ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
• แนวคิด-ปรัชญา

เงินของราษฎร ต้องอยู่ในมือที่ราษฎรตรวจสอบได้

27
ตุลาคม
2569

ประกาศคณะราษฎรปี 2475 วางหลักไว้ว่าประเทศเป็นของราษฎร ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง หลักนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอำนาจการปกครอง แต่ใช้ได้กับเงินกองทุนที่ราษฎรร่วมกันสมทบด้วย กองทุนประกันสังคมวันนี้มีเงินสะสมกว่า 2 ล้านล้านบาท เป็นเงินของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคนที่หักจากค่าจ้างทุกเดือนสมทบเข้ามา ไม่ใช่เงินของสำนักงานหรือของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง ตอนที่ 1 ผมพูดถึงรายการสิทธิที่ยังขาด ตอนที่ 2 พูดถึงฐานถ้วนหน้าที่ควรกว้างกว่านี้ ตอนสุดท้ายนี้ผมอยากพูดเรื่องที่มักถูกมองข้าม คือใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าเงินก้อนนี้จะถูกใช้อย่างไร และราษฎรมีช่องทางตรวจสอบผู้ตัดสินใจนั้นหรือไม่ อีก 8 วันจากวันนี้ คือวันเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง วันที่ 27 กันยายน 2569 ผมจึงอยากใช้ตอนนี้ทั้งตอนพูดตรงเข้าเรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่สุดของทุกเรื่องที่จะเล่าต่อไป

เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญมากกว่าที่คิด คือประกันสังคมเป็นระบบภาคบังคับ ลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์ไม่มีทางเลือกว่าจะเข้าระบบหรือไม่ เงินถูกหักจากค่าจ้างทุกเดือนโดยอัตโนมัติ เมื่อออกจากระบบไม่ได้ ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการส่งเสียงเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบจากข้างใน และการเลือกตั้งบอร์ดคือช่องทางส่งเสียงที่เป็นทางการที่สุดที่มีอยู่ ถ้าผู้ประกันตนไม่ใช้ช่องทางนี้ หรือไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะกติกาไม่เอื้อ ผู้ประกันตนก็เป็นได้แค่ผู้ถูกหักเงิน ไม่ใช่เจ้าของกองทุนตามที่ควรจะเป็น หลักการง่ายๆ ที่ผมยึดถือคือ เงินก้อนไหนที่ราษฎรถูกบังคับให้จ่าย ราษฎรต้องมีสิทธิเลือกคนที่มาดูแลเงินก้อนนั้นด้วยเสมอ จะบังคับให้จ่ายอย่างเดียวโดยไม่ให้มีเสียงในการตัดสินใจไม่ได้

โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมปัจจุบันเป็นระบบไตรภาคี มีตัวแทนฝ่ายรัฐ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายผู้ประกันตนมีที่นั่งเพียง 7 ที่นั่ง ต้องแบกรับความคาดหวังของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน ขณะที่ฝ่ายรัฐและสำนักงานเป็นผู้กำหนดวาระการประชุมและควบคุมข้อมูลส่วนใหญ่ วิธีลงคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรสีชมพูสำหรับผู้ประกันตน เลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 7 หมายเลขต่อบัตรหนึ่งใบ ตรงกับจำนวนที่นั่งพอดี ความไม่สมดุลของอำนาจในบอร์ดเห็นชัดที่สุดในขั้นตอนก่อนเข้าคูหา คือกติกาที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ให้ผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนจะไปใช้สิทธิได้ ช่วงเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ 1 มิถุนายนถึง 20 กรกฎาคม มีผู้ลงทะเบียนเพียง 1.63 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 11.9 ล้านคน คิดเป็นราว 13% เท่านั้น ตัวเลข 13% นี้ไม่ใช่เรื่องของความสนใจน้อย แต่เป็นผลของกติกาที่ออกแบบให้การใช้สิทธิยุ่งยากเกินความจำเป็น หลักการที่ควรยึดคือองค์กรที่ดูแลเงินของราษฎรต้องออกแบบกติกาให้คนใช้สิทธิได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่ยากที่สุด เพราะทุกเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งขั้น คือคนจำนวนหนึ่งที่หลุดจากการมีเสียงไปโดยไม่รู้ตัว

ผู้ประกันตน ม.40 คือกลุ่มที่ปัญหานี้กระทบหนักที่สุด เพราะเป็นกลุ่มที่กระจายตัวมากที่สุด ไม่มีนายจ้างหรือสถานประกอบการที่ช่วยกระจายข่าวการลงทะเบียนหรือพาไปเลือกตั้งเหมือนลูกจ้างในโรงงานหรือบริษัท ผมทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการพัฒนา ม.40 อยู่ และเห็นตรงหน้าว่าคนกลุ่มนี้มักรู้เรื่องการเลือกตั้งบอร์ดช้าที่สุด หรือไม่รู้เลยว่าตัวเองมีสิทธิลงคะแนนด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็นกลุ่มผู้ประกันตนที่ขยายตัวเร็วที่สุดในระบบ และเป็นกลุ่มที่ตอนที่ 1 ชี้ว่ายังได้รับสิทธิน้อยกว่ากลุ่มอื่นมาก ยิ่งเป็นกลุ่มที่ควรมีเสียงในบอร์ดมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง การกระจายข่าวการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ถึงผู้ประกันตน ม.40 ให้ทั่วถึงที่สุดเท่าที่ทำได้ใน 8 วันที่เหลือ จึงเป็นงานที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

หลักการสำคัญอีกข้อคือ วันเลือกตั้งที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วต้องเกิดขึ้นตามกำหนด ไม่ใช่เรื่องที่ผู้มีอำนาจจะเลื่อนออกไปได้ตามใจ เพราะการเลื่อนวันเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็นชัดเจน มีผลไม่ต่างจากการปิดกั้นเสียงของราษฎรไปชั่วขณะหนึ่ง องค์กรที่ดูแลเงินภาคบังคับของราษฎรจึงต้องผูกพันกับปฏิทินการเลือกตั้งที่แน่นอนและคาดเดาได้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในแต่ละช่วงเวลา สิทธิที่มีอยู่บนกระดาษกับสิทธิที่ใช้ได้จริงจึงเป็นคนละเรื่องกัน และเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากให้ผู้ประกันตนมองข้ามวันที่ 27 กันยายนนี้ไปเฉยๆ

ความโปร่งใสไม่ใช่คำสวยหรูที่ไม่มีผลจับต้องได้ ทุกครั้งที่เปิดวาระการประชุม เปิดมติ และเปิดผลการลงคะแนนของกรรมการแต่ละคนให้ผู้ประกันตนตรวจสอบได้ คือการเปิดทางให้ตรวจสอบการใช้เงินที่เป็นของทุกคนร่วมกัน วาระที่ผ่านมามีการตรวจสอบการลงทุนนอกตลาดที่ไม่โปร่งใส และมีกรณีอาคารที่ถูกตรวจสอบจนต้องทบทวนการตัดสินใจ ผลที่จับต้องได้ที่สุดคือสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งลดลงจากราว 11% เหลือ 1.59% เมื่อมีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตนเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง ทุกบาทที่ไม่รั่วไหลไปกับการจัดซื้อที่มีปัญหา คือเงินที่กลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ได้ นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำในตอนที่ 1 ว่าสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนเป็นเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ผลลัพธ์แบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปนั่งอยู่ในบอร์ด ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งถูกออกแบบให้คนใช้สิทธิยาก ผลลัพธ์แบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

ในอีกด้านหนึ่ง มีความพยายามเสนอแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งที่จะลดน้ำหนักเสียงของผู้ประกันตนลงจากเดิม ทั้งรูปแบบการนับคะแนนและเงื่อนไขการลงทะเบียนที่ผมพูดถึงข้างต้น ทีมของผมคัดค้านข้อเสนอเหล่านี้มาต่อเนื่อง เพราะทิศทางที่ถูกต้องควรเป็นการลดอุปสรรคให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มเงื่อนไขให้ใช้สิทธิได้ยากขึ้น องค์กรที่ดูแลเงินหลายล้านล้านบาทของราษฎร ควรมีกติกาที่โน้มไปทางเปิดกว้าง ไม่ใช่โน้มไปทางปิดกั้น

การเลือกตั้งจึงเป็นกลไกความรับผิดขั้นต่ำที่สุดที่ราษฎรมีต่อองค์กรที่ดูแลเงินของตัวเอง ไม่ใช่พิธีกรรมที่จัดขึ้นให้ครบตามกฎหมาย เมื่อไปลงคะแนนผู้ประกันตนควรถามผู้สมัครแต่ละคนให้ชัดว่า จะเปิดเผยมติและผลการลงคะแนนของตัวเองในที่ประชุมบอร์ดหรือไม่ จะยืนอยู่ฝ่ายผู้ประกันตนเมื่อมีข้อเสนอที่ลดอำนาจการตรวจสอบของผู้ประกันตนเองหรือไม่ และจะผลักดันให้ขยายสิทธิที่ยังขาดตามที่พูดถึงในตอนที่ 1 และฐานถ้วนหน้าตามตอนที่ 2 อย่างไร คำตอบเหล่านี้ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกครั้งที่มีการประชุมบอร์ด ถ้าผู้สมัครตอบไม่ได้ หรือตอบอย่างคลุมเครือ นั่นคือสัญญาณว่าเขาอาจไม่ได้ตั้งใจทำหน้าที่แทนผู้ประกันตนจริงๆ และถ้าใน 8 วันนี้ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิเลือกตั้งหรือไปใช้สิทธิที่ไหน ควรตรวจสอบให้ชัดตั้งแต่วันนี้

รายการสิทธิที่ครบ ฐานถ้วนหน้าที่ทุกชนชั้นร่วมจ่าย และการเป็นเจ้าของร่วมกันที่ตรวจสอบได้ เป็นสามเรื่องที่ต่อเนื่องกัน ขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป อีกสองเรื่องก็อ่อนแอตามไปด้วย รายการสิทธิที่ครบแต่ไม่มีใครตรวจสอบการบริหาร ในที่สุดก็รั่วไหลจนสิทธิเหล่านั้นเสื่อมคุณภาพลง ฐานถ้วนหน้าที่กว้างแต่ไม่มีองค์กรที่รับผิดชอบต่อราษฎรจริงๆ ก็เสี่ยงถูกลดทอนโดยที่ไม่มีใครทักท้วงได้ทัน นี่คือสามเรื่องที่การอภิวัฒน์สยาม 2475 เริ่มไว้แต่ยังทำไม่เสร็จ และเป็นงานที่ราษฎรทุกคนต้องช่วยกันสะสางต่อ