เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล และพิธีวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาส "วันปรีดี พนมยงค์" ครบรอบ 126 ชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ณ ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร ผู้อภิวัฒน์สยามนำประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญมาสู่ประเทศ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย รัฐบุรุษอาวุโส เป็นผู้ก่อตั้งและเป็น "ผู้ประศาสน์การ" คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง




กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. โดยมีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงคุณูปการของ ดร.ปรีดีเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การก่อตั้งตลาดวิชาให้โอกาสทางการศึกษา ดั่งสุนทรพจน์ว่า มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา
ถัดมา นายคณิต พีชวณิชย์ กรรมการสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้แทนสมาคมฯ ได้กล่าวถึงคุณูปการของดร.ปรีดี ทางด้านประชาธิปไตยที่มุ่งมั่นสร้างสังคมที่เป็นธรรม เปิดโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมความเสมอภาค สร้างรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม เพราะเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องพัฒนาคนผ่านการศึกษา
ต่อมา น.ส.ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ขึ้นกล่าวบทกลอน พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี พ่อของข้านามระบือชื่อ 'ปรีดี' แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ พร้อมย้ำถึงคุณูปการของดร.ปรีดี เรื่องความสำคัญของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อราษฎร การให้โอกาสคนได้เข้าถึงการศึกษาเพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม

ถัดมาเป็นการแสดงขับร้องประสานเสียงเพลงโดยชุมนุมขับร้องเพลงประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยขับร้องบทเพลงประจํามหาวิทยาลัยทํานองมอญดูดาว เพลงปรีดี พนมยงค์ และเพลงคนดีมีค่า

จากนั้นเป็นพิธีการมอบโล่รางวัล “ปรีดี พนมยงค์” ประจำปี 2569 โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี เป็นผู้มอบรางวัลชนะเลิศ ได้แก่
- น.ส.ฉันทพิชญา เหมนิธิ - นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ถัดมา รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณภา ติระสังขะ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มอบรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่
- น.ส.อพิชญา วิทยากุล - นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์
- นายธีรภพ เต็งประวัติ - นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
รางวัลชมเชย ได้แก่
- นายครองขวัญ หงษ์ชุมแพ - นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์
- นายหาญเอก มณีมอญ - นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
- นายชัชพิสิฐ สุวิมลพันธ์ - นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์
- นายทินภัทร วีระเพ็ชร - นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์

จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัล "ทุนปาล พนมยงค์" ประจำปี 2569 ซึ่งปีนี้จัดประกวดในหัวข้อ "ชาตินิยม สากลนิยม ในยุคระเบียบโลกรวนกับความมั่นคงมนุษย์" โดยมี คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้มอบเกียรติบัตรและเงินสนับสนุน
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่
- นายกษิดิศ กุศลวงษ์ - นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่
- นายธรรมวิทย์ บงแก้ว - นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่
- นายณัฐพงศ์ จันทนะศิริ - นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
รางวัลชมเชย ได้แก่
- นายสิปปกร พันธ์จร - นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จากนั้นเป็นพิธีมอบทุนการศึกษา “ทุนลูกหลานปาล พนมยงค์ เพื่อการศึกษานานาชาติ” ประจําปี 2569 โดยคุณตุลยา พนมยงค์ และคุณวิกตอร ปาล พนมยงค์ มอบให้แก่วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
ส่วนพิธีมอบทุน รุธิร์ พนมยงค์ เพื่อชุมนุมกิจกรรมกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2569 โดย ศาสตราจารย์ ดร.รุธิร์ พนมยงค์ มอบให้แก่ชุมนุมรักบี้ และชุมนุมฟันดาบสากล ธรรมศาสตร์

ช่วงท้ายกิจกรรมในช่วงเช้าจะเป็นพิธีวางพานพุ่ม โดยคณะทายาทครอบครัว ปรีดี - พูนศุข พนมยงค์ เช่น คุณสุดา พนมยงค์, คุณดุษฎี พนมยงค์, คุณปรีดิวิชญ์ พนมยงค์, คุณเลิศศรี พนมยงค์, คุณตุลยา พนมยงค์, ศาสตราจารย์ ดร.รุธิร์ พนมยงค์, คุณวิกตอร ปาล พนมยงค์ เป็นต้น พร้อมทั้งประธานฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมธรรมศาสตร์ฯ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สถานทูต หน่วยงานราชการต่าง ๆ องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา พรรคการเมือง และหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



กิจกรรมในช่วงบ่ายจะเป็นเสวนาวิชาการ PRIDI Talks #35 : 126 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หัวข้อ จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ เริ่มตัังแต่เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ ร.103 (ห้องทวี แรงขำ) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์และการดิจิทัล ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน
ถัดมาเป็น คุณอังคณา นีละไพจิตร กรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวนำการเสวนา และคุณกษิดิศ กุศลวงษ์ กล่าวนำเสนอบทความทีได้รับรางวัลชนะเลิศ “ทุนปาล พนมยงค์”

โดยกิจกรรมเสวนาหัวข้อ "PRIDI Talks #35: จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ" มีวิทยากร 6 ท่าน ได้แก่ (เรียงลำดับตามการพูดเสวนาบนเวที)
- ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ - อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และศาสตราจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รศ.ดร.โคทม อารียา - ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม
- รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล - อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- นายจาตุรนต์ ฉายแสง -สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย
- ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน
- ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี - อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย นายธนกร วงษ์ปัญญา - บรรณาธิการข่าวไทย เดอะสแตนดาร์ด


ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เสนอว่าองค์กรอิสระถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ทั้งความล้มเหลวของรัฐราชการที่ตรวจสอบพวกเดียวกันไม่ได้ และการจัดการเลือกตั้งโดยมหาดไทยที่ขาดความเที่ยงธรรม ทว่าในปัจจุบันองค์กรอิสระเหล่านี้กลับขยายตัวจนแทบจะกลายเป็น "กระทรวงเลือกตั้ง" ที่ล่าช้าและขาดความยึดโยงกับภาคประชาชน ทั้งยังเผชิญวิกฤตศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมที่ขาดความโปร่งใส พร้อมกันนั้นยังเสนอว่า ตนไม่เชื่อว่าจะมีตุลาการทำความเห็นส่วนตนอย่างจริงจังก่อนมีคำวินิจฉัยกลาง ส่งผลให้สภาพองค์กรกลายเป็นเพียง "บ้านพักคนชรา" ของข้าราชการเกษียณที่ก้าวไม่ทันโลกดิจิทัลและขาดผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data ในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่

รศ.ดร.โคทม อารียา เสนอการปฏิรูปองค์กรตรวจสอบจะต้องเริ่มจากการปลดแอกออกจากชุดความคิดแบบรัฐราชการและแบบอภิสิทธิ์ชน เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก "อำนาจที่สี่" ที่ตรวจสอบไม่ได้มาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง โดยควรปรับโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นคณะตุลาการที่จำกัดเพียงการตีความกฎหมาย และคืนหน้าที่ กกต. ให้เป็นเพียงผู้จัดการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรมโดยเปิดให้ภาคเอกชนร่วมดำเนินการแทนการพึ่งพาแต่ข้าราชการ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาและการทุจริตที่ระบบปัจจุบันล้มเหลวในการจัดการ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องร่างขึ้นด้วยความสมานฉันท์และไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลชุดเดิม เพื่อพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออำนาจอธิปไตยถูกคืนกลับสู่มือประชาชนและมีกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส

รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อธิบายความหมายของคำว่า "อิสระ" ในองค์กรอิสระนั้น ควรหมายถึงการเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากประชาชนและกฎหมาย อำนาจต้องถูกควบคุมตามหลักการแยกอำนาจ แต่ปัจจุบันเรามีศาลรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่น ๆ สำหรับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ กกต. ประกาศว่ามีผู้เห็นชอบ 58% แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการนับรวมบัตรเสียเข้าไปด้วย หากไม่นับรวมตัวเลขอาจพุ่งไปถึง 65% ดังนั้น นอกจากนี้ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดศาล และใช้วิธีตัดสินด้วยเสียงข้างมาก ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการควรเน้นการไต่สวนข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน และทิ้งท้ายด้วยประเด็นสำคัญคือต้องมีการแก้ไขเรื่องบัตรเลือกตั้งให้มีชื่อผู้สมัครเพื่อความชัดเจนไม่สับสน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เสนอว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลรัฐบาลที่เข้มแข็งได้ถูกบิดเบือนไป โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารปี 2557 ที่องค์กรเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาระบบราชการและทำลายเจตจำนงของประชาชนผ่านการยุบพรรคการเมืองและการใช้ดุลยพินิจเรื่อง "จริยธรรม" ที่กว้างจนเกินไป ต่างจากในอดีตที่พรรคการเมืองเติบโตได้โดยไม่ถูกขัดขวางรุนแรงเช่นนี้ สำหรับทางออกนั้นมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางจุดอาจเป็นปัญหาและทำได้ยากเนื่องจากเงื่อนไขด้านการใช้เสียงในสภา ดังนั้นจึงต้องอาศัยพลังจากประชามติของประชาชนมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจที่เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

สำหรับ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอว่า องค์กรอิสระ ไม่สมควรเรียกว่าองค์กรอิสระ แต่สมควรเรียกว่า "องค์กรแต่งตั้ง" เนื่องจากมีวิธีคิดแบบ Depoliticize (การทำให้ปลอดจากการเมือง) ซึ่งเป็นอิทธิพลจากแนวคิด เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) โดยหากการ Depoliticize ถูกนำไปใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่น อำนาจก็จะมีสมดุล แต่หากประชาธิปไตยยังไม่ตั้งมั่น ประชาธิปไตยก็จะสั่นคลอน พร้อมกันนี้ ยังเสนอว่าปัจจุบันคนบางส่วนมองว่าการได้เป็นกรรมการองค์กรอิสระกลายเป็น เส้นทางอาชีพ (Career Path) และเป็นแรงจูงใจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ อาจารย์ NGO หรืออาชีพอื่น ๆ รวมถึง "นักร้อง" (นักร้องเรียน) ต่างมุ่งหวังที่จะได้รับการแต่งตั้งในองค์กรเหล่านี้ กล่าวคือ การรัฐประหารได้กลายเป็น Job Expo (มหกรรมจัดหางาน) ที่ส่งผลด้านลบต่อเศรษฐศาสตร์การเมือง ก่อให้เกิดแรงจูงใจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ทำให้เสียโอกาสในการใช้งบประมาณ เกิดสภาวะไม่รู้ร้อนรู้หนาว และที่สำคัญคือทำให้กระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง

สุดท้าย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ได้เน้นย้ำถึงคำว่า "โมเมนต์" (Moment) ซึ่งไม่ได้แปลแค่เวลาหรือห้วงเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง "พลังมวลชน" หรือแรงผลักดันของประชาชน องค์กรอิสระไทยในปัจจุบันมีอำนาจล้นพ้นและขาดการตรวจสอบ ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่มักทำหน้าที่สนับสนุนฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะ กกต. ที่กลายเป็น "บ้านพักคนชรา" เพราะสัดส่วนกว่า 70% มาจากระบบราชการและขาดความยึดโยงกับประชาชน นอกจากนี้ องค์กรเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของ "อำนาจนิยมเชิงแข่งขัน" ผ่านการสร้างเครือข่ายสายสัมพันธ์ในหลักสูตรอบรมต่าง ๆ พร้อมเตือนให้ระวังว่าการยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตอาจเกิดขึ้นเพียงเพราะฝ่ายกุมอำนาจมั่นใจว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ ดังนั้น "โมเมนต์" หรือพลังของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง




