(1) “อาจารย์ยิ้ม” กับ 6 ปีหลังรัฐประหาร 19 กันยา’
เดือนกันยายน กลายเป็นเดือนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญอย่างการรัฐประหารครั้งสำคัญของไทย เช่น รัฐประหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500 และอีก 49 ปีต่อมา การรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็เกิดขึ้นในเดือนกันยายนเช่นกัน
สำหรับผู้เขียน เดือนกันยายนยังนับเป็นเดือนสำคัญในชีวิตด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นเดือนแห่งการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่เคารพอย่าง “อาจารย์ยิ้ม” (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) อาจารย์ที่เป็นมากกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียน เมื่อครั้งเรียนและศึกษาระดับชั้นปริญญาโทอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์สุธาชัยมีผลงานอยู่เป็นอันมาก และมีผู้รู้เกี่ยวกับชีวิตและผลงานของอาจารย์พอสมควรแล้ว ในที่นี้ผู้เขียนขอเริ่มต้นโดยการแนะนำบทความเล็กๆ หนึ่ง ซึ่งก็ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน แต่เป็นพ.ศ.2555 คือ ช่วง 6 ปีหลังจากเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อาจารย์เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้ วันสุข” ฉบับที่ 379 ปีที่ 8 ประจำวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2555 ชื่อเรื่องว่า “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์”[1]
โดยสาระสำคัญอันเป็นแก่นหลักใจกลางข้อเสนอของอาจารย์สุธาชัยในบทความชิ้นนี้ก็คือ การโต้แย้งความคิดเห็นที่เปรียบเหมือนจะกลายเป็นข้อสรุปทั่วไป ที่นักวิชาการและสาธารณชนมีมาตลอดช่วง 6 ปีหลังจากเกิดรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2549 นั้น คือความคิดและมุมมองที่มักจะเปรียบเทียบคุณทักษิณ ชินวัตร ย้อนกลับไปหาปรีดี พนมยงค์
การที่บุคคลทั้งสองมีชะตากรรมที่ต้องลี้ภัยเผด็จการรัฐประหารไปอยู่ต่างประเทศ ทำให้ผู้ที่เคยอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2490 มาบ้าง ก็อดที่จะเปรียบเทียบชะตากรรมของคุณทักษิณกับปรีดี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาจารย์สุธาชัยจะมีจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนคุณทักษิณกับขบวนการคนเสื้อแดง ดังที่ทราบกันดี แต่บทความเรื่อง “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” อาจารย์สุธาชัยกลับบอกว่าเรื่องของคุณทักษิณนั้นเปรียบกับเรื่องของปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกัน
ปกติในผลงานชิ้นอื่นๆ นักประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะอาจารย์สุธาชัยหรือท่านใดก็ตาม ก็มักจะชอบเปรียบเทียบอะไรต่อมิอะไรสารพัดอยู่เป็นปกติ เพราะประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวนี้วิธีหนึ่งที่นิยมกันก็คือการคิดและศึกษาเชิงเปรียบเทียบ แต่ทั้งนี้การเปรียบเทียบในมิติทางประวัติศาสตร์ ก็ไม่ใช่ว่าจะเปรียบเทียบอะไรกับอะไรก็ได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์ยังมีมโนทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่า “บริบท” (Context) อยู่ด้วย การเปรียบเทียบที่ไม่คำนึงถึงบริบทนั้นสำหรับศาสตร์สาขาวิชาแขนงอื่นอาจทำได้ แต่ในกรณีการศึกษาประวัติศาสตร์ “การเปรียบเทียบข้ามบริบท” เป็นสิ่งไม่พึงกระทำ หรือทำไม่ได้ เพราะคนแต่ละพื้นที่-เวลา ย่อมเผชิญกับเงื่อนไขปัจจัยแวดล้อมต่างกัน
(2) จาก “ทักษิณ ชินวัตร” ย้อนถึง “ปรีดี พนมยงค์”
ก่อนที่จะได้อภิปรายลำดับต่อไป สำหรับท่านใดที่ไม่เคยอ่านบทความนี้มาก่อน หรือที่เคยอ่านแล้ว ก็เป็นโอกาสที่จะได้ทบทวนอีกครั้ง บทความเรื่อง “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” ผลงานชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งของอาจารย์สุธาชัย มีเนื้อความทั้งหมดดังต่อไปนี้:
“กรณีของปัญหาเริ่มจากการที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้กล่าวในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2555 นี้ว่าเขาได้เขียนบันทึกส่วนตัวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าอยากเป็นรัฐบุรุษ ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ แม้ว่าจะไม่กลับประเทศ ก็สามารถเป็นรัฐบุรุษได้เช่นกัน เหมือนนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำงานเพื่อประเทศโดยที่ไม่เคยกลับประเทศ เพียงเพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ
ข้อเสนอของนายคณิต ได้รับการวิจารณ์ทันทีว่า เป็นข้อเสนอที่มาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด และยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย ส่วนหนึ่ง ก็มาจากทัศนะของนายคณิตเอง ที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นทัศนะแบบด้านเดียว เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการรัฐประหาร ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ในรายงานของ คอป.เอง ก็ระบุว่า สังคมไทยมีปัญหารากฐานในทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก เช่น ปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ ปัญหาความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ฯลฯ กรณีเหล่านี้ คงแก้ไม่ได้ด้วยการเสียสละของ พ.ต.ท.ทักษิณ
แต่ที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกจากประเทศ เพราะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ในครั้งนั้น กำลังของฝ่ายรัฐประหารได้ใช้รถถังบุกทำเนียบท่าช้างอันเป็นที่พำนักของนายปรีดี ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยออกจากประเทศ หลังจากนั้น นายปรีดีก็ได้พยายามที่จะกลับประเทศหลายครั้ง ครั้งสำคัญ ก็คือ ได้เดินทางกลับมาเพื่อที่จะยึดอำนาจคืนในกรณี “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492” แต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งกรณีนี้จะรู้จักกันนามว่า “กบฏวังหลวง” นายปรีดีต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านแถวฝั่งธนฯ 6 เดือน แล้วจึงหลบหนีออกไปได้ แล้วจึงไม่ได้กลับมาเมืองไทยได้อีกเลย
ประเด็นสำคัญต่อมา ก็คือ นายปรีดีถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมสร้างคดีใส่ร้ายป้ายสีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 และใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ในการตัดสินประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ 3 คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายเฉลียว ปทุมรส เพื่อเป็นการข่มขู่ไม่ให้นายปรีดีกลับประเทศ
ความจริงแล้วเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีบทเรียนอันอุดม จากการที่นายปรีดีนั้นมีพื้นฐานเป็นลูกชาวนา แต่อาศัยความสามารถทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสจนได้ไปศึกษาต่างประเทศ และกลายเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สำเร็จถึงขั้นปริญญาเอกวิชากฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส แต่นายปรีดีมิได้มุ่งที่จะนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจชนชั้นนำสถาบันหลัก และทำร้ายประชาชนเหมือนนักกฎหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน หากแต่ต้องการที่จะใช้กฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม และในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย นายปรีดีก็ได้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ซึ่งกลายเป็นสมาคมที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอีกหลายประการในการสร้างระบอบใหม่ ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้กันต่อมา มีส่วนในการปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศไทยมีความทันสมัย และมีระบอบนิติรัฐอย่างแท้จริง จากนั้น ก็เป็นผู้ผลักดันหลักการปกครองท้องถิ่นเพื่อการกระจายอำนาจ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่เดินทางไปเจรจาเลิกสัญญาไม่เป็นธรรมกับมหาประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์ เป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจชาตินิยม สร้างระบบภาษีใหม่ให้มีความเป็นธรรม และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ เป็นต้น
ต่อมา เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของรัชกาลที่ 8 และกลายเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากฐานะที่จะเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก เป็นผู้ผลักดันให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ตั้งแต่ พ.ศ.2488 เป็นต้นมา และเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครก็ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส และเป็นนายกรัฐมนตรี จึงสรุปได้ว่า นายปรีดี พนมยงค์ได้มีบทบาทสำคัญ และสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก
ความเป็นนักประชาธิปไตยของนายปรีดี พนมยงค์ ยังเห็นได้จากความพยายามในการประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยการนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองฝ่ายนิยมเจ้าเมื่อ พ.ศ.2488 และยังเปิดให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมออกหนังสือพิมพ์เพื่อเผยแพร่แนวคิดของตน และให้ตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันในการเลือกตั้ง โดยหวังว่าจะใช้กติกาประชาธิปไตยเข้ามาคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง หมายถึงว่า ถ้าพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้รับความนิยมจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงที่มากเพียงพอ ก็สามารถที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน
แต่กรณีนี้กลายเป็นความผิดพลาด เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมนั้น มิได้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เมื่อเปิดทางให้ฝ่ายนี้มีบทบาททางการเมือง กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ใช้การเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของนายปรีดีและรัฐบาลพลเรือน โดยเฉพาะการสร้างกระแสใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 จากนั้น ก็ได้สนับสนุนให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหาร เพื่อทำลายคณะราษฎร ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย และผลจากการรัฐประหารนี้เอง ที่ทำให้ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยต่างประเทศดังที่กล่าวมา
ดังนั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรับบทเรียนจากนายปรีดี พนมยงค์ คงไม่ใช่เรื่องการลี้ภัยต่างประเทศโดยไม่กลับ ตามที่นายคณิต ณ นคร นำเสนอ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสรุปว่า พวกอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยนั้น ไม่มีแนวคิดประชาธิปไตย ชอบสนับสนุนรัฐประหาร เข่นฆ่าประชาชน และไว้ใจไม่ได้ คนเหล่านี้ ชอบอ้างสถาบันหลักเพื่อใส่ร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น ถ้าหากต้องการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนไปดำเนินการ การประนีประนอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายกระแสหลักนั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
บทเรียนในระยะ 6 ปี สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็บอกความข้อนี้ เพราะถ้าหากไม่มีการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนคนเสื้อแดงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณก็คงหมดบทบาทไปแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงไม่สามารถที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ กลุ่มชนชั้นนำอำมาตยาธิปไตยก็คงมีอำนาจนำได้อย่างสมบูรณ์ การตื่นตัวและการต่อสู้ของประชาชน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งอนาคต ที่จะทำให้สังคมไทยก้าวหน้าต่อไป”
(3) อะไรคือ “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” (???)
ตั้งแต่ยุคบุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์โดยชนชั้นนำสยามรุ่นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แล้วที่มีความเชื่อเกี่ยวกับประโยชน์ของวิชาประวัติศาสตร์ว่าจะช่วยให้คนรุ่นหลังได้รู้ซึ้งถึง “บทเรียนทางประวัติศาสตร์” (Historical lesson) เพราะนักประวัติศาสตร์รุ่นนั้นได้รับอิทธิพลทางความคิดและวิธีวิทยามาจาก อาร์โนลด์ โจเซฟ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชั้นนำของอังกฤษ และเลโอโปลด์ ฟอน รังเคอ (Leopold von Ranke) นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งพวกเขาต่างมองว่า นักประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกเรื่องราวอดีตตามที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ เพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า “พลังของความรู้ประวัติศาสตร์” (Historical knowledge power)
แต่ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์นั้นก็มีหลายระดับ รับรู้ และเข้าถึงได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว “บทเรียนประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ” อาจถูกใช้สำหรับประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง เพื่อควบคุมคนหมู่มากให้ยอมอยู่ใต้อำนาจแต่โดยดี ในขณะที่สำหรับประชาชน พวกเขาอาจมีบทเรียนทางประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง แตกต่างจากที่ชนชั้นนำเชื่อหรือคิดอย่างไรก็ตามการศึกษาด้วยเป้าหมายเช่นนั้น ก็ทำให้วิชาประวัติศาสตร์รุ่นบุกเบิกมีลักษณะแบบ “นิทานชาดก” หรือ “นิทานอีสป” ไปด้วย เมื่อนิทานเหล่านี้ที่นิยมแพร่หลายกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ก็คือการสรุปลงท้ายว่า “เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...” (ในกรณ๊นิทานอีสป) หรือการเฉลย “อตีเต” (คือเฉลยว่าตัวละครในเรื่องชาดกนั้นในสมัยพุทธกาลได้มาเกิดเป็นผู้ใด ทำอะไร ที่ไหน)
ทั้งที่เรื่องหนึ่งๆ อาจมีแง่คิดมากกว่าหนึ่งสิ่งอย่าง ผู้ฟังนิทานอาจจะเห็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่าตกหล่นหรือคิดไม่ถึงก็ได้ ยิ่งสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับวรรณกรรมในชั้นหลังมานี้ยิ่งมีมุมมองและข้อเสนอที่ว่าด้วย “ความตายของผู้ประพันธ์” (The Death of the Author) หมายถึงว่าเมื่อเรื่องๆ หนึ่งถูกนำเสนอสู่สาธารณะไปแล้ว ผู้เขียนก็ไม่สามารถผูกขาดการให้ความหมายหรือการระบุแก่นเรื่องได้อีกต่อไป เพราะผู้อ่านวรรณกรรม (หรือฟังนิทาน) มักจะตีความเป็นอื่นไปแตกต่างจากที่ผู้เขียน (หรือผู้เล่า) ต้องการนำเสนอแต่แรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเราต่างดำรงอยู่ในโลกของความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายก็เท่านั้น และทุกคนต่างก็มีศักยภาพความสามารถในการตีความหรือเข้าถึงแก่นเรื่องไม่เหมือนกัน อาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคล หรือแต่ละพื้นที่และเวลา
ในแง่นี้จึงเข้าใจได้ที่ว่าทำไมเรื่องชาดกในสังคมอุษาคเนย์และไทย จึงไม่เหมือนชาดกในนิบาต (ชาดกที่ปรากกในพระไตรปิฎก) มีเรื่องแต่งเสริมเติมความเข้าไปโดยอรรถกถาจารย์มากมาย แม้แต่ในสังคมไทยเอง เรื่องเล่าชาดกที่เล่ากันในหมู่ชนชั้นนำที่ส่วนกลางกับที่คนในท้องถิ่น ก็แตกต่าง จนต้องถือเป็นคนละเรื่องกัน แม้จะชื่อเรื่องเดียวกัน วรรณกรรมเรื่องหนึ่งๆ ก็จึงมีหลากหลายเวอร์ชั่น เพราะแต่ละถิ่นได้มีการปรับปรุงเนื้อเรื่องให้สอดคล้องกับรสนิยมและบริบทเฉพาะของตนเอง
การนำเอาคุณทักษิณไปเปรียบเทียบย้อนหลังถึงปรีดีนั้น ไม่ได้ทำกันแต่เฉพาะในหมู่นักวิชาการและนักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย หากแต่ฝ่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนรัฐประหาร 2549 คมช. (นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) รัฐบาลชุดพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาคือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะคสช. ต่างก็ชี้ชวนให้เปรียบเทียบคุณทักษิณกับปรีดี ดังที่บทความเรื่อง “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” อาจารย์สุธาชัยเริ่มต้นโดยการระบุถึงคำกล่าวอ้างของนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ส่งสัญญาณให้คุณทักษิณกับพรรคพวกใหยุติบทบาทเสียเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองดังความต่อไปนี้:
“กรณีของปัญหาเริ่มจากการที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้กล่าวในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2555 นี้ว่าเขาได้เขียนบันทึกส่วนตัวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าอยากเป็นรัฐบุรุษ ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ แม้ว่าจะไม่กลับประเทศ ก็สามารถเป็นรัฐบุรุษได้เช่นกัน เหมือนนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำงานเพื่อประเทศโดยที่ไม่เคยกลับประเทศ เพียงเพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ”
ในเบื้องต้น, อาจารย์สุธาชัยมีความเห็นโต้แย้งต่อข้อเสนอของนายคณิตดังนี้:
“ข้อเสนอของนายคณิต ได้รับการวิจารณ์ทันทีว่า เป็นข้อเสนอที่มาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด และยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย ส่วนหนึ่ง ก็มาจากทัศนะของนายคณิตเอง ที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นทัศนะแบบด้านเดียว เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการรัฐประหาร ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ในรายงานของ คอป.เอง ก็ระบุว่า สังคมไทยมีปัญหารากฐานในทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก เช่น ปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ ปัญหาความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ฯลฯ กรณีเหล่านี้ คงแก้ไม่ได้ด้วยการเสียสละของ พ.ต.ท.ทักษิณ”
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ความเป็นธรรมแก่นายคณิตอยู่บ้าง ก็ตรงที่ความเห็นของนายคณิตดังที่กล่าวอ้างมานี้ ไม่ใช่นายคณิตเป็นคนแรกและไม่ใช่คนเดียวที่คิดเห็นเช่นนั้น หากแต่เป็นความเห็นร่วมที่อาจมีลักษณะใกล้เคียงกับ “บทเรียน” ในหมู่ชนชั้นนำไทย นับแต่ปีที่ปรีดี พนมยงค์ เสียชีวิตที่กรุงปารีสไปตั้งแต่เมื่อพ.ศ.2526 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งเป็นคนละบทเรียนกันกับที่ฝ่ายขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยมีต่อปรีดี พนมยงค์
บทเรียนหรืออะไรที่มีลักษณะต่างมุมกันเช่นนี้ บางท่านเสนอว่ามันคือคนละด้านของเหรียญเดียวกัน แต่อาจารย์สุธาชัยไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะด้วยความที่เป็นนักประวัติศาสตร์เคร่งครัดต่อตัวบทหลักฐานและข้อมูลประวัติศาสตร์ อาจารย์สุธาชัยจึงเห็นว่าสิ่งที่คณิตกับอนุรักษ์นิยมไทยมองปรีดีนั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (Historical fact) เช่นข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ว่า:
“ในทางประวัติศาสตร์นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกจากประเทศ เพราะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ในครั้งนั้น กำลังของฝ่ายรัฐประหารได้ใช้รถถังบุกทำเนียบท่าช้างอันเป็นที่พำนักของนายปรีดี ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยออกจากประเทศ หลังจากนั้น นายปรีดีก็ได้พยายามที่จะกลับประเทศหลายครั้ง ครั้งสำคัญ ก็คือ ได้เดินทางกลับมาเพื่อที่จะยึดอำนาจคืนในกรณี “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492” แต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งกรณีนี้จะรู้จักกันนามว่า “กบฏวังหลวง” นายปรีดีต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านแถวฝั่งธนฯ 6 เดือน แล้วจึงหลบหนีออกไปได้ แล้วจึงไม่ได้กลับมาเมืองไทยได้อีกเลย”
เท่ากับว่าที่คณิตและฝั่งอนุรักษ์นิยมบอกว่า ปรีดีไม่ได้พยายามจะกลับเข้ามาประเทศไทยอีกจนกระทั่งต้องเสียชีวิตแล้ว และกลับมาอย่างเป็นเถ้ากระดูกนั้นไม่เป็นความจริง แต่เพราะพยายามจะกลับเข้ามาแล้วล้มเหลวต่างหาก นักวิชาการหลายคนมองว่ากรณีกบฏวังหลวงคือการพยายามกลับเข้ามาของปรีดี โดยวิถีทางการรัฐประหาร เป็นวิธีที่ไม่ได้ต่างจากฝ่ายตรงข้าม ทำนองว่าปรีดีก็เป็นนักรัฐประหารเหมือนกัน อันนี้เป็นข้อถกเถียงย่อยที่มีต่อกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ฝ่ายปรีดีเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ขบวนการประชาธิปไตย...” ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกว่า “กบฏวังหลวง”
มุมมองนี้ยังย้อนหลังกลับไปมองเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ด้วย ทำให้เกิดเป็นข้อเสนอีกทางหนึ่งว่า 24 มิถุนายน 2475 เป็นเพียงการรัฐประหารของปรีดีกับพวกนักเรียนนอกฝรั่งเศสเท่านั้น หนักเข้าก็ผสมรวมเป็นวาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ทั้งๆ ที่มีความตื่นตัวในหมู่ประชาชนมาก่อน 2475 พอสมควรแล้ว แต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาด้วย
ในงานชิ้นอื่นๆ เช่นเรื่อง “แผนชิงชาติไทย” ซึ่งปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของอาจารย์สุธาชัยเอง หัวข้อเรื่อง “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2491-2500)” เสนอต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาเมื่อพ.ศ.2532 ในนั้นจะพบว่าอาจารย์สุธาชัยแม้จะยังคงเรียกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ว่า “กบฏวังหลวง” แต่ก็ได้ฉายภาพให้เห็นเหตุการณ์นี้ในฐานะการโต้กลับการรัฐประหารของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490
การมองไม่เห็นประเด็นนี้หรือมองแยกขาด 26 กุมภาพันธ์ 2492 กับ 8 พฤศจิกายน 2490 ย่อมทำให้มอง 26 กุมภาพันธ์ 2492 เป็นเพียงความพยายามกลับเข้าประเทศของปรีดีโดยวิธีการรัฐประหาร ซึ่งผู้แพ้จะต้องกลายเป็น “กบฏ” ไปตามธรรมเนียม แถมยังเป็นการก่อกบฏโดยผู้ก่อการไปยึดเอาวังหลวงเป็นฐานที่มั่นอีกต่างหาก ทำนองจะต้องมอบ 112 ให้อีกกระทงหนึ่ง แต่สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายมาตรานี้ อีกอย่าง ณ ปี พ.ศ.2492 นั้นก็ยังเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ยังไม่ได้เสด็จนิวัติพระนครเป็นการถาวร
ขณะที่ในหมู่คนเสื้อแดง ได้เสนออีกแง่มุมว่าฝ่ายที่กระทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญสำเร็จต่างหากที่ควรถือเป็น “กบฏ” พวกเขาจึงเรียกคณะคมช.ว่า “กบฏคมช.” ในสังคมที่ผู้ชนะในเรื่องแบบนั้นได้รับการยอมรับให้อยู่ในอำนาจต่อไป ต่างหากที่ควรถือเป็นปัญหา หรือควรยกเลิกธรรมเนียมนี้ไป (ธรรมเนียมการประณามหยามเหยียดผู้แพ้หรือเข้าข้างฝ่ายผู้ชนะ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรม) ที่สำคัญและเลวร้ายอย่างมากก็คือการที่ฝ่ายเชียร์รัฐประหาร 2490 สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพวกพ้อง โดยอาศัยความคลุมเครือของคดีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 มาใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในหมู่พวกตนอีกด้วย ดังที่ในบทความอาจารย์สุธาชัยระบุไว้ดังนี้:
“ประเด็นสำคัญต่อมา ก็คือ นายปรีดีถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมสร้างคดีใส่ร้ายป้ายสีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 และใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ในการตัดสินประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ 3 คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายเฉลียว ปทุมรส เพื่อเป็นการข่มขู่ไม่ให้นายปรีดีกลับประเทศ”
เพียงเพื่อจะไม่ให้ปรีดีได้กลับเข้าประเทศ ฝ่ายเชียร์รัฐประหาร 2490 ก็ถึงกับทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและศีลธรรมใดๆ เช่นที่มีบางพรรคการเมืองได้จ้างคนไปตะโกนในโรงหนังว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” เป็นต้น ทั้งที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมได้กลับมามีบทบาทก้เพราะปรีดี พนมยงค์ ในช่วงมีอำนาจได้เปิดโอกาสให้กลุ่มนี้เท่าเทียมกับกลุ่มขบวนการฝ่ายซ้ายและนักประชาธิปไตย แต่ด้วยความเป็นนักประชาธิปไตยของปรีดี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่กี่ปีนั้นเอง ได้ก่อให้เกิดความผิดพลาดตามมา ในทัศนะของอาจารย์สุธาชัย เป็นเพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมมิได้เป็นนักประชาธิปไตย หากแต่ใช้การเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี ดังที่อาจารย์สุธาชัยได้ระบุไว้ดังนี้:
“ความเป็นนักประชาธิปไตยของนายปรีดี พนมยงค์ ยังเห็นได้จากความพยายามในการประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยการนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองฝ่ายนิยมเจ้าเมื่อ พ.ศ.2488 และยังเปิดให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมออกหนังสือพิมพ์เพื่อเผยแพร่แนวคิดของตน และให้ตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันในการเลือกตั้ง โดยหวังว่าจะใช้กติกาประชาธิปไตยเข้ามาคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง หมายถึงว่า ถ้าพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้รับความนิยมจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงที่มากเพียงพอ ก็สามารถที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน
แต่กรณีนี้กลายเป็นความผิดพลาด เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมนั้น มิได้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เมื่อเปิดทางให้ฝ่ายนี้มีบทบาททางการเมือง กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ใช้การเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของนายปรีดีและรัฐบาลพลเรือน โดยเฉพาะการสร้างกระแสใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 จากนั้น ก็ได้สนับสนุนให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหาร เพื่อทำลายคณะราษฎร ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย และผลจากการรัฐประหารนี้เอง ที่ทำให้ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยต่างประเทศดังที่กล่าวมา”
ทั้งนี้ยังไม่นับกับในช่วงหลัง 2490 นักคิดนักเขียนจากฝั่งอนุรักษ์นิยมมากหน้าหลายตาต่างพากันผลิตผลงานถล่มเกียรติและด้อยค่าปรีดี แม้แต่ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.)” ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)” และยังเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำการบริหารของมหาวิทยาลัยดังกล่าวจาก “ผู้ประศาสน์การ” เป็น “อธิการบดี” มาเท่าทุกวันนี้ แต่นั่นก็มีผลทำให้ปรีดี พนมยงค์ กลายเป็น “ผู้ประศาสน์การ” เพียงคนเดียวไปด้วย
แล้วก็ดังที่นายผี-อัศนี พลจันทร[2] เคยแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า คำว่า “อธิการบดี” นี้ไม่เหมาะแก่การใช้เป็นชื่อตำแหน่งผู้บังคับบัญชาสุงสุดในมหาวิทยาลัยเลย เพราะรากคำนี้ชวนให้นึกถึง “เจ้าอธิการ” ซึ่งหมายถึง เจ้าอาวาส ผู้บังคับบัญชาวัดวาอาราม แต่มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาที่มีรากฐานมาจากองค์ความรู้แบบตะวันตกสมัยใหม่ ไม่ใช่ศาสนสถานตามนัยของจารีตความรู้เดิมก่อนการเกิดขึ้นและเข้ามาของอารยธรรมโลกแบบตะวันตกสมัยใหม่
(4) “ปรีดี พนมยงค์” ในทศวรรษ 2500
คำถามต่อมาที่คนฝั่งอนุรักษ์นิยมมักจะมีเมื่อเปรียบเทียบปรีดีกับทักษิณ ก็คือว่า เมื่อปรีดีต้องออกนอกประเทศไปโดยเป็นผลมาจากการรัฐประหาร พ.ศ.2490 เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ครั้นพอในอีก 10 ปีต่อมา เกิดการรัฐประหารที่ยึดอำนาจสำเร็จอีกครั้งเมื่อพ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ได้โค่นล้มกลุ่มอำนาจที่สืบทอดมาจากรัฐประหาร 2490 ลง แล้วทำไมปรีดีถึงยังกลับเข้าประเทศไม่ได้?
นั่นเป็นคำถามที่ไม่ได้เกิดจากการพิจารณาเนื้อหาสาระของการรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2500 ว่าเป็นการรัฐประหารซ้ำของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เหมือนหากว่าไม่มีรัฐประหาร 2549 แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดรัฐประหาร 2557 เพราะถึงจุดหนึ่งรัฐประหารมักจะนำไปสู่รัฐประหารอีกครั้งถัดไป แม้แต่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจหรือผู้มีอำนาจยังคงเป็นบุคคลเดียวกับรัฐประหารคราวที่แล้วเองก็ตาม เช่น การรัฐประหารซ้ำของจอมพลสฤษดิ์เมื่อพ.ศ.2501 หรืออย่างการรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิติขจร เมื่อพ.ศ.2514
หลังจากเกิดรัฐประหาร 2500 กลุ่มผู้มีอำนาจเดิมจากยุครัฐประหาร 2490 ยังเป็นกลุ่มเดิมเสียส่วนใหญ่ อีกทั้งรัฐประหาร 2500 ยังเป็นการยึดอำนาจซ้ำโดยกลุ่มเบื้องหลังที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการขจัดอุดมการณ์และนโยบายของคณะราษฎรให้สิ้นซากอีกด้วย พวกเขาไปเชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม คณะราษฎรท่านหนึ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่จอมพล ป. ในช่วงหลังรัฐประหาร 2490 ก็ไม่ได้ถูกเชิญมาในฐานะผู้นำคณะราษฎรแบบเมื่อพ.ศ.2481 หากแต่มาในฐานะผู้นำทางทหารที่กลุ่มนายทหารผู้นำการรัฐประหารอย่างจอมพลผิน ชุณหะวัน กับ พลโท หลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) ยังคงเคารพนับถืออยู่เท่านั้น
นายทหารเหล่านี้คือผู้นำทัพที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยส่งไปยึดเชียงตุงไว้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะต้องถอนทัพออกจากเชียงตุงกลับกรุงเทพฯ มาอย่างผู้ปราชัย แล้วก็มาพบว่าฝ่ายตรงข้ามของตนคือกลุ่มเสรีไทย กำลังรุ่งเรืองอยู่ในวงการเมือง อาศัยการได้ความสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม ประกอบกับรัฐบาลปรีดีขณะนั้นกำลังประสบปัญหาวิกฤติการณ์อันเนื่องมาจากความคลุมเครือของกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 พวกเขาเลยเห็นเป็นโอกาสใช้กำลังบุกเข้ายึดอำนาจได้สำเร็จ
แล้วพอตอนหลังจากเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม โน้มเอียงไปสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม เพื่อเอาใจฝ่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ เพราะสถานการณ์โลกสากลเวลานั้นยังเป็นยุคสงครามเย็นอยู่ด้วย กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต้องการรื้อฟื้นบทบาทอำนาจของชนชั้นนำยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ก็เห็นจอมพล ป. เป็นปรปักษ์ ประกอบกับมีเรื่องระแคะระคายว่า จอมพล ป. มีแผนจะนำปรีดีกลับเข้าประเทศ จึงสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาต้องการผู้นำใหม่ที่เอนเอียงมาทางพวกตนอย่างเต็มที่ (จัดหนักจัดเต็ม)
แล้วจังหวะนั้นเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แสดงตัวเป็นนายทหารอาชีพ นายทหารนักประชาธิปไตย และหรือนายทหารที่ “ใสซื่อมือสะอาด” ก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แม้แต่ในหมู่ฝ่ายซ้ายก็ยังหลงไปเชียร์จอมพลสฤษดิ์-ต่อต้านจอมพล ป. เพราะจอมพลสฤษดิ์สนับสนุนหนังสือพิมพ์บางฉบับ หรือด้วยความที่ในยุคนั้นเกิดมีนายทหารปฏิวัติประชาธิปไตยขึ้นจริงๆ เช่นที่อียิปต์ นำโดยนายพลนัสเซอร์ (Gamal Abdel Nasser) เมื่อค.ศ.1952 (พ.ศ.2495) ฝ่ายซ้ายไทยถึงกับพากันมอบสมญาให้แก่จอมพลสฤษดิ์ว่า “นัสเซอร์เมืองไทย”
แต่แล้วพวกเขาก็ “โดนเท” ครั้งใหญ่ ได้รับการตอบแทนจากที่เคย “แบกสฤษดิ์” มา โดยการถูกจับกุมคุมขัง กวาดล้างครั้งใหญ่ ถึงกับใช้อำนาจมาตรา 17 สั่งประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ เช่น ครอง จันดาวงศ์, ทองพันธุ์ สุทธิมาศ, รวม วงษ์พันธุ์, ศุภชัย ศรีสติ, ศิลา วงศ์สิน และอีกคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาวางเพลิงคือ นายซ้ง แซ่ลิ้ม
สภาพเช่นนี้ไม่เพียงปรีดี พนมยงค์ จะยังคงไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ หากแต่ยังเป็นชื่อที่มีความพยายามจะทำให้ลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชื่อ “ปรีดี พนมยงค์” ในช่วงนั้นเป็นชื่อที่ไม่ถูกเอ่ยถึงในที่สาธารณะ ดังที่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ซึ่งเข้าเรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรี ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2503-2506 ได้กล่าวไว้ใน Talk : นายปรีดี พนมยงค์ กับ “บ้านปรีดี” ในงาน สโมสรศิลปวัฒนธรรม สเปเชียล 24 มิถุนาฯ วันมหาศรีสวัสดิ์ “พลวัตวันชาติ” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ที่ว่า:
“ผมเรียนธรรมศาสตร์ รุ่นก่อน Baby boomer สมัยที่ชื่อท่านปรีดี พนมยงค์นั้น เอ่ยไม่ได้ เราต้องกระซิบกระซาบกัน ท่านเป็นบุคคลสำคัญมากของประเทศชาติของเรา คำตอบที่ชัดเจนว่าท่านคือใคร ท่านทำอะไร ท่านไม่ได้ทำอะไร มันจะอยู่กับเราไปอีกนาน”
สภาพอย่างที่ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พูดถึงนี้ปัจจุบันอาจดูเป็นเรื่องไกลห่างจากความทรงจำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับ “ผู้ประศาสน์การ” ของมหาวิทยาลัยมากว่า 4 ทศวรรษแล้ว แต่เป็นสภาพที่เข้าใจได้ เพราะในช่วงเวลาที่ชาญวิทย์กล่าวถึงนี้ยังเป็นช่วงที่ชื่อ “ปรีดี พนมยงค์” ยังคงเป็นที่แสลงแก่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมในไทย
(5) “ปรีดี พนมยงค์” ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516
อย่างไรก็ตาม ในช่วงมืดมนทางปัญญา ก็หาได้มืดสนิทไปเสียทั้งหมด ดังที่งานของมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ เคยชี้ให้เห็น[3] ยังมีนักคิดนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์อีกเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นอิศรา อมันตกุล, นายผี-อัศนี พลจันทร, เสนีย์ เสาวพงษ์, แขไข วงศ์เทวินทร์, สุพจน์ ด่านตระกูล ฯลฯ ต่างพากัน “ขุดค้น” เรื่องของปรีดีมาบอกเล่า ทั้งแบบนัยยะแฝงในงานวรรณกรรมเรื่องสั้น นวนิยาย ตลอดจนบทความเชิงสารคดี กระทั่งในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ปรีดีก็ได้รับการฟื้นฟูภาพลักษณ์ ไม่ได้มีเพียงจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ได้กลับมามีพื้นที่ กระทั่งเคร็ก เจ. เรย์โนลด์ส (Craig J. Raynolds) เรียกสภาพการณ์ดังกล่าวนี้แม้จะแค่ในกรณีจิตร ภูมิศักดิ์ ว่าเป็นการเกิดครั้งที่ 2[4]
อาจารย์สุธาชัยก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เติบโตทางความคิดจากช่วงยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน 14 ตุลา-6 ตุลา เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนให้ความสำคัญแก่บทบาทสามัญชนโดยเฉพาะชาวนา เนื่องจากชาวนาคือใน 4 ชนชั้นปฏิวัติตามแนวความคิดแบบฝ่ายซ้ายในยุคโน้น ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความคิดเหมา เจอตุง ในเรื่องการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย จากจุดนี้ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะปีกก้าวหน้าของคณะราษฎร ก็ได้รับการฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างความเข้าใจใหม่ ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีพื้นฐานมาจากชาวนาอยุธยา สุธาชัยถึงได้ไม่ละเลยเรื่องนี้เมื่อกล่าวถึงบทบาทปรีดี เช่นที่กล่าวว่า:
“ความจริงแล้วเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีบทเรียนอันอุดม จากการที่นายปรีดีนั้นมีพื้นฐานเป็นลูกชาวนา แต่อาศัยความสามารถทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสจนได้ไปศึกษาต่างประเทศ และกลายเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สำเร็จถึงขั้นปริญญาเอกวิชากฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส แต่นายปรีดีมิได้มุ่งที่จะนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจชนชั้นนำสถาบันหลัก และทำร้ายประชาชนเหมือนนักกฎหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน หากแต่ต้องการที่จะใช้กฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม และในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย นายปรีดีก็ได้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ซึ่งกลายเป็นสมาคมที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอีกหลายประการในการสร้างระบอบใหม่ ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้กันต่อมา มีส่วนในการปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศไทยมีความทันสมัย และมีระบอบนิติรัฐอย่างแท้จริง จากนั้น ก็เป็นผู้ผลักดันหลักการปกครองท้องถิ่นเพื่อการกระจายอำนาจ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่เดินทางไปเจรจาเลิกสัญญาไม่เป็นธรรมกับมหาประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์ เป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจชาตินิยม สร้างระบบภาษีใหม่ให้มีความเป็นธรรม และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ เป็นต้น”
ขณะเดียวกัน ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา ก็สร้างความผิดพลาดจากการมองรากฐานที่มาของระบอบเผด็จการทหารย้อนกลับไปที่คณะราษฎร ผู้นำนักศึกษาบางคนได้นำเอาพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติในรัชกาลที่ 7 มาใช้อย่างผิดฝาผิดตัว แม้จะน่าผิดหวังและน่าหงุดหงิดจากการกระทำแบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” (ของเหล่าเด็กน้อยที่ภายหลังรู้จักและเรียกขานกันในนาม “คนเดือนตุลา”) แต่ปรีดีก็ยังแสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อพวกเขา เรียกพวกเขาว่า “วีรชนประชาธิปไตยสมบูรณ์”
บทความเรื่อง “จงพิทักษ์เจตนารมย์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม”[5] ของปรีดี พนมยงค์ ถ้าพูดในภาษาปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่า ผู้นำนักศึกษารุ่นนั้นโดน “ตบกะโหลก” เบาๆ” ซึ่งสะท้อนว่าปรีดีตระหนักดีว่า ในขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา’ นั้นไม่ได้มีแต่พลังของฝ่ายก้าวหน้าอย่างที่มักจะเข้าใจกันไป เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ฉวยใช้ “พลังมวลชนอันไพศาล” นี้ด้วยเช่นกัน แล้วพอนักศึกษามีแนวโน้มไปทางฝั่งก้าวหน้าจริงๆ พวกเขาจึงต้องหาทางถูกกำจัดจนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา’
(6) สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กับ การบูรณปฏิสังขรณ์ “ปรีดี พนมยงค์”
ในการที่ปรีดีได้หวนกลับมาในพื้นที่ความทรงจำประวัติศาสตร์ไทย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ให้เกียรติแก่สุพจน์ ด่านตระกุล ค่อนข้างมาก เนื่องจากตลอดช่วงระยะทศวรรษ 2490-2510 ที่นามปรีดี พนมยงค์ ยังคงถูกทำให้เป็น “ผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ไทย” โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่สุพจน์เป็นหนึ่งในปัญญาชนนักคิดนักเขียนจำนวนน้อยที่มีบทบาทในการ “ขุดค้น” และ “ขุดแต่ง” ปรีดี พนมยงค์ มาโดยตลอด[6]
การที่นักประวัติศาสตร์ เช่น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้นิยามความหมายของงานเขียนเกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ โดยสุพจน์ ด่านตระกูล ด้วยศัพท์แสงที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องโบราณคดี แต่ที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงการใช้ศัพท์แสงอย่างผิวเผิน เพราะในโลกวิชาการมีสิ่งที่เรียกว่า “โบราณคดีของความรู้” (Archeology of knowledge) เนื่องจากชาญวิทย์เห็นว่าปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสำคัญระดับ “ปูชนียะของชาติ” สิ่งที่สุพจน์ทำในงานเขียนว่าด้วยปรีดี พนมยงค์ นั้นจึงเหมือนกับการที่นักโบราณคดีขุดค้นลงไปยังใต้พื้นดินเพื่อนำเอาโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมกันนั้นโบราณวัตถุที่มาจากใต้ดินจะถูกให้ความหมายในฐานะสิ่งสำคัญของชาติบ้านเมือง
แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ ทราบกันดีว่าในกระบวนการทางโบราณคดีนั้นนอกจากการขุดค้นและขุดแต่งแล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่าการ “บูรณปฏิสังขรณ์” ซึ่งสังคมไทยมักใช้คำนี้กับวัดวาอารามหรือปราสาทราชวัง แต่ที่จริงคำนี้มีความหมายครอบคลุมทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการทางโบราณคดี พอเป็นเรื่องการบูรณะความรู้เกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ ผู้ที่มีบทบาทในเรื่องนี้ ไม่ใช้สุพจน์ ด่านตระกูล แล้วหากแต่มีผู้อื่นมาสานต่อภารกิจที่ยังไม่จบสิ้นนี้ของสุพจน์
ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คือนักวิชาการผู้หนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องนี้ ด้วยวิธีการศึกษาและการเขียนพรรณนาความที่แตกต่างจากสุพจน์ สุธาชัยเขียนถึงปรีดีในฐานะลูกชาวนาที่มีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาเรียนอยู่ระดับชั้นปริญญาตรีที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
หลายคนคงยังไม่รู้ว่า สุธาชัยเคยมีผลงานเขียนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาชั้นปริญญาตรี แต่ตอนนั้นสุธาชัยใช้นามแฝง เขียนลงวารสารวิชาการบางฉบับในช่วงทศวรรษ 2520 (ไว้ผู้เขียนจะเอางานเหล่านั้นมาแนะนำในบทความชิ้นอื่นถัดไป) เมื่อเรียนจบชั้นปริญญาโท ก็ได้ใช้นาม “สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” แทน ก่อนหน้าที่จะมาเขียนบทความ “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” เมื่อพ.ศ.2555 นั้นสุธาชัยเคยมีผลงานจำนวนหนึ่งที่เขียนถึงบทบาทปรีดี พนมยงค์ อยู่ก่อนแล้ว
ชิ้นที่โดดเด่นขั้นบุกเบิก (Original) ก็เช่นเรื่อง “ปรีดี พนมยงค์ กับ ปัญหาเอกราช”[7] ที่มีคุณูปการเปลี่ยนความรับรู้เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตใหม่ จากเดิมที่เชื่อกันว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้รับการแก้ไขไปแล้วตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช แต่สุธาชัยได้ค้นพบว่าการที่ปรีดีกับรัฐบาลคณะราษฎรโดยเฉพาะสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ยังต้องมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องนี้อยู่ ก็แสดงว่าที่ว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้รับการยกเลิกไปนั้นไม่ใช่ผลงานของชนชั้นนำในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช หากแต่เป็นผลงานของรัฐบาลคณะราษฎรโดยการผลักดันของปรีดี พนมยงค์ ในฐานะนักกฎหมายของคณะราษฎร
เมื่อคณะราษฎรเห็นพ้องกันว่าจะต้องแก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งทำให้สยามในสมัยนั้นเสียเปรียบชาวต่างชาติ จึงได้ผนวกรวม “หลักเอกราช” มาเป็นหนึ่งในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร และการแก้ไขก็บรรลุผลสำเร็จด้วยดี ดังนั้นที่นักประวัติศาสตร์กระแสหลักมักบอกว่า สยามไม่สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและสยามได้ “เอกราชทางการศาล” มาจากผลงานของชนชั้นนำสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั้นจึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และเพราะการเห็นความสำคัญของประเด็นเรื่องเอกราชนี้เอง ในทัศนะของสุธาชัยเห็นว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกและขอเดินทัพผ่านประเทศไทย:
“เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของรัชกาลที่ 8 และกลายเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากฐานะที่จะเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก เป็นผู้ผลักดันให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ตั้งแต่ พ.ศ.2488 เป็นต้นมา และเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครก็ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส และเป็นนายกรัฐมนตรี จึงสรุปได้ว่า นายปรีดี พนมยงค์ ได้มีบทบาทสำคัญ และสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก”
แต่อย่างไรก็ตาม ขบวนการเสรีไทยก็เปิดโอกาสให้แก่อีกกลุ่มเข้ามา กลุ่มการเมืองซึ่งเคยถูกจำกัดบทบาทลงในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือกลุ่มอนุรักษ์นิยม/กษัตริย์นิยม ที่เคยเรียกร้องการถวายคืนพระราชอำนาจมาตั้งแต่ช่วงหลังอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม/กษัตริย์นิยมนี้เคยเป็นชนวนเหตุนำไปสู่สงครามกลางเมืองเมื่อพ.ศ.2476 (กรณีกบฏบวรเดช) มาแล้ว เมื่อถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาก็ได้ค้นพบวิธีการใหม่อย่างการรัฐประหารเช่นรัฐประหารพ.ศ.2490 เป็นต้น
(7) จาก “ความผิดพลาดของปรีดี” สู่ “บทเรียน 6 ปีรัฐบาลทักษิณ”
ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สุธาชัยขมวดปมตามที่ได้ตั้งคำถาม โต้แย้งคณิต ณ นคร และฉายภาพคร่าวๆ ให้เห็นว่าปรีดีมีคุณูปการต่างจากคุณทักษิณยังไง หากเราย้อนกลับไปที่ประเด็นความผิดพลาดของปรีดีตามทัศนะของสุธาชัย ก็จะเข้าใจได้ดีขึ้น ทั้งนี้แม้สุธาชัยจะยกย่องบทบาทปรีดีไว้อย่างสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าปรีดีจะไม่เคยพลาดพลั้งเสียทีอะไร
สำหรับสุธาชัยแล้วความผิดพลาดของปรีดีคือการให้โอกาสฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมา ในเรื่องนี้สุธาชัยยกย่องจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ดำเนินการกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเด็ดขาดเข้มแข็งมากกว่า ตรงนี้อาจมีหลายคนไม่เห็นด้วย แต่สำหรับสุธาชัยก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ และคนเรานั้นเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากกว่าความสำเร็จ เช่น ที่สุธาชัยเสนอให้คุณทักษิณพิจารณาบทเรียนจากความผิดพลาดของปรีดีดังต่อไปนี้:
“ดังนั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรับบทเรียนจากนายปรีดี พนมยงค์ คงไม่ใช่เรื่องการลี้ภัยต่างประเทศโดยไม่กลับ ตามที่นายคณิต ณ นคร นำเสนอ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสรุปว่า พวกอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยนั้น ไม่มีแนวคิดประชาธิปไตย ชอบสนับสนุนรัฐประหาร เข่นฆ่าประชาชน และไว้ใจไม่ได้ คนเหล่านี้ ชอบอ้างสถาบันหลักเพื่อใส่ร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น ถ้าหากต้องการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนไปดำเนินการ การประนีประนอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายกระแสหลักนั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
บทเรียนในระยะ 6 ปี สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็บอกความข้อนี้ เพราะถ้าหากไม่มีการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนคนเสื้อแดงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณก็คงหมดบทบาทไปแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงไม่สามารถที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ กลุ่มชนชั้นนำอำมาตยาธิปไตยก็คงมีอำนาจนำได้อย่างสมบูรณ์ การตื่นตัวและการต่อสู้ของประชาชน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งอนาคต ที่จะทำให้สังคมไทยก้าวหน้าต่อไป”
อันที่จริง 6 ปีในรัฐบาลทักษิณ ที่มาปิดฉากลงด้วยรัฐประหารอีกครั้งในรอบ 15 ปี นับแต่การรัฐประหารโดยคณะรสช.เมื่อพ.ศ.2534 สู่รัฐประหารของคมช.เมื่อพ.ศ.2549 ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตยไทยอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่เมื่อมองไปในประวัติศาสตร์ เรื่องราวอดีตอย่างที่ปรีดีเคยได้รับนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะหวนกลับคืนมาเกิดอีกครั้งในปลายทศวรรษ 2540 ทศวรรษซึ่งเริ่มต้นด้วยวิกฤติ (ต้มยำกุ้ง) และปิดฉากด้วยวิกฤติ (ที่เกิดจากการยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของชนชั้นนำไทย) แต่ไม่ใช่เรื่องราวประเภทเดียวกับที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” เพราะเรื่องเดียวกัน เมื่อเกิดซ้ำ ผลลัพธ์ย่อมต่างกันเสมอ เพราะประวัติศาสตร์นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “บริบท” นั่นเอง
อนึ่ง สภาพที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการกบฏ ปฏิวัติ และรัฐประหาร วนเวียนซ้ำซากนี้ นักรัฐศาสตร์นิยามเรียกว่า “วงจรอุบาทว์” แต่นักประวัติศาสตร์เช่น สุธาชัย เรียกว่า “วัฏจักรที่ชั่วร้าย” แท้ที่จริงก็คือเครื่องมือหรือวิธีการดั้งเดิมของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ใช้มาตั้งแต่หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเช่นการรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2490 หลังจากที่เคยเดินแนวทางสงครามกลางเมืองอย่างในพ.ศ.2476 แล้วไม่ได้ผล สำหรับนักประวัติศาสตร์เช่นสุธาชัยไม่ใช่เรื่องประชาชนไม่พร้อมหรือไม่รู้จักระบอบประชาธิปไตย หากแต่เป็นชนชั้นนำไทยต่างหากที่ไม่พร้อมและปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้
(8) บทสรุปและส่งท้าย
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานเขียนของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ จะเห็นได้ว่าบทความเล็กๆ เรื่อง “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” แทบจะเป็นบทสรุปย่อของงานชิ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะในเล่มเรื่อง “แผนชิงชาติไทย”, “สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย”, “ปรีดี พนมยงค์ กับ ปัญหาเอกราช”, “60 ปีประชาธิปไตยไทย”, “จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปีประชาธิปไตยไทย”, “วิถีประชาธิปไตย”, “วิถีสังคมไท: สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษปรีดี พนมยงค์” ฯลฯ
ในงานเหล่านั้นสุธาชัยไม่ละเลยที่จะกล่าวถึงบทบาทของปรีดี พนมยงค์ กับคณะราษฎร ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะต้องการยกย่องบุคคลเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นเพราะบทบาทของปรีดีนั้นสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ไทยไม่ว่าจะเป็นการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การปรับปรุงสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ส่งผลทำให้คนไทยไม่เสียเปรียบทางการศาล การกอบกู้เอกราชของไทยภายหลังจากที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ซึ่งยังคงถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดของไทย ฯลฯ (แม้ว่างานของสุธาชัยจะละเลยบทบาทของปรีดีที่อยุธยาไปบ้าง แต่เป็นเรื่องธรรมดา ใครจะเขียนถึงอดีตได้ครบทุกแง่มุมนั้นเป็นไปไม่ได้)
เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์ฉบับสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ มองประเด็นเรื่อง “ชนชั้น” ในฐานะปัจจัยในการเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมือง จึงยกย่องบทบาทของปรีดีในฐานะลูกชาวนาจากอยุธยาที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อศูนย์กลางอำนาจ แต่เพราะว่าปรีดีเป็นนักประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น จึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กับตนเอง เรื่องนี้สำหรับสุธาชัยถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของปรีดี นำไปสู่การถูกรัฐประหารเมื่อพ.ศ.2490 และเผชิญชะตากรรมการเป็นผู้ลี้ภัยในต่างประเทศจนวาระสุดท้ายของชีวิต
นักการเมืองที่ไม่สนใจประวัติศาสตร์ อาจรับรู้หรือมองอย่างผิวเผินว่าปรีดียอมจากไปอย่างเงียบๆ และสุดท้ายก็ได้รับการยกย่องเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” เมื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากระทำต่อคุณทักษิณกับพรรคพวกในลักษณะเดียวกัน พวกเขาจึงคิดหวังให้คุณทักษิณเอาเยี่ยงอย่างปรีดีในเรื่องนี้ แต่ที่จริงตลอดช่วงเวลาหลังการรัฐประหาร 2490 ปรีดีได้สู้กลับเช่นกัน แต่ไม่เป็นผล การได้รับยกย่องในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสนั้นก็เป็นเพราะผลงานจากการเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่มีสิ่งใดจะมาบดบังหรือบิดเบือนได้ อีกทั้งปรีดียังได้รับการเขียนถึงโดยปัญญาชนนักคิดนักเขียนคนสำคัญของไทยเรื่อยมา สิ่งนี้ส่งผลทำให้เรื่องของปรีดีเปรียบเหมือนสิ่งของที่ถูกกลบฝังดินไว้แล้วถูกนักโบราณคดีทำการขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะใหม่ จนได้กลับมาในท้ายที่สุด
แม้ว่าปรีดีจะได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก แต่จนถึงช่วงหลังรัฐประหาร 2549 ฝั่งชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมในไทยยังคงมีมุมมองต่อปรีดีในแบบเดียวกับที่กลุ่มรัฐประหาร 2490 เคยมอง นัยหนึ่งคือการรัฐประหาร 2549 ได้เกิดการพยายามหมุนย้อนทวนเข็มนาฬิกาให้กลับไปสู่อดีต ฮีโร่ในอุดมคติจึงไม่พ้นคนอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ใช้อำนาจเด็ดขาดปราบปรามผู้เห็นต่าง
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า หากอาจารย์สุธาชัยยังอยู่จนถึงปีที่คุณทักษิณได้กลับเข้าประเทศในสภาพตัวเป็นๆ ไม่ได้มาแบบเป็นอัฐิแล้วเหมือนปรีดี อาจารย์สุธาชัยจะมีความคิดเห็นไปในทางไหน ที่แน่ๆ ก็คงยังเป็นความเห็นที่ยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง คือตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง อ้างอิงถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะสุธาชัยเป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุดท่านหนึ่งเท่าที่สังคมไทยจะมีอนุญาตให้มีได้ คงไม่ต้องบอกว่าในสังคมประเทศที่เต็มไปด้วยการปลุกปั่นกันด้วย “ข้อมูลเท็จ” ในช่วงหลังมานี้ ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องมีนักประวัติศาสตร์เช่นอาจารย์สุธาชัยมากเพียงใด
เชิงอรรถ
[1] เนื่องจากต้นฉบับหนังสือพิมพ์ที่ผู้เขียนเก็บไว้ ปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่ตรงจุดไหนในเหล่าเอกสาร “กองดอง” ของผู้เขียน ในที่นี้ผู้เขียนจึงใช้ฉบับเผยแพร่โดยเว็บประชาไทใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. “บทเรียนทักษิณ ชินวัตร กับ ปรีดี พนมยงค์” https://prachatai.com/journal/2012/09/42888 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555).
[2] ขอให้ดู กำพล จำปาพันธ์.“ปรีดี พนมยงค์, ม.ธ.ก., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2490 ในทัศนะของ “นายผี” (อัศนี พลจันทร)” https://pridi.or.th/th/content/2025/10/2666 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568).
[3] มรกต เจวจินดา ไมยเออร์. ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับ การเมืองไทย พ.ศ.2475-2526. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์, 2543.
[4] เคร็ก เจ. เรย์โนลด์ส (Craig J. Reynolds). ความคิดแหวกแนวของไทย: จิตร ภูมิศักดิ์ และโฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน (Thai Radical Discourse the Real Face of Thai Feudalism Today). แปลโดย อัญชลี สุสายัณห์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2534.
[5] ปรีดี พนมยงค์. จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม. กรุงเทพฯ: สนพ.สายธาร, 2543.
[6] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. “สุพจน์ ด่านตระกูล (พ.ศ. 2466-2552) และ 'การขุดค้นทางโบราณคดี' เรื่องปรีดี พนมยงค์” มติชนสุดสัปดาห์. 29, 1489 (27 ก.พ.-5 มี.ค. 2552), หน้า 69-70.
[7] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. “ปรีดี พนมยงค์ กับ ปัญหาเอกราช” รัฐศาสตร์สาร. 22, 1 (2543): หน้า 26-48.