ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ว่าด้วยเรื่อง “บัตร์ช่วยชาติ”

22
เมษายน
2563

ประเทศไทยเคยเกิดวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่ก็รอดพ้นมาได้จากบทเรียนและความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ หัวใจสำคัญที่นำพาให้ประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ ก็คือนโยบายและมาตรการของรัฐ ที่จะต้องตอบสนองต่อวิกฤตินั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และทำทุกอย่างให้อยู่ในภาวะปกติ โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ประชาชนจะอยู่ได้ ก็ต้องมีงานทำ มีการหมุนเวียนของเงินตรา ประเทศจึงเดินต่อได้ ถึงแม้รัฐจะต้องเป็นหนี้ โดยการกู้เงินมาเพื่อทำนุบำรุงและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในทางเศรษฐกิจก็ตาม  แต่ก็เป็นแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป เศรษฐกิจก็จะกลับมาดีขึ้นในที่สุด

 

บัตร์ช่วยชาติ พ.ศ. 2483 ราคา 5 บาท ลายเซ็นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
บัตร์ช่วยชาติ พ.ศ. 2483 ราคา 5 บาท ลายเซ็นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

ในอดีต มาตรการหนึ่งที่รัฐเคยใช้ในการหาเงินทุนมาแล้วหลายครั้ง ก็คือการออกพันธบัตรให้คนมากู้เงินในราคาถูก เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนช่วยชาติในยามคับขัน ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันของรัฐและประชาชน อย่างเช่น การออกพันธบัตรเงินกู้ ในปี พ.ศ. 2483 และ พ.ศ. 2485 ที่จะกล่าวถึงนี้

หากย้อนกลับไปดูวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยเคยผ่านมา ก็คือ สงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียชีวิต ทำให้แรงงานลดลง การสูญเสียแหล่งผลิตต่าง ๆ รวมทั้งทรัพยากร และการเกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบและมีพันธะผูกพันหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากสงคราม อีกทั้งยังต้องใช้เงินฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังสงครามให้กลับสู่ภาวะปกติ การออกพันธบัตรจึงเป็นการนำเงินไปชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าว

หลังจากที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 2481 ก็หาเงินทุนแก่รัฐบาลด้วยการออก “บัตร์ช่วยชาติและพันธบัตรเงินกู้ช่วยชาติ พ.ศ. 2483” ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกู้เงินช่วยชาติ พ.ศ. 2483 และกฎกระทรวง ลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2484 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายชดเชยงบประมาณประจำปี 2484 ในช่วงสงครามอินโดจีน ซึ่งต้องมีการใช้จ่ายเงินมากกว่าปกติ เป็นการเปิดโอกาสให้ราษฎรได้ช่วยชาติโดยการให้กู้เงิน มีวงเงินรวม 10,000,000 บาท แบ่งเป็น

  • บัตร์ช่วยชาติ เป็นบัตรชนิดออกให้แก่ผู้ถือเพื่อเปลี่ยนมือได้สะดวก มีอายุ 10 ปีนับแต่วันขาย รัฐบาลจะรับซื้อคืนดังราคาต่อไปนี้
  • บัตรช่วยชาติราคา 5 บาท ซื้อคืนในราคา 6 บาท
  • บัตรช่วยชาติราคา 10 บาท ซื้อคืนในราคา 12 บาท
  • บัตรช่วยชาติราคา 20 บาท ซื้อคืนในราคา 24 บาท
  • พันธบัตรเงินกู้ช่วยชาติ เป็นบัตรชนิดลงทะเบียน อายุ 7 ปี ราคาขายหน่วยละ 100 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ราษฎรได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะสงคราม รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามช่วยแก้ปัญหาโดยรณรงค์ส่งเสริมให้ราษฎรทำสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ และมีการจัดประกวดเพื่อส่งเสริมการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการค้าเบ็ดเตล็ด ผู้ที่ส่งเข้าประกวดจะได้รับบัตรช่วยชาติ ซึ่งมีการโฆษณาชักชวนเพื่อรางวัลดังนี้

“...บัตรนี้เป็นบัตรเกียรติยศ เอาไว้ติดประดับบ้านว่าในยามคับขันนี้ เราผู้เป็นพลเมืองดีก็มีส่วนช่วยชาติ เลขที่ในบัตรทุกๆบัตร จะกลายเป็นเลขเสี่ยงโชครับรางวัลชั้นต่างๆ ยิ่งใครประกวดหลายประเภทก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกสลากรางวัลมากขึ้น...”  (หจช.สร.0201.18.1/4 “เรื่องบทสนทนาระหว่างนายมั่นกับนายคง แสดงวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485”)

 


พันธบัตรทองคำ ราคา 50 บาท ภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ต่อมามีการออกพันธบัตรเงินกู้ พ.ศ. 2485 หรือ ”พันธบัตรทองคำ” ​เป็นพันธบัตรที่ออกตามพระราชบัญญัติกู้เงินในประเทศ พ.ศ. 2485 และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2486 เพื่อนำเงินไปชดเชยเงินคงคลัง เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงและภาระค่าใช้จ่ายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ตราสารหนี้ชนิดนี้ เป็นการระดมทุนจากประชาชน วงเงินรวม 30,000,000 บาท โดยแบ่งการจำหน่ายเป็น 4 รุ่น ตามราคาหน้าบัตรดังนี้

  1. ราคา 50 บาท จำนวน 40,000 ฉบับ
  2. ราคา 100 บาท จำนวน 10,000 ฉบับ
  3. ราคา 1,000 บาท จำนวน 10,000 ฉบับ
  4. ราคา 10,000 บาท จำนวน 1,700 ฉบับ

พันธบัตรนี้มีอายุ 8 ปี ไถ่ถอนคืนตามราคาที่ตราไว้ หรือจะขอรับชำระเป็นทองคำก็ได้ ในอัตราทองคำบริสุทธิ์ กรัมละ 5.78 บาท ซึ่งการเลือกไถ่ถอนเป็นทองคำนี้เป็นที่มาของคำว่า “พันธบัตรทองคำ” ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากรัฐบาลจะมีการออกพันธบัตรกู้เงินในประเทศราคาถูก เพื่อรัฐจะนำเงินไปทำนุบำรุงเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนเหมือนในอดีตบ้าง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

 

เกร็ดเรื่องค่าเงิน

ในหนังสือ นานาอาชีพโบราณ พ.ศ.2475 บันทึกไว้ว่า “...ในขณะนั้นปลาทูเข่งละ 4 ตัว ราคา 3 อัฐ 1 สตางค์เท่ากับ 8 อัฐ 1 บาทก็ 800 อัฐ… อาชีพขายก๋วยเตี๋ยว...สมัยก่อนชามละ 2 สตางค์ จะใส่หมูต้มพร้อมตับเป็นพิเศษ ค้าขายที่โรงเรียนต้องชามละ 1 สตางค์.... อาชีพขายหนังสือพิมพ์...หนังสือพิมพ์รายวัน เช่น สยามราษฎร์ ศรีกรุง หลักเมือง ขายฉบับละ 3  สตางค์...”

 

เอกสารอ้างอิง

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • พรบ.กู้เงินช่วยชาติ พ.ศ.๒๔๘๓, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๕๘, ตอน ๐ก, หน้า ๑-๓
  • กฎกระทรวงการคลัง พ.ศ.๒๔๘๓, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๕๘, ตอน ๐ก, หน้า ๕๙-๖๗
  • ประเทศไทย เรื่องการได้ดินแดนคืน, กองโฆษณาการ, งานฉลองรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๔, หน้า ๑๓๖