ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• บุคคล, วันนี้ในอดีต

รำลึกชาตกาล ทหาร ขำหิรัญ: คณะราษฎรสายทหารเรือกับภาระของ “ลูกหนี้ประชาชน”

4
ตุลาคม
2569

พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ร.น.

 

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2444 เป็นวันเกิดของ พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ผู้มีนามเดิมว่า “ทองหล่อ” นายทหารเรือชาวบางกอกน้อย หนึ่งในคณะราษฎรผู้ร่วมอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 และสมาชิกขบวนการเสรีไทย เขามีบทบาทในการวางรากฐานนาวิกโยธิน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และเผชิญการต่อสู้ทางการเมืองหลังสงครามจนต้องสูญเสียตำแหน่งและอิสรภาพ ก่อนกลับเข้าสู่สภาในฐานะผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง[1]

สำหรับสถาบันปรีดี พนมยงค์ การรำลึกถึงบุคคลผู้นี้มีความหมายทั้งในฐานะผู้ร่วมสถาปนาระบอบประชาธิปไตยและผู้ยืนเคียงข้างปรีดีในยามคับขัน[2] เรื่องราวของเขายังเปิดให้เห็นบทบาทของคณะราษฎรสายทหารเรือ ซึ่งมักได้รับการกล่าวถึงน้อยกว่าสายทหารบกและพลเรือน ทั้งที่มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การต่อต้านญี่ปุ่น และความขัดแย้งทางการเมืองหลังสงคราม

เมื่อย้อนทบทวนเส้นทางของคณะราษฎร ทหาร ขำหิรัญเห็นว่า แม้คณะผู้ก่อการจะประสบความปราชัยทางการเมืองจากรัฐประหาร พ.ศ. 2490 แต่ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนยังไม่สิ้นสุด ทุกคนยังเป็น “ลูกหนี้ประชาชน” จนกว่าประชาชนชาวไทยจะได้รับการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์[3] ทัศนะนี้เป็นแกนสำคัญในการทำความเข้าใจชีวิตของเขา และภารกิจที่เขาเห็นว่ายังไม่บรรลุผลภายหลังการอภิวัฒน์ 2475

จากคลองบางกอกน้อยสู่คณะราษฎรสายทหารเรือ

ทองหล่อ ขำหิรัญเกิดในครอบครัวริมคลองบางกอกน้อย เป็นบุตรของนายถมยา ขำหิรัญ และนางหลุยส์ สุวรรณชีพ ชีวิตวัยเด็กผูกพันกับสังวร สุวรรณชีพ หรือหลวงสังวรยุทธกิจ ในเวลาต่อมา ทั้งสองเกิดในปีเดียวกัน แต่สังวรมีศักดิ์เป็นน้าชายฝ่ายมารดาของทองหล่อ จึงใกล้ชิดกันทั้งในฐานะญาติและเพื่อน ก่อนจะร่วมเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เด็กชายทั้งสองพายเรือไปเรียนที่โรงเรียนวัดศรีสุดารามด้วยกัน ต่อมาทองหล่อศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดภาวนาภิตาราม ก่อนเข้าโรงเรียนนายเรือและสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2468 ในช่วงที่เริ่มใช้นามสกุล เขาใช้นามสกุล “สุวรรณชีพ” เช่นเดียวกับหลวงสังวรยุทธกิจ กระทั่งได้รับสัญญาบัตรเป็นนายเรือตรีแล้วจึงเปลี่ยนมาใช้ “ขำหิรัญ” ตามที่บิดาจดทะเบียนไว้[4]

ความใกล้ชิดกับหลวงสังวรยุทธกิจนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อหลวงสังวรฯ มาพบที่สนามฝึกทหารด้านหลังกรมทหารเรือ ปรารภถึงสถานการณ์บ้านเมือง และชักชวนให้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย ทองหล่อเห็นว่าคำชักชวนมีเหตุผลจึงตกลงเข้าร่วมคณะราษฎรสายทหารเรือ ซึ่งมีหลวงสินธุสงครามชัยเป็นผู้นำ[5]

 

ทหาร ขำหิรัญ นามเดิม “ทองหล่อ” สมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ
ที่มาภาพ: ห้องสมุดสำนักพิมพ์ต้นฉบับ เผยแพร่ใน มติชนออนไลน์, “‘ทหาร ขำหิรัญ’ 1 ในคณะราษฎร บุคคลในหนังสือที่ ‘ชัชชาติ’ รับจากครอบครัวพยาบาลทำคลอด 56 ปีก่อน”⁠, 13 กรกฎาคม 2565. (ปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)

 

ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทองหล่อเป็นนายทหารประจำกองพันพาหนะ และมีบทบาทนำกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการของคณะราษฎร กำลังนาวิกโยธินซึ่งได้รับการฝึกให้ปฏิบัติการรบบนบกเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ฝ่ายผู้ก่อการควบคุมพื้นที่ในพระนครได้[6]

การอภิวัฒน์ต้องอาศัยทั้งการวางแผน การประสานงาน และการนำกำลังเข้าปฏิบัติการ ขณะที่ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำสายพลเรือน ทองหล่อร่วมดำเนินการในสายทหารเรือ ทั้งสองจึงร่วมภารกิจทางการเมืองมาตั้งแต่ครั้งคณะราษฎร ก่อนร่วมงานเสรีไทยและช่วยเหลือกันในยามคับขันอีกหลายครั้ง

ผู้วางรากฐานนาวิกโยธิน: จาก “ทองหล่อ” เป็น “ทหาร”

ทองหล่อรับราชการในกิจการนาวิกโยธินต่อเนื่องจากการอภิวัฒน์ ควบคู่กับการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 เมื่อมีการจัดตั้งกรมนาวิกโยธินใน พ.ศ. 2482 เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาคนแรก มีส่วนวางรากฐานการจัดหน่วย การศึกษาและการฝึก ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ของนาวิกโยธินที่สัตหีบ

 

น.อ. ทหาร ขำหิรัญ ผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน

 

ในสมัยรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม เขาเปลี่ยนชื่อจาก “ทองหล่อ” เป็น “ทหาร” ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนชื่อบุคคลและแบบแผนทางวัฒนธรรมของยุครัฐนิยม นามใหม่กลายเป็นชื่อที่ปรากฏในประวัติศาสตร์การเมือง ส่วนชื่อเดิมยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน และภายหลังถูกนำไปเชื่อมโยงกับที่มาของชื่อซอยทองหล่อ[7]

เมื่อประเทศเผชิญสงครามโลกครั้งที่สอง ทหาร ขำหิรัญเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยและรับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายสงคราม งานของเขาจึงขยายจากกิจการนาวิกโยธินไปสู่ภารกิจรักษาเอกราชและการร่วมงานกับปรีดี พนมยงค์อีกครั้ง

เสรีไทย: ความร่วมมือเพื่อรักษาเอกราช

ทหาร ขำหิรัญเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนายทหารเรือใน ขบวนการเสรีไทย ซึ่งมีปรีดี พนมยงค์เป็นหัวหน้าในประเทศ โดยหลวงสังวรยุทธกิจเป็นผู้ประสานสำคัญและชักชวนนายทหารเรือเข้าร่วมงานต่อต้านญี่ปุ่น[8] ทหารยังระบุการร่วมงานเสรีไทยเพื่อกอบกู้เอกราชไว้ในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 ด้วย[9]

 

ปรีดี พนมยงค์ และ หลวงสังวรยุทธกิจ ในนิตยสารไทสัปดาห์ เรื่องปฏิบัติการเสรีไทย
ที่มา: บทความอนุสรณ์งานศพ “หลวงสังวรยุทธกิจ” โดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

ความร่วมมือจากการอภิวัฒน์ 2475 จึงดำเนินต่อภายใต้ภารกิจรักษาเอกราชในภาวะสงคราม งานเสรีไทยอาศัยกำลังของทั้งพลเรือน ทหาร และตำรวจ ครอบคลุมการติดต่อสัมพันธมิตร การเตรียมกำลัง และการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในกลไกรัฐสนับสนุนงานต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ

เมื่อควง อภัยวงศ์จัดตั้งรัฐบาลใน พ.ศ. 2487 ทหาร ขำหิรัญได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีที่ไม่ได้ประจำกระทรวง หรือที่เรียกกันว่า “รัฐมนตรีลอย” ชีวประวัติของเขายังกล่าวถึงหน้าที่ติดต่อประสานงานกับแม่ทัพใหญ่ และการรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ในช่วงปลายสงคราม

ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับปรีดีดำเนินต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง โดยเฉพาะในยามที่ปรีดีต้องเผชิญภัยจากรัฐประหาร พ.ศ. 2490

รัฐประหาร 2490: ที่พักพิงของปรีดีและครอบครัว

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ โค่นรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และยุติการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ปรีดีซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสต้องหลบหนีจากการติดตามจับกุม โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใกล้ชิดและนายทหารเรือ ก่อนเดินทางไปหลบภัยที่ฐานทัพเรือสัตหีบ[10]

ทหาร ขำหิรัญเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในเครือข่ายความช่วยเหลือนี้ คำบอกเล่าของนายทหารเรือที่เกี่ยวข้องระบุว่า เขาร่วมเดินทางกับหลวงสังวรยุทธกิจและปรีดีในช่วงหลบภัยจากพระนคร และต่อมายังจัดรถพร้อมผู้ติดตามเพื่ออารักขาปรีดีออกจากสัตหีบ ก่อนเดินทางลี้ภัยไปสิงคโปร์

ความช่วยเหลือยังรวมไปถึงครอบครัวพนมยงค์ ท่านผู้หญิงพูนศุขเล่าว่า หลังรัฐประหาร สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจและมีการติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้อง ท่านจึงพาลูก ๆ ไปอาศัยบ้านพักของทหาร ขำหิรัญที่สัตหีบเกือบสามเดือน โดยได้รับการต้อนรับอย่างดี พร้อมกล่าวถึงเขาว่า “มีบุญคุณกับครอบครัวเรามาก”[11]

มิตรภาพนี้ปรากฏอีกครั้ง เมื่อทหาร ขำหิรัญต้องหลบซ่อนในเวลาต่อมา ท่านผู้หญิงพูนศุขได้ฝากสิ่งของพร้อมข้อความแสดงความยินดีที่จะช่วยเหลือ ครั้นเขาถูกจับกุม ตำรวจพบข้อความดังกล่าวและนำมาสอบถาม ท่านผู้หญิงก็ยอมรับว่าเป็นลายมือของตน ความเกื้อกูลระหว่างทั้งสองครอบครัวทำให้เห็นว่า สำหรับปรีดี ทหาร ขำหิรัญเป็นทั้งสหายร่วมอุดมการณ์และ “มิตรแท้ในยามวิกฤต” ผู้ให้ความคุ้มครองแก่เขาและครอบครัวในวันที่การช่วยเหลือเช่นนั้นอาจนำภัยมาถึงตนเอง[12]

ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492

หลังลี้ภัยออกนอกประเทศ ปรีดีเดินทางกลับเข้ามาอย่างลับ ๆ เพื่ออำนวยการ ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “กบฏวังหลวง” ใน ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ เขาอธิบายวัตถุประสงค์ของขบวนการว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ภายหลังถูกทำลายลงด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490[13]

ปรีดีโต้แย้งคำเรียกดังกล่าวว่า

“ขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ จึงมิใช่กบฏต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย”

พร้อมวิจารณ์ว่า การกล่าวหาขบวนการเป็นกบฏเท่ากับสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มและระบอบที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร พ.ศ. 2490[14]

ทหาร ขำหิรัญเป็นหนึ่งในนายทหารเรือที่ปรีดีชักชวนเข้าร่วมขบวนการ พร้อมด้วยหลวงสังวรยุทธกิจและอดีตสมาชิกเสรีไทยอีกจำนวนหนึ่ง ขณะนั้นทหารดำรงตำแหน่งผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 2 และรักษาราชการผู้บังคับการกรมนาวิกโยธินที่สัตหีบ เขาจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกำลังฝ่ายขบวนการ และต่อมาได้บันทึกว่าตนเห็นพ้องกับการดำเนินการครั้งนี้และให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง[15]

การปฏิบัติการเริ่มขึ้นด้วยการเข้ายึดพื้นที่พระบรมมหาราชวังเพื่อตั้งกองบัญชาการ ก่อนเกิดการปะทะกับฝ่ายรัฐบาล ปรีดีบันทึกไว้ใน ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน ว่า กำลังสนับสนุนฝ่ายทหารเรือถูกสกัดกั้นและเดินทางมาไม่ทัน เมื่อกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเข้าล้อมพระบรมมหาราชวังในเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เขาจึงสั่งถอนกำลังไปยังพระราชวังเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อสถานที่ทางประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุของชาติ[16]

ด้านทหาร ขำหิรัญ เมื่อย้อนทบทวนเหตุการณ์ ได้วิจารณ์ความไม่จริงจังและความลังเลของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตลอดจนการยอมรับข้อประนีประนอมของฝ่ายทหารเรือว่าเป็นเหตุสำคัญของความล้มเหลว ในทัศนะของเขา ฝ่ายทหารเรือยอมประนีประนอมทั้งที่ยังมีความได้เปรียบอยู่ คำวิจารณ์นี้สะท้อนความผิดหวังของผู้ร่วมขบวนการที่เห็นว่าโอกาสในการต่อสู้ได้สูญเสียไปจากการตัดสินใจของฝ่ายตนเอง[17]

คำบอกเล่าทั้งสองกล่าวถึงปัญหาคนละระดับ ปรีดีอธิบายข้อจำกัดเฉพาะหน้าและเหตุผลในการถอนกำลัง ส่วนทหารให้น้ำหนักกับความลังเลและการประนีประนอมของฝ่ายทหารเรือ เมื่ออ่านประกอบกันจึงเห็นทั้งอุปสรรคในการส่งกำลังสนับสนุนและความไม่เป็นเอกภาพในการตัดสินใจ

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ปรีดีต้องหลบซ่อน ก่อนลี้ภัยออกนอกประเทศอีกครั้ง ขณะที่ทหารต้องพ้นจากตำแหน่งผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 2 และรักษาราชการผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน[18]

แมนฮัตตัน 2494: ความขัดแย้งที่ลงเอยด้วยการสูญเสีย

สองปีต่อมา ทหาร ขำหิรัญปรากฏชื่ออีกครั้งในเหตุการณ์ กบฏแมนฮัตตัน วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ครั้งนี้เขาอยู่ในฐานะนายทหารนอกราชการ ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าระบุว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของคณะผู้ก่อการ ร่วมกับนายทหารเรือ อาทิ นาวาเอก อานนท์ ปุณฑริกาภา และนาวาตรี มนัส จารุภา[19]

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากความไม่พอใจรัฐบาล การกระทบกระทั่งระหว่างทหารเรือกับทหารบกและตำรวจ ตลอดจนความหวาดระแวงกองทัพเรือที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ พ.ศ. 2492 ซึ่งนำไปสู่การตัดกำลังนาวิกโยธินและข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความตึงเครียดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันให้นายทหารเรือกลุ่มหนึ่งตัดสินใจก่อการ[20]

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อนาวาตรี มนัส จารุภานำกำลังเข้าควบคุมตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม ระหว่างพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนแมนฮัตตันจากสหรัฐอเมริกา ณ ท่าราชวรดิษฐ์ ก่อนนำตัวนายกรัฐมนตรีไปควบคุมไว้บน เรือหลวงศรีอยุธยา เพื่อใช้ต่อรองกับฝ่ายรัฐบาล

 

เรือหลวงศรีอยุธยา
ที่มาภาพ: Wikimedia Commons⁠

 

การควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีไม่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลยอมจำนน การสู้รบกลับขยายตัว โดยฝ่ายรัฐบาลใช้กำลังทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจเข้าปราบปราม กองทัพอากาศทิ้งระเบิดเรือหลวงศรีอยุธยาจนเกิดเพลิงไหม้และอับปาง จอมพล ป. ได้รับความช่วยเหลือจากทหารเรือจนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ขณะที่การสู้รบสร้างความสูญเสียแก่ทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชน จนเกือบกลายเป็นสงครามกลางเมือง

 

การควบคุมตัวทหารในเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494
ที่มาภาพ: AFP PHOTO เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์⁠

 

หลังฝ่ายผู้ก่อการพ่ายแพ้ กองทัพเรือถูกปรับลดกำลังและบทบาทอย่างหนัก มีการยุบและโอนย้ายหน่วยงาน ตลอดจนปลดนายทหารจำนวนมาก รวมถึงการยุบกรมนาวิกโยธินที่ทหาร ขำหิรัญเคยมีส่วนวางรากฐาน ส่วนตัวเขาต้องหลบหนีไปอยู่ที่ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 และถูกคุมขังจนได้รับอิสรภาพจากการนิรโทษกรรมใน พ.ศ. 2500

จากผู้ต้องขังสู่ผู้แทนราษฎร และการพบปรีดีในประเทศจีน

การนิรโทษกรรมเนื่องในวาระ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2500 ทำให้ทหาร ขำหิรัญและนักโทษการเมืองอีกจำนวนหนึ่งได้รับอิสรภาพ ในจำนวนนั้นมีปาล พนมยงค์ บุตรชายของปรีดีด้วย แม้ทั้งสองถูกคุมขังจากคนละเหตุการณ์—ทหารจากคดีแมนฮัตตัน ส่วนปาลจากคดีกบฏสันติภาพ—แต่ต่างต้องสูญเสียอิสรภาพท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

 

จากซ้าย: พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ปาล พนมยงค์ อุทธรณ์ พลกุล และสมัคร บุราวาศ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 ตามข้อมูลที่ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ระบุ เผยแพร่ภาพผ่านเฟซบุ๊ก Thamrongsak Petchlertanan

 

เมื่อพ้นจากเรือนจำ ทหาร ขำหิรัญกลับมาทำงานการเมือง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2500

ระหว่างเดินทางเยือนสหภาพโซเวียตและจีนใน พ.ศ. 2501 เขาได้พบปรีดีซึ่งลี้ภัยอยู่ในประเทศจีน การพบกันครั้งนี้สะท้อนว่าสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังดำรงอยู่ แม้เส้นทางการเมืองหลังสงครามจะเปลี่ยนแปลงไป และทหาร ขำหิรัญได้เข้าสังกัดพรรคที่มีผู้นำเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับปรีดีแล้วก็ตาม

ก่อนคณะเดินทางกลับประเทศไทย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ทหาร ขำหิรัญถูกจับกุมเมื่อกลับถึงดอนเมืองด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ และต้องสูญเสียอิสรภาพอีกครั้ง โดยถูกคุมขังที่ลาดยาวจนได้รับการปล่อยตัวราว พ.ศ. 2505

สุวัฒน์ วรดิลก ซึ่งถูกคุมขังในช่วงเดียวกัน บันทึกถึงนายทหารเรือผู้นี้ว่าเป็นคนมีระเบียบ รักความสะอาด และชอบสนทนาถึงงานที่เคยทำ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจในการพัฒนาสัตหีบ อีกบุคคลหนึ่งที่เขาเอ่ยถึงด้วยความยกย่องอยู่เสมอคือปรีดี พนมยงค์[21] คำบอกเล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างด้านสังกัดพรรคการเมืองไม่ได้ทำให้ความเคารพต่อสหายผู้เคยร่วมงานและช่วยเหลือกันในยามอันตรายสิ้นสุดลง

เมื่อพ้นจากการคุมขัง ทหาร ขำหิรัญยังคงทำงานการเมืองต่อ เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลธนบุรีใน พ.ศ. 2511 และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกสองสมัยใน พ.ศ. 2512 และ พ.ศ. 2518 ในนามพรรคประชาธิปัตย์

ในการสมัครรับเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 ทหาร ขำหิรัญระบุเหตุผลไว้ในเอกสารแนะนำตัวว่า

“ด้วยสำนึกในภารกิจของคณะราษฎร์ที่ยังค้างอยู่”

 

เอกสารแนะนำตัว พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518
ที่มาภาพ: บทความ “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย⁠” โดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

พร้อมแสดงความปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและแก้ไขความบกพร่องทางการเมือง[22] การกลับมาทำงานในสภาจึงเป็นหนทางหนึ่งที่เขาใช้สานต่อภารกิจของคณะราษฎร ตามทัศนะที่ว่าตนยังเป็น “ลูกหนี้ประชาชน”

“ทองหล่อ” กับที่มาของชื่อซอย

นามเดิมของทหาร ขำหิรัญยังปรากฏในข้อถกเถียงเรื่องที่มาของชื่อ “ซอยทองหล่อ” หรือสุขุมวิท 55 หนังสือ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี: พลเรือตรี ทหาร (ทองหล่อ) ขำหิรัญ เล่าว่า ชื่อเดิมของเขากลายเป็นชื่อเรียกซอยเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยเชื่อมโยงกับพื้นที่ซึ่งเคยมีบาร์ญี่ปุ่นในช่วงสงครามและอยู่ในเขตรับผิดชอบของทหารเรือ[23]

อย่างไรก็ดี นริศ จรัสจรรยาวงศ์ได้เสนอข้อมูลอีกด้านจากหนังสืออนุสรณ์งานศพของ ทองหล่อ ทองบุญรอด ซึ่งระบุว่าชื่อซอยมาจากชื่อของผู้จัดสรรที่ดินในบริเวณนั้น[24] ที่มาของชื่อ “ซอยทองหล่อ” จึงยังมีคำอธิบายต่างกัน และยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นการเรียกตามนามเดิมของทหาร ขำหิรัญ

ความทรงจำที่ส่งต่อผ่านครอบครัว

ครอบครัวของทหาร ขำหิรัญยังคงบอกเล่าประวัติของเขาผ่านความทรงจำและหนังสือชีวประวัติ เรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เมื่อชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น ลงพื้นที่ย่านพรานนก–บางกอกน้อย และได้พบหญิงสูงวัยอายุ 94 ปี ผู้แนะนำตนว่าเป็นบุตรีของทหาร[25]

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถ่ายภาพร่วมกับบุตรีสองคนของทหาร ขำหิรัญ วันที่ 12 กรกฎาคม 2565
ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ (Sa-nguan Khumrungroj), 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

 

ระหว่างสนทนา ชัชชาติได้ทราบว่าน้องสาวของเธอเคยเป็นพยาบาลโรงพยาบาลยาสูบ และมีส่วนในการทำคลอดเขากับฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้เป็นฝาแฝด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 เธอจึงเรียกน้องสาวออกมาพบ และพูดคุยถึงเหตุการณ์เมื่อ 56 ปีก่อน

ครอบครัวมอบหนังสือ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี: พลเรือตรี ทหาร (ทองหล่อ) ขำหิรัญ ผลงานของเฉลิมวงษ์ มากนวล และเฉลิม มากนวลให้แก่ชัชชาติ พร้อมคำฝากว่า “อย่าเอาไปทิ้งนะ” ซึ่งเขารับปากว่าจะเก็บรักษาไว้ คำฝากสั้น ๆ นี้บอกถึงความหวงแหนที่หญิงชรามีต่อประวัติของบิดา และความหวังว่าผู้รับจะเห็นคุณค่าของเรื่องราวที่ครอบครัวเก็บรักษามา

 

หนังสือ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี: พลเรือตรี ทหาร (ทองหล่อ) ขำหิรัญ ซึ่งบุตรีมอบให้ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์⁠

 

การพบกันในชุมชนฝั่งธนบุรีครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมเรื่องราวของนายทหารเรือคณะราษฎรเข้ากับความทรงจำของครอบครัวและชีวิตของคนต่างรุ่น หนังสือที่ส่งมอบกันในวันนั้นยังช่วยให้ประวัติของทหาร ขำหิรัญได้รับการกล่าวถึงอีกครั้ง

ปัจฉิมวัยและภาระที่ยังค้างต่อประชาชน

ในช่วงบั้นปลาย ทหาร ขำหิรัญสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา รวมถึงคำสอนของพุทธทาสภิกขุ และไปฟังธรรมที่วัดมหาธาตุฯ เป็นประจำ เขาอุทิศร่างกายให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2524 ภายหลังอัฐิได้รับการบรรจุร่วมกับภริยาที่วัดเครือวัลย์วรวิหาร ฝั่งธนบุรี

ทหาร ขำหิรัญยังได้บันทึกประสบการณ์และความคิดทางการเมืองไว้ใน “กุหลาบ เพื่อนตาย 24 มิถุนายน 2475” ซึ่งเขียนอุทิศแก่กำลาภ กาญจนสกุล (นามเดิม กุหลาบ) สหายร่วมก่อการ เขามองว่ารัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เป็นความปราชัยทางการเมืองของคณะราษฎร แต่ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนยังไม่สิ้นสุด ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องรับภาระต่อประชาชนต่อไป

แม้สูญเสียตำแหน่งและถูกคุมขังหลายครั้ง เขายังคงกลับมาทำงานการเมืองผ่านการเลือกตั้ง สำหรับทหาร ขำหิรัญ การร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นภาระผูกพันที่ยังต้องทำให้สำเร็จ สมาชิกคณะราษฎรยังเป็น “ลูกหนี้ประชาชน” จนกว่าประชาชนชาวไทยจะได้รับการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:


[1] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, https://pridi.or.th/th/content/2024/10/2162.

[2] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก,” The 101 World, 12 พฤษภาคม 2565, https://www.the101.world/pridi-banomyong-first-asylum/; และ “ช่วงหนึ่งแห่งชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, https://pridi.or.th/th/content/2020/06/295.

[3] ทหาร ขำหิรัญ, “กุหลาบเพื่อนตาย 24 มิถุนายน 2475,” ใน อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.อ. กำลาภ กาญจนสกุล ร.น. ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2515 (กรุงเทพฯ: กรุงเทพการพิมพ์, 2515), หน้า 48–49, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย,” https://pridi.or.th/th/content/2024/10/2162.

[4] นรนิติ เศรษฐบุตร, “ทหาร ขำหิรัญ,”⁠ ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

[5] ทหาร ขำหิรัญ, คำไว้อาลัยใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเรือตรี หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ) ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2516 (ชวนพิมพ์, 2516)

[6] “รายนามคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (บางคน),” ภาคผนวก 2 ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475, ฉบับถอดข้อความเผยแพร่บนวิกิซอร์ซ ระบุทองหล่อ ขำหิรัญ สังกัดกองพันพาหนะ

[7] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, อ้างแล้ว.

[8] วันใหม่ นิยม, “ผู้นำเสรีไทยจากสุนทรพจน์ของรู้ธ,”⁠ สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 กันยายน 2569.

[9] กลุ่มอาสาสมัคร ไอ.อาร์เอส, ส.ส. 2518 เลือกใครดี 9 เขตในกรุงเทพมหานคร วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 (ส. พยุงพงศ์), ไม่มีเลขหน้า, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, อ้างแล้ว.

[10] นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “หลากเรื่องเล่า เมื่อปรีดีหนีครั้งแรก,” อ้างแล้ว.

[11] “ช่วงหนึ่งแห่งชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์,” อ้างแล้ว.

[12] เรื่องเดียวกัน.

[13] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, หน้า 70.

[14] เรื่องเดียวกัน.

[15] ไสว สุทธิพิทักษ์, “ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒,”⁠ ใน ดร.ปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2526), หน้า 784–796; ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, 26 กุมภาพันธ์ 2565.

[16] ปรีดี พนมยงค์, ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน, หน้า 115–116.

[17] ทหาร ขำหิรัญ, บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ 26 กุมภาพันธ์ 2492, อ้างถึงใน ไสว สุทธิพิทักษ์, “ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒,” อ้างแล้ว.

[18] ไสว สุทธิพิทักษ์, “ขบวนการ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒,” อ้างแล้ว.

[19] ศุภการ สิริไพศาล และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, “กบฎแมนฮัตตัน,”⁠ ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า.

[20] เรื่องเดียวกัน.

[21] ศิวะ รณชิต (สุวัฒน์ วรดิลก), จดหมายจากลาดยาว, พิมพ์ครั้งที่ 2 (อารยะสาส์น, 2537), หน้า 213–215, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย,” อ้างแล้ว.

[22] กลุ่มอาสาสมัคร ไอ.อาร์เอส, ส.ส. 2518 เลือกใครดี 9 เขตในกรุงเทพมหานคร วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518, อ้างแล้ว, ไม่มีเลขหน้า, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย,” อ้างแล้ว.

[23] เฉลิมวงษ์ มากนวล และเฉลิม มากนวล, ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี พลเรือตรี ทหาร (ทองหล่อ) ขำหิรัญ, พิมพ์ครั้งที่ 1 (อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2559), หน้า 32, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ‘คณะราษฎร’ ทหารเรือหัวใจประชาธิปไตย,” อ้างแล้ว.

[24] พุทธเจดีย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายทองหล่อ ทองบุญรอด ณ วัดพุทธโคดม จังหวัดชลบุรี วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2529 (โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย), หน้า ง, อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์, เรื่องเดียวกัน.