นายทวี บุณยเกตุ
(10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 - 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514)
ด้วยคุณดิเรก ชัยนาม ปรารภกับข้าพเจ้าว่าได้เขียนหนังสือไว้เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้ชื่อเรื่องว่า “ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง” หนังสือที่ท่านเขียนนี้ประสงค์จะให้เป็นทำนองบันทึกประวัติศาสตร์สำหรับอนุชนรุ่นหลังอ่านเพื่อจะได้ทราบว่า ประเทศไทยได้ถูกนำตัวเข้ามาพัวพันกับสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้อย่างไร และประเทศไทยได้มีบทบาทในมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้อย่างไร กับในระหว่างสงครามโลกนั้นเราได้ปฏิบัติการอย่างไร ประเทศไทยจึงได้หลีกเลี่ยงจากความหายนะและหลุดพ้นจากความยุ่งยากอันสืบเนื่องมาจากผลแห่งการแพ้สงครามของประเทศญี่ปุ่นได้ แต่การเขียนหนังสือประวัติศาสตร์เช่นนี้ จำจะต้องเขียนด้วยความระมัดระวังและความรอบคอบโดยวางตัวเป็นกลางไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด ฉะนั้นการเขียนจึงต้องยึดหลักความจริงที่ท่านได้ประสบเหตุการณ์หรือได้ผ่านพบมาด้วยตนเอง แต่ก็ยังมีเหตุการณ์อีกมากหลายซึ่งนับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ไม่น้อย ที่อนุชนรุ่นหลังควรจะได้ทราบไว้ แต่ท่านไม่สามารถจะเขียนได้เพราะท่านต้องถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียวเสียเกือบ 2 ปี และในระหว่างระยะเวลานี้ก็มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่สมควรจะบันทึกไว้ในหนังสือที่ท่านเขียนด้วย เพื่อให้หนังสือเล่มที่ท่านเขียนนี้สมบูรณ์ดียิ่งขึ้น ท่านเห็นว่าผู้ที่ควรจะบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ดีคนหนึ่งนั้นก็ควรเป็นข้าพเจ้า เพราะในสมัยนั้นข้าพเจ้าเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและยังได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะต่าง ๆ กับทั้งยังได้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับงานใต้ดินที่เรียกว่า “เสรีไทย” ในประเทศอีกด้วย พอที่จะทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดี จึงได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าช่วยเขียนบันทึกเหตุการณ์เท่าที่ข้าพเจ้าทราบหรือที่ได้ผ่านพบมาด้วยตนเอง
ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติมากที่คุณดิเรก ชัยนาม ขอร้องมาเช่นนี้ และก็มีความเห็นสอดคล้องด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า บันทึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทยในระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้จะเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังมาก ทั้งบัดนี้สงครามก็ได้เสร็จสิ้นมานับเป็นเวลาได้เกือบ 22 ปีแล้ว เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ที่เกิดขึ้นในระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ ถ้าไม่จัดบันทึกขึ้นไว้คนรุ่นหลังก็อาจไม่ทราบ เพราะผู้ที่ทราบเรื่องดีและที่ได้ประสบเหตุการณ์มาด้วยตนเองก็มีอายุมากเข้าสู่เกณฑ์ชราด้วยกันแล้วแทบทั้งนั้น และที่ได้ล้มหายตายจากไปก็มีอยู่ไม่น้อย ยังจะมีเหลืออีกก็คงจะไม่กี่คนนัก ทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่ในสมัยหนึ่ง คือเมื่อ 20 ปีเศษมานี้เคยถือว่าเป็นความลับ บัดนี้ก็ไม่ควรจะเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว และนักการเมืองของเกือบทุกประเทศต่างก็ได้เปิดเผยความจริงและเหตุการณ์ในประเทศของตนเกี่ยวกับการดำเนินงานในระหว่างสงครามด้วยกันทั้งนั้น หากในประเทศไทยเราจะมีคนนำเรื่องเช่นนี้มาเผยแพร่บ้างก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย เมื่อข้าพเจ้าคิดได้ดังนี้แล้วจึงได้ตอบสนองยินดีรับเขียนด้วยความเต็มใจ และก็ขอยึดหลักในการเขียนว่า จะเขียนจากความจริงและด้วยการวางตัวเป็นกลางจริง ๆ จากเหตุการณ์ที่ได้ผ่านพบมา
ความจริงบันทึกเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าจะเขียนเพิ่มเติมนี้ก็คงมีเป็นส่วนน้อย เพราะในหนังสือที่คุณดิเรก ชัยนาม เขียนนั้นนับว่าละเอียดมากอยู่แล้ว และที่ข้าพเจ้าจะเขียนนี้ก็จะเขียนแต่เฉพาะเรื่องที่ข้าพเจ้าทราบ โดยมีหลักฐานหรือที่ได้ผ่านพบมากับตนเองทั้งสิ้น เรื่องใดที่ข้าพเจ้าไม่ทราบข้าพเจ้าก็จะของดไม่กล่าวถึง เพื่อให้เรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนนี้มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์
ในขณะที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้าบุกประเทศไทยซึ่งตรงกับวันที่ 8 ธันวาคม 2484 นั้น ข้าพเจ้ารับราชการในตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ข้าพเจ้าต้องเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีทุกคราวที่มีการประชุม เพื่อเสนอเรื่องที่จะต้องประชุมและจดรายงานการประชุม โดยปกติในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอาทิตย์ละ 3 วันคือ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์เริ่มประชุมเวลาประมาณ 9.30 น. และเลิกประชุมเวลาประมาณ 12.30 น. ถึง 13.00 น. บังเอิญค่ำวันหนึ่งตรงกับวันที่ 7 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 20.30 น. หรือ 21.00 น. ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีว่าให้ข้าพเจ้าติดต่อเชิญรัฐมนตรีทุกคนมาประชุมเป็นการด่วนที่ตึกประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งในครั้งกระนั้นตกประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ตรงกันข้ามกับวังสวนกุหลาบ ข้าพเจ้าได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกับรัฐมนตรีทุกคนทางโทรศัพท์ แต่เนื่องจากเป็นเวลาค่ำคืนการติดต่อจึงลำบาก รัฐมนตรีบางคนก็ไม่อยู่ในบ้าน บางคนก็ไปต่างจังหวัด กว่าจะตามตัวได้มาเกือบครบก็เกือบเที่ยงคืน แต่กระนั้นยังขาดไปหลายคน เช่น พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นแม่ทัพเรือด้วยในขณะเดียวกัน ถูกทหารญี่ปุ่นกักตัวไว้ที่คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ข้าพเจ้าได้ไปถึงห้องประชุมและไปคอยการประชุมอยู่ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.30 น. และในตอนนั้นบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายต่างได้ทะยอยกันเข้ามายังห้องประชุมตามที่ได้มีโทรศัพท์เชิญไป ระหว่างรอการมาของรัฐมนตรีนั้นก็ได้รับข่าวทางโทรเลขบ้าง ทางวิทยุบ้าง ทางโทรศัพท์บ้าง ว่ากองทหารญี่ปุ่นได้ยกพลบุกเข้ามาในดินแดนไทยตามจุดต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ และในทุก ๆ จุดที่กองทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามานั้น ได้ปะทะกับหน่วยทหารไทยบ้าง ตำรวจไทยบ้าง และกับยุวชนไทยบ้าง
ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484
ที่มา : Khaosodenglish
ในราว 1.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ก็ได้เริ่มเปิดประชุมคณะรัฐมนตรีโดยมีพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานของที่ประชุม เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ ทราบว่าไปราชการต่างจังหวัด (ทราบต่อมาภายหลังว่าไปตรวจดูแนวป้องกันทางทหารที่จังหวัดพระตะบอง เพราะได้ทราบระแคะระคายมาก่อนแล้วว่าญี่ปุ่นอาจบุกประเทศไทยได้) เมื่อเปิดประชุมแล้วพลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส รองนายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่านายกรัฐมนตรียังไม่กลับจากตรวจราชการ แต่ได้โทรเลขขอร้องให้รีบกลับโดยด่วนแล้ว เรื่องที่รองนายกฯ แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่ามีผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น อันมีเอกอัครรราชทูตญี่ปุ่น ทูตทหาร พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ของเขา ได้นำบันทึกมายื่นต่อรัฐบาลขอเดินทัพผ่านประไทยเพื่อไปโจมตีอังกฤษทางแหลมมลายู และเขาได้แจ้งให้ทราบว่าประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและสรัฐอเมริกาแล้วกองทัพญี่ปุ่นจะเข้าโจมตีพร้อม ๆ กันขออย่าให้ไทยขัดขวาง โดยเขารับรองว่าเขาจะไม่ทำลายอธิปไตยของไทยเลยเป็นอันขาด นอกจากที่เขาจะขอยกกำลังทหารผ่านกรุงเทพฯ และเมืองบางเมืองของประเทศไทยที่จำเป็นในทางทหารเท่านั้น และเขาขอให้เราตอบมาให้เขาทราบภายในเวลา 2.00 น. วันนี้
ในระหว่างการประชุมนี้ก็ได้มีรายงานเข้ามาเรื่อย ๆ ว่ากองทหารญี่ปุ่นได้ปะทะกับทหารและตำรวจไทยแล้วหลายแห่ง บางแห่งการรบได้เข้าขีดรุนแรงถึงขั้นตะลุมบอน บางแห่งเด็กนักเรียนยุวชนทหารก็เข้าช่วยสู้รบกับกองทหารญี่ปุ่น อันเป็นการแสดงความกล้าหาญและความรักชาติในทางวีระกรรมอันน่าสรรเสริญยิ่ง
ครั้นเมื่อใกล้เวลา 2.00 น. นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่กลับ คณะรัฐมนตรีจะตัดสินอะไรลงไปก็ยังไม่ถูกเพราะไม่ทราบนโยบายว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้วางแผนการต่อต้านไว้อย่างไรประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่ง เราได้มีพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งเรียกว่าพระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เพิ่งประกาศออกใช้เมื่อก่อนญี่ปุ่นบุกประเทศไทยไม่นานนัก พระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการและสาระสำคัญว่า ให้คนไทยทุกคนต่อสู้ผู้รุกรานจนสุดความสามารถหรือจะกล่าวว่าสู้จนคนไทยคนสุดท้ายก็ได้ หากเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ให้เผาบ้านเผาเสบียงอาหารเผาทุกสิ่งทุกอย่างเสียให้หมดอย่าให้เหลือไว้เป็นประโยชน์แก่ผู้รุกรานเลย คณะรัฐมนตรีจึงส่งผู้แทนไปพบกับผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นแจ้งให้เขาทราบว่านายกรัฐมนตรียังไม่กลับ ขอให้เขายับยั้งการเคลื่อนกำลังทหารของเขาเข้าประเทศไทยก่อนเพื่อป้องกันมิให้มีการสู้รบกัน ฝ่ายญี่ปุ่นก็บอกว่าเขาจะยับยั้งได้อย่างไร เพราะการติดต่อก็กระทำได้ไม่สะดวกนักและทั้งทำได้ไม่รวดเร็วนักด้วย คือเขาต้องโทรเลขแจ้งไปที่ไซ่ง่อนและกว่าทางกองบัญชาการกองทัพของเขาที่ไซ่ง่อนจะติดต่อไปยังแนวรบได้ทั่วถึงก็กินเวลานาน เขาจึงยืนยันขอร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการแทนไปยังทหารไทยให้หยุดทำการต่อสู้จะได้หรือไม่ ทางเราก็บอกเขาไปว่าเราจะสั่งการเช่นนั้นไม่ได้ เพราะในขณะนี้การบังคับบัญชาทหารและการสั่งการใด ๆ ในทางทหารขึ้นอยู่กับผู้บัญชาการทหารสูงสุดแต่เพียงคนเดียว ได้มีการเจรจากัน โต้ตอบกันโดยใช้เล่ห์เหลี่ยมในทางการทูตและชิงไหวชิงพริบตลอดเวลา รวมทั้งเอาหลักกฎหมายเป็นข้ออ้างด้วยเพื่อประวิงเวลาให้นายกรัฐมนตรีกลับเสียก่อน ผู้แทนฝ่ายไทยก็มี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ (ในขณะนั้นยังดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรวรวรรณ) นายปรีดี พนมยงค์ และนายดิเรก ชัยนาม เป็นผู้ไปเจรจา ทางฝ่ายญี่ปุ่นก็บอกว่าเขาทราบอยู่เหมือนกัน ว่ามีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้เช่นนั้นว่าในขณะนี้มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งการอะไรได้ทุกอย่าง แต่เขาไม่อยากยอมรับทราบในสถานการณ์เช่นนี้ จึงใคร่ที่จะขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้สั่งการแทนจะได้หรือไม่ ทางผู้แทนของเราที่ไปเจรจาก็บอกว่าขอให้เขารออีกสักหน่อยเถอะเพราะเราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะติดต่อกับนายกรัฐมนตรีให้เดินทางกลับโดยด่วน จึงขอให้เขาเห็นใจ ยับยั้งการเคลื่อนทัพของเขาไว้ก่อน
ความจริงแม้การเจรจาระหว่างผู้แทนไทยกับผู้แทนญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม แต่การรบระหว่างหน่วยทหารและตำรวจไทยกับกองทหารญี่ปุ่นก็ดำเนินไปอย่างรุนแรงในทุกจุดที่ญี่ปุ่นบุกเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จังหวัดสงขลา ที่จังหวัดปัตตานี และที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการบาดเจ็บล้มตายกันมากทั้งสองฝ่าย
เวลา 6.50 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีก็เดินทางกลับมาถึงพระนครเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พอนายกรัฐมนตรีได้นั่งที่เรียบร้อยแล้ว พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ก็รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนตลอด โดยได้ท้าวความไปถึงว่า เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นพร้อมด้วยทูตทหารและเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตได้มาขอพบเพื่อยื่นข้อเสนอบางประการ รองนายกฯ จึงได้แจ้งให้ฝ่ายญี่ปุ่นทราบว่า การขอพบเพื่อยื่นคำขาดเช่นนี้ยังไม่ถูกต้องตามระเบียบและวิถีทาง ขอให้เขาไปพบกับนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตามระเบียบ ในที่สุดเขาก็ไปพบและได้ยื่นบันทึกข้อเสนอมีสาระสำคัญว่า วันนี้ (เขาหมายถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2484) จะเป็นวันเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายของรัฐบาลญี่ปุ่นก็ไม่ทราบ เพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว เพราะญี่ปุ่นพยายามที่จะรักษาสันติภาพแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล คำแถลงการณ์ของโตโจในสภาพิเศษมีอยู่ 3 ข้อคือ :—
(1) ปิดทางช่วยรัฐบาลจุงกิง (จุงกิงนั้นเป็นเมืองหลวงชั่วคราวของประเทศจีนในระหว่างประเทศจีนทำสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างนั้นประธานาธิบดี จอมพลจางไคเจ๊ก ยังเป็นประมุขของประเทศจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่อยู่)
(2) ไม่ให้ช่วยทางเศรษฐกิจโดยวงล้อม A.B.C.D. (คำว่า A หมายถึงสหรัฐอเมริกา B หมายถึงบรีติ๊ช คืออังกฤษ C หมายถึงไชน่า คือจีน และ D นั้นหมายถึง ดัทซ์คือเนเธอร์แลนด์หรือฮอแลนด์) และ
(3) รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามที่จะทำทุกทางแล้วด้วยสันติวิธีในการเจรจาที่กรุงวอชิงตันแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องกระทำสงครามกัน และนอกจากนั้นถ้าจะมองดูสงครามทางด้านยุโรปแล้วจะเห็นได้ว่าสงครามได้ใกล้เข้ามาจนถึงอีรัคและอีหร่านอยู่แล้ว น่ากลัวว่าอาจรุกลามมาถึงประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นพวกเราชาวเอเชียจะต้องร่วมกันเพื่อทำให้เอเชียเป็นของคนเอเชีย บัดนี้ประเทศญี่ปุ่นได้เตรียมสู้รบกับข้าศึกของเราแล้ว ไม่ใช่จะมาต่อสู้กับคนไทยเลย ถึงหากจะมีการต่อสู้กันและกองทัพญี่ปุ่นได้ผ่านประเทศไทยไปแล้ว ญี่ปุ่นก็จะไม่ถือว่าไทยเป็นข้าศึก แต่ถ้าหากว่าไทยจะร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับญี่ปุ่นแล้ว คำที่ว่าเอเชียของเอเชียก็จะเป็นอันสำเร็จผลแน่ และประเทศไทยอันเป็นประเทศเอกราชอยู่แล้วนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นขอจากไทยก็คือ ขอให้กองทัพของญี่ปุ่นผ่านผืนแผ่นดินไทยไปเท่านั้น ทั้งนี้ก็ด้วยความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นจึงใคร่ขอความสะดวกโดยขออย่าให้กองทัพทั้งสองประเทศต้องมารบกันเองเลยเพราะญี่ปุ่นจะไม่ถือว่าไทยเป็นศัตรู จึงหวังว่าไทยจะมีความสามัคคีร่วมมือกับญี่ปุ่นในความจำเป็นครั้งนี้ กับขอให้จัดกำลังตำรวจระวังรักษาชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยทั่วไปด้วย
พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ได้แถลงเพิ่มเติมว่า ได้รับทราบมาด้วยว่าญี่ปุ่นได้ส่งกองเรือรบมาเป็น 3 กระบวนด้วยกัน กระบวนหนึ่งบ่ายโฉมหน้าตรงไปยังจังหวัดสงขลา ในกระบวนนี้มีเรือรบรวมด้วยกันทั้งสิ้นประมาณ 15 ลำ อีกกระบวนหนึ่งมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออกบริเวณเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอีกกระบวนหนึ่งมุ่งตรงมาทางจังหวัดสมุทรปราการ คือที่ปากน้ำ สำหรับที่จังหวัดสงขลากับที่จังหวัดปัตตานีนั้น ได้ข่าวว่าญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกและได้ทำการสู้รบกับทหารและตำรวจไทย และที่รบกันอย่างดุเดือดและรุนแรงนั้นก็ที่แม่น้ำน้อย จังหวัดสงขลา ตำรวจและทหารไทยได้รวมกำลังกันทำการต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ส่วนที่จังหวัดปัตตานีก็กำลังรบกันรุนแรงในตัวเมือง ได้มีหน่วยยุวชนไทยเข้าสมทบกับกำลังตำรวจด้วย โดยเข้ายึดสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานีไว้และมีการรบกันรุนแรงมาก ส่วนเหตุการณ์ภายนอกประเทศนั้นได้ทราบว่าญี่ปุ่นได้โจมตี เพิลฮาร์เบอร์กับเกาะต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ได้ทิ้งระเบิดคลังน้ำมัน สายโทรเลขและโทรศัพท์ได้ถูกตัดขาดหมดใช้การไม่ได้ เพื่อตัดกำลังและการติดต่อของกองทัพเรืออเมริกัน และพร้อมกันนั้นญี่ปุ่นก็ได้เข้าโจมตีประเทศฟิลิปปินส์ด้วย ส่วนทางด้านอังกฤษก็ได้ทราบว่าทหารญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเมืองโกตาบารู และได้ยกพลขึ้นบกสำเร็จที่เมืองกลันตันใกล้กับเขตแดนไทยประมาณ 15 ไมล์ ส่วนทางเมืองสิงคโปร์ญี่ปุ่นก็ใช้เครื่องบินเข้าโจมตีด้วย แปลว่าญี่ปุ่นได้เปิดฉากโจมตีทุกแห่งไปหมดทุก ๆ ชาติช่วยเหลือกันไม่ได้ต่างจึงต้องช่วยตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ฟังรายงานจบลงกับได้รับข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรบระหว่างหน่วยทหารญี่ปุ่นกับทหารและตำรวจไทยแล้ว ก็ได้ขอความเห็นจากที่ประชุมว่าเราจะตัดสินใจกันอย่างไรต่อไป เพราะในระหว่างที่เราพูดกันอยู่นี้ญี่ปุ่นกับไทยกำลังรบกันอยู่ตามจุดต่าง ๆ หลายแห่ง เรายังจะให้รบกันอยู่ต่อไปหรือจะให้หยุดยิง เพราะทุก ๆ นาทีคนไทยจะต้องตาย นี่กองทหารของเราที่ปัตตานีก็จะละลายไปหนึ่งกองพันแล้ว
พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส ได้แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้เราจะต้องพิจารณากันให้รอบคอบทุกแง่ทุกมุม เราจะหวังพึ่งใครในเวลานี้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะอังกฤษเขาก็ต้องช่วยตัวของเขาเอง เขาไม่สามารถจะมาช่วยเราได้ ส่วนทางอเมริกาเล่าก็คงเช่นเดียวกัน คือเขาจะส่งทหารหรือแม้แต่อาวุธมาช่วยเราก็ไม่ได้ เพราะเขาเองก็ถูกโจมตีแทบทุกแห่ง แม้ที่เกาะฟิลิปปินส์ก็กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก แปลว่าทั้งอังกฤษและอเมริกาต่างก็ช่วยไทยไม่ได้ อังกฤษจะช่วยอเมริกาก็ไม่ได้ และอเมริกาจะช่วยอังกฤษก็ไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน เราจึงต้องพึ่งตัวเอง เวลานี้ญี่ปุ่นกำลังรอฟังคำตอบจากเราว่าเราจะตกลงใจอย่างไร เราจะควรผ่อนผันให้เขาเพียงใดหรือไม่ เพราะเมื่อเขาไม่กลัวอเมริกาและเขาก็ไม่กลัวอังกฤษซึ่งต่างก็เป็นมหาประเทศเช่นนี้แล้ว เขาจะมากลัวเราทำไม จริงอยู่เรามีทหาร แต่การรบนั้นหมายความว่าเราต้องรบกันตามลำพังคนเดียวและตามกำลังความสามารถของกองทัพไทย และเมื่อได้คะเนถึงกำลังระหว่างญี่ปุ่นกับไทย อีกทั้งเราอาจถูกปิดเส้นทางคมนาคมทางทะเล คือ Blockado แล้วใครจะมาช่วยเราได้ และถ้าเรารบแพ้เขาแล้วก็เท่ากับเราจะต้องเป็นขี้ข้าคือเป็นเมืองขึ้นของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ เว้นแต่เราจะคิดสู้รบโดยหนีออกไปตั้งรัฐบาลอยู่นอกประเทศ แต่เท่าที่ได้ปรากฏมาในยุโรปหลายประเทศด้วยกันนั้น รัฐบาลที่อยู่นอกประเทศมีเสียงไม่ดังพอ และถ้าหากเราจะสู้ต่อไปโดยไปตั้งรัฐบาลอยู่นอกประเทศแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยที่ประเทศไทยจะต้องถูกยึดครองและอยู่ในความควบคุมของเขา แม้เขาจะให้คนไทยเป็นรัฐบาลปกครองบ้านเมืองต่อไปก็ตาม แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้อาณัติและคำบงการของเขา เมื่อได้พิจารณาโดยรอบคอบทุกแง่ทุกมุมแล้วก็ขอให้ความเห็นว่า ญี่ปุ่นเขาก็ไม่ได้ขอร้องให้เราประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา และเราเองก็ไม่พยายามที่จะประกาศสงครามกับเขาด้วย ฉะนั้นอังกฤษกับอเมริกาก็น่าจะเห็นใจเราซึ่งเป็นประเทศเล็ก เพราะเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ แม้แต่จะส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ให้เราก็ยังไม่ได้ และการที่เราขอผลัดเวลาสำหรับการตกลงใจจากนายกรัฐมนตรีนี้ ทหารไทยก็ได้ต่อสู้ทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานแล้ว ซึ่งแปลว่าเราได้ต่อสู้ไม่ใช่ว่ายอมแพ้โดยไม่สู้รบตบมือกับญี่ปุ่นเสียเลย เช่นที่ปัตตานีกับสงขลาเราก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างทรหด และยังมีการรบกันที่อื่นอีกหลายแห่งซึ่งยังไม่ได้รับรายงาน ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นพยานได้อย่างดีว่า เราได้ทำหน้าที่รักษาความเป็นกลางของเราแล้ว คราวนี้การที่เราจะตกลงใจต่อไปนั้นก็ควรเป็นไปในลักษณะผ่อนหนักให้เป็นเบา คือควรจะยอมผ่อนผันตามคำร้องของเขา แต่เราจะไม่ประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา การผ่อนผันตามที่เขาขอเพียงแค่นี้ก็ยังไม่ควรเรียกว่าร่วมมือกับญี่ปุ่นที่เดียว เพราะในข้อเสนอของเขาก็ไม่มีว่าเราจะต้องให้ความร่วมมือทางทหารกับเขาแต่อย่างไร จริงอยู่แม้การผ่อนผันให้แก่ญี่ปุ่นเช่นนี้ ความเป็นเอกราชของเราจะลดลงไป แต่การลดลงเพียงแค่นี้ยังดีกว่าที่จะต้องเป็นขี้ข้าเขาร้อยเปอร์เซ็นต์จนถึงกับเป็นเมืองขึ้นของเขาและถ้าหากญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำคือไปแพ้อังกฤษและอเมริกาเข้า อังกฤษกับอเมริกาก็น่าจะเห็นใจเราในฐานะที่เป็นประเทศเล็ก และเราก็ได้ทำการป้องกันต่อสู้การรุกรานของญี่ปุ่นตามหน้าที่แล้ว
รัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องกับข้อเสนอของ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส และเมื่อได้มีการอภิปรายกันเป็นเวลาพอสมควรแล้วนายกรัฐมนตรีก็ได้ตัดสินใจสั่งให้หยุดยิงและระงับการต่อสู้ ยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านได้เมื่อเวลา 7.30 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพราะเห็นว่า ถ้าขืนสู้รบกับกองทหารญี่ปุ่นต่อไปก็เท่ากับฆ่าตัวตายเปล่า ๆ ส่วนที่จะตกลงกันได้แค่ไหน หรืออย่างไรนั้นขอให้รอฟังผลของการเจรจากันทางการทูตต่อไป นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความจริงเจตนาของญี่ปุ่นนั้นเท่าที่ได้เคยติดต่อกันมานานแล้ว ญี่ปุ่นขอให้ฝ่ายเราพิจารณาให้ดีว่า
(1) เราจะเข้าเป็นพันธมิตรกับเขาหรือไม่
(2) ถ้าเราไม่เข้ากับเขา เราก็ต้องรบกับเขา หรือ
(3) ให้เราทำเฉย ๆ เสียโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เวลาแกยกทหารผ่านประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้เคยนำเอามาพูดกันในคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณากันจริงจังอะไรลงไป เพราะไม่นึกว่าเรื่องจะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงนี้ จู่ ๆ โตโจก็เดินพรวด ๆ เข้ามา
เมื่อได้ตกลงกันที่จะให้หยุดยิงแล้วนายกรัฐมนตรีกับนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกจากที่ประชุมเพื่อไปพบกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นกับคณะของเขา ซึ่งนั่งรอคอยฟังคำตอบจากรัฐบาลอยู่ ได้มีการเจรจากันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็กลับเข้าสู่ห้องประชุมและได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอมาเพื่อให้ฝ่ายไทยเลือกเอาว่าจะตกลงรับข้อเสนอข้อใด คือ.—
(1) จะให้ประเทศไทยเข้าเป็นไตรภาคีตามกติกาสัญญาไตรภาคีฉบับลงวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1940 ซึ่งได้มีการลงนามกันระหว่างผู้นำของประเทศเยอรมันนี ประเทศอิตาลี และประเทศญี่ปุ่น ดังที่เราเรียกกันว่า “อักษะประเทศ” หรือ
(2) ประเทศไทยจะให้ความร่วมมือทางทหารกับประเทศญี่ปุ่น โดยอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยและอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นทุกประการในการที่กองทัพญี่ปุ่นจะเดินทัพผ่านไปนั้น กับทั้งจะได้จัดการโดยทันทีเพื่อป้องกันการปะทะกันที่อาจเกิดมีขึ้นระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารไทย หรือ
(3) ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นทำสัญญาสัมพันธไมตรีทางทหารร่วมรบร่วมรุกและร่วมการป้องกันร่วมกัน
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นจะให้หลักประกันว่า เอกราช อธิปไตย และเกียรติยศของประเทศไทยจะได้รับความเคารพนับถือ และเขาจะร่วมมือกับประเทศไทยในการที่จะเอาดินแดนซึ่งประเทศไทยได้เสียไปคืนมา จึงขอให้ที่ประชุมพิจารณากันดูว่าเราจะเลือกเอาอย่างไหน แต่ก่อนอื่นนั้นขอเสนอให้มีการหยุดยิงกันเสียก่อน หากอย่างไรเราจะรบกันอีกก็เอา หรือจะร่วมมือกับเขาก็เอา คือเอาทั้งนั้น ขอให้พิจารณาดูให้ดีก็แล้วกัน
นายปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวว่า ตามรูปที่ญี่ปุ่นเสนอมานี้เขาไม่ยอมให้เราทำตามแบบที่ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส เสนอใช่ไหม เพราะตามข้อเสนอของเขานั้นดูคล้ายเป็นทำนองว่า ถ้าหากเราไม่รบกับเขาก็ต้องยอมเป็นพวกเดียวกับเขา เช่นนี้ใช่หรือไม่ ได้มีการอภิปรายถกเถียงกันในข้อเสนอของฝ่ายญี่ปุ่นอยู่นาน จนในที่สุดเมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นว่า บรรดารัฐมนตรีในคณะมีความลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรถูกแล้วก็ได้พูดขึ้นมาว่า เรื่องมีอยู่ว่า เราจะรบเขาหรือไม่รบเท่านั้นเอง รัฐมนตรีทุกคนต่างมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ในลักษณะเข้าตาจนแล้วด้วยกันทั้งนั้น ใจหนึ่งก็อยากรบ เพราะความแค้นเคืองที่เห็นญี่ปุ่นมาข่มเห่งล่วงละเมิดอธิปไตยของเรา แต่อีกใจหนึ่งก็ทราบดีว่า หากเรารบกับญี่ปุ่นก็เท่ากับฆ่าตัวตายเท่านั้นเองเพราะไม่มีทางสู้ได้เลย ในที่สุดนายปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ให้ความเห็นว่า เมื่อเราสั่งให้หยุดยิงและวินิจฉัยไปในทางที่เราจะไม่รบกับญี่ปุ่นแล้ว เราก็ควรจะตกลงกับเขาด้วยว่า เราจะไม่รบกับอีกฝ่ายหนึ่ง คือจะไม่รบอังกฤษและอเมริกาด้วย และควรจะเอาแบบประเทศสวีเดน คือ ให้แต่ทางผ่านไปเท่านั้น แต่เราจะไม่ช่วยอะไรหมด เพราะตามข้อเสนอของญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องการร่วมมือทางทหารทั้งนั้นไม่ใช่เพียงแต่ให้เดินทัพผ่านอย่างเดียว จึงเห็นว่า เราควรร่างข้อตกลงของเราเองมาดูกันเสียใหม่ให้เป็นไปในรูปให้แต่ทางผ่านอย่างเดียว
เมื่อได้ถกเถียงกันจนเป็นที่พอใจแล้วรู้สึกว่า รัฐมนตรีส่วนมากเห็นควรมอบเรื่องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัย เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งหัวหน้ารัฐบาลและเป็นทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดย่อมทราบสถานการณ์ทั่วไปได้ดีทั้งในแง่การทหารและการเมืองว่า ควรจะตกลงใจอย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม รัฐมนตรีส่วนมากก็ได้ออกความคิดเห็นไปในทางที่ไม่ประสงค์จะร่วมมือกับญี่ปุ่น และไม่ต้องการจะสู้รบกับญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวขึ้นว่า ความจริงเราก็ได้ต่อสู้เพื่อความเป็นกลางของเราแล้ว อังกฤษและอเมริกาคงจะว่าเราไม่ได้และคงเห็นใจเราบ้าง ในที่สุดเมื่อเวลา 7.30 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้หยุดยิง และได้มอบให้พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ นายดิเรก ชัยนาม กับนายวนิช ปานะนนท์ เป็นผู้แทนไปเจรจากับญี่ปุ่น ครั้นเวลาประมาณ 10.10 น. คณะผู้แทนที่ไปเจรจาก็กลับเข้าสู่ที่ประชุมและแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ฝ่ายญี่ปุ่นยอมตกลงและเขาได้กล่าวว่า เมื่อเราได้ตกลงกันเช่นนี้แล้ว เรายังจะต้องมีการตกลงกันในทางเศรษฐกิจกับการคลังอีก แต่ไม่ต้องใส่ไว้ในข้อตกลงที่จะเซ็นกันในเรื่องการทหารดอก เขาจะได้ขอเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการเอง นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้กล่าวขึ้นว่า เรื่องเอกราชและอธิปไตยของเรานั้นญี่ปุ่นจะต้องเคารพอย่างเคร่งครัด และที่เราได้ตกลงกับเขานี้ก็เฉพาะเรื่องทหารอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน จะมาเอาเรื่องอื่น เช่น เรื่องการเศรษฐกิจและการคลังมารเงินมาพัวพันด้วยไม่ได้ ขอให้ทำความเข้าใจกับญี่ปุ่นตามนี้ให้เป็นที่แจ่มแจ้งด้วย ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับข้อท้วงติงของ นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้มอบให้คณะผู้แทนชุดเดิมไปทำความเข้าใจกับฝ่ายญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งโดยมีหลักการในการเจรจาอยู่ 4 ข้อว่า .—
(1) การที่ยอมให้ฝ่ายญี่ปุ่นนำทหารผ่านดินแดนของประเทศไทยนี้ต้องไม่ปลดอาวุธทหารไทย
(2) เรื่องกองทัพญี่ปุ่นขอผ่านนั้นจะเพียงแต่ผ่านเท่านั้น จะไม่พักอยู่ที่กรุงเทพฯ
(3) ข้อตกลงที่จะตกลงกันนี้ ให้มีขีดจำกัดเฉพาะในเรื่องการทหารเท่านั้น และ
(4) ข้อตกลงนี้เป็นอันเด็ดขาดจะไม่มีขออะไรเพิ่มเติมเข้ามาภายหลังอีก
เมื่อได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วรัฐบาลก็ได้ออกคำแถลงการณ์ และเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เวลา 11.55 น. ก็ได้เลิกการประชุม ซึ่งได้ประชุมกันมาตลอดทั้งคืน
ที่ข้าพเจ้าได้เขียนมาค่อนข้างจะยืดยาวสักหน่อยนี้ก็เพราะเห็นว่า ในวันที่ 8 ธันวาคม 2484 นั้น เป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งทางประวัติศาสตร์ และเป็นวันที่ประเทศไทยและคนไทยต้องเศร้าโศกเสียใจ เป็นวันที่เอกราชและอธิปไตยของชาติไทยต้องเศร้าหมองและถูกกระทบกระเทือน ข้าพเจ้าได้นั่งอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เลขาธิการตั้งแต่ต้นจนจบ คือ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 7 ธันวาคม ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เวลา 11.55 น. รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งตัวข้าพเจ้าได้กลับบ้านด้วยความรันทดใจเป็นอย่างยิ่ง ชนิดที่เกิดมาในชีวิตไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย
ครั้นต่อมาจะเป็นวันที่เท่าใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่เข้าใจว่า ระหว่างวันที่ 10 ถึง 12 ธันวาคม หรือไงนี่แหละ แต่ที่แน่ใจนั้นก็ภายหลังที่รัฐบาลได้เซ็นสัญญายอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยได้ไม่กี่วัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเจรจาขอกู้เงินจากไทยเป็นงวดแรก เพื่อใช้จ่ายในกิจการของทหารญี่ปุ่น นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การที่จะให้รัฐบาลญี่ปุ่นกู้เงินไปเพื่อใช้จ่ายในกิจการทหารของเขานั้นเข้าใจว่า คงจะไม่กู้แต่เพียงจำนวนเท่านี้ แต่จะต้องขอกู้มาอีกเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดตามความจำเป็นในทางทหารของเขา หากเราให้กู้ก็จะต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้มีธนบัตรหมุนเวียนในท้องตลาดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเป็นผลเสียทางเศรษฐกิจ คือ จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ (Inflation) จึงเห็นควรให้ทหารญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรของเขาขึ้นใช้เองในกองทัพของเขาเรียกว่า Invasion notes จะดีกว่า ทั้งนี้ เพื่อว่าเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงแล้วเราจะได้ประกาศยกเลิกธนบัตรเหล่านี้เสีย หากทำได้เช่นนี้เมื่อเสร็จสิ้นสงครามแล้วการเงินและการเศรษฐกิจของประเทศก็จะได้ไม่ถูกกระทบกระเทือนและจะไม่เกิดเงินเฟ้อขึ้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแย้งว่า การที่จะปฏิบัติตามความเห็นและตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น แม้จะเป็นการป้องกันมิให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นได้ก็ตาม แต่ก็เท่ากับเป็นการแสดงว่า เราได้เสียเอกราชและอธิปไตยไปแล้วจึงไม่เห็นด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้แถลงค้านว่า ก็การที่เรายอมให้ทหารญี่ปุ่นเข้ามาอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองและทำอะไรได้ต่าง ๆ น่ะไม่ได้แปลว่า เราได้เสียเอกราชและอธิปไตยไปแล้วดอกหรือ ในเรื่องนี้รู้สึกว่าได้มีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็คงยืนยันในความเห็นที่จะให้กองทัพญี่ปุ่นยืมเป็นเงินบาทโดยพิมพ์ธนบัตรออกใช้เพิ่มเติมให้มากขึ้นตามความจำเป็น และต่อมาอีกไม่กี่วันก็ได้มีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีใหม่ นายปรีดี พนมยงค์ ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งยังว่างอยู่อีกตำแหน่งแทน และในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ยังมีรัฐมนตรีอีกสองสามคนได้พ้นจากตำแหน่งไปด้วย เท่าที่จำได้ก็มีนายดิเรก ชัยนาม พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียวในภายหลัง) กับนายวิลาส โอสถานนท์ เป็นอันว่าเราต้องพิมพ์ธนบัตรให้กองทัพญี่ปุ่นไปใช้อยู่เรื่อย ๆ โดยมีทองคำส่วนหนึ่งผูกหูไว้ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักประกัน กับมีเงินเยนเป็นส่วนมากเป็นหลักประกันในตอนหลัง และยิ่งกว่านั้นรัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ปรับปรุงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินเยน โดยเพิ่มค่าของเงินเยนให้สูงขึ้นให้เป็น 1 เยนเท่ากับ 1 บาท ซึ่งแต่ก่อนนี้อัตราแลก เปลี่ยน 1.50 เยน เท่ากับ 1 บาท ทั้งนี้คงเนื่องมาจากการกู้ยืม เพราะญี่ปุ่นประสงค์จะใช้เงินคืนเราเป็นเงินเยนจำนวนน้อยลงนั่นเอง
เรือประจัญบาน HMS Prince of Wales (บน) และเรือลาดตระเวนประจัญบาน HMS Repulse (ล่าง)
กำลังถูกโจมตีโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดของกองทัพเรือญี่ปุ่นในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ก่อนที่เรือทั้งสองลำจะจมลงในวันเดียวกัน
ที่มา : IWM
ในระยะเริ่มแรกของสงครามนั้น กองทัพญี่ปุ่นได้ทำการรบมีชัยในทุกสมรภูมิ ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ และในเดือนมกราคม 2485 (ประมาณวันที่ 23 หรือ 24 มกราคม 2485) เรือรบอันทรงอานุภาพยิ่งและใหญ่ที่สุดของอังกฤษ 2 ลำคือ เรือ พริ๊นส์ ออฟ เวลส์ (Prince of Wales) กับเรือ รีพัลส์ (Repulse) ซึ่งทางราชการทหารเรืออังกฤษได้อวดนักอวดหนาว่าเป็นเรือรบที่มีเกราะหุ้มเรือหนาสามารถทนต่อการโจมตีของข้าศึกได้ จนถึงกับมีชื่อเรียกกันว่า เรือรบที่ไม่จม กองทัพเรือกับกองทัพอากาศเยอรมันได้พยายามจมเรือรบทั้งสองนี้ในการรบทางทะเลที่ยุโรปเป็นเวลาช้านาน แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จ ครั้นได้เกิดสงครามในเอเซียบูรพาขึ้น อังกฤษก็ได้ส่งเรือรบทั้งสองนี้มาปฏิบัติการป้องกันรักษามลายูและสิงคโปร์ พร้อมกับหน่วยเรือรบอื่น ๆ แต่ก็ถูกกองทัพเรือและกองทัพอากาศของญี่ปุ่นโจมตีเรือทั้งสองนี้จมลงได้ทั้ง 2 ลำ นอกฝั่งมลายูในชั่วระยะเวลาอันรวดเร็วในวันเดียวกัน ทำให้โลกตกตลึงและงงงันกันไปหมด ส่วนการรบทางบกนั้นเล่า กองทหารญี่ปุ่นก็รุกคืบหน้าเข้ามลายูอย่างรวดเร็ว กองทัพอังกฤษไม่สามารถต่อต้านกำลังกองทัพญี่ปุ่นได้ เกาะฮ่องกงก็ยอมแพ้ไปแล้ว ทางสิงคโปร์ก็ได้รับการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินญี่ปุ่นอย่างหนัก ส่วนทางแนวรบด้านยุโรป กองทัพเยอรมันก็รบรุกแบบสายฟ้าแลบ และมีชัยชนะต่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเกือบทุกแนวรบ ฉะนั้น เมื่อเรือรบของอังกฤษ 2 ลำ คือเรือ Prince of Wales และ Repulse ถูกโจมตีจมลงโดยรวดเร็วและง่ายดายเช่นนี้ จึงทำให้นักการทหารและนักการเมืองบางคนของเราเสนอความคิดเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ไหน ๆ ประเทศไทยเราก็ได้หลวมตัวมาถึงเพียงนี้แล้ว และการรบก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่าฝ่ายอักษะประเทศจะต้องเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด หากเราร่วมมือกับญี่ปุ่นแต่เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นนี้ ต่อไปเมื่อฝ่ายอักษะเป็นผู้ชนะสงคราม ไทยเราก็จะไม่ได้อะไร จึงควรเข้าข้างญี่ปุ่นให้เต็มที่ โดยประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกาเสียเลย เรายังจะได้ชื่อว่า เป็นฝ่ายชนะและได้ส่วนแบ่งอะไรกับเขาบ้าง
ในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้น เนื่องจากเรือรบของอังกฤษ 2 ลำ ที่ถูกฝ่ายญี่ปุ่นทำลายจมลงในวันเดียวกันนี่เอง จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือ หลวงวิจิตรวาทการเสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เห็นควรให้ประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและอเมริกา ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วย และได้ตกลงให้ถือเอาเวลาเที่ยงตรง (คือ 12.00 น.) ของวันที่ 25 มกราคม 2485 เป็นวันประกาศสงคราม และเมื่อได้ร่างประกาศเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แล้วจึงส่งไปให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามเพื่อประกาศต่อไป
ตามระเบียบนั้น จะเป็นพระราชบัญญัติก็ตาม หรือพระบรมราชโองการใด ๆ ก็ตาม พระมหากษัตริย์หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะต้องทรงลงพระปรมาภิไธย หรือลงนามก่อนแล้วนายกรัฐมนตรีจึงจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในภายหลัง แต่ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม มักจะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก่อนเสมอแล้วจึงเสนอให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามในภายหลัง การประกาศสงครามครั้งนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก่อนแล้วจึงได้ส่งไปให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนาม คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ (1) พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (2) พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน และ (3) นายปรีดี พนมยงค์
ในวันประกาศสงครามนั้นตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2485 และเป็นวันที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นพิเศษด้วย เมื่อได้ตกลงในเรื่องการประกาศสงครามแล้วก็ได้กำหนดให้อ่านประกาศในเวลา 12.00 น. ตรง พอเวลาประมาณ 11.00 น. เศษ ได้มีเจ้าหน้าที่มารายงานนายกรัฐมนตรีว่า คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 2 คนเท่านั้น คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา กับ พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ส่วนผู้สำเร็จราชการฯ อีกคนหนึ่ง คือ นายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้อยู่ในพระนคร ทราบว่าไปต่างจังหวัด คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงลงพระนามและลงนามเพียง 2 คนเท่านั้น จะรอให้ลงนามครบคณะทั้ง 3 คน เกรงว่าจะประกาศให้ทันเที่ยงวันของวันนี้ไม่ได้ แต่ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้มีรับสั่งว่า ให้ประกาศชื่อของนายปรีดี พนมยงค์ ลงไปก็แล้วกันแม้จะไม่ได้ลงนามก็ตามท่านจะทรงรับผิดชอบเอง จึงเป็นอันว่าการประกาศสงครามในวันที่ 25 มกราคม 2485 นั้น ความจริงคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามในประกาศเพียง 2 คน เท่านั้น แต่ได้อ่านประกาศเป็น 3 คนให้ครบคณะ อันไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง
ประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485
ในปี พ.ศ. 2485 นั้น ญี่ปุ่นได้รบมีชัยชนะเรื่อยในทุกสมรภูมิ และยังได้เข้ายึดครองมลายูทั้งเกาะสิงคโปร์ไว้ได้ทั้งหมดภายใต้การนำของแม่ทัพบกชื่อพลเอก ยามาชิตา ซึ่งได้ถูกจับ และได้ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตภายหลังเมื่อประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้แก่สัมพันธมิตรโดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว ในฐานะเป็นอาชญากรสงคราม เมื่อสิงคโปร์ได้ยอมแพ้แก่ญี่ปุ่นแล้วก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “โซนาน” หรือ “โซนานโต” ทันที ครั้นในปลายปี พ.ศ. 2485 การรบทางภาคพื้นยุโรปก็ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเข้าขั้นแตกหัก พอต้นปี พ.ศ. 2486 ในราวเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพเยอรมันก็ยอมแพ้แก่กองทัพรัสเซียที่เมืองสตาลินกราด แล้วต่อมากองทัพสัมพันธมิตรก็ยกพลขึ้นบกได้ที่เกาะซีซีลี่ และกรุงโรมนครหลวงของประเทศอิตาลีก็ถูกโจมตีทางอากาศ แล้วในไม่ช้าซินยอมุสโซลินี ผู้นำของอิตาลีได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งและหมดอำนาจลง แล้วจอมพลบาโตกลีโอ คู่ปรปักษ์ของมุสโซลินี ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน และอิตาลีก็ยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยไม่มีเงื่อนไข
ส่วนเหตุการณ์ภายในประเทศไทยในระยะนี้ก็เริ่มระส่ำระสายขึ้น รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่รู้จะได้รับความนิยมจากประชาชน เพราะได้มีการบังคับจิตใจต่าง ๆ นา ๆ เช่น บังคับให้ผู้หญิงใส่หมวก บังคับให้ตัดต้นพลู ห้ามกินหมาก สั่งให้ตัดต้นหมาก หากใครไม่ใส่หมวกก็จะไปติดต่อกับทางราชการไม่ได้ จึงไม่ได้รับความสะดวกต่าง ๆ รัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎรที่มีการขัดแย้งกันบ่อยครั้งยิ่งขึ้น ครั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2486 ข้าพเจ้าก็ได้ลาออกจากราชการ คือ จากรัฐมนตรีและจากตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมีความเห็นขัดแย้งกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแต่แล้วก็ไม่ออก ข้าพเจ้าจึงไปพักผ่อนอยู่ที่บังกาโลหัวหิน ค่ำวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2486 แต่จะเป็นวันที่เท่าใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ให้คนมาเชิญข้าพเจ้าไปพบที่บ้านพักในพระราชวังไกลกังวล (หัวหิน) เมื่อข้าพเจ้าไปถึงและได้นั่งคุยกันอยู่สองต่อสอง นายปรีดีฯ ก็เอ่ยปากชวนข้าพเจ้าให้ร่วมทำงานเสรีไทยด้วยกัน โดยกล่าวเป็นใจความว่า นายปรีดีฯ ได้เริ่มติดต่อกับอังกฤษและอเมริกา โดยส่งคนออกไปพบกับผู้แทนเสรีไทยนอกประเทศหลายคนแล้ว โดยแบ่งออกเป็นสาย ๆ และคนหนึ่งที่ส่งไปก็ล้มป่วยถึงแก่กรรมลงกลางทาง เสรีไทยผู้นี้ชื่อนายกำจัด พลางกูร เพราะการเดินทางนั้นนอกจากจะต้องเสี่ยงอันตรายรอบด้านแล้วยังต้องเดินทางด้วยเท้าบุกป่าผ่าดงทุรกันดารมาก นายปรีดีฯ ได้ชี้แจงกับข้าพเจ้าว่า ควรจะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่นอกประเทศทำนองเดียวกับที่นายพล ชาลส์ เดอร์โกล ได้ไปตั้งรัฐบาลฝรั่งเศสที่ประเทศอังกฤษ โดยจะได้หาทางเจรจาชี้แจงเหตุผลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ลงมติเลือกให้ข้าพเจ้าเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อข้าพเจ้าได้เป็นประธานสภาฯ แล้ว นายปรีดีฯ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กับข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อันชอบด้วยกฎหมายพร้อมด้วย ม.ล. กรี เดชาติวงศ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็จะได้ร่วมเดินทางไปยังต่างประเทศด้วยกันเพื่อไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่นอกประเทศ เพราะเมื่อมีตัวผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีรัฐมนตรีนายหนึ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญเช่นนี้แล้วจะทำอะไรหรือจะประกาศอะไรออกมาก็ถือว่า ประกาศนั้นเป็นพระบรมราชโองการ และสมบูรณ์ตามกฎหมายถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ นายปรีดีฯ กับข้าพเจ้าได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนเป็นที่ตกลงและข้าพเจ้ายินดียอมรับร่วมมือในงานเสรีไทยเพื่อช่วยกอบกู้เอกราชของชาติไทยในครั้งนี้
ครั้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2486 ก็ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญเพื่อเลือกตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนฯ ตามระเบียบ ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติเลือกให้ข้าพเจ้าเป็นประธานสภาฯ และนายควง อภัยวงศ์ เป็นรองประธานสภาฯ (เพื่อความเข้าใจอันดีข้าพเจ้าขออธิบายไว้เสียด้วยว่า นายควง อภัยวงศ์ ก็ได้ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพร้อมกับข้าพเจ้าด้วยเหมือนกัน และโดยเหตุผลเช่นเดียวกันคือเกี่ยวกับการลาออกของนายกรัฐมนตรี แต่แล้วก็ได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้ลาออก) แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นประธานสภาฯ ทั้ง ๆ ที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมลงนามรับสนองพระบรมราชโองการซึ่งเป็นการผิดรัฐธรรมนูญ เรื่องจึงอลเวงกันอยู่หลายวัน ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ขอให้สภาฯ พิจารณาเลือกบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ข้าพเจ้าหรือนายควง อภัยวงศ์ โดยอ้างเหตุผลทางการเมืองว่าหากข้าพเจ้าได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ แล้วจะเกิดเรื่องใหญ่เพราะญี่ปุ่นไม่ไว้วางใจ เนื่องจากข้าพเจ้าและนายควง อภัยวงศ์ เอาใจฝักใฝ่กับอังกฤษและอเมริกา และได้อ้างเหตุผลทางทหารต่าง ๆ นานาจนในที่สุดสภาฯ ต้องประชุมเลือกประธานฯ กันใหม่ เป็นอันว่าเจ้าไม่ได้เป็นประธานสภาฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการที่จะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่นอกประเทศก็เป็นอันต้องระงับลง และจำต้องเปลี่ยนวิธีการมาตั้งเสรีไทยภายในประเทศขึ้นแทน โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า มีนามสมมุติซึ่งทางฝ่าย 0.S.S. ของอเมริกากับหน่วย 136 ของอังกฤษที่เมืองแคนดี ประเทศอินเดีย ตั้งให้ว่า รูซ (RUHT) เมื่อหน่วยเสรีไทยในประเทศได้ติดต่อกันหน่วย O.S.S. ภายใต้การนำของนายพล โดโนแวน และหน่วย 136 ของอังกฤษเป็นที่เรียบร้อย ทั้งอังกฤษและอเมริกาได้ส่งตัวแทนของเขามาตั้งหน่วยปฏิบัติงานลับ ๆ อยู่ในพระนคร หัวหน้าของหน่วย 136 ของอังกฤษได้แก่พลจัตวา เจ๊กส์ มีสำนักงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนหัวหน้าหน่วย O.S.S. ของอเมริกัน ได้แก่ ร้อยเอก โฮเวิด มีสำนักงานอยู่ที่ตึกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินได้มีการติดต่อทางวิทยุกับเมืองแคนดีทุกวัน และในระหว่างนี้เราก็ได้จัดเสรีไทยในประเทศออกไปฝึกการใช้อาวุธสมัยใหม่ และฝึกการใช้วิทยุสื่อสารที่เมืองแคนดีหลายคน ตามที่ได้ตกลงกันนั้นฝ่ายไทยจะจัดเสรีไทยหน่วยพลพรรคขึ้นรวม 24 แห่ง เป็นหน่วยพลพรรคภายใต้การฝึกหัดของอังกฤษ 11 หน่วยและเป็นพลพรรคภายใต้การฝึกหัดของอเมริกัน 13 หน่วย หน่วยพลพรรคของอังกฤษก็ติดต่อกับหน่วย 136 ที่แคนดี ส่วนหน่วยพลพรรคของอเมริกันก็ติดต่อตรงไปยังหน่วยสืบราชการลับ O.S.S. ที่เมืองแคนดี หน่วยงานทั้งสองนี้ประสานงานกันโดยใกล้ชิดทั้งที่กรุงเทพฯ และที่เมืองแคนดี หน่วยพลพรรคหน่วยหนึ่ง ๆ จะมีจำนวนพลพรรคประมาณ 500 คน หน่วยที่ตั้งของพลพรรคเท่าที่จำได้มีอยู่ที่จังหวัดต่าง ๆ เช่น ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ชลบุรี สุโขทัย พระนคร เป็นต้น การส่งคนไปมาระหว่างประเทศ ไทยกับเมืองแคนดีนั้น ส่วนมากขาไปจากประเทศไทยเราส่งไปทางเรือแล้วไปขึ้นเครื่องบินชนิดแคตาลิน่าที่ฝั่งทะเลแถวอำเภอบ้านชะอำ โดยกำหนดวันและเวลากัน ไว้ส่วนขามาจากแคนดีนั้นก็มาเส้นทางเดียวกันบ้าง มาโดยเครื่องบินแล้วกระโดดร่มชูชีพลงในเวลากลางคืนตามค่ายพลพรรคหรือตามสถานที่ซึ่งได้ตกลงกันไว้บ้าง ทุกหน่วยอันเป็นที่ตั้งของพลพรรคนั้นได้มียามรักษาการณ์วางไว้อย่างกวดขัน เป็นหน่วยของฝ่ายอเมริกันก็มีนายทหารอเมริกันและนายสิบมาอยู่ประจำเพื่อฝึกหัดการใช้อาวุธและฝึกวิธีรบแบบกองโจร ถ้าเป็นหน่วยของอังกฤษก็มีนายทหารอังกฤษ ส่วนอาวุธที่พวกพลพรรคใช้นั้นเป็นอาวุธสมัยใหม่ทั้งนั้น เช่น ปืนกลมือแบบเอมทรี แบบสะเตน ปืนคาไบย์ ปืนยิงรถถัง ที่เรียกว่า บาซูก้า ดินระเบิดพลาสติก ลูกระเบิดมือ ปืนครก ปืนสั้น วิทยุสนามเป็นต้น แต่ฝ่ายอังกฤษและอเมริกาได้ขอทำความตกลงกับเสรีไทยในประเทศว่า อาวุธที่เขาส่งมาให้นี้สำหรับเสรีไทยใช้เท่านั้น เพราะเขาถือว่าเป็นมิตรกับเขา ส่วนทหารและตำรวจไทยตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยเขาถือว่าเป็นศัตรู เราจึงต้องปฏิบัติตามที่เขาขอคำมั่นไว้
เมื่อได้เล่าถึงเรื่องเสรีไทยแล้วข้าพเจ้าก็ใคร่จะเล่าถึงเรื่องความตกลงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับเชลยศึกอเมริกันและอังกฤษเสียด้วย คือ เขาได้ตกลงกับเราว่า ทหารอังกฤษหรือทหารอเมริกันหรือทหารฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นใดก็ตาม หากทหารไทยหรือตำรวจไทยหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจับได้ก็ให้ตกเป็นเชลยของฝ่ายไทย อยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ญี่ปุ่นจะมาเกี่ยวข้องขอตัวไปไม่ได้ แต่ถ้าทหารญี่ปุ่นจับได้ก็ให้ตกเป็นเชลยของทหารญี่ปุ่น ฉะนั้นส่วนมากจึงตกเป็นเชลยของฝ่ายไทย และก็มีอยู่หลายคราวที่พวกทหารอเมริกัน ซึ่งถูกส่งมาอยู่ประจำตามหน่วยพลพรรคต่าง ๆ ต้องการมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนอารมณ์ในพระนคร เช่น มีอยู่คราวหนึ่งที่ค่ายเสรีไทยจังหวัดชลบุรี นายทหารเรือไทยที่เป็นเสรีไทยได้นำตัวนายทหารอเมริกันประจำค่ายบรรทุกรถโดยแต่งเครื่องแบบทหารครบชุดอย่างเปิดเผยเข้ามายังพระนคร บังเอิญยางรถข้างหนึ่งได้เกิดแตกใกล้ ๆ กับค่ายทหารญี่ปุ่นแถวทุ่งบางกะปิ (ในครั้งกระนั้นทุ่งบางกะปิยังไม่รู้จะมีบ้านคนมากนัก ส่วนมากเป็นทุ่งนา) ด้วยเชาว์อันฉลาดของนายทหารเรือไทยที่นำนายทหารอเมริกันเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯ จึงได้เดินตรงไปหาทหารยามญี่ปุ่นส่งภาษาชี้มือชี้ไม้ให้เป็นที่เข้าใจว่ากำลังนำเซลยอเมริกันเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำการสอบสวนแต่ยางรถเกิดแตกขึ้น ขอให้เขาช่วยเปลี่ยนยางให้ด้วย ทหารญี่ปุ่นนึกว่าจริงจึงส่งภาษาเรียกทหารญี่ปุ่นในค่ายให้ออกมาช่วยเหลือตามขอ พอเปลี่ยนยางเสร็จแล้วทหารเรือไทยคนนั้นก็นำนายทหารอเมริกันเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาความสำราญต่อไป
เมื่อเราได้ตั้งหน่วยเสรีไทยในประเทศขึ้นได้แล้วเช่นนี้ เสรีไทยนอกประเทศทั้งฝ่ายอังกฤษและอเมริกันก็ได้เข้ามาติดต่อเป็นการประจำ บางคนก็กระโดดร่มชูชีพลงมา บางคนก็มาทางเครื่องบินแล้วมาขึ้นเรือต่อเข้ากรุงเทพฯ แต่ที่แปลกที่สุดนั้นมีอยู่คนหนึ่งได้ถูกปล่อยให้กระโดดร่มลงที่ป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดระยองตามที่ได้นัดหมายกันไว้พร้อมกับเพื่อนคนไทยอีก 4 - 5 คน บังเอิญเสรีไทย ชื่อ “เสริม บุญสัตย์” พอกระโดดลงมาแล้วสายเชือกร่มชูชีพเกิดไปพันเข้ากับ หางหรือส่วนท้ายตอนใดตอนหนึ่งของลำตัวเครื่องบินเข้า จึงห้อยโตงเตงอยู่บนอากาศ แต่เสรีไทยคนนั้นมีสติที่ได้ควักปืนพกที่มีติดตัวมาออกยิงขึ้นฟ้าเพื่อให้ทหารอเมริกันในเครื่องบินได้ยิน เมื่อนักบินอเมริกันได้ยินเสียงปืนจึงชะโงกหน้าออกไปดูเห็นเข้าจึงได้สาวเชือกเอาตัวกลับขึ้นเครื่องบินได้ พอกลับถึงเมืองแคนดีก็ถูกส่งเข้าตรวจร่างกายเกี่ยวกับประสาทยังโรงพยาบาลแต่ทุกอย่างก็เป็นปกติ เสรีไทยคนนั้นจึงขอบินกลับมากระโดดลงอีกยังที่เดิมเพื่อสมทบกับเสรีไทยรุ่นก่อนที่ได้กระโดดลงมาแล้ว ทั้งนี้เป็นความกล้าหาญพิเศษที่ทางราชการทหารอเมริกันได้บันทึกไว้ และเสรีไทยคนนั้นก็ได้รับเหรียญกล้าหาญเป็นพิเศษอีกด้วย
หน่วยเสรีไทยในประเทศนี้ได้แยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพลพรรคพวกหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ฝึกหัดอาวุธ หัดให้รู้จักการใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ ฝึกรบแบบกองโจรเพื่อเตรียมรบเมื่อถึงเวลาและเมื่อได้รับคำสั่ง กับฝ่ายสืบราชการลับอีกพวกหนึ่ง หน่วยสืบราชการลับนี้ได้รับความร่วมมือกับตำรวจดีมาก เพราะพลตำรวจเอกอดุล อดุลเดชจรัส ก็เป็นหัวหน้าเสรีไทยด้วยผู้หนึ่งจึงทำให้การสืบสวนเป็นที่พอใจและถูกต้องตรงกับความจริง พวกสืบราชการลับนี้มีหน้าที่คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของกองทัพญี่ปุ่นแล้วรายงานไปให้หน่วยราชการลับของสัมพันธมิตรที่เมืองแคนดีทราบ เช่นที่ตั้งของคลังสรรพาวุธญี่ปุ่น ที่ตั้งหน่วยทหารญี่ปุ่น ขบวนรถไฟ หรือรถยนต์ที่ขนอาวุธและทหารญี่ปุ่น สถานที่ ๆ จะไปและกำหนดเวลาขนส่งทหารและอาวุธนั้น ๆ สถานที่ต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นใช้เป็นคลังสัมภาระ กองบัญชาการทหารและกองบัญชาการสนามทหารของทหารญี่ปุ่นตลอดจนจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น หรือเมื่อทางฝ่ายสัมพันธมิตรขอร้องให้ฝ่ายเราสืบเรื่องใด ฝ่ายสืบราชการลับก็จะสืบข้อเท็จจริงส่งไปให้เขาทราบ ซึ่งการกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นผลดีแก่ประเทศไทยมาก เพราะข่าวคราวที่ส่งไปให้เขานั้นตรงกับความจริงซึ่งเขาเชื่อถือและยกย่องเสมอ และกองทัพอากาศอังกฤษและอเมริกันก็สามารถทิ้งระเบิดตรงเป้าหมายเกือบไม่ผิดพลาด และเมื่อเขามาทิ้งระเบิดแล้วเรายังได้รายงานผลไปให้เขาทราบอีกด้วยว่าการทิ้งระเบิดของเขาได้ผลเพียงใด การกระทำเหล่านี้ทำให้ทั้งอังกฤษและอเมริกาเห็นใจประเทศไทยมากว่าได้ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและได้ผล คำขอของเขานั้นจนกระทั่งขอให้ส่งเชลยศึกของเขากลับไปยังฐานทัพที่เมืองแคนดี ซึ่งเราก็สามารถจัดส่งกลับไปได้ทุกครั้งที่เขาขอร้อง มีอยู่คราวหนึ่งทางฝ่ายอเมริกันขอมาพิศดารมาก คือขอให้เราจับนายพลทหารญี่ปุ่นยศชั้นนายพลส่งไปให้เขาสัก 1 คน ทางเราก็ตอบไปว่าได้ แต่ต้องพร้อมที่จะรบกับญี่ปุ่น เขาจึงได้ระงับคำขอนี้ เพราะเรื่องนี้ทางกองบัญชาการทหารสัมพันธมิตรที่เมืองแคนดีได้สั่งและกำชับนักกำชับหนาว่า ขอให้ทำทุกวิถีทางอย่าให้มีการรบเกิดขึ้นในประเทศไทยก่อนที่จะถึงวันดีเดย์ (คือวันที่เขาพร้อมที่จะส่งคนมาช่วยรบขั้นแตกหักเพื่อกอบกู้อิสระภาพ) ตามแผนการร่วมกันนั้นมีอยู่แผนหนึ่ง คือเมื่อถึงวันดีเดย์ พลพรรคเสรีไทยและหน่วยทหารกับตำรวจไทยในประเทศจะเริ่มทำการต่อต้านกองทหารญี่ปุ่นโดยทำการรบแบบกองโจร เช่น ทำการโจมตีโดยไม่ให้รู้ตัว มีการลอบยิง (Ambush) มีการก่อวินาศกรรม (Sabotage) และในขณะเดียวกันกองทหารพลร่มของฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะกระโดดร่มลงมายังจุดต่าง ๆ เพื่อทำการรบ พร้อมกันนี้หน่วยพรรคนาวิกโยธินก็จะยกพลขึ้นบกเข้าทำการโจมตีอีกด้านหนึ่ง แผนการเหล่านี้เป็นแผนการหยาบ ๆ ที่ได้วางไว้แผนหนึ่ง และยังมีแผนการอีกหลายแผนซึ่งยังไม่ได้ตกลงรายละเอียดมาเพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลา
ในระยะนั้นญี่ปุ่นคงจะทราบระแคะระคายหรือมีความสงสัยอะไรอยู่มาก ดังนั้นทหารญี่ปุ่นจึงได้เตรียมป้องกันตัวดังจะเห็นได้ชัดว่า ตามหน้าค่ายที่พักของทหารญี่ปุ่นและตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร ทหารญี่ปุ่นสร้างป้อมและรังปืนกลไว้เต็มไปหมด ส่วนทางฝ่ายทหารไทยก็สร้างป้อมและรังปืนกลอยู่ตรงกันข้ามกับป้อมของญี่ปุ่น เผชิญหน้ากันทุกแห่งไปหมด แสดงความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน และข่าวที่ว่าไทยกับญี่ปุ่นจะรบกันก็ได้ยินหนาหูขึ้น ความระแวงซึ่งกันและกันก็มีมากขึ้น ๆ ทหารและตำรวจไทยก็เตรียมพร้อมทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง การประสานงานระหว่างเสรีไทยในประเทศกับกองทัพไทยก็ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าในฐานะหัวหน้าเสรีไทยในประเทศฝ่ายพลพรรคก็ได้ประชุมกับเสนาธิการทหารบกบ่อยครั้งขึ้น เพื่อวางแผนประสานงานระหว่างหน่วยเสรีไทยกับทหารเสรีไทย ได้มีการกำหนดเครื่องหมายเพื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน ได้ทำปลอกแขนสีขาวมีแถบสีน้ำเงินพาดกลางไว้ เพื่อแจกเมื่อถึงเวลาจะได้สวมที่แขนให้ทราบว่าเป็นพวกเดียวกัน กำหนดจุดสำคัญต่างๆ ที่พลพรรคเสรีไทยจะต้องไปทำลายเพื่อไม่ให้ทหารญี่ปุ่นใช้การได้ เช่น สะพานต่าง ๆ ที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เก็บพัสดุของญี่ปุ่น คลังสรรพาวุธของญี่ปุ่น ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น การเตรียมพร้อมและภาวะคับขันในพระนครนี้ ทางกองบัญชาการทหารที่เมืองแคนดีทราบเป็นอย่างดี เขาจึงได้วิทยุสั่งห้ามมาอย่างเด็ดขาดว่า ให้หลีกเลี่ยงจากการปะทะกับทหารญี่ปุ่นไว้ก่อนจนกว่าจะถึงวันดีเดย์ ซึ่งเขาจะได้กำหนดขึ้นและแจ้งให้เราทราบ ข้าพเจ้าเองก็ต้องสั่งกำชับไปยังหน่วยพลพรรคต่าง ๆ ขอให้ยับยั้งการกระทำการใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้เกิดการรบกันขึ้นได้ แต่กระนั้นก็ดีก็ยังมีหน่วยพลพรรคบางหน่วยที่ต้องทำลายทหารญี่ปุ่นที่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามอันเป็นที่ตั้งของเสรีไทยแล้วก็ทำการฝังเพื่อทำลายหลักฐานเสีย เช่น ที่จังหวัดกาญจนบุรี และที่จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น การลักขโมยและทำลายทรัพย์สินตลอดจนยุทโธปกรณ์ของทหาญี่ปุ่นก็มีอยู่เป็นการประจำ เช่น ขโมยน้ำมันเชื้อเพลิง ขโมยปืนและกระสุนปืน ขโมยวัตถุระเบิด ขโมยรถยนต์ ฯลฯ การกระทำเหล่านี้ได้ล่วงรู้ไปถึงกองบัญชาการทหารที่เมืองแคนดีหมด ทำให้กองบัญชาการทหารอังกฤษและอเมริกันเชื่อถือและไว้วางใจในความร่วมมือของเสรีไทยในประเทศมาก จนในระยะหลัง ๆ เราขาดยารักษาโรคจึงได้ติดต่อขอไปที่เมืองแคนดี เขาก็นำหีบยารักษาโรคที่เราขอไปผูกติดกับร่มชูชีพบรรทุกเครื่องบินมาทิ้งให้เราที่ท้องสนามหลวงหลายหีบในเวลากลางวันแสก ๆ ทำเอากองทหารญี่ปุ่นโกรธและสงสัยเรามากถึงกับประท้วงไปยังรัฐบาล และการทิ้งระเบิดของเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ในระยะหลัง ๆ นี้ก็แม่นยำและทิ้งลงยังเป้าหมายเฉพาะที่ตั้งของญี่ปุ่นทั้งนั้น ทั้งนี้เพราะเราได้วิทยุบอกไปให้เขามาทิ้งระเบิดบ้าง เขาถามเรามาบ้างว่า ที่ตรงนั้นตรงนี้จะทิ้งระเบิดได้หรือไม่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ขนย้ายสัมภาระของการรถไฟไปเก็บไว้ที่ใกล้สถานีรถไฟฉะเชิงเทราโดยไปสร้างโกดังใหญ่ไว้ ทายฝ่ายสัมพันธมิตรบินตรวจการณ์มาเห็นเข้านึกว่าเป็นคลังเก็บของหรือเป็นค่ายทหารญี่ปุ่น เพราะเห็นพึ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ เขาจึงได้ถามมาว่า เขาจะมาทิ้งระเบิดได้หรือไม่ เราจึงรีบวิทยุห้ามไว้และแจ้งไปว่า ที่เขาเห็นนั้นเป็นโกดังเก็บพัสดุของเราไม่ใช่ของญี่ปุ่น เขาจึงไม่มาทิ้งระเบิด
ในระยะนั้นคือ นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2487 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง เพราะสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่อนุมัติร่างพระราชบัญญัติพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2487 และร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธมณฑลบุรี พ.ศ. 2487 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนต่อไปและข้าพเจ้าก็ได้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในคณะรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ด้วย จึงได้มีโอกาสรวบรวมบรรดานิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาฝึกอาวุธและคัดเลือกส่งไปเป็นเสรีไทยประจำค่ายที่จังหวัดชลบุรี หลังวัดเขาบางทราย ภายใต้การควบคุมของพลเรือตรี สังวรณ์ สุวรรณชีพ ซึ่งนับว่าเป็นค่ายที่มีจำนวนพลพรรคมากที่สุดและมีสมรรถภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่ง คือ มีทั้งพวกนิสิตซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีการศึกษาอยู่ในระดับสูง และมีทั้งทหารเรือฝ่ายพรรคนาวิกโยธินด้วย
ในระหว่างที่สงครามใกล้จะเสร็จสิ้นลงนี้สถานการณ์ภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พระนครได้ตึงเครียดมากเกือบจะถึงจุดระเบิดอยู่แล้ว เพราะทหารญี่ปุ่นมีความมั่นใจว่า ไทยจะหักหลัง ก็พอดีประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้แก่สัมพันธมิตรโดยไม่มีเงื่อนไข จึงทำให้ประเทศไทยหลีกเลี่ยงจากการเป็นสมรภูมิไปได้
เนื่องจากในระหว่างสงครามหน่วยเสรีไทยในประเทศได้ทำประโยชน์ให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรมากเกี่ยวกับการสืบราชการลับและข่าวคราวต่าง ๆ ที่ทางกองบัญชาการทหารสัมพันธมิตรที่เมืองแคนดีต้องการทราบส่งไปให้ และได้มีการติดต่อหารือกันอย่างใกล้ชิดเป็นการประจำ ส่วนเสรีไทยนอกประเทศก็ได้ร่วมมือกับเสรีไทยในประเทศอย่างใกล้ชิดและได้ประสานงานกันเป็นอันดี จึงทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลอเมริกันเห็นใจประเทศไทยมาก ฉะนั้น เมื่อสงครามได้เสร็จสิ้นลงแล้วเช่นนี้ เราจึงได้มาพิจารณาเห็นว่า การประกาศสงครามที่รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กระทำไปนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยระเบียบและวิธีการ เช่น การอ่านประกาศสงครามในเที่ยงวันของวันที่ 25 มกราคม 2485 มีคณะผู้สำเร็จราชการครบคณะ คือ 3 คน ลงชื่อในประกาศแต่ตามข้อเท็จจริงมีลงนามเพียง 2 คนเท่านั้น อีกคนหนึ่งคือนายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้อยู่ในพระนครจึงไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่เวลาอ่านประกาศก็ได้ประกาศชื่อเข้าไปด้วยจึงถือได้ว่าประกาศนี้เป็นโมฆะ นอกจากนั้นแล้วการประกาศสงครามที่ได้ทำไปนั้นก็ไม่ชอบด้วยเจตนารมย์ของประชาชนคนไทย เพราะเมื่อคนไทยส่วนมากได้ฟังประกาศแล้วต่างได้วิพากษ์วิจารณ์ไปในทางที่ไม่เห็นชอบด้วยทั้งนั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะในขณะนั้นคนไทยเกือบทุกคนเกลียดทหารญี่ปุ่นมากก็ได้ และก็เป็นหลักธรรมดาของมนุษย์เราเมื่อใจเกลียดฝ่ายหนึ่งแล้วก็จะต้องมีใจลำเอียงเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เราจึงได้ประกาศสันติภาพเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 และการกระทำทั้งหลายซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสหประชาชาตินั้นเป็นการกระทำที่ผิดจากเจตจำนงค์ของคนไทยและขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงขอประกาศแทนประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ครั้นต่อมาในวันนั้นเองหรือจะเป็นวันต่อมาก็จำไม่ได้ สหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศตอบรับสนองคำประกาศสันติภาพของเราทันทีว่า เขาไม่ถือว่าประเทศไทยเป็นศัตรูของเขาและไม่รับรู้คำประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วย เพราะเขาไม่ได้ประกาศสงครามตอบ ส่วนประเทศอังกฤษนั้นเขาขอดูท่าทีของประเทศไทยและรัฐบาลไทยก่อนว่า จะให้ความร่วมมือกับเขาดีเพียงใด
พอได้มีประกาศสันติภาพแล้วนายควง อภัยวงศ์ ก็ได้กราบถวายบังคมลาออกจากนายกรัฐมนตรี และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนต่อไปจนกว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และหัวหน้าเสรีไทยนอกประเทศฝ่ายสหรัฐอเมริกาจะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยตามที่เราได้ตกลงกันไว้
ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่กี่วันก็ได้รับข้อเสนอเป็นรูปสัญญายุติสงครามจากรัฐบาลอังกฤษรวม 21 ข้อ ในสัญญา 21 ข้อนี้ มีอยู่หลายข้อที่ข้าพเจ้าเห็นว่ารับไม่ได้ เช่นที่เขาจะมาควบคุมการทหารของเราและจัดระเบียบการทหารให้เราใหม่ จะเข้ามาควบคุมการเศรษฐกิจของเราเป็นต้น จึงได้เจรจาขอแก้ไขไปโดยส่งผู้แทนของเราไปพบกับผู้แทนของฝ่ายอังกฤษที่เมืองแคนดี ในที่สุดบางข้อที่เราเห็นว่าเรารับไม่ได้ เช่น เกี่ยวกับการควบคุมการทหารเขาก็ยอมตัดออก และเราได้พิจารณาอีกครั้งเห็นว่าพอจะตกลงด้วยได้ จึงนำข้อเสนอของเขาเข้าหารือในสภาผู้แทนราษฎร ก็พอดีวันหนึ่งแต่จะเป็นวันที่เท่าใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้โทรศัพท์เชิญให้ข้าพเจ้าไปพบที่ทำเนียบท่าช้าง เมื่อข้าพเจ้าไปถึงก็ได้ส่งโทรเลขของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ให้ข้าพเจ้าอ่าน ซึ่งมีข้อความเป็นทำนองหารือมาว่า หากประเทศไทยจะเสนอให้ข้าวแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรสัก 1,200,000 ตัน หรือ 1,500,000 ตัน (จะเป็นจำนวนไหนข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่แน่ใจว่าเป็นจำนวนใดจำนวนหนึ่งใน 2 จำนวนนี้) โดยไม่คิดมูลค่าจะได้หรือไม่ เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข้อความในโทรเลขตลอดแล้วก็วิตกมาก เพราะว่าการให้ข้าวโดยไม่คิดมูลค่าเป็นจำนวนมากเท่ากับการขายข้าวส่งออกนอกประเทศของเราในยามปกติตลอดทั้งปี มันก็เท่ากับเป็นค่าปรับสงครามนั่นเอง เพราะจะเป็นเงินมหาศาลสำหรับประเทศไทย คือจะเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท และนอกจากนั้นแล้วข้าวจำนวนนี้จะมีพอให้หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะในระหว่างสงครามนั้น แม้เราจะไม่สามารถส่งข้าวไปขายยังตลาดต่างประเทศดังเช่นยามปรกติก็ตาม แต่ทหารญี่ปุ่นก็ได้มากว้านซื้อเอาไปหมด ข้าพเจ้าจึงขอนำเรื่องไปหารือกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก่อน นายปรีดี พนมยงค์ จึงกล่าวว่า เรื่องนี้เราจะต้องรีบตอบ กว่าจะสอบสวนอาจเสียเวลานาน ฉะนั้น ขอให้ข้าพเจ้าตกลงว่าไหน ๆ อังกฤษและอเมริกาก็ทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็ควรตอบไปว่าเห็นควรรับได้ในหลักการ ส่วนเรื่องจำนวนที่จะให้นั้นจะได้พิจารณาตกลงในภายหลังจะได้หรือไม่ ข้าพเจ้าเห็นด้วย จึงยอมตกลงที่จะให้มีโทรเลขตอบไปเช่นนั้น
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจบบันทึกเพิ่มเติมในเหตุการณ์ระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ของข้าพเจ้านี้ ยังมีเรื่องสำคัญอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นว่าน่าจะได้นำมาเปิดเผยให้ทราบไว้ด้วย คือ พอสงครามได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ทหารอังกฤษและทหารอเมริกันก็ได้มาทำการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ได้มีเสียงพูดกันในหมู่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็นายทหารอังกฤษและเจ้าหน้าที่พลเรือนของอังกฤษว่า การที่เขาทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ลงมาให้เสรีไทยในประเทศนั้น จะมีจำนวนพลพรรคเสรีไทยมากเท่ากับอาวุธที่เขาทิ้งลงมาให้หรือไม่ และอาวุธเหล่านั้นจะคงมีอยู่หรือเปล่าก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ บ้างก็สงสัยว่าไทยเราจะตบตาเขามากกว่า ดังนั้น นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะหัวหน้าเสรีไทยในประเทศจึงได้หารือกับข้าพเจ้าว่า เพื่อแก้ข้อสงสัยในเรื่องนี้หากเราจะให้มีการสวนสนามบรรดาพลพรรคเสรีไทยในประเทศให้เขาเห็นว่ามีพลพรรคจริง ๆ และมีจำนวนมากด้วย และอาวุธยุทธภัณฑ์ที่เขาส่งมาให้ก็ยังคงมีอยู่ครบครัน ข้าพเจ้าจะเห็นเป็นอย่างไรข้าพเจ้าได้มาพิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว เห็นควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อว่าฝ่ายอังกฤษและอเมริกันจะได้เห็นว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้างภายในประเทศ และเราได้เสี่ยงภัยแค่ไหนในการฝึกพลพรรคเป็นจำนวนมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่กองทหารญี่ปุ่นมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เพื่ออังกฤษและอเมริกาจะได้เห็นใจเราและไม่บีบบังคับเรามากจนเกินไป และด้วยความคิดเช่นนี้เองจึงได้ตกลงจัดให้มีการสวนสนามพลพรรคเสรีไทยในประเทศขึ้น โดยสั่งให้หน่วยพลพรรคทุกหน่วยที่ประจำอยู่ทั่วราชอาณาจักรเดินทางมากรุงเทพฯ มาชุมนุมพร้อมกันและให้นำอาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ติดตัวมาด้วย (แต่ไม่ให้นำกระสุนมา) แล้วได้กำหนดวันสวนสนามขึ้นโดยเชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายอังกฤษและอเมริกาให้มาดูเพื่อให้เห็นด้วยตาตนเอง การสวนสนามได้กระทำที่ถนนราชดำเนิน จากท้องสนามหลวงผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีพลพรรคเข้าร่วมเดินสวนสนามทั้งสิ้นประมาณ 8,000 คน ใช้เวลาเดินสวนสนามประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ
ต่อมาเมื่อการปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นได้เสร็จเรียบร้อย และทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ปรกติแล้ว เสรีไทยทั้งในและนอกประเทศก็หมดหน้าที่และได้สลายตัวลง จะยังคงเหลืออยู่ก็แต่ความทรงจำเท่านั้น ซึ่งนานวันเข้าก็จะลืมเลือนไปในที่สุด
หมายเหตุ :
- อักขระและวิธีสะกดคงไว้ตามต้นฉบับ
บรรณานุกรม :
- ทวี บุณยเกตุ, เรื่อง “ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทยในระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ 2”, เบื้องแรกประชาธิปตัย บันทึกความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัย พ.ศ. 2475-2500 (ม.ป.ท.: สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, 2516), หน้า 300-328.