ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ภาษีอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได การทลายการสะสมทุนเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม

4
เมษายน
2569

มีความเชื่อหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากในสังคมไทยและน่าจะรวมถึงสังคมอื่นทั่วโลก นั่นคือความกลัวว่า "ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจนข้ามไปอีกขั้น จะโดนภาษีเพิ่มขึ้นทั้งก้อน" บางคนถึงกับคิดว่าการขึ้นเงินเดือนอาจทำให้ "เสียภาษีมากขึ้นจนรายได้สุทธิลดลง" ซึ่งหมายความว่ารับเงินเดือนมากขึ้นแต่กลับมีเงินในกระเป๋าน้อยลง บทสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นในออฟฟิศ ในโซเชียลมีเดีย ในห้องเรียน และน่าแปลกใจมากที่บางครั้งเกิดขึ้นในวงเสวนานโยบายด้วย ความเชื่อนี้ไม่เพียงแค่ผิด แต่ยังเป็นความผิดที่มีต้นทุนทางการเมืองสูง เพราะมันทำให้ประชาชนจำนวนมากสนับสนุนนโยบายที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่รู้ตัว

ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยในปัจจุบันมีโครงสร้างแบบ "ขั้นบันได" หรือ progressive tax ที่แบ่งรายได้สุทธิออกเป็นช่วง ๆ และเก็บภาษีแต่ละช่วงในอัตราที่แตกต่างกัน โดยเริ่มจาก 0% สำหรับรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท, 5% สำหรับส่วนที่เกิน 150,000 บาทแต่ไม่เกิน 300,000 บาท, 10% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 บาทแต่ไม่เกิน 500,000 บาท และไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท คำว่า "ขั้นบันได" ในที่นี้มีความหมายสำคัญมากในทางคณิตศาสตร์ มันหมายความว่าอัตราภาษีที่สูงขึ้นนั้นใช้กับ "เฉพาะส่วนที่เกิน" ไม่ใช่กับรายได้ทั้งหมดของคุณ

ลองทำให้เป็นรูปธรรมด้วยตัวเลข สมมติว่าคุณมีรายได้สุทธิ 500,000 บาทต่อปี ภาษีของคุณจะถูกคำนวณดังนี้ ส่วนแรก 150,000 บาทแรกเสียภาษี 0% ส่วนที่สองจาก 150,001 ถึง 300,000 บาทหรือ 150,000 บาทเสีย 5% เท่ากับ 7,500 บาท ส่วนที่สามจาก 300,001 ถึง 500,000 บาทหรือ 200,000 บาทเสีย 10% เท่ากับ 20,000 บาท รวมภาษีทั้งสิ้น 27,500 บาท หรือคิดเป็น "อัตราภาษีที่แท้จริง" ประมาณ 5.5% ของรายได้ทั้งหมด ไม่ใช่ 10% ทั้งก้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร ลองเพิ่มรายได้สุทธิขึ้นมาหนึ่งบาทเป็น 500,001 บาท คุณจะเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 27,500 บาท เป็น 27,500.10 บาท เพิ่มขึ้น 10 สตางค์ ไม่ใช่ "โดนหักทั้งก้อน" ไม่มีจุดใดในระบบภาษีขั้นบันไดที่การมีรายได้เพิ่มขึ้นจะทำให้คุณ "ได้น้อยลง" นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ของระบบนี้ เพราะอัตราที่สูงขึ้นใช้กับเพียงหนึ่งบาทที่เพิ่มมาเท่านั้น ไม่ใช่กับทุกบาทที่คุณหาได้

แล้วทำไมความเข้าใจผิดนี้ถึงแพร่หลายและยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ คำตอบมีหลายมิติ

มิติแรกคือการสื่อสารของรัฐและสื่อการเงินที่ไม่ดีพอ เมื่อสื่อรายงานว่า "รายได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 35%" โดยไม่อธิบายว่านั่นคืออัตราสำหรับเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้อ่านส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า ถ้ารายได้ถึง 5 ล้านบาทบวกหนึ่งบาท จะโดนหัก 35% จากทั้งหมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ช่องว่างระหว่าง "marginal tax rate" หรืออัตราภาษีขั้นสุดท้ายที่หลายคนรู้จัก กับ "effective tax rate" หรืออัตราภาษีที่จ่ายจริงโดยเฉลี่ยนั้น ไม่เคยถูกอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจอย่างจริงจัง

มิติที่สองซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือความตั้งใจในการสร้างความกลัว กลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการลดภาระภาษีของผู้มีรายได้สูงในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากความเข้าใจผิดนี้อย่างเป็นระบบ ในสหรัฐอเมริกา สถาบันวิจัยและกลุ่มล็อบบี้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายแห่งใช้เรื่องเล่าที่เรียกว่า "bracket creep" เพื่อสร้างความรู้สึกว่าภาษีก้าวหน้าเป็นการ "ลงโทษ" ความสำเร็จ และนำไปสู่การรณรงค์ลดภาษีที่ให้ประโยชน์หลักแก่กลุ่มคนรวยที่สุดของสังคม เรื่องเล่าแบบเดียวกันนี้เดินทางข้ามพรมแดนและปรากฏขึ้นในสังคมไทยด้วย แม้ว่าอัตราภาษีสูงสุดของไทยที่ 35% จะต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศมากก็ตาม

สิ่งที่ภาษีก้าวหน้าทำได้จริง และสิ่งที่มันไม่ได้ทำ เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะให้ชัด ภาษีก้าวหน้าไม่ได้ทำให้คนรวย "จนลง" ในความหมายสัมบูรณ์ คนที่มีรายได้สุทธิ 10 ล้านบาทหลังเสียภาษีแล้วยังคงมีความมั่งคั่งมากกว่าคนที่มีรายได้ 500,000 บาทอย่างมหาศาล และความห่างนั้นก็ยังคงอยู่แม้หลังคิดภาษีแล้ว สิ่งที่มันทำจริง ๆ คือทำให้ "อัตราการสะสมความมั่งคั่งส่วนเพิ่ม" ของคนที่รวยอยู่แล้วนั้นช้าลงเล็กน้อย และนำส่วนที่ช้าลงนั้นมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ มันไม่ใช่การยึดความมั่งคั่ง แต่เป็นการแบ่งสัดส่วนของการเติบโตที่ใหญ่กว่าสู่กองกลาง

ในแง่ที่สร้างสรรค์กว่านั้น ภาษีก้าวหน้าควรถูกมองว่าเป็นกลไกในการ "แบ่งให้คนอื่นรวยได้ด้วย" ไม่ใช่การเอาจากคนที่ทำงานหนัก ความมั่งคั่งของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนใดก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ มันอาศัยแรงงานที่ผ่านการศึกษาจากระบบสาธารณะ ถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐสร้าง ระบบกฎหมายและศาลที่คุ้มครองสัญญาและทรัพย์สิน ระบบสุขภาพที่ทำให้แรงงานมาทำงานได้ ทั้งหมดนี้คือการลงทุนของสังคมร่วมกันที่มีส่วนในความสำเร็จนั้น ภาษีก้าวหน้าจึงเป็นกลไกที่ทำให้ส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งที่สังคมช่วยสร้างนั้นหมุนเวียนกลับสู่สังคมเพื่อสร้างเงื่อนไขให้คนรุ่นต่อไปมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ ในระบบภาษีขั้นบันไดที่ออกแบบมาอย่างถูกต้อง ไม่มีจุดใดเลยที่คุณจะ "ทำงานมากขึ้นแต่ได้เงินสุทธิน้อยลง" นั่นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทางคณิตศาสตร์ของระบบนี้ ทุกบาทที่คุณหาได้เพิ่มจะทำให้รายได้สุทธิหลังภาษีของคุณเพิ่มขึ้นเสมอ อาจเพิ่มขึ้นน้อยลงในแต่ละบาทส่วนเพิ่มเมื่อรายได้สูงขึ้น แต่ไม่มีทางที่จะลดลง ความสับสนระหว่าง marginal rate กับ effective rate นี้คือหัวใจของความเข้าใจผิดทั้งหมด

บางทีตัวเลขและหลักการไม่เพียงพอที่จะทำลายความเชื่อที่ฝังรากลึก กรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ อาจช่วยได้มากกว่า

ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1950 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ อัตราภาษีสูงสุดของสหรัฐฯ อยู่ที่ 91% ซึ่งฟังดูน่าตกใจมากหากเข้าใจผิดว่าคือ "ภาษีทั้งก้อน" แต่ในความเป็นจริง อัตรา 91% นั้นใช้กับรายได้เฉพาะส่วนที่เกิน 400,000 ดอลลาร์ต่อปีในยุคนั้น ซึ่งถ้าแปลงเป็นมูลค่าปัจจุบันก็คือรายได้หลายล้านดอลลาร์ขึ้นไป คนส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ แม้แต่คนที่มีรายได้สูงก็ไม่ได้สัมผัสกับอัตรานั้นเลย ที่น่าสนใจคือช่วงทศวรรษ 1950 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ มีการขยายตัวของชนชั้นกลาง การสร้างทางหลวงระหว่างรัฐ และการลงทุนมหาศาลในมหาวิทยาลัยสาธารณะผ่าน GI Bill ภาษีสูงไม่ได้ฆ่าการเติบโต แต่กลับเป็นเงื่อนไขของมัน

เยอรมนีให้บทเรียนอีกแบบหนึ่ง ระบบภาษีของเยอรมนีมีความซับซ้อนสูงแต่โปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ค่อนข้างชัดเจนว่าภาษีแต่ละส่วนไปอยู่ที่ไหน ในปี 2005 เยอรมนีเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการว่างงานสูง รัฐบาลของชโรเดอร์ดำเนินการปฏิรูปที่รู้จักกันในชื่อ "Agenda 2010" ซึ่งปรับระบบสวัสดิการว่างงานและลดภาษีในบางส่วนพร้อมกัน สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ในช่วงการปฏิรูปที่ตึงเครียด ความชอบธรรมของระบบภาษีขั้นบันไดในเยอรมนีไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะประชาชนเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร และรู้ว่าอัตราสูงสุดใช้กับส่วนเพิ่มเท่านั้น การถกเถียงจึงวนอยู่ที่ว่า "ควรใช้เงินภาษีทำอะไร" ไม่ใช่ "ระบบภาษีขั้นบันไดยุติธรรมหรือเปล่า"

ในบริบทเอเชีย เกาหลีใต้เป็นกรณีที่ใกล้เคียงกับไทยมากกว่าในแง่จุดเริ่มต้น แต่ก้าวไปในทิศทางที่ต่างกัน เกาหลีใต้มีอัตราภาษีสูงสุด 45% สำหรับรายได้ส่วนที่เกิน 1,000 ล้านวอน โดยระบบขั้นบันไดถูกสื่อสารอย่างชัดเจนในสื่อกระแสหลักและหลักสูตรการเงินส่วนบุคคลที่รัฐสนับสนุน เมื่อรัฐบาลมูนแจอินขึ้นอัตราภาษีสูงสุดในปี 2018 การถกเถียงสาธารณะมีความซับซ้อนและเป็นจริงมากกว่าที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะประชาชนส่วนมากเข้าใจดีว่าอัตราที่ขึ้นนั้นกระทบเฉพาะส่วนรายได้ที่เกินเกณฑ์ และมีผลต่อคนในชีวิตจริงของตนเองน้อยมากหรือไม่มีเลย ความเข้าใจที่ถูกต้องทำให้การอภิปรายนโยบายดำเนินไปบนหลักฐานข้อเท็จจริงแทนที่จะเป็นความหวาดกลัวที่ถูกสร้างขึ้น

บทเรียนที่ร้อยทั้งสามกรณีเข้าหากันคือ สังคมที่ประชาชนเข้าใจกลไกภาษีขั้นบันไดอย่างถูกต้องสามารถมีการถกเถียงนโยบายที่มีคุณภาพกว่า ไม่ว่าจะมีฉันทามติหรือความขัดแย้งในผลลัพธ์ที่ต้องการก็ตาม ส่วนสังคมที่ปล่อยให้ความเข้าใจผิดแพร่กระจาย มักพบว่าการถกเถียงเรื่องภาษีวนเวียนอยู่กับความกลัวที่ไม่มีมูล แทนที่จะพุ่งตรงไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ เงินภาษีควรนำไปสร้างอะไรให้กับสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน

ข้อเสนอแนะที่ตรงไปตรงมาคือ ประเทศไทยควรมีการสอนความรู้พื้นฐานเรื่องภาษีในหลักสูตรมัธยมศึกษา โดยไม่ใช่แค่การสอนว่าต้องยื่นแบบเมื่อไหร่ แต่ควรรวมถึงการทำความเข้าใจว่าระบบภาษีทำงานอย่างไร เงินภาษีถูกนำไปใช้ทำอะไร และนโยบายภาษีแบบต่าง ๆ มีผลกระทบต่อกลุ่มคนต่าง ๆ อย่างไร เพราะพลเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบภาษีที่ถูกต้องคือรากฐานของการถกเถียงนโยบายที่มีคุณภาพ และในท้ายที่สุดคือเงื่อนไขของประชาธิปไตยที่ทำงานได้จริง ความเชื่อที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับภาษีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องการเมืองที่คนที่ได้ประโยชน์จากมันรู้ดีว่าต้องรักษาไว้