ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บุคคล, วันนี้ในอดีต

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ: ลูกธรรมศาสตร์ “หลานลุงปรีดี” และนักกฎหมายผู้ยึดประโยชน์ส่วนรวม

4
ตุลาคม
2569

“ขอชมเชยว่าหลานได้ใช้ความคิดและการทำงานอย่างเป็นระบบ เอาการเอางาน ขอให้หลานอี๊ดรักษาความดีนี้ไว้ให้ตลอดไป และให้พัฒนายิ่งขึ้น ไม่เฉพาะการงานของลุงเท่านั้น แต่เพื่อการงานส่วนรวมในหน้าที่ทางการรัฐ และการงานส่วนรวมของประเทศชาติ”

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ (พ.ศ. 2475–2564) "หลานลุงปรีดี" และนักกฎหมายมหาชนผู้ยึดมั่นในประโยชน์ของแผ่นดิน

 

ข้อความจากจดหมายของปรีดี พนมยงค์ ถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2513 ซึ่งถ่ายทอดไว้ในหนังสืออนุสรณ์ของอิสสระ แสดงทั้งความรัก ความไว้วางใจ และความคาดหวังที่ผู้เป็นลุงมีต่อหลาน ให้หลานนำความสามารถและความรับผิดชอบที่ได้ประจักษ์ผ่านงานเล็กใหญ่ไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ[1]

“หลานอี๊ด” ในจดหมายฉบับนั้น คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ นักกฎหมายมหาชน ผู้มีบทบาทในการพัฒนาระบบงบประมาณ การเรียนการสอนกฎหมายปกครองและกฎหมายการคลัง ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการและประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชีวิตของเขาผูกพันกับปรีดีผ่านสายสัมพันธ์ในครอบครัว เส้นทางการศึกษา และหลักการทำงานที่ยึดความสุจริต ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม[2]

การรำลึกชาตกาลของอิสสระในวันที่ 4 ตุลาคม จึงเป็นโอกาสย้อนมองว่า ลูกธรรมศาสตร์และหลานของผู้ประศาสน์การผู้นี้ได้นำสิ่งที่เรียนรู้มาปฏิบัติอย่างไร ตั้งแต่การค้นเอกสารให้ลุงผู้ลี้ภัยอยู่ต่างแดน การกำกับดูแลรายจ่ายของรัฐ ไปจนถึงการวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่[3]

รากของชีวิตและคำสอนในครอบครัว

อิสสระเกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านพักผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่บิดา พระนิติทัณฑ์ประภาศ (สนอง สุจริต) รับราชการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด มารดาคือนางชวนชื่น นิติทัณฑ์ประภาศ สกุลเดิมพนมยงค์ น้องสาวร่วมบิดามารดาของปรีดี อิสสระจึงเป็น “หลานลุง” โดยสายเลือด ชื่อ “อิสสระ” ตั้งโดยนายเสียง พนมยงค์ ผู้เป็นคุณตา ส่วนชื่อเล่น “อี๊ด” เป็นชื่อที่บิดามารดาตั้งให้[4]

 

นางชวนชื่น นิติทัณฑ์ประภาศ มารดาของอิสสระ ต้อนรับปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นพี่ชาย ณ สนามบินน้ำ ท่าเรือคลองเตย ในปี พ.ศ. 2490 เมื่อเดินทางกลับจากการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ

 

เส้นทางชีวิตของบิดาผู้เป็นนักกฎหมายและผู้พิพากษาเป็นแบบอย่างให้อิสสระเลือกศึกษาวิชากฎหมายในเวลาต่อมา ทว่าเขาต้องสูญเสียบิดาด้วยโรควัณโรคตั้งแต่วัยเยาว์ ภาระของครอบครัวจึงตกอยู่กับมารดาในวัยเพียง 35 ปี ชวนชื่นต้องออกไปทำการค้าข้าวสารที่ถนนทรงวาด เลี้ยงดูบุตรทั้งแปดคน และส่งเสียจนทุกคนสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ครอบครัวของอิสสระให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก ๆ ทั้งชายและหญิง ความเข้มแข็งของมารดาเป็นแบบอย่างที่เขาได้เห็นอยู่ทุกวัน ควบคู่กับคำสอนเรื่องความเมตตาและความสุจริต ภายในบ้านมีข้อความ “เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” ซึ่งมารดาเขียนไว้บนกระจกด้วยดินสอพอง และคำสอนอีกประโยคหนึ่งคือ “ภูมิใจในกล่องมากกว่าเห็นแก่เงิน” อิสสระเติบโตมากับการอบรมให้เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ซื่อตรง และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม คุณค่าเหล่านี้เป็นหลักที่เขายึดถือในการดำเนินชีวิต[5]

อิสสระเข้าศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ที่นั่นเขาได้รับการปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเช่นกัน ภายหลังเขารำลึกถึงโรงเรียนว่า “เอกลักษณ์ของลูก BCC คือความซื่อสัตย์สุจริต” และกล่าวถึงความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่โดยมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล[6]

ระหว่างวัยเรียน ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็เข้ามาถึงชีวิตในบ้าน หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490หลุย พนมยงค์ ผู้เป็นลุง มาหลบภัยที่บ้านซอยจินดาถวิลในปีถัดมา สำหรับอิสสระซึ่งสูญเสียบิดาไปตั้งแต่เล็ก “ลุงหลุย” เป็นผู้สอนวิชาชีวิตหลายอย่าง ทั้งการขับรถ การทำอาหาร และการค้าขาย สิ่งที่เรียนรู้ในช่วงนั้นติดตัวเขาไปจนเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะฝีมือทำอาหารที่ต่อมากลายเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนในครอบครัว[7]

จากธรรมศาสตร์สู่ฝรั่งเศส: การเรียนรู้เพื่อรับใช้ประชาชน

เมื่อเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2495 อิสสระก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยท่ามกลางบรรยากาศการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาที่ยังคงคุกรุ่น แม้การแทรกแซงของผู้มีอำนาจภายหลังรัฐประหาร 2490 จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทั้งชื่อและการบริหารมหาวิทยาลัย แต่ธรรมศาสตร์ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำงานควบคู่กับการศึกษาได้

 

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ขณะเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ราว พ.ศ. 2495–2499 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

โอกาสเช่นนี้ช่วยให้อิสสระแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ ในปีถัดมา เขาสอบเข้ารับราชการเป็นเสมียนที่กองงบประมาณ กรมบัญชีกลาง งานที่เริ่มต้นเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวค่อย ๆ ทำให้เขาคุ้นเคยกับงานงบประมาณในทางปฏิบัติ และเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนจะได้ศึกษาวิชาการคลังอย่างลึกซึ้งในเวลาต่อมา

ควบคู่กับการเรียนและการทำงาน อิสสระยังร่วมกิจกรรมนักศึกษาอย่างแข็งขัน เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนชั้นปีตลอดการเรียนทั้งสี่ปี และเริ่มส่งข้อเขียนลงวารสาร ธรรมจักร ตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่ง ความสนใจในงานเขียนดำเนินต่อมาจนถึงปี พ.ศ. 2499 เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นบรรณกรในคณะกรรมการนักศึกษา ทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือ ธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากบรรณกรของอีกสี่มหาวิทยาลัยให้เป็นผู้จัดทำหนังสือ 5 มหาวิทยาลัย ขึ้นเป็นครั้งแรก

งานเหล่านี้ฝึกให้อิสสระรู้จักแสดงความคิดเห็น รับฟังผู้อื่น และทำหน้าที่ให้สมกับความไว้วางใจของเพื่อนนักศึกษา อุดมคติ “เราศึกษาเพื่อรับใช้ประชาชน” ที่ปรากฏในข้อเขียนและกิจกรรมของนักศึกษายุคนั้น ยังถ่ายทอดผ่านภาพปกหนังสือ ธรรมศาสตร์ ซึ่งสื่อความหมายว่า “จากโดม…สู่ประชาชน” สำหรับอิสสระ ประสบการณ์จากทั้งงานเสมียนและงานบรรณกรยังช่วยขัดเกลาการใช้ภาษา จนความกระชับ ชัดเจน และระมัดระวังถ้อยคำกลายเป็นลักษณะเด่นของงานเขียนและการร่างหนังสือราชการของเขาในภายหลัง

 

ปกหนังสือ ธรรมศาสตร์ ออกแบบโดยทองเติม เสมรสุต สื่อความหมาย “จากโดม…สู่ประชาชน” ควบคู่กับหน้ารายนามผู้จัดทำ ซึ่งปรากฏชื่ออิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นบรรณกร สะท้อนงานหนังสือนักศึกษาที่เขามีส่วนถ่ายทอดอุดมคติ “เราศึกษาเพื่อรับใช้ประชาชน” 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ

 

เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวคัดค้าน “การเลือกตั้งสกปรก” พ.ศ. 2500 อิสสระก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วม ในวันที่ 2 มีนาคม ขณะกำลังควบคุมการจัดทำวารสารอยู่ที่โรงพิมพ์ธรรมศาสตร์ เขาได้รับแจ้งจากสุวิทย์ เผดิมชิต ให้กระจายข่าวเชิญชวนนักศึกษาไปร่วมชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย ก่อนจะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งนั้นด้วยตนเอง ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยได้ลึกซึ้งขึ้น

 

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ร่วมเดินขบวนกับนักศึกษาคัดค้าน “การเลือกตั้งสกปรก” ในปี พ.ศ. 2500 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ หน้า 81 ซึ่งระบุว่าสุวิทย์ เผดิมชิต เป็นผู้มอบภาพถ่าย

 

อิสสระสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตในปีการศึกษา 2499 และเข้ารับปริญญาในปี พ.ศ. 2500 ก่อนอุปสมบทที่วัดเทพศิรินทราวาสในปีเดียวกัน โดยได้รับฉายา “อิสโร” แม้ชีวิตนักศึกษาจะสิ้นสุดลงแล้ว อุดมการณ์รับใช้ประชาชนยังคงเป็นหลักยึดในการทำงานของเขา เช่นเดียวกับพุทธภาษิต “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ซึ่งปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การมอบไว้แก่นักศึกษา และอิสสระนำมายึดถือในการดำเนินชีวิต

 

พุทธภาษิต “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริ” หรือ “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ที่ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ มอบไว้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ปรากฏในวารสาร ธรรมศาสตร์ ฉบับสุดท้ายที่อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นบรรณกร 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ

 

ในปี พ.ศ. 2501 เขาเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกอง (Université de Caen) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปรีดีเคยศึกษาในทศวรรษ 2460 อิสสระได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางกฎหมายมหาชน (Diplôme d’Études Supérieures de Droit Public) ด้วยผลการศึกษาระดับดี (Bien) ระหว่างศึกษา เขายังสานต่องานกิจกรรมนักศึกษาด้วยการดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศสระหว่างปี พ.ศ. 2501–2503 ก่อนสำเร็จปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายในปี พ.ศ. 2505 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง La décentralisation territoriale en Thaïlande หรือ “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย”

 

ปกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ เรื่อง La décentralisation territoriale en Thaïlande หรือ “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย” มหาวิทยาลัยกอง ประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2505 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ

 

หัวข้อวิทยานิพนธ์เผยให้เห็นความสนใจของอิสสระต่อความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น โดยเฉพาะคำถามว่าท้องถิ่นมีอิสระในการปกครองตนเองเพียงใด เขาพิจารณาทั้งที่มาของสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความผูกพันกับอำนาจส่วนกลาง ประเด็นเหล่านี้เชื่อมการศึกษากฎหมายเข้ากับโครงสร้างการบริหารและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นพื้นฐานทางความคิดที่เขาจะนำกลับมาพัฒนาต่อในงานกฎหมายมหาชนของไทย[8]

“หลานลุงปรีดี” ผู้ได้รับความไว้วางใจ

ในช่วงที่ปรีดีลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส อิสสระเดินทางไปเยี่ยมและติดต่อกับผู้เป็นลุงทางจดหมายอย่างสม่ำเสมอ งานหลายอย่างในประเทศไทยจึงมีหลานเป็นผู้ช่วยดูแลและประสานงานแทน เมื่อปรีดีดำเนินคดีฟ้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับพวก ใน พ.ศ. 2513 อิสสระช่วยชวนชื่นผู้เป็นมารดาประสานงานคณะเจ้าภาพคดี ทั้งการจัดประชุม การติดตามงานกับผู้เกี่ยวข้อง และการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย จดหมายที่ปรีดีส่งถึงชวนชื่นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนปีนั้น กล่าวขอบคุณทั้งน้องสาวและ “หลานอี๊ด” ที่รับภาระแทน พร้อมฝากให้ช่วยติดตามงานอย่างรอบคอบ เพราะในความเห็นของปรีดี คดีนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของตน ความเป็นธรรมแก่ผู้อื่น และประวัติศาสตร์ของชาติไทยด้วย[9]

ปรีดียังมอบหมายให้อิสสระค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการคลังเพื่อประกอบงานเขียน ดังปรากฏในจดหมายวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ซึ่งขอให้เขาสอบถามทั้งจำนวนเงินและวันเบิกจ่ายของกระทรวงการคลังภายหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 งานค้นคว้าเช่นนี้ทำให้อิสสระมีส่วนช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผู้เป็นลุงไม่อาจเข้าถึงได้โดยสะดวกขณะอยู่ต่างแดน[10]

อีกภารกิจหนึ่งคือการช่วยจัดพิมพ์และเผยแพร่หนังสือในประเทศไทย อิสสระได้รับมอบหมายให้ร่วมกับปราโมทย์ พึ่งสุนทร ดำเนินการเกี่ยวกับหนังสือว่าด้วยการก่อตั้งคณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตย ต่อมาเมื่อปราโมทย์ถึงแก่กรรม เขาก็ได้รับฝากให้ช่วยจัดพิมพ์หนังสืออนุสรณ์แก่เพื่อนของลุง งานเหล่านี้ต้องอาศัยความเอาใจใส่ตั้งแต่การประสานผู้เกี่ยวข้อง การส่งต้นฉบับ ไปจนถึงการตรวจปรู๊ฟ หนังสืออนุสรณ์ของอิสสระบันทึกว่า ปรีดีให้ตรวจปรู๊ฟหลายครั้ง และต้องให้ความเห็นชอบก่อนสั่งพิมพ์ การทำงานร่วมกันจึงเป็นโอกาสให้อิสสระได้สัมผัสความพิถีพิถันของผู้เป็นลุงอย่างใกล้ชิด โดยมีความถูกต้องของสิ่งที่จะเผยแพร่สู่ผู้อ่านเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน[11]

 

จดหมายปรีดี พนมยงค์ ถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2525

 

จากคำชมเรื่องการทำงานอย่างเป็นระบบที่ปรีดีฝากไว้ในจดหมายปี พ.ศ. 2513 ความไว้วางใจระหว่างลุงกับหลานยังปรากฏต่อเนื่องผ่านงานประสานคดี การค้นเอกสาร และการจัดพิมพ์หนังสือ ความเป็น “หลานลุงปรีดี” จึงมีความหมายอยู่ในภารกิจที่ลุงฝากฝังและความเอาใจใส่ที่หลานมอบให้ ขณะเดียวกัน ปรีดีก็มองไกลไปกว่างานของตน โดยหวังให้หลานนำความสามารถนั้นไปใช้ในหน้าที่ราชการและกิจการของประเทศ[12] ความคาดหวังเช่นนี้สอดคล้องกับหลักที่อิสสระยึดถือในชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อเงินแผ่นดิน ซึ่งความรอบคอบในรายละเอียดทุกเรื่องย่อมมีความหมายต่อประโยชน์ของประชาชน

เงินแผ่นดินกับความรับผิดชอบต่อประชาชน

หากย้อนกลับไปยังเส้นทางราชการ หลังสำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส อิสสระกลับมาปฏิบัติงานที่สำนักงบประมาณในปี พ.ศ. 2505 ในตำแหน่งพนักงานงบประมาณโท กองวิทยาและกฎหมายการคลัง นำความรู้กฎหมายมหาชนมาต่อยอดประสบการณ์ที่เริ่มสะสมตั้งแต่ครั้งเป็นเสมียน แม้ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เขาก็เสนอหลักเกณฑ์การจ้างลูกจ้างเพื่อควบคุมอัตรากำลังและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ก่อนยกร่างคำอธิบายการจำแนกประเภทรายจ่ายงบประมาณในปีถัดมา เพื่อให้ส่วนราชการมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนและเบิกจ่ายเงินได้ถูกต้อง[13]

 

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่โต๊ะทำงานท่ามกลางแฟ้มเอกสาร ระหว่างรับราชการที่สำนักงบประมาณ 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ

 

งานงบประมาณยังพาเขาออกไปเรียนรู้ชีวิตของผู้คนในชนบท ทั้งปัญหาที่ดินทำกิน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และความเสียหายจากภัยธรรมชาติ การลงพื้นที่ช่วยให้การพิจารณาตัวเลขรายจ่ายเชื่อมโยงกับความเดือดร้อนของประชาชน และจัดลำดับความจำเป็นในการใช้เงินได้จากข้อเท็จจริงที่พบเห็น

ในช่วง พ.ศ. 2524–2525 อิสสระเป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุงระบบงบประมาณจากแบบแสดงรายการไปสู่แบบแผนงาน เพื่อเชื่อมการจัดสรรทรัพยากรกับวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ของงาน พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร เขายกร่างระเบียบรองรับระบบใหม่ รวมทั้งระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณระดับจังหวัดฉบับแรกในปีงบประมาณ พ.ศ. 2524 ซึ่งมอบอำนาจด้านการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของบางส่วนให้ผู้ว่าราชการจังหวัด [14]

ต่อมา เมื่อเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อิสสระยังทำหน้าที่กรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎรในช่วง พ.ศ. 2527–2535 รับผิดชอบการจัดหาข้อมูล ชี้แจงข้อสงสัย และประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ เขารำลึกถึงหน้าที่นี้ว่าเป็นงานที่หนักใจที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตราชการ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งกรรมาธิการและเพื่อนข้าราชการจึงจะดำเนินไปได้[15]

ความผูกพันกับธรรมศาสตร์ปรากฏอยู่ในงานช่วงนี้ด้วย เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม อดีตอธิการบดี บันทึกว่า อิสสระมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ศูนย์รังสิต โดยเข้าใจความจำเป็นในการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ความช่วยเหลือของศิษย์เก่าผู้นี้จึงมีส่วนวางรากฐานให้มหาวิทยาลัยขยายบทบาททางการศึกษาได้กว้างขวางขึ้น[16]

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2535 อิสสระตัดสินใจลาออกจากราชการอย่างกะทันหัน ทั้งที่ยังต้องการทำงานจนถึงกำหนดเกษียณ หนังสืออนุสรณ์บันทึกว่า ขณะนั้นเขาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่อาวุโสสูงสุด และมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่รู้จักเขาและมองเหมารวมว่าข้าราชการสำนักงบประมาณไม่ซื่อสัตย์สุจริต การตัดสินใจครั้งนี้จึงเกิดขึ้นท่ามกลางความผูกพันกับงานที่เขาทุ่มเทมาตลอดชีวิตราชการ

การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ยังผูกพันกับงานซึ่งทุ่มเทมาตลอดชีวิตราชการ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการให้ผู้มีอำนาจพิจารณาข้าราชการจากคุณสมบัติและการทำงานของแต่ละคน

อิสสระอธิบายในหนังสืออำลาชีวิตราชการว่า เขาหวังให้การลาออกเป็น “เครื่องเตือนสติผู้มีอำนาจในบ้านเมือง” ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง ให้ตระหนักว่าข้าราชการก็มีทั้งคนดีและคนชั่วเช่นเดียวกับนักการเมือง การที่หน่วยงานถูกกล่าวถึงในทางลบจึงไม่ควรเป็นเหตุให้บุคลากรทุกคนต้องถูกตัดสินเช่นเดียวกัน ท่าทีนี้สอดคล้องกับหลักที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านั้นว่า ข้าราชการย่อมปรารถนาความก้าวหน้า แต่ไม่ควรแสวงหาด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรม แม้เลือกออกจากราชการ อิสสระยังยืนยันว่าจะผูกพันกับสำนักงบประมาณและเพื่อนร่วมงานตลอดไป เพราะที่นั่นเปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศมาอย่างยาวนาน[17]

ตลอดช่วงรับราชการและหลังจากนั้น อิสสระยังเขียนบทความอธิบายเรื่องการคลังแก่สาธารณชน ตั้งแต่เรื่อง “เงินคงคลัง” ซึ่งต้องพิจารณาภาระผูกพันประกอบกับจำนวนเงินที่รัฐบาลมีอยู่ ไปจนถึงการวิพากษ์ “งบฯ ส.ส.” และการนำงบประมาณที่ปรับลดไปจัดสรรตามข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางกลุ่ม เขาย้ำความสำคัญของการแสดงรายละเอียดรายจ่าย เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบได้ว่าเงินแผ่นดินจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร และสอดคล้องกับหลักการงบประมาณเพียงใด[18]

ความสนใจเรื่องอำนาจทางการคลังของรัฐสภายังนำเขากลับไปศึกษาผลงานของปรีดี พนมยงค์ ในบทความ “ท่านปรีดีฯ กับการริเริ่มเสริมสร้างอำนาจทางการคลังของรัฐสภา” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 อิสสระใช้รายงานการประชุมสภาอธิบายการที่รัฐบาลปรีดีเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรอนุญาตรายจ่ายเร่งด่วนก่อนจ่ายเงินจริง ผ่านพระราชบัญญัติอนุญาตให้รัฐบาลจ่ายเงินไปพลางก่อนในปี พ.ศ. 2489 ส่วนบทความ “ท่านปรีดี พนมยงค์ กับทหารของชาติ” ใช้คำชี้แจงต่อสภาและรายการงบประมาณตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลดทหารหลังสงคราม งานทั้งสองชิ้นแสดงให้เห็นว่า อิสสระใช้ความเชี่ยวชาญด้านการคลังศึกษาทั้งหลักการควบคุมอำนาจรัฐและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยนำหลักฐานมาอธิบายให้ผู้อ่านพิจารณาเหตุผลได้ด้วยตนเอง[19]

“ผลงานที่พี่อิสสระได้ทำไว้ให้คนกรุงเทพมหานครในหลาย ๆ เรื่อง แม้จะลืมเลือนไปจากความทรงจำบ้างแล้ว แต่ผลงานและอานิสงส์ของการพัฒนาดังกล่าวยังใช้งานเป็นประโยชน์ได้ดีต่อ กทม. อยู่จนปัจจุบัน”

— พิจิตต รัตตกุล, “พี่อิสสระที่ศาลาว่าการ กทม.”, มีนาคม 2564

 

ประสบการณ์เหล่านี้ยังถูกนำไปใช้กับงานบริหารเมือง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 อิสสระเข้าช่วยงานกรุงเทพมหานครในสมัยพิจิตต รัตตกุล โดยรับหน้าที่ประธานคณะกรรมการปรับปรุงระบบบริหารและการคลัง งานครอบคลุมทั้งระบบงบประมาณ การติดตามภาระผูกพัน การลดขั้นตอนบริการประชาชน และการกระจายงานให้สำนักงานเขต พิจิตตบันทึกว่า อิสสระติดตามปัญหากับผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด และมักเตือนว่าความล่าช้าของราชการจะยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้คนกรุงเทพฯ เขายังร่วมริเริ่มมูลนิธิฟื้นฟูกรุงเทพมหานครและเป็นประธานกรรมการชุดแรกด้วย งานช่วงนี้สะท้อนหลักที่อิสสระยึดถือมาอย่างต่อเนื่องว่า การบริหารเงินและปรับปรุงระบบราชการต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน[20]

 

จากซ้าย: ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และพิจิตต รัตตกุล ณ สวนเสรีไทย วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2540

 

ครูกฎหมายกับการวางรากฐานกฎหมายมหาชน

ควบคู่กับงานราชการ อิสสระเริ่มสอนวิชากฎหมายปกครองเปรียบเทียบที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยอุทิศเวลาช่วงบ่ายวันเสาร์ให้แก่นักศึกษา และต่อมายังสอนและให้คำปรึกษาวิทยานิพนธ์ที่ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันอื่น ๆ ในช่วงที่การศึกษากฎหมายมหาชนในไทยยังมีจำกัด เขาจัดทำคำสอนภาษาไทยเรื่อง กฎหมายปกครองเปรียบเทียบ ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2521 เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงความรู้จากตำราต่างประเทศได้สะดวกขึ้น การทุ่มเทให้แก่งานสอนและงานวิชาการอย่างต่อเนื่องนำมาสู่การได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2535

เบื้องหลังงานสอนคือความมุ่งหมายที่จะให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย อิสสระศึกษา คำอธิบายกฎหมายปกครอง ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เพื่อทำความเข้าใจรากฐานของวิชานี้ในประเทศไทย ควบคู่กับการอ่านตำราและติดตามพัฒนาการในต่างประเทศ โภคิน พลกุล ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย รำลึกว่า อิสสระผลักดันการพัฒนากฎหมายมหาชนด้วยความหวังให้ประเทศไทยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยฝ่ายปกครองต้องเคารพกฎหมายและไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ สำหรับเขา การถ่ายทอดความรู้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักประกันให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากการใช้อำนาจรัฐ[21]

ในการอภิปรายเรื่องศาลปกครองที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2523 อิสสระให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการมีผู้พิพากษาที่เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ซึ่งเขาเห็นว่าประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่ในเวลานั้น จึงเสนอให้พัฒนาการศึกษาและสร้างผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อให้ศาลปกครองสามารถคุ้มครองเสรีภาพของบุคคล ควบคู่กับการเอื้อให้ฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล ความมุ่งหมายนี้ยังปรากฏในหนังสือ ตอบ 20 คำถาม เกี่ยวกับศาลปกครอง ที่เขาเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2540 โดยอธิบายผ่านคำถามพื้นฐาน ตั้งแต่ศาลปกครองคืออะไรจนถึงเหตุผลของการมีระบบศาลคู่ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้เพียงพอที่จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยตนเอง[22]

อิสสระยังร่วมริเริ่มสมาคมกฎหมายมหาชนแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2526 และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมระหว่าง พ.ศ. 2530–2534 เขาผลักดันการสัมมนาและเผยแพร่ความรู้ไปยังภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น พร้อมย้ำว่าการกำกับดูแลต้องเคารพความเป็นอิสระของท้องถิ่นอันเป็นหัวใจของการปกครองตนเอง ความสนใจที่เริ่มต้นจากวิทยานิพนธ์ในฝรั่งเศสจึงได้รับการสานต่อผ่านงานสอน งานวิชาการ และการแลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้หลักการกระจายอำนาจเป็นที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ในบริบทของสังคมไทย[23]

บนบัลลังก์ศาลรัฐธรรมนูญ: ความเป็นอิสระและขอบเขตอำนาจ

เมื่อมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อิสสระได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการชุดแรกในปี พ.ศ. 2541 ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ก่อนดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นวันที่เขามีอายุครบ 70 ปี หลักที่เขาประกาศไว้ในวิสัยทัศน์ของประธานศาลคือ การธำรงความเป็นอิสระและความเป็นกลางทางการเมือง ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลเป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อถือ

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในชุดครุยตุลาการ 
ที่มา: หนังสือ ชีวิตอิสสระ

 

สำหรับอิสสระ การทำหน้าที่เช่นนี้เริ่มต้นจากการตระหนักถึงขอบเขตอำนาจของศาลเอง ในคำวินิจฉัยส่วนตนที่ 6/2543 และ 3/2545 เขาพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าเรื่องที่เสนอมานั้นอยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกัน การตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงหลักประกันสิทธิของบุคคล ดังปรากฏในการนำหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดมาประกอบการพิจารณาเรื่องการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี และการตั้งข้อกังวลต่อถ้อยคำเรื่องความเหมาะสมทางกายหรือจิตใจของผู้สมัครเป็นข้าราชการตุลาการ ซึ่งเปิดให้ใช้ดุลพินิจกว้างขวางจนอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม[24]

ความเป็นอิสระของผู้แทนประชาชนก็เป็นอีกหลักหนึ่งที่เขายึดถือ ในคำวินิจฉัยส่วนตนที่ 1/2542 อิสสระเห็นว่ามติพรรคที่ลบชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากทะเบียนสมาชิก เพราะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระและไม่อยู่ใต้อาณัติของพรรค ขัดกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ความเห็นเหล่านี้สะท้อนความใส่ใจต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและผู้ใช้อำนาจ โดยแต่ละฝ่ายต้องเคารพทั้งขอบเขตหน้าที่ของตนและหลักประกันที่รัฐธรรมนูญวางไว้[25]

คดีที่ทำให้อิสสระเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือคดีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2544 หรือ “คดีซุกหุ้น” เขาเป็นตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง โดยจัดทำคำวินิจฉัยส่วนตนความยาว 128 หน้า อธิบายพยานหลักฐาน ข้อกฎหมาย และเหตุผลในการตีความอย่างละเอียด แม้ความเห็นนั้นแตกต่างจากผลคำวินิจฉัยของศาล แต่ยังเป็นหลักฐานให้ศึกษาว่าเขาชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงและใช้เหตุผลทางกฎหมายในการตัดสินใจอย่างไร[26]

เบื้องหลังบัลลังก์ศาลคือมรสุมที่พัดพาแรงกดดันเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว บทสัมภาษณ์และคำบอกเล่าของครอบครัวต่างฉายภาพการชุมนุมหน้าศาล รวมถึงการที่ตำรวจต้องมาดูแลความปลอดภัยถึงบ้าน ในสถานการณ์เช่นนั้น อิสสระได้หารือกับผาณิตถึงผลที่อาจกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ของเธอ ทว่าภรรยากลับขอให้เขาตัดสินใจตามหลักวิชาชีพโดยไม่ต้องห่วงผลกระทบต่อครอบครัว ท่ามกลางความตึงเครียด ความเข้าใจของคู่ชีวิตจึงเป็นกำลังสำคัญให้เขาทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ[27]

 

ข่าวและคำให้สัมภาษณ์ของอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ในหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 และ 18 กันยายน พ.ศ. 2545 ก่อนพ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ

 

แม้ดำรงตำแหน่งตุลาการ อิสสระยังคงเป็นครูผู้พร้อมถ่ายทอดความรู้ สุภาวดี อินทะวงษ์ ผู้สื่อข่าวที่ติดตามงานศาลในช่วงนั้น บันทึกว่าเขาอธิบายข้อกฎหมายให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจได้อย่างกระจ่าง แต่ระมัดระวังไม่แสดงความคิดเห็นให้คาดเดาผลคดีก่อนมีคำวินิจฉัย ความเป็นกันเองจึงดำเนินควบคู่กับการรักษาจรรยาบรรณตุลาการ เช่นเดียวกับโอวาทแก่เนติบัณฑิตในปี พ.ศ. 2545 ที่เขาฝากความหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายใช้ความรู้และวิจารณญาณอย่างเป็นอิสระ และเป็นที่พึ่งของประชาชนผู้แสวงหาความยุติธรรม[28]

ในบ้านและในความทรงจำของคนใกล้ชิด

สำนักงบประมาณเป็นสถานที่ที่อิสสระได้พบกับผาณิต ลักษณพาณิช ในปี พ.ศ. 2507 ทั้งสองสมรสเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2511 และมีบุตรธิดาสองคน คือเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และอิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ บุญญะศิริ ต่อมาเอกนิติดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนอิสริยาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเลขานุการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์

 

จากซ้าย: อิสสระ เอกนิติ อิสริยา และผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ถ่ายภาพร่วมกันในโอกาสรับปริญญาของเอกนิติ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

แม้ภาระหน้าที่จะเพิ่มขึ้นตามความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน เขายังคงให้ความสำคัญกับครอบครัวเสมอ บ้านจึงเป็นทั้งความสุขของอิสสระและที่ที่คนใกล้ชิดได้สัมผัสความอ่อนโยนกับอารมณ์ขันของเขา

ในความทรงจำของลูก ๆ พ่อมักหาเวลาเล่นด้วยเสมอ คอยไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน และมีของอร่อยติดไม้ติดมือกลับมาฝากหลังสอนหนังสืออยู่เป็นประจำ เมื่อว่างเว้นจากงาน ความสุขอีกอย่างของเขาคือการเข้าครัวทำอาหารให้ครอบครัว โดยเฉพาะ “ซุปนกกระทา” และ “ข้าวผัดเหลา” ซึ่งจดจำสูตรจากลุงหลุยมาตั้งแต่วัยรุ่น นอกจากอาหารฝีมือพ่อแล้ว ความทรงจำในบ้านยังมีเสียงหีบเพลงและบทเพลงที่เขาร้องคู่กับภรรยา ส่วนเรื่องที่เขามักหยิบมาเล่าด้วยความภูมิใจเสมอ คือการตัดสินใจเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพียงเพราะลูกสาววัยเจ็ดขวบยื่นคำขาดว่าหากไม่เลิกก็จะไม่ยอมให้พ่อหอม คำขอของลูกเพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เขาเลิกสูบในทันที

 

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ขณะเข้าครัวทำอาหารให้ครอบครัว ความสุขในวันว่างจากงานที่ลูก ๆ จดจำได้ดี โดยเฉพาะซุปนกกระทาและข้าวผัดเหลา ซึ่งเขาเรียนรู้สูตรจากหลุย พนมยงค์ ผู้เป็นลุงมาตั้งแต่วัยรุ่น

 

ท่ามกลางความทรงจำอันอบอุ่นเหล่านั้น ลูก ๆ ยังจดจำภาพคุ้นตาของพ่อที่หอบแฟ้มเอกสารกองโตกลับมานั่งอ่านและลงนามในยามค่ำคืนได้อย่างแจ่มชัด วันหนึ่งเอกนิติเอ่ยถามว่าเหตุใดพ่อจึงต้องอ่านทุกเรื่องอย่างละเอียดลออ แทนที่จะเพียงแค่เซ็นให้ผ่านไป อิสสระตอบว่า

“เรื่องที่พ่อต้องเซ็น เป็นเรื่องเงินงบประมาณของประเทศ พ่อต้องรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ และถ้าพ่อทำชุ่ย ๆ ก็อาจจะทำให้ประเทศชาติเสียหายได้”

คำตอบอันเรียบง่ายนี้ทำให้ความสุจริตมีความหมายชัดเจนผ่านงานที่ลูกเห็นพ่อทำอยู่ทุกวัน ทั้งความเอาใจใส่ในหน้าที่และความระมัดระวังมิให้ความบกพร่องของตนสร้างความเสียหายแก่ส่วนรวม สอดคล้องกับปรัชญาการทำงานที่เขาเคยอธิบายไว้ในนิตยสาร Manager เมื่อปี พ.ศ. 2535 ว่าต้องคำนึงถึงทีมและความรับผิดชอบต่อสาธารณชน สำหรับครอบครัว หลักคิดเหล่านี้จึงเปรียบเสมือน “คำสอนที่มีชีวิต” ซึ่งลูก ๆ ค่อย ๆ ซึมซับจากการกระทำของพ่อ แม้ในยามค่ำคืนที่เขายังคงก้มหน้าอ่านแฟ้มด้วยความรับผิดชอบต่อเงินแผ่นดิน[29]

ชีวิตแห่งการเรียนรู้และคุณค่าที่ส่งต่อ

แม้พ้นจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว อิสสระยังคงศึกษาค้นคว้าและเขียนงานต่อไป โดยได้รับเชิญเป็น “เกตุทัตศาสตราภิชาน” แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ระหว่างปี พ.ศ. 2546–2548 วรากรณ์ สามโกเศศ รำลึกถึงความสุภาพและการรับฟังผู้อื่นด้วยความเคารพ แม้จะมีความเห็นต่างกัน ขณะที่โภคิน พลกุล เคยเล่าถึงความถ่อมตนของเขาที่พร้อมจะเรียนรู้จากนักกฎหมายรุ่นใหม่เสมอ ด้วยเชื่อว่าผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาย่อมมีองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาแลกเปลี่ยน ความเป็นครูของเขาจึงงอกงามเคียงคู่ไปกับความใฝ่รู้ โดยมีความอ่อนน้อมและการเปิดใจรับฟังเป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ดำรงตำแหน่งเกตุทัตศาสตราภิชาน ถ่ายภาพร่วมกับศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้ดำรงตำแหน่งปรีดี พนมยงค์ศาสตราภิชาน แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564 สิริอายุ 88 ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนปีเดียวกัน แม้ฉากชีวิตจะปิดลง ทว่ามรดกทางความคิด ทั้งตำรา บทความ คำวินิจฉัยส่วนตน และเอกสารอันทรงคุณค่าที่หลงเหลืออยู่ ยังคงทำหน้าที่เป็นแสงสว่างให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ทั้งในแง่มุมของปัญญาทางกฎหมาย และวิถีการทำงานที่หยัดยืนอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนความทรงจำของครอบครัว ลูกศิษย์ และผู้ร่วมงาน ก็ช่วยต่อเติมให้เห็นตัวตนของผู้สร้างผลงานเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น[30]

สำหรับสถาบันปรีดี พนมยงค์ การรำลึกถึงอิสสระจึงเป็นการมองเห็นว่า เจตนารมณ์ของผู้ประศาสน์การได้รับการสืบทอดอย่างงดงามผ่านชีวิตและผลงานของลูกธรรมศาสตร์คนนี้อย่างไร ความผูกพันลึกซึ้งในฐานะ “หลานลุง” เป็นแรงผลักดันให้เขาเข้าไปมีส่วนสำคัญในการค้นคว้าและพิทักษ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรีดี ขณะที่องค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ก็ช่วยให้เขาสามารถศึกษาผลงานของผู้เป็นลุงได้อย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งนำอุดมการณ์เรื่องความสุจริต ความเป็นธรรม และประโยชน์ส่วนรวม มาเป็นเข็มทิศในการปฏิบัติทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อย้อนกลับไปอ่านคำฝากฝังของปรีดีในบทนำ ความหวังที่อยากเห็นหลานนำความรู้ความสามารถมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ จึงฉายภาพชัดเจนผ่านเส้นทางชีวิตของอิสสระ ตั้งแต่งานที่ลุงไว้วางใจให้ช่วยดูแล ไปจนถึงงานที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับความรู้และวิจารณญาณของเขา

สายใยที่เชื่อมโยงทุกภารกิจเหล่านั้นเข้าด้วยกัน คือความเอาใจใส่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องและรอบคอบที่สุด เพราะเขาตระหนักดีว่าทุกการตัดสินใจย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ความไว้วางใจที่ได้รับจึงเป็นทั้งพลังใจและเป็นความรับผิดชอบอันสูงสุด ที่เขาเพียรรักษาไว้ให้สมกับความมุ่งหวังของผู้ฝากฝัง... ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2513, ข้อความอ้างใน เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”: เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตและงานของศาสตราจารย์พิเศษ อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ (หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564), น. 121.

[2] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, ส่วน “ประวัติย่อ”; น. 88–95 ว่าด้วยการศึกษาที่ฝรั่งเศส; น. 120–123 ว่าด้วยปรีดีในฐานะต้นแบบการทำงาน; น. 135–139 ว่าด้วยการปรับปรุงระบบงบประมาณ; และ น. 160–175 ว่าด้วยงานสอนและการพัฒนากฎหมายปกครอง

[3] หนังสือเดียวกัน, ส่วน “ประวัติย่อ” ระบุวันเกิด 4 ตุลาคม 2475; น. 120 ว่าด้วยการค้นคว้าเอกสารให้ปรีดี; น. 129–143 ว่าด้วยงานงบประมาณ; และ น. 192–193 ซึ่งยกข้อความจากคำวินิจฉัยส่วนตนที่ 6/2543 และ 3/2545 เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ

[4] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”: เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตและงานของศาสตราจารย์พิเศษ อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ (หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564), ส่วน “ประวัติย่อ” และ “สาแหรกสายมารดา ชวนชื่น พนมยงค์”; น. 6 และ 10 ว่าด้วยที่มาของชื่อและสถานที่เกิด

[5] หนังสือเดียวกัน, น. 33–34 และ 49 โดยคงคำว่า “กล่อง” ตามข้อความที่ปรากฏในหนังสือ

[6] หนังสือเดียวกัน, น. 19–20 โดยหน้า 20 อ้างข้อความของอิสสระเกี่ยวกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2545

[7] หนังสือเดียวกัน, น. 56–61 ว่าด้วยการมาอยู่ที่บ้านของหลุย พนมยงค์ และสิ่งที่อิสสระได้เรียนรู้จากผู้เป็นลุง

[8] หนังสือเดียวกัน, น. 93–95 โดยหน้า 94–95 นำเสนอสรุปบทนำวิทยานิพนธ์ แปลเป็นภาษาไทยโดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พล ธีรคุปต์ เมื่อเดือนมีนาคม 2564.

[9] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงชวนชื่น นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2513, หน้า 1–2; และ เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, น. 120 ว่าด้วยการเดินทางไปเยี่ยมและการติดต่อทางจดหมาย

[10] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2520; และอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ, จดหมายถึงปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2520

[11] ปรีดี พนมยงค์, จดหมายถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2515 และ 22 พฤษภาคม 2524; และ เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, น. 120

[12] ปรีดี พนมยงค์, ข้อความจากจดหมายถึงอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2513, อ้างใน เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, น. 121

[13] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, หน้า 129–130.

[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 135–139. การมอบอำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในที่นี้เป็นเรื่องการบริหารงบประมาณระดับจังหวัด ไม่ใช่การมอบอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.

[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า 139–140 และ 150–151.

[16] เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, “ความช่วยเหลือของศิษย์เก่ากับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,” กุมภาพันธ์ 2564, ถ่ายทอดใน เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, หน้า 140–142.

[17] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”: เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตและงานของศาสตราจารย์พิเศษ อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ (อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564), หน้า 150–155. เหตุการณ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจลาออกปรากฏในคำบรรยายหน้า 151; คำอธิบายเจตนาของอิสสระจากหนังสืออำลาชีวิตราชการอยู่หน้า 152; คำกล่าวถึงความผูกพันกับสำนักงบประมาณอยู่หน้า 153–154; ส่วนข้อคิดเรื่องความก้าวหน้าในราชการ หน้า 155 อ้างจากหนังสือที่ระลึกสำนักงบประมาณ 30 ปี ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2532.

[18] เรื่องเดียวกัน, หน้า 157–158 กล่าวถึงบทความ “วัวหายล้อมคอก: บทเรียนจากการอภิปรายงบประมาณ,” มติชนรายวัน, 6 มีนาคม 2536 และ “งบฯ ส.ส. กับหลักการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน,” มติชนรายวัน, 8 กันยายน 2536.

[19] อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ, “ท่านปรีดีฯ กับการริเริ่มเสริมสร้างอำนาจทางการคลังของรัฐสภา,” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2537 และเผยแพร่บนเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 2 มิถุนายน 2563; และ “ท่านปรีดี พนมยงค์ กับทหารของชาติ,” เผยแพร่บนเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์ วันที่ 4 ตุลาคม 2567.

[20] พิจิตต รัตตกุล, “พี่อิสสระที่ศาลาว่าการ กทม.,” มีนาคม 2564, ถ่ายทอดใน เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, หน้า 181–185; เรื่องการร่วมริเริ่มมูลนิธิฟื้นฟูกรุงเทพมหานคร ดูหน้า 187.

[21] เรื่องเดียวกัน, หน้า 161 และ 171–172 โดยเฉพาะคำรำลึกของโภคิน พลกุล, “ระลึกถึงอาจารย์ ดร.อิสสระ ครูบาอาจารย์ทางกฎหมายที่น่านับถือ,” มีนาคม 2564.

[22] เรื่องเดียวกัน, หน้า 164–167 ซึ่งสรุปคำอภิปรายของอิสสระเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2523 และกล่าวถึงหนังสือ ตอบ 20 คำถาม เกี่ยวกับศาลปกครอง.

[23] เรื่องเดียวกัน, หน้า 168–171 โดยหน้า 170 ถ่ายทอดคำกล่าวเปิดการสัมมนาเรื่องความสัมพันธ์ในทางกฎหมายระหว่างราชการบริหารส่วนกลางกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เมื่อปี พ.ศ. 2533.

[24] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”: เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตและงานของศาสตราจารย์พิเศษ อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ (อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564), หน้า 190–191; สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของศาสตราจารย์ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ”⁠, 16 มกราคม 2564 สำหรับวันดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ.

[25] อิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ บุญญะศิริ, “อ่านคำวินิจฉัยส่วนตนอิสสระ: ย้อนอดีตสู่แง่คิดปัจจุบัน”⁠, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 4 ตุลาคม 2568.

[26] เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, หน้า 197–203 โดยหน้า 197 ระบุความยาวคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีที่ 20/2544 จำนวน 128 หน้า.

[27] เรื่องเดียวกัน, หน้า 202–206 ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์ คำรำลึกของเอกนิติ และเรื่องการพูดคุยกับผาณิตระหว่างจัดทำคำวินิจฉัย.

[28] เรื่องเดียวกัน, ส่วนโอวาทแก่เนติบัณฑิต สมัยที่ 54 หน้า 208–211; สุภาวดี อินทะวงษ์, “ด้วยความเคารพอย่างสูงต่ออาจารย์อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ,” มีนาคม 2564, หน้า 215–216.

[29] “20 Questions with Dr. Isra Nitithanprapas,” บทสัมภาษณ์นิตยสาร Manager พ.ศ. 2535, นำมาถ่ายทอดใน เกร็ดประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิต “อิสสระ”, หน้า 244–245. ข้อความในเนื้อหาเป็นการถอดความคำตอบภาษาอังกฤษ.

[30] เรื่องเดียวกัน, หน้าต้นเล่มซึ่งระบุวันเกิด วันถึงแก่อนิจกรรม และกำหนดงานพระราชทานเพลิงศพ.