
ปรีดี พนมยงค์ (ซ้าย) กับเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 และองค์สุดท้าย (ขวา) ขณะพบกันที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเจ้าแก้วนวรัฐ
พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย เป็นหนึ่งในเจ้าประเทศราชที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ปรีดี พนมยงค์ บันทึกว่าท่านมาเข้าเฝ้าด้วยความเต็มใจและเห็นพ้องสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว[1] หลักฐานนี้เผยให้เห็นท่าทีของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการยอมรับรัฐธรรมนูญในหมู่บุคคลที่มีภูมิหลังทางสังคมแตกต่างกัน
ชีวิตของท่านครอบคลุมช่วงที่อำนาจของเจ้าผู้ครองนครเปลี่ยนแปลงไปภายใต้การจัดระเบียบการปกครองของส่วนกลาง จนถึงการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล บทบาทของท่านในช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นว่า ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์สามารถดำเนินควบคู่กับการยอมรับระบอบรัฐธรรมนูญได้
ภูมิหลังและการขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
เจ้าแก้วนวรัฐมีนามเดิมว่าเจ้าแก้ว ประสูติเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2405 ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ เป็นโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 กับแม่เจ้าเขียว สืบเชื้อสายราชวงศ์ทิพย์จักร (ตระกูลเจ้าเจ็ดตน)
ท่านเริ่มรับราชการสนองงานพระบิดาใน พ.ศ. 2420 ต่อมาได้รับหน้าที่ด้านการคลังและมหาดไทย ก่อนเป็นผู้รั้งนครเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2452 และได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว[2]

“เจ้าแก้วนวรัฐและครอบครัว”
ที่มา: สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตราประทับและลายมือชื่อของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 และองค์สุดท้าย
ที่มา: สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อเจ้าแก้วนวรัฐขึ้นครองนคร เชียงใหม่อยู่ภายใต้ระบบมณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยเป็นศูนย์กลางของมณฑลพายัพ การดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครของท่านจึงอยู่ในบริบทที่รัฐบาลส่วนกลางเข้ามามีบทบาทในการบริหารหัวเมืองแล้ว
หนังสืออนุสรณ์เจ้าราชบุตรบันทึกว่า ก่อนขึ้นครองนคร เจ้าแก้วนวรัฐเคยปฏิบัติงานร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่และข้าหลวงใหญ่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย⁵ บทบาทดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้านายท้องถิ่นกับข้าราชการส่วนกลางดำเนินมาตั้งแต่ก่อนการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475[3]
ใน พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ เจ้านายฝ่ายเหนือมีส่วนร่วมในการถวายการต้อนรับ โดยจัดขบวนช้างนำเสด็จจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ไปยังที่ประทับกลางเมือง
เจ้าราชบุตร วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่ โอรสของเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นแม่กองสร้างโรงช้างสำหรับพระราชพิธีสมโภชช้างสำคัญ และขี่ช้างลำดับที่ 7 ในขบวนเจ้านายฝ่ายเหนือ 13 องค์ที่นำเสด็จในครั้งนั้น[4]
การสนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2475 และความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลคณะราษฎร
วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เจ้าแก้วนวรัฐเข้าร่วมพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม บันทึกของปรีดี พนมยงค์ กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งในด้านพระราชบทบาทของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การร่วมพระราชพิธีของเจ้าประเทศราช และการสนับสนุนรัฐธรรมนูญของบุคคลต่างฐานะและภูมิภาค
ปรีดีเล่าว่า นอกจากรัชกาลที่ 7 จะพระราชทานพระราชกระแสและทรงยกร่างพระราชปรารภประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเสด็จไปทรงบัญชาการจัดและซ้อมพระราชพิธี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมด้วยพระองค์เอง โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาพหลพลพยุหเสนา และปรีดีเข้าเฝ้าด้วย ทรงกำหนดให้เจ้าประเทศราชและขุนนางผู้ใหญ่อื่น ๆ ยืนเฝ้าเบื้องหน้าพระราชบัลลังก์ ปรีดียกเหตุการณ์นี้เป็นข้อสนับสนุนว่า พระองค์ทรงเต็มพระทัยพระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
ที่มา: พิพิธภัณฑ์รัฐสภา นิทรรศการออนไลน์ “วันรัฐธรรมนูญ” (ภาพปรับความคมชัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์)
สำหรับเจ้าประเทศราชที่เข้าร่วม ปรีดีบันทึกว่าได้ “เต็มใจมาเฝ้า เห็นพ้องต้องกันสนับสนุนรัฐธรรมนูญ” ในจำนวนนี้มีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เจ้าจักรคำจร เจ้าผู้ครองนครลำพูน พระยาพิพิธเสนามาตย์แห่งยะหริ่ง และพระยาภูผาฯ แห่งระแงะ นอกจากนี้ ยังมีผู้สืบเชื้อสายราชาหรือสุลต่านในบางจังหวัดภาคใต้มาร่วมแสดงความยินดีที่สยามมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยด้วย[5]
ปรีดียังกล่าวถึงการร่วมแสดงความยินดีโดยถือเอาบทถาวรของรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย พร้อมยกมาตรา 16 ซึ่งกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมาอธิบาย ส่วนบทเฉพาะกาลเป็นข้อกำหนดที่ใช้ชั่วคราว คำอธิบายของปรีดีจึงเชื่อมโยงการสนับสนุนรัฐธรรมนูญเข้ากับหลักการมีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง
บันทึกที่ระบุชื่อเจ้าแก้วนวรัฐโดยตรงนี้เป็นหลักฐานสำคัญประกอบการศึกษาท่าทีของท่านต่อระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยเป็นคำบอกเล่าของปรีดีซึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์
นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญยังดำเนินไปในวงกว้าง คณะราษฎรและรัฐบาลประสานพระสงฆ์ ผู้นำศาสนา โรงเรียน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ระดับจังหวัดและอำเภอจนถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่ออธิบายหลักการปกครองใหม่แก่ประชาชน รวมทั้งจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญในพระนครและต่างจังหวัด ตามที่ปรีดีเล่าไว้ในข้อเขียนเรื่อง “คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน”[6]
อ่านเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475
ความเกี่ยวข้องระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรกับเจ้านายในเชียงใหม่ยังปรากฏในกรณีแอบอ้างนามนายกรัฐมนตรี ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 มีหนังสือในนามนายสิงห์แก้ว ณ เชียงใหม่ แจ้งว่ามีผู้แอบอ้างความสนิทสนมกับพระยาพหลพลพยุหเสนา เพื่อเสนอช่วยเจ้าราชวงศ์ น้อยลาวแก้ว ณ เชียงใหม่ ในการเรียกร้องส่วนแบ่งกำไรจากกิจการป่าไม้ โดยหวังผลตอบแทน เจ้าราชวงศ์ผู้นี้เป็นโอรสของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8
ผลสอบสวนของจังหวัดพบว่า นายสิงห์แก้วอยู่ระหว่างต้องโทษและไม่ได้เป็นผู้เขียนหนังสือ ส่วนชายที่อ้างว่าสนิทกับนายกรัฐมนตรีนั้นยังไม่ทราบชื่อและแหล่งพำนัก
ต่อมา วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามรายงานนายกรัฐมนตรีว่า กระทรวงได้สั่งสอบสวนและได้รับคำชี้แจงจากคณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่แล้ว วันที่ 7 กรกฎาคม หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือตอบรับว่านายกรัฐมนตรีรับทราบผลสอบสวนแล้ว[7]
ในด้านการจัดระเบียบการปกครองภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปกครองแบบเทศบาล โดยมีหม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ ร่วมวางรากฐานและยกร่างกฎหมาย ปรีดีมองว่าเทศบาลจะเปิดโอกาสให้ราษฎรเลือกผู้แทนเข้ามาจัดการกิจการของท้องถิ่น และเรียนรู้การใช้สิทธิภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญผ่านสภาเทศบาลและคณะเทศมนตรีที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน[8]
ในด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เจ้าแก้วนวรัฐมีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวของหลวงประสาทศุภนิติ (ประมูล สุวรรณศร) ผู้มารับราชการตุลาการที่เชียงใหม่ และเป็นคู่เขยของปรีดี เนื่องจากสมรสกับอัมพา ณ ป้อมเพชร์ น้องสาวของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ บันทึกของเจ้าวงศ์จันทร์ คชเสนี ระบุว่า ก่อนพระราชชายาเจ้าดารารัศมีสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงให้เจ้าแก้วนวรัฐเรียกหลวงประสาทศุภนิติมาจดพินัยกรรมตามรับสั่ง[9] ต่อมา เมื่อหลวงประสาทศุภนิติกับอัมพามีบุตรสาวคนแรกใน พ.ศ. 2477 ก็ได้ขอประทานชื่อจากเจ้าแก้วนวรัฐ ได้ชื่อว่า “ประพาพิมพ์” ต่อมาคือประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย ผู้เป็นหลานของปรีดีและพูนศุข[10]
การอุปถัมภ์ศาสนาและกิจการสาธารณะ
เจ้าแก้วนวรัฐอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริจาคทรัพย์บำรุงวัดและสร้างศาสนวัตถุ การสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนการอุปถัมภ์กุลบุตรให้บรรพชาอุปสมบท
นอกจากการอุปถัมภ์ศาสนา เจ้าแก้วนวรัฐยังมีส่วนสนับสนุนการบันทึกประวัติศาสตร์เชียงใหม่ คราวพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2452 ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระองค์มีรับสั่งให้เจ้าแก้วนวรัฐจัดหาผู้เรียบเรียงพงศาวดารนครเชียงใหม่
ท่านได้เลือกพระครูญาณลังกา วัดทุงยู เป็นผู้ดำเนินการ งานเรียบเรียงดังกล่าวบันทึกเรื่องราวของเจ้าผู้ครองนคร การบำเพ็ญกุศล และจารีตท้องถิ่น จึงเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เชียงใหม่[11]
ภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ท่านยังมีส่วนร่วมในกิจการสำคัญของเชียงใหม่ โดยเฉพาะการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพใน พ.ศ. 2477 ซึ่งท่านเป็นผู้อาราธนาครูบาศรีวิชัยและสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมทั้งลงจอบปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477[12] การร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอุปถัมภ์ศาสนาและการพัฒนาเส้นทางคมนาคมของเชียงใหม่
บั้นปลายชีวิตและความอาลัยจากรัฐบาล
พ.ศ. 2481 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนครเป็นครั้งแรกหลังขึ้นครองราชย์ แม้เจ้าแก้วนวรัฐจะเริ่มประชวรแล้ว ท่านยังเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อรับเสด็จ พร้อมด้วยเจ้าราชบุตร วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่ โอรสของท่าน[13]

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกในรัชกาล พ.ศ. 2481
ต่อมา อาการประชวรของเจ้าแก้วนวรัฐรุนแรงขึ้น ท่านได้รับการรักษาจากแพทย์หลายท่าน รวมทั้งแพทย์จากโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ก่อนถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ท่ามกลางบุตรหลาน ผู้ใกล้ชิด พระสงฆ์ และแพทย์ สิริอายุ 76 ปี
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวส่งโทรเลขถึงเจ้าราชบุตร แสดงความเสียใจต่อบุตรธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ โดยลงนามอาทิตย์ทิพอาภาและพลเอก พิชเยนทร์โยธิน ส่วนหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงเจ้าราชบุตรเช่นกัน ทั้งในนามรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและในนามส่วนตัว

สำเนาข้อความโทรเลขของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ถึงเจ้าราชบุตร แสดงความเสียใจต่อการถึงแก่พิราลัยของเจ้าแก้วนวรัฐ พ.ศ. 2482 ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์เจ้าราชบุตร
ที่มา: หนังสืออนุสรณ์เจ้าราชบุตร
รัฐบาลยังส่งนายนาวาเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรัฐบาลและประธานในงานพระราชทานน้ำอาบศพ โดยเดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษพร้อมเจ้าพนักงานกรมพระราชพิธี ซึ่งนำโกศ ฉัตร แตร และกลองชนะไปพระราชทานเป็นเครื่องเกียรติยศ
ต่อมา มีการพระราชทานเพลิงศพเจ้าแก้วนวรัฐเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2482 ณ บริเวณลานหน้ากู่เจ้านาย วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
ภายหลังเจ้าแก้วนวรัฐถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. 2482 ไม่มีการแต่งตั้งผู้สืบตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อีก ท่านจึงเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ขณะที่การจัดระเบียบการปกครองให้เชียงใหม่อยู่ภายใต้การบริหารของส่วนกลางได้ดำเนินมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 แล้ว
เจ้าแก้วนวรัฐมีความสำคัญทั้งในฐานะเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ผู้สนับสนุนกิจการศาสนาและชุมชน และเจ้านายฝ่ายเหนือที่ปรีดีบันทึกว่าเห็นพ้องสนับสนุนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 การรำลึกถึงท่านจึงช่วยขยายความเข้าใจประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยให้ครอบคลุมบุคคลนอกคณะราษฎรที่ร่วมตอบรับระบอบใหม่ และทำให้บทบาทของเชียงใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศปรากฏชัดขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475
- หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กับ การสอบสวนกรณีแอบอ้างนามนายกรัฐมนตรีที่เชียงใหม่
[1] ปรีดี พนมยงค์, “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475”, สถาบันปรีดี พนมยงค์, 24 มีนาคม 2567. เว็บไซต์ระบุที่มาจาก “บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย” ใน แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2535), น. 101–103.
[2] หนังสืออนุสรณ์เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร, 2516), ส่วน “ประวัติ นายพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐฯ”, หน้า 1–2.
[3] เรื่องเดียวกัน, ส่วนประวัติ เจ้าแก้วนวรัฐฯ, หน้า 3.
[4] เรื่องเดียวกัน, ส่วนประวัติ เจ้าราชบุตร, หน้า 13.
[5] ปรีดี พนมยงค์, “ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475,” อ้างแล้ว.
[6] ปรีดี พนมยงค์, “คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน,” ใน ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย, หน้า 341.
[7] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กับ การสอบสวนกรณีแอบอ้างนามนายกรัฐมนตรีที่เชียงใหม่,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 20 กุมภาพันธ์ 2565. บทความถอดข้อความเอกสาร หจช. สร. 0201.5/13 “ผู้ร้ายแอบอ้างนามนายกรัฐมนตรีเพื่อทำการทุจจริต” (พ.ศ. 2477).
[8] “ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร: ผู้วางรากฐานการกระจายอำนาจในท้องถิ่นสยาม พ.ศ. 2475–2477,” สถาบันปรีดี พนมยงค์.
[9] ไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันท์, “ตำรากฎหมายจากปลายปากกา ‘คู่เขย’ ของผู้ประศาสน์การ: ประมูล สุวรรณศร,” The 101 World, 9 เมษายน 2569, อ้างถึง เรื่องของแม่ (ปาปิรุสพับลิเคชั่น, 2542), หน้า 16.
[10] กษิดิศ อนันทนาธร, “ประพาพิมพ์ ศกุนตาภัย : แม่ยาย ‘อภิสิทธิ์’ ผู้ช่วย ‘ปรีดี’ ในการซื้อบ้านอองโตนี,” The 101 World, 8 พฤษภาคม 2567.
[11] สรัสวดี อ๋องสกุล, “พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กับงานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในนครเชียงใหม่,” วารสารประวัติศาสตร์ มศว ปีที่ 47 ฉบับที่ 1 (2565), หน้า 143.
[12] เรื่องเดียวกัน, ส่วนประวัติ เจ้าแก้วนวรัฐ, หน้า 6.
[13] หนังสืออนุสรณ์เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่), ส่วนประวัติเจ้าแก้วนวรัฐ, หน้า 6; และส่วนประวัติเจ้าราชบุตร, หน้า 13.