ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

ธรรมกถาในวาระ 7 รอบนักษัตร นายปรีดี พนมยงค์

14
กรกฎาคม
2563

ตามที่ปุถุชนทั้งหลาย มีลูกหลานเป็นต้นหรือลูกหลานมิตรสหายมาปรารภวันเกิดของตนก็ตาม หรือของท่านที่เคารพนับถือของตนก็ตาม ก็เสมือนหนึ่งเป็นการให้ได้มีโอกาสสอบสวนชีวิตของคนแต่ละท่านว่าที่ล่วงลับล่วงเลยไปแล้วนั้น เราได้ดําเนินชีวิตไปเหมาะสมแค่ไหน เพียงใด 

ทั้งนี้ก็เพื่อว่า เมื่อว่าชีวิตของเราดําเนินมาในทางที่ไม่ดี เราจะได้แก้ไขปรับปรุงให้มันดีขึ้น หรือเมื่อเห็นว่าชีวิตของเราดําเนินดีถูกต้องอยู่แล้ว ก็อย่าได้ดีใจแต่ให้เพียรทําความดีสืบต่อไป นี่ก็เป็นจุดมุ่งหมายที่คาดคะเนว่าคงจะปรารถนาเช่นนี้จึงได้มีการบําเพ็ญกุศลเนื่องในวันสําคัญของตน 

แต่บัดนี้ท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านถึงอสัญญกรรมไปแล้ว ท่านไม่มีโอกาสมาทําบุญทํากุศลด้วยตัวท่านเองได้ แต่ถึงกระนั้นก็อาศัยคุณงามความดีของท่านซึ่งปรากฏอยู่ในจิตใจของญาติมิตรทั้งหลายตลอดจนผู้เคารพศิษยานุศิษย์ชูคุณงามความดีของท่าน ชวนให้ทุก ๆ ท่านนิ่งอยู่เฉยมิได้  ในเมื่อถึงวันสําคัญของท่านเช่นนี้จึงได้พร้อมเพรียงกันจัดการบําเพ็ญกุศลตามศาสนประเพณีของเรา 

ทั้งนี้ก็อาศัยหลักทางพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าเคยสั่งสอนไว้ว่า เมื่อบุคคลระลึกถึงอุปการคุณของท่านที่ได้เคยมีมาแก่เราแล้ว มาบัดนี้ท่านล่วงลับไปแล้ว เราจะปรารถนาที่จะฉลองพระคุณท่านก็มีโอกาสโดยให้กระทําคุณงามความดีตามทางพระศาสนาด้วยการบําเพ็ญกุศล จะด้วยการสมาทานศีลก็ตาม หรือบริจาคทานก็ตาม หรือทําความดีอะไรอื่นก็ตาม แล้วก็ประมวลคุณงามความดีเหล่านั้นเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องสักการะอุทิศเฉพาะท่านให้เกิดความสุขความเจริญตามสมควรแต่คติวิสัยของท่าน 

อันนี้เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาของเราบัญญัติไว้จึงได้กระทําต่อ ๆ มา ท่านอาจารย์ปรีดี ท่านล่วงลับไปแล้วแต่เพียงชีวิตร่างกาย แต่ส่วนคุณงามความดีของท่านยังปรากฏอยู่ในจิตใจศิษยานุศิษย์หรือผู้เคารพนับถือญาติมิตรท่าน หาได้ล่วงลับดับขันธ์ไปไม่  

ที่ท่านทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นี้ก็เพราะอาศัยคุณงามความดีของท่านเชื้อเชิญมาไม่ใช่ตัวของท่านเชื้อเชิญพวกท่านทั้งหลายมาหรอก แต่เพราะอาศัยคุณงามความดีของท่านที่เคยปรากฏมาแล้วหรือเคยมีต่อท่านทั้งหลายมาแล้วนั่นเอง จึงชักชวนให้ท่านทั้งหลายมาร่วมบําเพ็ญกุศลเป็นการแสดงน้ําใจระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน 

การระลึกถึงคุณงามความดีของท่านนี้ ในทางพุทธศาสนา เราก็ยกย่องเสมอดังที่บัญญัติให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเตรียมตัวเองว่าเมื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน เช่นเดียวกับระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม คุณพระสงฆ์ ก็ล้วนแต่เป็นความดีความชอบที่คนทั้งหลายก็ปรารถนาทั่วกันทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เป็นเหตุให้ชวนกระทําคุณงามความดีเหมือนอย่างคุณงามความดีของท่านบ้าง จึงเป็นการกระทําที่เหมาะสมดีกว่าจะส่ง อารมณ์ไปในทางอื่น ในทางเบียดเบียนเขาบ้าง ในทางฉ้อโกงเขาบ้าง หรือในทางบาปการอื่นบ้าง นี่ก็ล้วนเป็นภัยเป็นโทษทั้งสิ้น 

ส่วนการระลึกถึงคุณงามความดีของท่านผู้นี้ก็ไม่เสียอะไร มีแต่ชักจูงให้เกิดความดีความชอบ คือ ชักจูงให้เราทําคุณงามความดีเหมือนกับท่านบ้าง 

ท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านก็ได้ดําเนินชีวิตของท่านเป็นแนวทางที่นักปราชญ์ยกย่องสรรเสริญทั่วไปว่า ท่านมุ่งดําเนินชีวิตหรือใช้ชีวิตของท่านเพื่อคุณประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักสําคัญแก่ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสําคัญ หาได้มุ่งคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของท่านไม่ ด้วยเพราะเหตุนี้ ผู้ที่มีสติปัญญาน้อยมีความคิดความอ่านไม่ทันท่านก็พากันว่า ท่านเป็นคนอวดดีอวดเก่งประการต่าง ๆ ชวนให้เกิดความริษยาอาฆาต อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า ช่วยไม่ได้ แต่ว่านิสัยของคนดีแล้วก็ควรจะยึดถือคุณความดีของท่านเป็นแบบฉบับเพื่อตัวเองจะได้ทําคุณงามความดีต่อไป 

แต่ผู้ที่เห็นคุณความดีของผู้อื่น แล้วเกิดริษยาเห็นว่า เขาจะดีกว่าตัวเกินไปก็หาทางเบียดเบียนด้วยประการต่าง ๆ อันนี้เป็นลักษณะของคนพาล ไม่ใช่ลักษณะของบัณฑิต  หรือไม่ใช่ลักษณะของคนรักดีจริง ๆ เป็นการกระทําความชั่วใส่ตัวเอง อันนี้ก็เรียกว่า ไม่เป็นภัยแก่ตัวท่านปรีดีหรอก แต่เป็นภัยแก่ตัวผู้คิดร้ายนี่เป็นหลักสําคัญ 

การคิดร้ายนี่มันเป็นความชั่วเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อมีใครคิดติดต่อกับความชั่วนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าสร้างไฟไว้เผาตัวเอง  ท่านอาจารย์ปรีดีหาได้เดือดร้อนกับการริษยาอาฆาตของผู้อื่นไม่  เรื่องนี้เป็นที่ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ท่านเดินหลักที่จะสร้างคุณงามความดีแก่ประเทศชาติเป็นหลักสําคัญ เมื่อมีโอกาสได้ทําราชการในด้านใดในแผนกใดก็ตามก็พยายามที่จะสร้างคุณงามความดีในตําแหน่งนั้นให้เกิดคุณงามความดีเต็มความสามารถ อันนี้ถ้าว่ากันตามเจตนาหลักของคนดีแล้ว ก็ย่อมจะยกย่องสรรเสริญ 

แต่คนที่ติเตียนหาว่าอวดเก่งด้วยประการต่าง ๆ นั่นเป็นลักษณะของคนพาล ความเป็นพาลของเขาก็ทรมานเขาอยู่แล้ว และทําให้เขากระวนกระวายกระเสือกกระสนอยู่เฉยไม่ได้ เห็นเหมือนว่าการกระทําของท่านมาเบียดเบียนตัวเองนั่นแหละเป็นความลําบากเดือดร้อน อันเป็นเรื่องว่าตัวใครตัวมัน คนที่คิดไม่ดี คิดบาปต่าง ๆ นี้ ความไม่ดีนั้นมันก็สนองกับตัวเอง ท่านอาจารย์หาได้เดือดร้อนไม่ 

แม้ในชีวิตของท่านจะเห็นว่า ตกระกําลําบากต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ก็ตาม แต่ท่านก็ถือว่า มันเป็นเรื่องของชีวิตที่ต้องดําเนินไปตามเช่นนั้น แต่ว่าชีวิตจะดําเนินไปอย่างใดก็ตาม แต่ความรู้สึกนึกคิดของท่านก็คงยึดอยู่ในหลักคุณธรรมอยู่เสมอ คือ การจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่เสมอไป นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมแล้วกับฐานะที่ท่านได้รับพระราชทานให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโสนี่เป็นการเหมาะสมมาก 

ที่นี้เมื่อท่านทั้งหลายได้มาปรารภเรื่องจัดงานคล้ายวันเกิดของท่านวันที่ 11 นี้แล้ว การที่ท่านทั้งหลายได้บูชาคุณความดีของท่านจึงได้มาบําเพ็ญกุศลกันตามศาสนประเพณีเช่นนี้ ก็เป็นคุณงามความดี เป็นการน้อมนําคุณงามความดีของท่านไว้เป็นเครื่องเตือนตัวเตือนใจของเราเองว่า เราควรจะดําเนินชีวิตให้มีคุณประโยชน์แก่ตัวเองบ้าง แก่ผู้อื่นบ้าง 

การดําเนินชีวิตของคนเรามุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวฝ่ายเดียวเท่านั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ จําเป็นต้องเผื่อแผ่เจือจุนแก่ผู้อื่นด้วย ข้อนี้ก็ได้ตัวอย่างจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว เมื่อพระองค์ได้สําเร็จเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุคุณงามความดีด้วยพระองค์เอง เปี่ยมไปด้วยพระบารมีทุก ๆ อย่าง  ถ้าพระองค์เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องทําอะไรก็ได้ ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะมาบังคับให้ท่านต้องเผยแผ่ธรรมสั่งสอน แต่ก็ยังมีเครื่องที่มาบังคับท่าน ก็คือ พระมหากรุณาธิคุณในใจท่านเอง คือว่าทนดูผู้อื่นตกทุกข์ระกําลําบากไม่ไหว ก็เกิดความสงสาร เมื่อสงสารแล้วก็ต้องการให้เขาช่วยแก้ไขให้เขาพ้นจากความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อน จึงยอมเสียสละประโยชน์ส่วนพระองค์ออก เที่ยวเทศนาแนะนําสั่งสอนประชาชน 

ถ้าจะคิดดูแล้วพระองค์มีฐานะเป็นเจ้าฟ้าชาย เป็นกุมารชาติ เป็นชนชั้นสูงไม่น่าจะลงมาประพฤติปฏิบัติเกลือกกลั้วอยู่กับชนชั้นต่ํา ๆ เช่นนี้ถือเป็นการทรมานพระองค์โดยไม่สมควร อันนี้พระองค์หาคิดเช่นนั้นไม่ พระองค์มุ่งในทางที่จะช่วยชักจูงแนะนําคนที่ไม่ดีให้เป็นคนดีขึ้น คนที่ดีอยู่แล้วก็ให้ทําคุณงามความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้ว่าพระองค์นั้นจะสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ก็ต้องการที่จะทําประโยชน์เพื่อผู้อื่น คือ ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัว จะลําบากยากเข็ญเพียงใดก็ยังมุ่งที่จะแนะนําสั่งสอนเขาอยู่เรื่อยไป 

อํานาจที่พระองค์ออกพลีความสุขความสบายส่วนพระองค์ออกเที่ยวเทศนาแนะนําสั่งสอนนี้แหละจึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา ที่เจริญสืบต่อมาจนถึงบัดนี้ตั้ง 2,000 ปีกว่าแล้วก็อาศัยพระกรุณาธิคุณนี้เป็นหลักสําคัญ  ถ้าท่านคิดถึงประโยชน์ส่วนตัว ใครจะตกทุกข์ได้ยากลําบากเดือดร้อนไม่เข้าใจ พระพุทธศาสนาคําสอนก็จะไม่มีปรากฏอยู่ในโลกนี้ได้ แต่นี่พระพุทธศาสนา คําสอนพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ เพราะท่านมุ่งทําประโยชน์เพื่อผู้อื่น และก็น่าอัศจรรย์ คือ ท่านทําประโยชน์เพื่อผู้อื่นจริง ๆ ไม่ได้ทําเหยาะแหยะ ไม่ได้ทําอย่างเอาหน้าเอาตา แต่ทําเพื่อคุณธรรม ทําจนนาทีสุดท้าย 

ท่านทั้งหลายคงจะทราบพุทธประวัติแล้วว่า ในคืนวันจะปรินิพพานนั้นเอง ก็มีปริพาชกชื่อสุภัทร มาขออนุญาตพระอานนท์เข้าเฝ้า พระอานนท์ก็ว่า ท่านกําลังป่วยหนักอย่ารบกวนเลย แต่ท่านสุภัทรไม่ยอมท่าเดียวก็ปรารภว่า ปรารถนาจะได้เข้าเฝ้า ตามหาหลายแห่งหลายตําบลแล้วไม่มีโอกาสสักแห่ง มาวันนี้แหละ เพิ่งจะได้โอกาสเช่นนี้ ก็อยากจะขอเข้าเฝ้าหน่อยเดียว พระอานนท์ก็ไม่ยอมท่าเดียว ขณะกําลังโต้ตอบอยู่นั้นเอง เสียงก็ได้ยินไปถึงพระองค์ ก็ทรงอนุญาตเข้าเฝ้า ก็ได้ทรงสั่งสอนสาวกองค์สุดท้าย นี่แหละเรียกว่า ทําประโยชน์แก่ผู้อื่นจนนาทีสุดท้าย  

บรรดาศาสดาทั้งหลายใครทําอย่างนี้ได้บ้าง มีแต่ประโยชน์หาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลักทั้งนั้น ส่วนพระพุทธเจ้าของเรานี้ทรงทําประโยชน์ให้ผู้อื่นเป็นอย่างมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว พระชนม์ของพระองค์มี 80 ปี พระองค์ไปเที่ยวเทศนาสั่งสอนคนอื่นเสีย 45 ปี 45 ไปลบ 80 เหลือเท่าไหร่ ก็ 35 ปี และ 35 ปีนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นเวลาที่พระองค์ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว 

ถ้าอย่างนี้เป็นที่ใคร่ครวญกันเล้วก็จะเห็นได้ว่า พระองค์ออกบวชเมื่ออายุ 29 ภายใน 29 ปีนั้นก็มีครอบครัวมีพระชายา พระโอรส และเมื่อออกบวชก็ยังเที่ยวแสวงหาหนทางตรัสรู้อีก 6 ปี ก็เรียกว่า ภายใน 35 ปีนี้ พระองค์ใช้ไปในทางประโยชน์ส่วนตัวหมด แต่อีก 45 ปีนี้พระองค์ใช้เพื่อผู้อื่นทั้งนั้น อย่างนี้แหละที่น่าเคารพกราบไหว้บูชา 

แต่การกราบไหว้บูชานี้ ก็อยากจะขอร้องญาติโยม ณ ที่นี้ว่า เราไม่ควรจะเพียงกราบไหว้บูชาเท่านั้น จะต้องทําเยี่ยงอย่างแบบท่านด้วย แม้ว่าท่านยอมเสียสละประโยชน์ ส่วนตัวต่อส่วนรวมต่อผู้อื่นจนสุดความสามารถ เราจะทําอย่างท่านไม่ได้ แต่ให้ถือนโยบายทําประโยชน์เพื่อส่วนรวมเข้าไว้เป็นเยี่ยงอย่างบ้าง เราจะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวฝ่ายเดียวมันเป็นไปในทางแคบ 

หรือแม้กระทั่งว่าเป็นไปเพื่อครอบครัวมันก็ไม่กว้างขวาง เพราะฉะนั้นในฐานะเกี่ยวกับชาวพุทธก็ควรจะได้บูชาพระองค์ด้วยการประพฤติดีปฏิบัติชอบ จะประพฤติดีปฏิบัติชอบอย่างไร ในที่นี้ก็ใคร่จะขอชักชวนให้ทุกคนบําเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นให้มาก เราได้รับประโยชน์มีความสุขความสบายอย่างไร ก็ควรจะนึกถึงผู้อื่นบ้าง อย่าหวังเอาแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียวเท่านั้น 

แต่ก็ว่ากันที่จริง ๆ แล้ว ความเป็นอยู่ภายในครอบครัวของตนนั้นต่างก็มุ่งความดีให้แก่กันและกัน ไม่ใช่มุ่งร้ายให้แก่กันและกัน แต่ถ้ามุ่งร้ายให้แก่กันและกันแล้วก็ควบคุมกันไม่อยู่ แต่คนที่ควบคุมกันอยู่เป็น พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เคารพรัก ต่างคนต่างก็มุ่งความดีความงาม ความเจริญ ความสบายแก่ผู้อื่นทั้งนั้น ในฐานะปู่ย่าตายายพ่อแม่ก็พยายามให้ความอนุเคราะห์ อันนี้ก็เป็นการบําเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นอยู่แล้ว ยิ่งขยายวงกว้างออกไปถึงประเทศชาติแล้วก็ยิ่งจะได้ประโยชน์มากมาย 

เราทุกคนมีความบูชาพระพุทธเจ้าด้วยและประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระพุทธองค์ที่ได้ปฏิบัติมาแล้วเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็จะชื่อว่าเป็นการเชิดชูคําสอนของพระองค์ให้มั่นคงยืนยาวสืบไป พระพุทธศาสนา โปรดเข้าใจว่าไม่ใช่วัตถุ แต่ศาสนาเป็นคําสอน  แต่คําสอนนั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติตน ก็จะมีประโยชน์อะไร ที่จะได้ประโยชน์ก็ต้องมีผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ก็พระพุทธศาสนาเข้ามาเมืองไทยในเมืองไทยเรานี้ก็หนึ่งพันปีมาแล้ว นี่เราก็ได้รับการสันนิษฐานดูว่าพระพุทธศาสนาได้เข้าครอง ทรงคุ้มครองคนไทย ให้เป็นไทมาได้จนบัดนี้ก็เพราะหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาเป็นหลักสําคัญ เราจะเห็นได้ว่า คําสอนมีเมตตากรุณา สอนให้ทําหน้าที่อุปการะแก่กันและกัน พ่อแม่แก่ลูก ครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์ อย่างนี้เป็นต้น 

คําสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีตรงไหนเลยที่สอนให้เบียดเบียนกัน มีแต่สอนให้ช่วยเหลือกัน เจือจุนซึ่งกันและกัน แปลว่า ถ้าเราทุกคนต่างพยายามที่จะให้ชีวิตของเราให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นทั่ว ๆ ไปแล้ว มันก็จะเป็นไปเพื่อความอนุเคราะห์สงเคราะห์ เป็นไปเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข 

แต่ที่เรายุ่ง ๆ อยู่ทุกวันนี้ โปรดทราบเถิดว่า ล้วนแต่ผู้ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น มีการลักขโมยกัน ข่มเหงรังแกกัน มีการฆ่าอะไรกันตามอําเภอใจ ถือว่ามีอํานาจวาสนาก็ทํากันไปตามอําเภอใจ อันนี้มันไม่ใช่ลักษณะของมนุษย์ ลักษณะของมนุษย์แล้วจะไม่ทําอย่างนั้น มันต้องมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างพวกสัตว์เดรัจฉานมันไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันจะเผื่อแผ่กัน ตัวแม่มีลูกตัวเล็ก ๆ อยู่ช่วยตัวเองไม่ได้ แม่มันก็ระมัดระวัง พอโตแล้วมันไม่รู้จักกันเล้ว มันเสียเปรียบคนก็ตอนนี้ เพราะมนุษย์เราไม่ยอมทิ้ง เราพยายามอุปการะเกื้อกูลอุดหนุนกันอยู่เรื่อย ๆ ข้อนี้ได้ประโยชน์ ก็ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทํากันอยู่บัดนี้ ถือว่าที่ท่านมาบําเพ็ญกุศลกันนี้ไม่มีใครบังคับ 

แต่ว่าคุณงามความดีของท่านปรีดีนั่นเองมันบังคับให้ทุก ๆ ท่านได้มาทําบุญ เพื่อเป็นการสนองคุณงามความดีของท่าน เรียกง่าย ๆ ว่า มากระทําความดีเพื่อบูชาคุณงามความดีของท่าน อันนี้มันเป็นไปเพื่อคุณงามความดีของบุคคลเพื่อความสุขความเจริญกันทั้งนั้น ก็หวังว่าทุกท่านคงจะได้ศึกษากันในเรื่องคุณงามความดีของท่านไว้เป็นแบบอย่างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณงามความดีของท่านที่ควรจะได้นํามาประพฤติปฏิบัติ ก็ให้ช่วยกันฟื้นฟูไว้กับตนเอง หรือแนะนําสั่งสอนคนอื่นเขาด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเชิดชูคุณงามความดีของท่านให้อยู่ต่อไป 

คุณงามความดีนี้เป็นประโยชน์กับทุกครั้งทุกสมัย ไม่ใช่ประโยชน์เวลาใดเวลาหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น ท่านจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าที่ท่านได้สั่งสอนศาสนานี้ก็ล้วนแต่ต้องการให้เกิดคุณงามความดีทั้งนั้นโดยเฉพาะอยากจะเน้นหนัก ก็คือ ศีล 5 

อาตมาก็ได้รับให้เป็นสมเด็จศีล 5 อยู่แล้ว เพราะไปที่ไหนก็ศีล 5 ก็โดยน้ําใสใจจริง ก็เห็นว่า ถ้าทางพุทธเราลองได้ทิ้งศีล 5 เสียแล้วก็หมดเรื่องกัน เป็นชาวพุทธแต่เพียงชื่อเป็นชาวพุทธธรรมเนียมไป โดยศีล 5 นี้มันเป็นรากเหง้าที่จะสร้างคุณงามความดี หรือจะสร้างความอัปรีย์ หรือสร้างบาปสร้างกรรมกันต่าง ๆ ก็เพราะศีล 5 นี่แหละ 

ถ้าไม่เอาศีล 5 แล้ว ก็ดังปรากฏอยู่ในเมืองไทยทุกวันนี้แหละ ข่าวอาชญากรรมที่ปรากฏอยู่นี้ มันล้วนแต่ไม่มีศีล 5 อยู่ทั้งนั้น ถ้ามีศีล 5 อยู่แล้ว ก็จะไม่มีอย่างนี้เกิดขึ้น  ทําไมพระพุทธเจ้าจึงยกศีล 5 นี้ขึ้นมาเพื่อให้คนเราประพฤติปฏิบัติ ก็เพราะว่าความดีจริง ๆ ใครทุกคนที่เป็นมนุษย์แล้วจะรู้สึกเหมือนกันหมด ไม่ว่าแขก ฝรั่งมังค่า ลาว ญวน ว่าเราไม่ชอบให้ใครมาเบียดเบียนชีวิตร่างกาย เบียดเบียนเชื้อสายประเพณีมาโกหกหลอกลวงไม่มีใครชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็ควรจะได้ส่งเสริมตามฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน เชื่อแล้วว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่ไปสู่ทางชั่วมีแต่นําไปสู่ทางที่ดีกันทั้งนั้น 

ก็เมื่อท่านได้วางเป็นหัวข้อศีลไว้ให้เราปฏิบัติ เรางดเว้นก็เพื่อให้เกิดคุณความดีต่อเรานั่นเองเพื่อจะได้สมกับความเป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์เราถ้าจะไปมัวเบียดเบียนกันก็เท่ากับเป็นการลดศักดิ์ศรีของเราลงไปเท่ากับสัตว์เดรัจฉาน ไม่แตกต่างกันเท่าใด มนุษย์เราดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็เพราะว่า เรามีคุณงามความดีที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ดังนั้นก็อยากจะให้ช่วยกัน ส่งเสริมคําสอนของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะเพียงศีล 5 ข้อนี้แหละ ขอให้เราระมัดระวังรักษา ส่งเสริมไว้เสมอ คือ ให้เทียบอกเขาอกเรา เรารักเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นเขาก็รักเกลียดทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเราไปเบียดเบียนเขาได้เขาก็ต้องมาเบียดเบียนเราตอบแทนบ้าง การไปเบียดเบียนคนอื่นเขานี่เช่นเราไปเบียดเบียนทรัพย์สมบัติเขา ชีวิตเขาบ้างก็เท่ากับเราไปก่อศัตรูด้วย และเมื่อศัตรูที่เราไปเบียดเบียนเขาได้แล้ว เขาก็ย่อมตั้งตัวเป็นศัตรูมาแก้แค้นเราบ้าง อันนี้เป็นหลักที่ว่า คนเรามีศัตรูแล้วก็นอนตาไม่หลับ เพราะฉะนั้นทางพระศาสนาต้องการให้มีเมตตาไม่ต้องการให้มีศัตรูที่ไหนเลย นอกจากเราจะไม่มีศัตรูแล้วเราก็จะต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นด้วยการเทียบอกเขาอกเราว่า เขาก็รัก เกลียด ทุกข์อันนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรไปเบียดเบียนชีวิตร่างกาย สมบัติของเขา เชื้อสายประเพณีเขา อย่าเบียดเบียนความซื่อสัตย์สุจริตเข้าตัวเขา อันนี้นับว่าเป็นข้อสําคัญที่จะสร้างกว่าประการอื่น ๆ ก็ไปจากศีลทั้ง 5 ข้อนี้ แล้วศีลก็เว้นการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม... ผู้คนดีก็จะสํารวมได้เรียบร้อยดี ก็คือข้อหาคือสุราเมรัย อันนี้เป็นเรื่องที่ว่า มหัศจรรย์เหลือเกินว่าคนไทยอย่างเราก็รักษาศีลสุราเมรัยมาตั้งแต่สมัยไหนเรียกว่าพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยจนรู้เช่นเห็นชีวิตเห็นโทษของสุรากันมาแล้วทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังหน้าไหว้หลังหลอกอยู่ อาจจะสนุกสนานเข้า เราก็พลอยจะทานเหล้าอยู่ร่ําไป คิดเสียว่าไม่เป็นไร 

พระท่านว่า สุราเมรัยนี้ มันทําให้เกิดความมัวเมา มึนเมาและหลงใหลใฝ่ฝัน ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะครองตัวเองให้เรียบร้อย บางครั้งที่ทําในสิ่งเสียหายด้วยประการต่าง ๆ ที่สุดจนกระทั่งเบียดเบียนพ่อแม่ อันนี้เพราะน้ําเมาแท้ ๆ แล้วก็ทุกอย่างก็ไม่มีความดีเลย น้ําเมามีแต่โทษเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษตั้งแต่สองพันกว่าปีมาแล้วว่าโทษของน้ําเมานี้มีอะไรบ้าง 

ท่านก็ได้จารนัย ได้สั่งสอนมาแล้วทั้งนั้น ก็ยังไม่หมดไปจากโลกได้ อันนี้ก็เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าจะไปเที่ยวสั่งสอนประชาชน ตั้งหลายสิบล้าน หลายร้อยล้านได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราเป็นคนไทย เราได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนามาแล้ว ปู่ย่าตายายเรายอมรับพระพุทธศาสนาเป็นมรดกตกทอดมาถึงทุกวันนี้ 

เราเป็นชั้นลูกชั้นหลานก็รู้อยู่แล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นมรดกที่ล้ําค่าและคุ้มครองคนไทยเอาไว้รอดจนบัดนี้ ควรที่เราจะได้เทอดทูน การได้เทอดทูนพระศาสนาดังได้กล่าวไว้แล้วว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่วัตถุ เราจะไปมัวหลงแต่วัตถุอยู่ไม่ได้ ต้องอยู่ที่การปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตามโบราณกาลของเราได้วางไว้เป็นระเบียบ เพื่อจะเตือนตัวเตือนใจพุทธศาสนิกชนโดยเสมอ ๆ เพื่อจะได้คงเป็นระเบียบไว้ว่าจะทําบุญสุนทานในทางพระศาสนาที่ไหนเมื่อไหร่ จะต้องเริ่มด้วยการขอศีลก่อนเสมอ เพื่อจะได้ปลุกใจให้สํานึกว่าเราเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนาและพระพุทธศาสนาก็ต้องการไม่ให้เราไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็เป็นการเตือนตัวเตือนใจอยู่ทุกวันนี้ ป

ระเพณีการสมาทานศีลนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า สันนิษฐานว่าเป็นโบราณอาจารย์ของเรานี่แหละวางเป็นระเบียบไว้ ก็ที่อาตมายกย่องศีล 5 ก็เริ่มตั้งแต่การสมาทาน เราสมาทานนี้ ก็เพราะว่าพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยมาด้วยภาษาบาลียึดถือภาษาบาลีเป็นภาษาหลัก ภาษาครูบาอาจารย์ ทั้งไม่ได้ทางฝ่ายพระ เมื่อบวชเรียนมาแล้วก็ต้องเรียนภาษาบาลี พอรู้ศึกษาใจความได้ แต่ญาติโยมไม่ได้ศึกษา ก็ไม่รู้เรื่องไม่รู้เนื้อเรื่องไม่รู้ใจความจึงทําตามคําสั่งเฉย ๆ โดยไม่รู้เรื่อง นี่เป็นภัยอีกข้อหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่กระนั้นเราก็ทิ้งไม่ได้

 เวลานี้ก็มีผู้ที่เขาแปลภาษาบาลีซึ่งเป็นคําสวดมนต์ เป็นบุญกรรมต่าง ๆ แปลไว้มากมาย จะรู้เรื่องก็ไปดูที่คําแปลก็ได้ เมื่อเรารู้ใจความแล้วก็จะช่วยให้เราตั้งอกตั้งใจกับพระพุทธศาสนาตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน เพราะการประพฤติปฏิบัตินี้ก็ไม่ต้องรอวันพระวันโกน เรามีชีวิตอยู่ก็ควรอยู่ในศีลในธรรม ประพฤติตัวตามคําสอนของพระพุทธเจ้า แม้ศีลห้าข้อนี้เราไม่สามารถรักษาได้ทั้งห้าข้อ ก็เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่เสียหายอะไรหรอก เมื่อสามารถทําได้เข้าใจเราก็ทําได้เท่านั้น 

ความดีเรียกว่ามีได้เปรียบยิ่ งเมื่อได้ทําดีมาก ๆ มันก็ดีตลอด ความดีก็ได้สนองผลให้ผู้กระทําอยู่แล้ว ที่ปรารภออกมานี้ ก็เป็นคําที่ประกาศอยู่ทั่วไปแล้วก็อยากจะแนะนําหนังสือสักเล่มหนึ่งแก่ชาวพุทธทั่วไปคือ “นวโกวาท” หนังสือนวโอวาทนี้เป็นหัวข้อคําสอนที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าวชิรญาณวโรรสได้ทรงรวบรวมเอาไว้ สําหรับให้เราได้ศึกษาและได้ประพฤติปฏิบัติตามโดยไม่ต้องลงทุนลงรอนอะไรนักหนา และท่านก็ยังจัดไว้อีกว่าประเภททั่วไปเรียกว่า ธรรมวิภาษ ซึ่งชาวพุทธทั่วไปก็ควรจะรู้เช่นว่าผู้หลักผู้ใหญ่ก็ควรจะมีเมตตากรุณาอะไรต่าง ๆ บ้าง อันนี้ก็เอามารวมไว้เพื่อให้เราได้รู้ได้ประพฤติปฏิบัติตามและโดยเฉพาะสําคัญอย่างมากก็คือที่ปฏิบัติคือข้อที่พระพุทธเจ้าสอนชาวบ้านโดยตรง ท่านรวบรวมเอาไว้สําหรับให้เห็นให้เหมาะสมกับชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่หน้าที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกอย่างไร ลูกได้รับอุปการะจากพ่อแม่แล้วจะตอบแทนอย่างไร หน้าที่ของครูบาอาจารย์ทําอย่างไร ลูกศิษย์ทําอย่างไร หน้าที่ของเพื่อนทําอย่างไร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอามารวบรวมเอาไว้เท่ากับว่าเป็นคู่มืออย่างดีทีเดียวเป็นแผนที่การดําเนินชีวิตเพื่อความสุขความสบาย อยากแนะนําให้ญาติโยมทั้งหลายได้สนใจเอาไว้สักเล่ม ราคามันไม่แพงเท่ากับก๋วยเตี๋ยวชามเดียว แต่เรามีหนังสือไว้แล้วเท่ากับว่าเรามีคําสอนที่ดีคอยตักเตือนอยู่เสมอ 

อาตมาคอยแนะนําพระที่เขามาบวช เมื่อบวชแล้วก็มีหนังสือ “นวโกวาท” นี้ประจําใจ และก็นี่เคยทิ้งไว้ที่วัดแต่มาตอนหลังก็กําชับว่าให้นําติดตัวไปที่บ้านด้วยเอาเก็บไว้ตรงหัวนอนและให้ใช้หนังสือนี้เวลาขึ้นที่นอนให้หยิบหนังสือนวโอวาทนี้มาพลิกอ่าน และอ่านนี่พิเศษอยู่หน่อยก็คือหัวข้อที่เราจะพบปะอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “คิริปฏิบัติ” หน้าที่ของชาวบ้าน ก็ให้อ่านหน้าที่ของชาวบ้านอยู่ท้ายเล่ม จากท้ายเล่มก็ไปยังต้นเล่มให้อ่านไปจนกว่าจะง่วง แต่หนังสืออย่างนี้รับรองไว้เลยว่าไม่เกิน 5 นาทีก็ง่วง และขอเตือนว่าเมื่อง่วงแล้วไม่ต้องฝืน ปิดหนังสือดับไฟแล้วนอน แต่ก่อนหลับก็ให้นึกว่า นี่พระพุทธเจ้าตามมาสอนเราถึงที่นอน ทําให้เราหวนระลึกไปว่าอ่านอะไรเข้ามาบ้าง อ่านคําสอนหรืออ่านคําห้ามในระหว่างทบไปทวนมานี้ถือเป็นการปล่อยอารมณ์ ทําให้จิตว่างก็จะหลับสบาย ทําอย่างนี้ทุกวันเรียกว่าอ่านมนตร์ที่เราสวดมนตร์ “อิติปิโส..” อะไรนั่นเราไม่รู้เรื่องแต่เราทําตามธรรมเนียมไป แต่ถ้าเราอ่านมนตร์และจะรู้เรื่องรู้ว่าท่านห้ามหรือสอนอะไรบ้าง เราก็อ่านไปทวนต้นจนกระทั่งจบและก็เวียนขึ้นมาใหม่ เวียนอยู่เรื่อยอย่างนี้ ถ้าได้สักสองจบสามจบ เราก็อาจจําติดตัวไปได้นะ 

เมื่อจําได้แล้วก็ไม่จําเป็นจะต้องพกหนังสือ ไปไหนก็มีคําสอนของพระพุทธเจ้าติดตัวไปด้วย คําสอนทั้งหมดนี้โปรดทราบเถิดว่า เป็นคําสอนที่ออกจากสติปัญญาของพระองค์ ซึ่งพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นคําสอนของท่านก็ต้องเป็นสิ่งบริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นของแท้จริง ถ้าเราจะได้ก็เท่ากับเราจะจําสติปัญญาของพระพุทธเจ้ามาเพิ่มสติปัญญาของเราให้มันกว้างขวางละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นก็เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างนี้ไม่ควรจะท้อใจว่าเราเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น เป็นคนล้าสมัยไดโนเสาร์เต่าพันปีนี้ เป็นความคิดที่ผิดที่จริงคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่คําสอนของไดโนเสาร์เต่าพันปี แต่ทั้งสองพันกว่าปีมาแล้วมันก็ยังอยู่แจ่มใสอย่างนี้ไม่มีลด ศีล 5 มันก็เป็นศีล 5 อยู่อย่างนี้หรือศีลพระสอง 227 มันก็เท่ากัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะบูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ด้วยการประพฤติดีปฏิบัติชอบตามแนวคําสั่งสอนของท่านทําตามอาตมาได้ชี้แจงมานี้ ก็เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนที่บูชาพระพุทธศาสนาด้วยการประพฤติดีปฏิบัติชอบได้เสมอ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าอายุ วรรณะ สุข พละ จะไม่เจริญแก่เรา เพราะว่าอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาน มหาสมบัติ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการกระทําความดีเท่านั้น เมื่อญาติโยมได้พยายามกระทําความดีให้แก่ตัวอยู่แล้ว อายุ วรรณะ สุขะพละ ปฏิภาณ และมหาสมบัติ ก็จะเจริญทั่วกัน ก็ขอยุติคําปราศรัยแต่เพียงเท่านี้.

 

ที่มา: สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานธรรมกถา เนื่องในงานทําบุญ 7 รอบนักษัตร นายปรีดี พนมยงค์ ณ ศาลาร้อยปี วัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2527