ตามประกาศเรื่อง คณะกรรมการตัดสินประกวดบทความชิงรางวัล “ทุนปาล พนมยงค์” ประจำปี 2569 ได้พิจารณาบทความที่ส่งเข้าประกวด จำนวน 31 ราย แล้ว มีผู้สมควรได้รับรางวัลดังนี้
รางวัลชนะเลิศ เป็นเงิน 15,000 บาท
นายกษิดิศ กุศลวงษ์ คณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รางวัลรองชนะเลิศ เป็นเงิน 10,000 บาท
นายธรรมวิทย์ บงแก้ว คณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท
นายณัฐพงศ์ จันทนะศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ ชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รางวัลชมเชยเป็นเงิน 3,000 บาท
นายสิปปกร พันธ์จร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ชาตินิยม สากลนิยม ในยุคระเบียบโลกรวน กับความมั่นคงมนุษย์”
บทนำ
แนวคิดปรัชญาการเมืองหลังสงครามเย็นที่ว่าโลกได้ถึงจุดจบแห่งประวัติศาสตร์ (The End of History) ซึ่งเคยเชื่อมั่นว่าชัยชนะของประชาธิปไตยเสรีนิยมได้นำพาโลกสู่สันติภาพถาวร กำลังถูกท้าทายในเชิงบริบทอันเป็นการเปิดเผยความเสื่อมสลายของโครงสร้างระเบียบเสรีนิยมระหว่างประเทศ และชี้ให้เห็นตัวแสดงระหว่างประเทศที่หลากหลายกว่ารัฐ แม้โลกจะสามารถเชื่อมโยงประโยชน์ทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน แต่ยังขาดระเบียบที่คาดการณ์ได้และไม่สามารถกำกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานสันติวิธีภายใต้สถาบันระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับ สะท้อนว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่เคยศักดิ์สิทธิ์กำลังเสื่อมมนตร์ขลังกลายเป็นเพียงชุดวาทกรรมของรัฐฉ้อฉล ท่ามกลางสภาวะ “โลกาภิวัตน์ว่างขนบ” ที่ลัทธิชาตินิยมเป็นอันตราย และสากลนิยมไม่อาจพึ่งพาได้ จนนำมาสู่การเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงมนุษย์
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืออำนาจรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มักฉกฉวยโอกาสใช้วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศมาปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติเพื่อผลลัพธ์ทางการเมืองให้เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีการรัฐประหาร หลายครั้งวาระความมั่นคงมนุษย์มักถูกบิดเบือนเพื่อเป็นข้ออ้างในการระดมทรัพยากร เพื่อให้อำนาจเผด็จการลงหลักปักฐานในระบบการเมือง (Acharya, 2017, p. 493) เมื่อประชาชนผู้ปรารถนาสันติภาพหวังจะพึ่งพาสถาบันสากลนิยม สถาบันเหล่านี้กลับกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางการทูต หากความมั่นคงของรัฐมิได้หมายรวมถึงความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ด้านความมั่นคงจากรัฐไปสู่มนุษย์จึงหลีกเลี่ยงมิได้
เมื่อโลกไร้ระเบียบ (World Disorder)
ระเบียบโลกคือแนวปฏิบัติที่เป็นระบบในการแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยทางการเมืองซึ่งมีความเข้มงวดหรือหละหลวมผันแปรตามประวัติศาสตร์และแนวนโยบายของผู้นำชาติมหาอำนาจในแต่ละสมัย (Lawson, 2023, pp. 40-52) ทว่าปัจจุบันโลกเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ (World Disorder) ภายใต้ระบบหลายขั้วอำนาจและวิกฤตซ้อนวิกฤตที่สถาบันสากลไร้อำนาจจัดการ เมื่อแต่ละรัฐยึดถือผลประโยชน์เหนือบรรทัดฐานร่วม จนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องของอำนาจดิบที่ไม่อาจคาดการณ์ได้และสั่นคลอนรากฐานความมั่นคงของมนุษย์อย่างรุนแรง
ความพยายามในการธำรงระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาชัดเจนสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ให้คุณค่ากับเครือข่ายพันธมิตร โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มุ่งเน้นความเสรีและเปิดกว้าง (Free and open Indo-pacific) อย่างไรก็ตามการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับหลักการอเมริกาต้องมาก่อน (America First) รวมถึงการถอนตัวจากองค์การอนามัยโลกที่ซ้ำเติมวิกฤตเวชภัณฑ์และสาธารณสุข เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับทิศทางสู่การรักษาผลประโยชน์แบบอำนาจนิยมเชิงแลกเปลี่ยน (Transactionalism) ที่อิสระจากกรอบระเบียบหรือการกำกับ ทั้งยังโดดเดี่ยวตนเอง (Isolationism) และปกป้องทางการค้า (Protectionism) ผ่านการตั้งกำแพงภาษีและเงื่อนไขแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระยะสั้น ส่งผลให้ความแน่นอนและเสถียรภาพของระเบียบโลกสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังเป็นปัจจัยเร่งการเสื่อมถอยของระเบียบโลก ความสำเร็จในการจัดการวิกฤตโรคระบาดของโลกตะวันออกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเหนือโลกตะวันตก เปิดโอกาสให้แนวคิดชาตินิยมและกระแสกีดกันคนนอกหวนกลับมา เกิดสภาวะการโยนความผิด (Blame Game) ระหว่างผู้นำรัฐ ขณะที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการ (Professionalism) ยิ่งกว่าระบอบการปกครอง โลกาภิวัตน์ถูกบั่นทอนผ่านกระแสประชานิยมและวาทกรรม “Someone First” จนนำไปสู่โลกพหุศูนย์อำนาจ (Multiplex World) ที่อำนาจของสหรัฐอเมริกาเสื่อมถอยสวนทางกับการผงาดอิทธิพลของจีน ทำให้ระบบอภิบาลถูกให้ความสำคัญกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง
สภาวะไม่แน่นอนยังถูกตอกย้ำด้วยการอุบัติขึ้นของขั้วอำนาจทางเลือก ซึ่งนำโดยจีนที่ชูระเบียบการทูตแบบไม่แทรกแซง (Westphalian Order) และการเข้าถึงที่ดึงดูดใจ (Power of Temptation) ร่วมกับรัสเซียที่สร้างแนวร่วมทางพลังงานและการสนับสนุนยุทโธปกรณ์กับจีน อิหร่าน และซีเรีย ขณะที่อินเดียปรับบทบาทเป็นผู้สร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจเพื่อรักษาเสถียรภาพการขนส่งโลก ความพยายามเหล่านี้ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านการขยายตัวของ BRICS ในฐานะสถาบันพหุภาคีทางเลือกที่มุ่งลดการพึ่งพาขั้วอำนาจเดิมผ่านการพัฒนาระบบ BRICS Pay และสนับสนุนการใช้สกุลเงินท้องถิ่น การที่ BRICS ขยายพันธมิตรหุ้นส่วน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยใน ค.ศ. 2024 (กระทรวงการต่างประเทศ, 2567) ย่อมเป็นเครื่องยืนยันการสถาปนาระเบียบพหุศูนย์กลางที่มุ่งตอบโจทย์ผลประโยชน์ร่วมกัน
ในสภาวะที่แตกกระจายเช่นนี้ เมื่อเกิดความรุนแรงต่อมนุษยชาติ องค์การระหว่างประเทศกลับมีขีดความสามารถในการระงับวิกฤตความมั่นคงมนุษย์ที่จำกัด ดังที่ปรากฏในสงครามกลางเมืองซูดานระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมยืดเยื้อ การสังหารหมู่ และการล่วงละเมิดทางเพศ จนนำมาสู่การเสียชีวิต ความขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นครั้งใหญ่ โดยที่องค์การระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศล้มเหลวในการใช้กลไกแทรกแซงด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Intervention) เพื่อคุ้มครองพลเรือนตามหลักความรับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครอง (Responsible to Protect) ส่งผลให้หลักการความปลอดภัยจากความขาดแคลน (Freedom from Want) และความปลอดภัยจากความกลัว (Freedom from Fear) กลายเป็นภาพอุดมคติที่เลื่อนลอย ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าระเบียบโลกในปัจจุบันไม่อาจเป็นหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลได้
โลกยังถูกซ้ำเติมด้วยสงครามที่ไม่เป็นธรรม รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กำลังในความขัดแย้งระหว่างประเทศเกินกว่าเหตุและใช้กำลังเป็นเครื่องมือแรกแทนที่จะเป็นทางออกสุดท้าย โดยไม่แยกพลเรือน ผิดกฎหมาย และโจมตีก่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐอื่น ดังเช่นกรณีสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งเป็นการสะท้อนความอหังการของผู้นำรัฐที่มีอำนาจนำบนสภาวะอนาธิปไตย ทำให้โลกไร้หลักประกันความปลอดภัยแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง
ชาตินิยมที่เป็นอันตราย
ลัทธิชาตินิยมมักสร้างความย้อนแย้งระหว่างความว่างเปล่าในทางปรัชญากับอิทธิพลทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ โดยแก่นแท้ของชาติ คือ “ชุมชนจินตกรรม” ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีอธิปไตยและขอบเขตจำกัดในตัว แต่กลับโน้มนำให้มีสำนึกในภราดรภาพแนวระนาบที่ลึกซึ้ง ผลักดันให้คนจำนวนไม่น้อยยอมสละชีพเพื่อภาพพจน์แห่งชุมชนร่วมนั้น (เบน แอนเดอร์สัน, 2552, น. 8-13) อย่างไรก็ตามสำนึกเหล่านั้นมักถูกแปรรูปเป็นอาวุธทางอุดมการณ์ที่พร้อมเป็นภยันตรายแก่ชีวิตมนุษย์เพื่อรักษาเส้นสมมติของอำนาจ
ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกกระจาย ลัทธิคลั่งชาติมักถูกอ้างในนามความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) ภายใต้สภาวะอนาธิปไตยที่บีบให้รัฐต้องแย่งชิงทรัพยากรและดินแดนเพื่อความอยู่รอดบนฉากทัศน์สัจนิยม นอกจากนี้พฤติกรรมของรัฐยังขับเคลื่อนด้วยการเมืองภายในที่กลุ่มผลประโยชน์ใช้กลไกระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองเฉพาะกลุ่ม (Mazarr et al., 2016, pp. 36-37) ด้วยเหตุนี้ ในระดับรัฐ ชาตินิยมจึงมักถูกชนชั้นนำผู้หวาดกลัวการสูญเสียสถานะเดิมนำมาเบี่ยงเบนความสนใจในประเด็นอื่น ๆ และบิดเบือนเจตนารมณ์แห่งการสร้างชาติให้กลายเป็นศาสตราวุธทางอุดมการณ์ โดยผูกขาดความรักชาติและผลักไสผู้เห็นต่างให้กลายเป็น “พวกชังชาติ”
อันตรายของลัทธิชาตินิยมในสภาวการณ์ปัจจุบัน คือการที่ชนชั้นนำมักหยิบยกประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนมาสร้างความชอบธรรมและเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตโครงสร้างภายในรัฐ ดังกรณีตัวอย่างข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา (วจนา วรรลยางกูร, 2568) การให้ค่ากับความมั่นคงแห่งชาติแบบสัจนิยมทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจและไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย ซ้ำร้ายการปลุกปั่นความขัดแย้งดังกล่าวสวนทางกับข้อเท็จจริงที่สังคมไทยจำเป็นต้องโอบรับแรงงานข้ามชาติ (กองบรรณาธิการ, 2569)
ชาตินิยมภายใต้ความผันผวนนี้ มิได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงดินแดน แต่ได้ลุกลามสู่ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ดังกรณีจีนใช้การผูกขาดการแปรรูปแร่หายากมาเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองผ่านการชะลอส่งออก ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศคู่ค้า จึงเป็นที่แน่ชัดว่าภายใต้บริบท “โลกหันขวา” รัฐชาติมุ่งใช้ห่วงโซ่อุปทานเพื่อผลประโยชน์ เป็นบทเรียนว่ารัฐไทยควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแหล่งเดียว (อักษรศรี พานิชสาสน์, 2569)
สากลนิยมที่พึ่งพิงไม่ได้
หลักสากลนิยม (Cosmopolitanism) ตั้งอยู่บนรากฐานการข้ามพ้นพรมแดนรัฐชาติเพื่อสร้าง “แผนที่ความภักดี” ใหม่ที่ยึดโยงมวลมนุษย์ในฐานะพลโลก โดยเชื่อว่าเหตุผลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณค่าสากลที่ละเมิดมิได้ และการย่ำยีสิทธิในที่แห่งหนึ่งย่อมสะเทือนมโนธรรมของทั้งมนุษยชาติ และให้สถาบันระหว่างประเทศเป็นสัญญาประชาคมโลกที่ประกันความมั่นคงมนุษย์เหนือผลประโยชน์ของรัฐ (จันจิรา สมบัติพูนศิริ, 2557, น. 24-30) ทว่าท่ามกลางวิกฤตศรัทธาดังกล่าวอุดมคติเช่นนี้ถูกลดทอนเป็นวาทกรรมที่ไร้ความหมาย
เมื่อรัฐชาติเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุ้มครองเป็นผู้กระทำ ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมเพรียกหาความยุติธรรมจากประชาคมโลกในฐานะที่พึ่งสุดท้ายในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ข้อเท็จจริงอันน่าเจ็บปวดคือ กลไกระหว่างประเทศถูกบิดเบือนอย่างเป็นระบบให้ไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยของสามัญชน โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนที่ยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน บีบให้ประเทศภาคีต้องปิดหูปิดตาต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เห็นได้ชัดจากความล้มเหลวของฉันทามติ 5 ข้อ ที่เลือกรักษามารยาททางการทูตกว่าการรักษาชีวิตพลเรือน วิกฤตการณ์เมียนมาสะท้อนภาวะชะงักงันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อมหาอำนาจต่างใช้กลไกปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติกว่ามนุษยธรรม จีนเลือกขัดขวางมาตรการประณามเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงการลงทุนและเส้นทางยุทธศาสตร์ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกทำได้เพียงคว่ำบาตรเชิงสัญลักษณ์ที่ไร้อำนาจบังคับเชิงปฏิบัติ ซึ่งตอกย้ำว่า ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยไม่อาจหันมาพึ่งพาสถาบันระหว่างประเทศซึ่งอยู่ในภาวะขาดประสิทธิภาพ จนไม่อาจทำให้ผู้คนอยู่ดีมีสุขอย่างที่พึงจะเป็นได้
สู่การบั่นทอนความมั่นคงมนุษย์
ณ โมงยามนี้ ผลกระทบจากความขัดแย้งได้ก้าวข้ามปริมณฑลของการแย่งชิงอำนาจการเมืองหรือดินแดนไปสู่การเซาะกร่อนความมั่นคงมนุษย์ (Human Security) โดยรายงาน Human Development Report 1994 ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากความมั่นคงของรัฐมาสู่ความมั่นคงปลอดภัยของมนุษย์ซึ่งครอบคลุมทั้งในมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม บุคคล ชุมชน และการเมือง (UNDP, 1994) สอดรับกับ Human Development Index ประเมินความเจริญจากความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งในแง่สุขภาพ อายุขัย และการเข้าถึงการศึกษา มากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงลำพัง (UNDP, 2024)
แต่บนความเป็นจริง ความมั่นคงมนุษย์เปราะบางเมื่อรัฐขาดประสิทธิภาพในการควบคุมภัยคุกคาม ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด ภาวะโลกรวน และความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ซึ่งบั่นทอนสิทธิพื้นฐานในการหลุดพ้นจากความกลัวและความขาดแคลน (Baylis, 2023, pp. 228-242) ปัญหาเหล่านี้ได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างการเมืองภายในกับการเมืองระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากภัยคุกคามข้ามรัฐบีบให้รัฐต้องเลือกระหว่างอธิปไตยกับมนุษยธรรม ส่งผลให้แนวคิดการไม่แทรกแซงอธิปไตยถูกสั่นคลอน และชี้ว่ารัฐไม่อาจแบกรับภาระการคุ้มครองมนุษย์โดยลำพังอีกต่อไป (Mingst et al., 2018, pp. 437-441)
ด้วยเหตุนี้ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ความสุขสมบูรณ์ของราษฎรถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก เห็นได้จากสมรภูมิในฉนวนกาซ่าที่แหล่งน้ำสะอาดถูกตัดขาด ทำให้ประชากรขาดน้ำสะอาดจนต้องดื่มน้ำจากบ่อน้ำเกษตรที่ปนเปื้อนสารเคมีเพื่อประทังชีวิตซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะโดยตรง มิพักกล่าวถึงพื้นที่เพาะปลูกถูกทำลายหนักจนเสี่ยงภาวะอดอยาก (UNEP, 2024, pp. 19-32) เช่นเดียวกับสงครามในยูเครนที่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน พลเรือนบาดเจ็บล้มตาย และนำมาสู่การพลัดถิ่นของประชากรมหาศาล ซึ่งสร้างบาดแผลต่อทุนมนุษย์ที่จะกระทบไปอีกหลายชั่วรุ่น เนื่องจากนักเรียนเสียโอกาสทางการศึกษาและต้องเผชิญกับโรคเครียดหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) (World Bank Group et al., 2026, pp. 10-40) รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นและค้างตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนการขนส่งและราคาอาหารโลกโดยตรง ทำให้ประชากรกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีพ (WFP, 2026) ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำภาวะความขาดแคลนและความหวาดกลัวของผู้บริสุทธิ์ภายใต้สภาวะสุญญากาศของสถาบันที่ควรจะป็นหลักประกันความมั่นคงมนุษย์
หมุดหมายสู่สันติธรรมและความมั่นคงมนุษย์ถาวร
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามนุษยชาติ ณ ห้วงเวลานี้มิได้ก้าวสู่จุดจบของประวัติศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม เรากำลังติดอยู่ในวงจรประวัติศาสตร์ที่ไร้ระเบียบแบบแผนที่สากลนิยมลดรูปเหลือเพียงพิธีกรรมทางทูต และลัทธิชาตินิยมถูกฉวยใช้เป็นอาวุธปกป้องอำนาจนำ สภาวะอนาธิปไตยกลายเป็นปัจจัยกัดเซาะความมั่นคงมนุษย์ ภายใต้สภาวะเช่นนี้รัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสถาปนาชาตินิยมทรรศนะใหม่ที่ยึดโยงกับการคุ้มครองพลเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยดำรงบทบาทมหาอำนาจระดับกลางที่เป็นผู้นำในการผลักดันวาระความมั่นคงมนุษย์ (Human Security First) ให้หลักการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรเป็นแกนกลางของทั้งนโยบายสาธารณะภายในประเทศและจุดยืนในเวทีสากล
ในระดับรัฐ การวางแผนการผลิตและการบริโภคต้องเริ่มต้นจากเป้าหมายที่ไปสู่วิธีการ โดยแผนพัฒนาจะต้องระบุว่าผลผลิตจะถูกกระจายอย่างไร จะใช้นโยบายที่เป็นรูปธรรมใดบ้าง เพื่อประกันว่าผลผลิตของชาติจะได้รับการกระจายอย่างเป็นธรรม และจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการวางแผนจ้างงาน (Haq, 1995, p. 5) ในบริบทไทยรัฐต้องเร่งสร้างฐานอุปสงค์ภายในที่เข้มแข็งและกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาการส่งออก ชาตินิยมทรรศนะใหม่จึงต้องเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่คุ้มครองมนุษย์ และประกันปัจจัยพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิต เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความกลัวและความขาดแคลน
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับวิสัยทัศน์ของปรีดี พนมยงค์ ว่าสถาบันการเมืองจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถ “บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” โดยรัฐต้องเป็นผู้วางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ปล่อยให้ผู้ใดต้องเผชิญความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตเพียงลำพัง (ปรีดี พนมยงค์, 2542, น. 6-10) เมื่อนโยบายสาธารณะถูกออกแบบให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ประชาชนมีงานทำและมีสวัสดิการรองรับตั้งแต่เกิดจนสิ้นชีพ รัฐย่อมเข้มแข็งยืนหยัดบนห่วงโซ่อุปทานโลกที่ผันผวน และทำให้ประชาชนกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของบ้านเมือง
เมื่อความมั่นคงภายในได้รับการสถาปนาขึ้นผ่านการกินดีอยู่ดีของราษฎร รัฐไทยย่อมมีศักยภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สง่างามโดยใช้การทูตเชิงป้องกัน (Preventive Diplomacy) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่านี่คือนโยบายต่างประเทศที่พึงปรารถนาตามแนวคิดสันติธรรมของปรีดี พนมยงค์ เพื่อยืนหยัดบนความเป็นกลางเชิงหลักการ ปฏิเสธการเป็นเบี้ยล่างในสงครามตัวแทน หรือถูกชักจูงให้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับประเทศใดเพียงเพราะความแตกต่างทางอุดมการณ์ รัฐต้องใช้กลไกภูมิภาคเป็นแนวร่วมในการสร้างกติกาสากลที่เคารพความเสมอภาค ต่อรองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของราษฎร โดยตระหนักว่าราษฎรไม่เคยได้ประโยชน์จากสงคราม และชัยชนะที่แท้จริงของรัฐชาติหมายถึงการดำรงไว้ซึ่งสันติภาพอันเป็นบ่อเกิดของความเจริญ ดังวาทะของปรีดี พนมยงค์ ที่ว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด” (วงศ์ พลนิกร, 2531, น. 15-36) การสถาปนาความมั่นคงมนุษย์จากนโยบายภายในให้เป็นบรรทัดฐานสากลที่ทุกรัฐยึดถือร่วมกัน คือยุทธศาสตร์สำคัญที่ไทยในฐานะมหาอำนาจระดับกลางต้องเร่งผลักดัน
ท้ายที่สุด หมุดหมายสู่ความมั่นคงของมนุษย์อย่างถาวรไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการรอคอยความเมตตาจากระเบียบโลกที่บิดเบี้ยว แต่สันติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการมองประชาชนเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงเท่ากันและให้ความสำคัญกับประชาชนในการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสาธารณะในรูปแบบภาคีเครือข่าย และเริ่มจากการพลิกวาระแห่งชาติให้หันมากำหนดแนวนโยบายที่มีจุดยืนให้คนอยู่ดีกินดีและมีความมั่นคง และนำนโยบายความมั่นคงมนุษย์จากภายในสู่บรรทัดฐานสากล เพื่อเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกสู่สันติธรรมที่ตั้งอยู่บนความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน
กษิดิศ กุศลวงษ์
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการเมืองการปกครอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บรรณานุกรม
- กองบรรณาธิการ. (2569). ‘จากชายแดนสะเทือนถึงคูหาเลือกตั้ง’ : แกะโจทย์ชายแดนในสนามเลือกตั้งไทย กับ ลลิตา หาญวงษ์. The 101 World. https://www.the101.world/lalita-vote69/
- กระทรวงการต่างประเทศ. (2567). ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS. https://www.mfa.go.th/th/content/thailand-brics-partner-country?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d
- จันจิรา สมบัติพูนศิริ. (2557). หลักรับผิดชอบเพื่อปกป้อง (the responsibility to protect) และผลกระทบต่อการก่อร่างองค์ความรู้การเมืองระหว่างประเทศร่วมสมัย. ม.ป.พ. แอนเดอร์สัน, เบน. (2552). Imagined Communities Reflections on the Origin and spread of Nationalism [ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและหารแพร่ขยายของลัทธิชาตินิยม] (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ผู้แปล). มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
- ปรีดี พนมยงค์. (2542). สมุดปกเหลือง เค้าโครงการเศรษฐกิจ. สำนักงานการพิมพ์ ศ.ศิลปานนท์.
- วจนา วรรลยางกูร. (2568). วิกฤต 'ไทย-กัมพูชา' ในกระแสชาตินิยมและความรุนแรง อะไรคือก้าวต่อไปที่ควรระวัง. The 101 World. https://www.the101.world/nationalism-in-thailand-cambodia-crisis/
- วงศ์ พลนิกร. (2531). นโยบายต่างประเทศที่พึงปรารถนา และแนวความคิดของท่านปรีดี พนมยงค์. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน.
- อักษรศรี พานิชสาส์น. (2569). กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธเศรษฐกิจจีนกระทบญี่ปุ่นอย่างไร. THE STANDARD. https://thestandard.co/china-japan-economic-weapon-nationalism/
- Acharya, A. (2017). Human security. In J. Baylis, S. Smith, & P. Owens (Eds.), The globalization of world politics: An introduction to international relations (7th ed., pp. 480–494). Oxford University Press.
- Baylis, J. (2023). International and global security. In J. Baylis, S. Smith, & P. Owens (Eds.), The globalization of world politics: An introduction to international relations (9th ed., pp. 228–243). Oxford University Press.
- Haq, M. u. (1995). Reflections on human development. Oxford University Press.
- Lawson, G. (2023). The rise of modern international order. In J. Baylis, S. Smith, & P. Owens (Eds.), The globalization of world politics: An introduction to international relations (9th ed., pp. 39–53). Oxford University Press.
- Mazarr, M. J., Priebe, M., Radin, A., & Cevallos, A. S. (2016). Understanding the current international order (RR-1598-OSD). RAND Corporation. https://doi.org/10.7249/RR1598
- Mingst, K. A., McKibben, H. E., & Arreguín-Toft, I. M. (2018). Essentials of international relations (8th ed.). W. W. Norton & Company.
- United Nations Development Programme. (1994). Human development report 1994. Oxford University Press. https://hdr.undp.org/content/human-development-report-1994
- United Nations Development Programme. (2024). Human Development Index (HDI). https://hdr.undp.org/data-center/human-development-index#/indicies/HDI
- United Nations Environment Programme. (2024). Environmental impact of the conflict in Gaza: Preliminary assessment of environmental impacts. https://www.unep.org/resources/report/environmental-impact-conflict-gaza-preliminary-assessment-environmental-impacts
- World Bank Group, Government of Ukraine, European Commission, & United Nations. (2026). Ukraine - Fifth rapid damage and needs assessment (RDNA5): February 2022 - December 2025. World Bank. https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/099022026094036395
- World Food Programme. (2026). WFP projects food insecurity could reach record levels as a result of Middle East escalation. https://www.wfp.org/news/wfp-projects-food-insecurity-could-reach-record-levels-result-middle-east-escalation