไม่เพียงเท่านั้น โคมัยนี ยังวิจารณ์ว่าพระเจ้าชาห์ยอมเป็นหุ่นเชิดของสหรัฐอเมริกาเพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางการเงินและการทหาร ทำให้อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ไร้ศักดิ์ศรี ผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติที่ชาวอิหร่านควรจะได้รับ พระเจ้าชาห์กลับไปยกให้ชาวต่างชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการยกน้ำมันให้สหรัฐอเมริกา ยกก๊าซให้กับสหภาพโซเวียต และยกป่าไม้รวมถึงทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ให้กับอังกฤษ ขณะที่ประชาชนชาวอิหร่านต้องจำทนอยู่อย่างยากลำบาก
โคมัยนี เริ่มต้นคัดค้านพระเจ้าชาห์ในปี ค.ศ. 1962 (ตรงกับ พ.ศ. 2505) เมื่อพระองค์ประกาศยกเลิกการใช้คัมภีร์อัลกุรอานในการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น โคมัยนี จึงส่งโทรเลขไปถึงพระเจ้าชาห์และนายกรัฐมนตรีเพื่อท้วงติงว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายอิสลาม ล่วงมาถึงปี ค.ศ. 1963 (ตรงกับ พ.ศ. 2506) เมื่อพระเจ้าชาห์ปฏิรูปประเทศตามแบบตะวันตก โคมัยนี ได้กล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพระองค์อยู่บ่อยหน คราวหนึ่งพระเจ้าชาห์ได้เสด็จไปเยือนเมืองกุมและปราศรัยโจมตีนักการศาสนาอย่างรุนแรง ในคราวนั้นยังได้เกิดเหตุที่ทหารยิงนักเรียนด้านศาสนาซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ โคมัยนี จนเสียชีวิตไปหลายราย
จนกระทั่งต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1963 โคมัยนี ถูกจับกุมโดยหน่วยรักษาความปลอดภัยของพระเจ้าชาห์และถูกนำไปคุมขังในเรือนจำที่กรุงเตหะราน เนื่องจากเขาได้กล่าวปราศรัยที่เมืองกุมในช่วงเดือนมูฮารัมโจมตีว่าพระเจ้าชาห์คือทรราช และถ้ายังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง วันหนึ่งก็จะต้องเดินทางออกนอกประเทศ
การจับกุม โคมัยนี สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนชาวอิหร่านอย่างมากจนพากันออกมาเดินขบวนประท้วงและเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการศาสนาชราผู้นี้กันเต็มไปหมดในถนนทุกสาย ทางรัฐบาลได้ใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงถึงขั้นนองเลือด นั่นยิ่งทำให้ โคมัยนี กลายเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ จนในที่สุดพระเจ้าชาห์ต้องสั่งให้ปล่อยตัวเขาออกจากคุกในช่วงต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1964
อย่างไรก็ดี ต่อมาพระเจ้าชาห์ตัดสินใจเนรเทศ โคมัยนี ออกนอกประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 (ตรงกับ พ.ศ. 2507) เพื่อหวังว่าจะลดความนิยมในตัวนักการศาสนาชราผู้นี้ให้จางหายไป โคมัยนี ถูกส่งตัวไปอยู่ที่กรุงอังการา (Ankara) ประเทศตุรกี ก่อนจะย้ายไปยังเมืองบูร์ซา (Burza)
ที่ตุรกีนั้น โคมัยนี เผชิญอุปสรรคในการแต่งกายเป็นนักการศาสนา เขาจึงขอเดินทางย้ายไปอยู่ที่เมืองนาจาฟ (Najaf) อันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมชีอะห์ที่ตั้งอยู่ในประเทศอิรัก ซึ่งทำให้เขาสามารถเผยแพร่แนวความคิดด้านศาสนาที่เชื่อมโยงกับการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศอิหร่านได้มากขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้ว่า โคมัยนี จะต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปีแล้ว แต่สถานการณ์ในอิหร่านก็ยังเต็มไปด้วยความไม่สงบ ยิ่งช่วงปลายทศวรรษ 1970 พระเจ้าชาห์ไม่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เกิดการจลาจล การประท้วง และการเดินขบวนครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ขณะที่ โคมัยนี ก็เรียกร้องให้ชาวมุสลิมทั่วโลกสนใจการประท้วงของชาวอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ค.ศ. 1978 (ตรงกับ พ.ศ. 2521) ที่มีการออกมาเดินขบวนประท้วงของประชาชนในหลายเมือง ขณะที่ทหารก็นำกำลังมาปราบปรามอย่างรุนแรงและนำรถถังออกมาวิ่งตามถนนเพื่อยุติการประท้วงอยู่บ่อยๆ ทำให้มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก
ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ได้เกิดเหตุไฟไหม้โรงภาพยนตร์ในเมืองอาบาดาน (Abadan) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 400 กว่าคน ประชาชนชาวอิหร่านต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบ แต่พระเจ้าชาห์กลับประนามว่าเป็นฝีมือของนักการศาสนาความรุนแรง จึงทำให้นักการศาสนาและประชาชนออกมาเดินขบวนนับแสนคนในกรุงเตหะรานพร้อมกับเรียกร้องให้ โคมัยนี เดินทางกลับประเทศอิหร่าน
ล่วงมาถึงต้นเดือนกันยายน พระเจ้าชาห์ได้ประกาศกฎอัยการศึกห้ามประชาชนเดินขบวนประท้วงแล้วห้ามออกจากเคหสถานในเวลากลางคืน แต่ประชาชนก็ยังคงประท้วง แม้จะถูกปราบปรามจนเสียชีวิตส่วนมากก็ตาม โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วันศุกร์ทมิฬ” (Black Friday) อันเป็นวันที่ประชาชนออกมาละหมาดร่วมกันพอดี แต่กลับต้องมาสูญเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ประชาชนเกลียดชังพระเจ้าชาห์มากขึ้นจนพระองค์ตัดสินใจห้ามใช้กฎอัยการศึกทั้งๆที่ยังไม่ประกาศยกเลิกกฎหมายพิเศษนี้ แต่กระนั้น ประชาชนก็ยังออกมาเดินขบวนประท้วงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พวกทหารก็เริ่มสะเทือนใจและเริ่มไม่ยอมใช้กำลังปราบปรามประชาชน
ในเดือนตุลาคมปีนั้นยังมีการนัดหยุดงานเพื่อประท้วงรัฐบาล พระเจ้าชาห์พยายามแก้ปัญหาด้วยการประกาศจะขึ้นค่าแรง แต่ก็ไม่เป็นผล พระองค์จึงตั้งใจที่จะลดอิทธิพลของ โคมัยนี ลงอีก โดยได้ร้องขอให้ ซัดดัม ฮุสเซน (Suddam Hussain) ผู้นำแห่งอิรักขณะนั้นเนรเทศ โคมัยนี ออกไปจากเมืองนาจาฟ
โคมัยนี ตัดสินใจเดินทางลี้ภัยไปพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นประเทศในยุโรปที่ชาวอิหร่านไม่ต้องขอวีซ่า เขาเดินทางไปถึงฝรั่งเศสในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1978 ที่นั่น โคมัยนี มีอิสระในการสื่อสารกับโลกอย่างกว้างขวางมากขึ้น และยิ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
โคมัยนี ได้เช่าบ้านพักหลังหนึ่ง นั่นคือบ้านเลขที่ 67 ถนนเชฟรูส (Route de Chevreuse) ในหมู่บ้านเนอเฟลอ-เลอ-ชาโตว์ (Neauphle-le-Château) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกนอกกรุงปารีส ห่างจากพระราชวังแวร์ซายส์เพียงแค่ 12 ไมล์
ผมใคร่จะเสริมข้อมูลน่ารู้อีกด้วยว่า สถานพำนักของ โคมัยนี ยังตั้งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับที่ มาร์เกอริต ดูราส (Marguerite Duras) ยอดนักประพันธ์สตรีชาวฝรั่งเศสซื้อบ้านไว้ ซึ่ง ดูราส เคยบอกว่าเป็นบ้านหลังที่ตนพักอาศัยอยู่นานที่สุด เธอซื้อบ้านหลังนี้ช่วงประมาณ ค.ศ. 1958 หรือก่อนหน้าที่ โคมัยนี จะมาเช่าบ้านในหมู่บ้านถึง 20 ปีเลย ดูราส ประพันธ์นวนิยายหลายเรื่องที่บ้านหลังนี้ และยังใช้บ้านเป็นโลเคชั่นในการถ่ายภาพยนตร์ที่เธอสร้างขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 1970
ณ บ้านเลขที่ 67 ในหมู่บ้านเนอเฟลอ-เลอ-ชาโตว์ โคมัยนี สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติอิสลามได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เขาเปิดโอกาสให้สื่อต่างประเทศในฝรั่งเศสเข้าพบเนืองๆ ส่งผลให้ถ้อยคำของ โคมัยนี ยิ่งได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างขวาง ผู้สนับสนุน โคมัยนี ยังจัดทำเทปคาสเซ็ทบันทึกเสียงคำพูดของเขาแล้วนำไปแจกจ่าย จนเทปคาสเซ็ทนี้เองที่กลายเป็นเครื่องมือรวมพลังในการต่อต้าน พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา เพราะถึงแม้รัฐบาลอิหร่านจะควบคุมวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติได้สำเร็จ แต่เทปคาสเซ็ทที่อัดเสียงคำปราศรัยของ โคมัยนี จากฝรั่งเศส แล้วทยอยส่งกลับมาให้ผู้สนับสนุนในอิหร่านลักลอบก๊อปปี้แล้วกระจายไปตามมัสยิดต่างๆทั่วทั้งประเทศ ได้ปลุกเร้าให้ชาวมุสลิมชีอะห์เกิดความตื่นตัวที่จะล้มล้างระบอบของพระเจ้าชาห์ลงในเร็ววัน
โคมัยนี ยังเทศนาให้ผู้ประท้วงชาวอิหร่านอาศัยการดื้อแพ่งแทนการใช้อาวุธ ไมว่าจะเป็นการนัดหยุดงานประท้วงจนส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก อีกทั้งเมื่อกองทัพใช้กำลังปราบปรามและลั่นกระสุนยิงใส่ฝูงชน ก็ให้ประชาชนนำดอกกุหลาบไปเสียบไว้ที่ปากกระบอกปืนของพวกทหาร ซึ่งพฤติการณ์นี้ได้สั่นคลอนสภาพให้จิตใจของทหารให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจประชาชนมากขึ้น จนไม่ยอมใช้อาวุธปราบปราม
แม้จะอยู่ในฝรั่งเศส หาก โคมัยนี ยังแสดงออกถึงความเป็นผู้นำที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและสมถะ มีความห่วงใยต่อประชาชนชาวอิหร่าน ขณะที่พระเจ้าชาห์ใช้ชีวิตหรูหราในพระราชวัง นั่นยิ่งทำให้ชนชั้นแรงงานและคนยากจนในอิหร่านทบทวีความเลื่อมใสศรัทธาต่อตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1978 ได้มีการประท้วงและการปะทะกันอีกหลายครั้งในอิหร่าน พระเจ้าชาห์ได้กล่าวปราศรัยกับประชาชนทางโทรทัศน์โดยอ้างว่าพระองค์ได้ยินเสียงของประชาชนแล้ว ขออภัยในความผิดพลาดที่ผ่านมา แล้วจะปรับปรุงในการบริหารประเทศต่อไป ขณะที่ โคมัยนี ก็ยังเรียกร้องมาจากฝรั่งเศสให้ประชาชนลุกฮือโค่นล้มพระเจ้าชาห์ เดือนเดียวกันนี้ การิม ซันจาบี (Karim Sanjabi) ผู้นำกลุ่มแนวหน้าแห่งชาติยังได้เดินทางไปพบ โคมัยนี เพื่อตกลงที่จะร่วมมือกันต่อต้านพระเจ้าชาห์
ล่วงมาถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้มีการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่อีกหลายครั้ง สถานการณ์ในอิหร่านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฝูงชนชูภาพของ โคมัยนี กล่าวประณามสหรัฐอเมริกาและเรียกร้องรัฐอิสลาม เหตุการณ์ลุกลามจนยากจะควบคุม กระทั่งช่วงปลายเดือน พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ได้พยายามทำข้อตกลงกับแกนนำคนหนึ่งของกลุ่มแนวหน้าแห่งชาติซึ่งเคยประท้วงรัฐบาลอย่าง ชาปูร์ บัคเตียร์ (Shapour Bakhtiar) ขณะที่ ซันจาบี มิได้เห็นพ้องด้วยกับ บัคเตียร์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1979 (ตรงกับ พ.ศ. 2522) พระเจ้าชาห์และครอบครัวเดินทางออกนอกประเทศอิหร่าน โดยอ้างว่าเป็นการไปพักผ่อน เนื่องจากพระองค์เองก็กำลังประชวรด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วน บัคเตียร์ ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อประชาชนชาวอิหร่านทราบว่าพระเจ้าชาห์เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ก็พากันโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา
โคมัยนี พำนักในฝรั่งเศสจวบจนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 เขาจึงออกเดินทางจากประเทศฝรั่งเศสไปยังกรุงเตหะรานด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747 ของสายการบินแอร์ฟรานซ์ พร้อมผู้ติดตามราว 500 คนและนักหนังสือพิมพ์อีก 150 คน ที่สนามบิน ณ กรุงเตะหรานได้มีประชาชนมาต้อนรับ โคมัยนี กันอย่างเนืองแน่น ประชาชนชาวอิหร่านได้เข้าควบคุมที่ทำการของรัฐบาล กระทรวงทบวงกรม ตึกรัฐสภา และสถานีตำรวจไว้ได้หมด เป็นอันว่าการปฏิวัติอิสลามครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
ในวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายนปีเดียวกัน โคมัยนี ได้ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขึ้น และมีผู้ออกเสียงประชามติเห็นด้วยอย่างท่วมท้น ขณะที่เขาเองก็ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ
ส่วน พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในหลายประเทศ เนื่องจากไม่มีประเทศใดต้องการต้อนรับให้พระองค์พำนักอยู่อย่างถาวร เพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมัน ท้ายสุด พระองค์สิ้นพระชนม์ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1980 (ตรงกับ ค.ศ. 2523)
ช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1978 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ซึ่ง โคมัยนี เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสนั้น นายปรีดี มีความสนใจและตื่นตัวต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2558 ผมสบโอกาสได้สนทนากับ คุณวาณี พนมยงค์ บุตรสาวของ นายปรีดี ที่บ้านศรีบูรพาหลายหน คราวหนึ่ง คุณวาณี เล่าให้ผมและ พาขวัญ กาญจนาคม ฟังว่า ครั้น นายปรีดึ ทราบข่าวว่า โคมัยนี มาพำนักในฝรั่งเศสแล้ว ก็เคยพยายามบอกให้คนใกล้ชิดช่วยขับรถพาไปดูหมู่บ้านที่ โคมัยนี มาพักอาศัยอยู่ นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า นายปรีดี คอยติดตามความเคลื่อนไหวของมวลชนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบเดิมที่นำโดยพระเจ้าชาห์ในประเทศอิหร่าน
ภายหลังการปฏิวัติอิสลามที่นำโดย โคมัยนี ล่วงผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งปี นายปรีดี ยังได้เอ่ยพาดพิงถึงสถานการณ์ของอิหร่านไว้ในตอนที่เขาให้สัมภาษณ์ต่อทางหนังสือพิมพ์รายวัน มติชน ณ บ้านพักชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2523 ซึ่งได้ลงพิมพ์เผยแพร่ในฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ปีเดียวกันในชื่อเรื่อง “ประเทศที่ชนะสงครามอย่างแท้จริงคือประเทศที่รักษาความเป็นกลางไว้ได้” ตอนหนึ่งผู้สัมภาษณ์ได้ชวน นายปรีดี สนทนาว่าด้วยอิทธิพลของสหภาพโซเวียตในประเทศมุสลิมแห่งดินแดนตะวันออกกลาง ดังมีคำถามคือ “ทราบบ้างหรือไม่ว่าประเทศมุสลิมในบริเวณอ่าวเปอร์เซียนั้นมีกำลังทหารที่พอต้านทานกำลังโซเวียตได้เพียงใดบ้าง”
นายปรีดี ให้คำตอบว่า
ถ้าดูตามสถิติพลเมืองแล้วประเทศในบริเวณนั้นมีพลเมืองน้อยมากและกำลังทหารก็น้อยมาก ไม่พอต้านทานกำลังโซเวียต
แต่ผมเห็นว่าโซเวียตคงไม่ใช้วิธีส่งกองทัพเข้ามารุกรานดื้อๆ เพราะในบรรดาประเทศมุสลิมแห่งตะวันออกกลางนั้นก็มีหลายประเทศที่นิยมโซเวียต เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยเมน (เยเมนใต้) ซึ่งมีที่ปรึกษาการทหารโซเวียตอยู่แล้ว
อนึ่ง วิทยุฝ่ายตะวันตกบางสถานีอ้างว่าประเทศซีเรียก็มีที่ปรึกษาการทหารโซเวียตประมาณ 2,000 คนและที่ปรึกษาการพลเมืองอีกประมาณ 700 คน นอกจากนี้ยังมีชาวมุสลิมในประเทศตะวันออกกลางซึ่งจัดเป็นกลุ่มหรือพรรคลับๆ ที่ถือทรรศนะซึ่งเรียกว่า “มาร์กซิสม์อิสลามิค” แม้ในอิหร่านก็มีพรรคลับที่เรียกว่า “พรรคทูเด๊ะห์”
พรรคทูเดห์ หรือ Tudeh Party of Iran ที่ นายปรีดี ได้เอ่ยถึงนั้น ถือเป็นพรรคฝ่ายซ้ายซึ่งมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวในประเทศอิหร่าน และยังมีอิทธิพลอันส่งผลต่อการปฏิวัติอิสลามในปี ค.ศ. 1979 ด้วย พรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1941 โดย สุลัยมาน เมียร์ซา เอสกานดารี (Soleiman Mirza Eskandari) เป็นหัวหน้าพรรคคนแรกสุด
พรรคทูเดห์ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในช่วงที่ โมฮัมหมัด โมซัดเดก ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางพรรคก็สนับสนุนให้มีการยึดบริษัทน้ำมันของอังกฤษเป็นของรัฐบาลอิหร่าน อย่างไรก็ดี เมื่อ โมซัดเดก สูญสิ้นอำนาจลงในปี ค.ศ. 1953 และสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในอิหร่านมากขึ้น พรรคทูเดห์ก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก เนื่องจากถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต แต่ตอนนั้นก็ยังดำรงอยู่มาได้แบบลับๆในช่วงทศวรรษ 1980
นายปรีดี พนมยงค์ มีความสนใจต่ออิหร่านมาตั้งแต่เขายังเป็นคนหนุ่มรวมถึงต่อมาได้ครองบทบาทสำคัญในคณะรัฐบาลของไทย และถึงแม้ว่าภายหลัง นายปรีดี จะต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในแดนอื่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนแล้ว หากเขาก็ยังคงคอยติดตามเรื่องราวของประเทศอิหร่านอยู่เนืองๆ เฉกเช่นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ นายปรีดี พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เขาก็ตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อทราบข่าวว่า อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี ได้เดินทางลี้ภัยมาพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง นายปรีดี กับประเทศอิหร่านจึงเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้าอย่างยิ่ง
เอกสารอ้างอิง :
- กนต์ธีร์ ศุภมงคล. การวิเทโศบายของไทยระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ถึง ๒๔๙๕. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2566.
- กุหลาบ สายประดิษฐ์. “รัฐบุรุษอาวุโสกลับคืนสู่มาตุภูมิ.” ใน มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ. สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการและหมายเหตุบรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปี ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), 2548.
- ปรีดี พนมยงค์. ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน. แปลจาก Ma vie mouvementee’ et mes 21 ans d’exil en chine populaire โดย พรทิพย์ โตใหญ่ และจำนง ภควรวุฒิ. กรุงเทพฯ: เทียนวรรณ, 2529.
- ปรีดี พนมยงค์. โมฆสงคราม บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558.
- ปรีดี พนมยงค์. “ประเทศที่ชนะสงครามอย่างแท้จริงคือประเทศที่รักษาความเป็นกลางไว้ได้” มติชน (10 กุมภาพันธ์ 2523).
- Bartke, Wolfgang. Who was who in the People's Republic of China, Volume 1, K.G. München: Saur, 1997.
- Daniel, Elton L.. The History of Iran. Connecticut: Greenwood Publishing Group, 2001.
- Hoveyda, Fereydoun. The Shah and the Ayatollah: Iranian Mythology and Islamic Revolution. Connecticut : Praeger/Greenwood, 2003.
- Moin, Baqer. Khomeini: Life of the Ayatollah. New York: Thomas Dunne Books, 2000.