ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ข้อสังเกตบางประการของ นายปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517

23
มกราคม
2569

๔ มีนาคม ๒๕๑๗

ด้วยผู้รักชาติประชาธิปไตยหลายท่านได้ขอให้ข้าพเจ้าวิจารณ์รายละเอียดแห่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ซึ่งคณะกรรมการร่างฯ ได้ร่างเสร็จแล้วเสนอรัฐบาล รัฐบาลได้แก้ไขแล้วเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติ ข้าพเจ้าเห็นว่าโดยลำพังข้าพเจ้าผู้เดียวก็จะตัองใช้เวลาช้านานมากในการวิจารณ์รายละเอียดจึงสมควรที่ท่านผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจะได้ร่วมมือกันจัดตั้งกลุ่มศึกษาขึ้นหลายกลุ่มช่วยกันพิจารณาว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย อันที่จริงได้มีหลายท่านรวมทั้งข้าราชการฝ่ายตุลาการได้แสดงความเห็นตรงไปยังนายกรัฐมนตรีบ้าง ผ่านทางหนังสือพิมพ์และวารสารบ้าง วิจารณ์ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่เหมาะสมของบทบัญญัติมากมายหลายมาตราแห่งร่างรัฐธรรมนูญนั้น ฉะนั้น นอกจากที่ข้าพเจ้าได้แสดงความเห็นไว้ในบทความอื่น ๆ และในจดหมายถึงนายกกับรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ในขณะนี้ข้าพเจ้าจึงขอให้ข้อสังเกตเพียงบางประการ

๑. การเรียกร้องให้ปวงชนชาวไทยได้คืนสิทธิประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้นเป็นการต่อสู้โดยชอบธรรม (Just Struggle)

สิทธิประชาธิปไตยเกิดขึ้นตามธรรมชาติพร้อมกับการมีมนุษยชาติในโลกนี้ ประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติซึ่งเป็นประวัติของกฎหมายมหาชน (รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน) ด้วยนั้นปรากฏว่าในยุคดึกดำบรรพ์ กระบี่ (Anthropoid Ape) ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกกึ่งลิงกึ่งคนได้พัฒนาเป็นมนุษยชาตินั้น มนุษย์รวมกันอยู่เป็นหมู่คนซึ่งมีหัวหน้าปกครองปวงชนอย่างแม่พ่อปกครองลูกจึงไม่มีการเบียดเบียนลูก ชนในหมู่คนนั้นจึงมีเสรีภาพและความเสมอภาคกัน และมีจิตสำนึกในหน้าที่ว่าจะต้องใช้สิทธิมิให้เสียหายแก่คนอื่นและแก่หมู่คน

ต่อมาสิทธิประชาธิปไตยของมนุษย์ชาติได้ถูกยื้อแย่งไปโดยระบบทาสและระบบศักดินาคือผู้มีอำนาจในระบบทาสถือเอามนุษย์ที่อยู่ใต้อำนาจของตนให้มีฐานะเหมือนสัตว์พาหนะของเจ้าทาส แล้วต่อมาผู้มีอำนาจในระบบศักดินาถือว่ามนุษย์มีฐานะเหมือนกึ่งสัตว์พาหนะเป็นข้าไพร่ของเจ้าศักดินา

ในประเทศไทยนั้นปวงชนได้รับสิทธิประชาธิปไตยของตนคืนมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสยามชั่วคราว ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ยืนยันโดยรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ และฉบับ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙

ครั้นแล้วสิทธิประชาธิปไตยของปวงชนถูกยื้อแย่งโดยรัฐประหาร ๘ พ.ย. ๒๔๙๐ ซึ่งได้ตรารัฐธรรมนูญฉบับ ๙ พ.ย. ๒๔๙๐ ที่มีฉายาว่า “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” อันเป็นแม่บทของฉบับ ๒๔๙๒

โดยความปรารถนาดีต่อรัฐบาลปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้เสนอความเห็นในหลายบทความและในจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ร่างรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม ทั้งนี้ก็เพื่อรัฐบาลจะได้คืนสิทธิประชาธิปไตยให้แก่ปวงชนชาวไทยโดยการกระทำอันบริสุทธิของรัฐบาลเอง แต่รัฐบาลได้เลือกเอาทางเป็นผู้รับมรดกสืบจากรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ และมอบให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญถือเอาฉบับ ๒๔๙๒ นี้เป็นแบบฉบับแห่งการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ข้าพเจ้าจึงขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ได้คืนสิทธิประชาธิปไตยให้แก่ปวงชนเพียงใดและสถาปนาระบบที่ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยขึ้นอย่างใดบ้าง

๒. ความจำเป็นต้องมี “หิริโอตตัปปะ” ในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยของปวงชน

การเบียดเบียน การฉ้อราษฎร์บังหลวง เกิดขึ้นเพราะผู้เบียดเบียน ผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่มี “หิริ” คือ ไม่มีความละอายใจ และ “โอตตัปปะ” คือความไม่เกรงกลัวบาป

รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแม่บทของระบบปกครองแผ่นดินที่ร่างขึ้นโดยปราศจากหิริโอตตัปปะก็นำไปสู่ระบบที่ปราศจากหิริโอตตัปปะ ถ้าร่างขึ้นด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อปวงชนประกอบด้วยหิริโอตตัปปะก็นำไปสู่ระบบที่นำความสุขสมบูรณ์มาสู่ปวงชนและประเทศชาติ

ข้าพเจ้าขอร้องกลุ่มศึกษาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ตั้งแต่คำปรารภเป็นต้นไป และถ้าพบว่ามีข้อความใดปราศจากหิริโอตตัปปะก็ขอให้เสนอสมาชิกสภานิติบัญญัติผู้ซื่อสัตย์ต่อปวงชนให้เรียกร้องแก้ไขร่างข้อความที่ไม่สมควรนั้นด้วย

(๑) ร่างคำปรารภมีความตอนหนึ่งว่า

“อุดมการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันจักยังผลให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและปกป้องรักษาสิทธิเสรีภาพสมบูรณ์และประโยชน์ของปวงชนทั่วไป รัฐธรรมนูญนี้ยืนยันในเสรีภาพขั้นมูลฐานของประชาชนซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่แล้วมา นอกจากนั้นยังได้ประกาศและยืนยันในสิทธิเสรีภาพที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไว้อีกหลายอย่างต่างประการ จึงนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ในสิทธิเสรีภาพของประชาชนยิ่งกว่าที่เคยมีมาแล้ว”

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าตัวบทมาตราในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นจริงไปตามที่กล่าวไว้ในคำปรารภหรือไม่ อาทิ การให้มีวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจำต้องเลือกจากบัญชีรายชื่อลับซึ่งคณะองคมนตรี เป็นผู้จัดทำขึ้นจากบุคคลที่องคมนตรีเห็นว่ามีความรู้ความชำนาญโดยไม่จำกัดอายุขั้นต่ำและโดยมีเอกสิทธิพิเศษไม่ต้องสังกัดพรรค (ส่วนผู้แทนราษฎรถูกบังคับให้สังกัดพรรค) นั้น เป็นวิธีการให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมตามที่ร่างคำปรารภอ้างไว้กระนั้นหรือ )

ขอให้กลุ่มศึกษาเอาตัวบทรัฐธรรมนูญฉบับก่อนมาอ่านเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ท่านจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ บัญญัติว่าบุคคลมีเสรีภาพสมบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธิใด ๆ ฯลฯ และ รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ก็ยืนยันเสรีภาพสมบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธินิยมใด ๆ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ และร่างฉบับ ๒๕๑๗ มิได้มีบทมาตรายืนยันเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือลัทธินิยมใด ๆ ดังนี้ กลุ่มศึกษาจะเห็นว่า การร่างคำปรารภที่ว่า “รัฐธรรมนูญ (ฉบับ ๒๕๑๗) ยืนยันในเสรีภาพขั้นมูลฐานของประชาชนซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่แล้วมา” นั้น เป็นการร่างโดยมีหิริโอตตัปปะหรือไม่

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณารายละเอียดตามมาตราต่อไปอีกว่า ตามที่ร่างคำปรารภกล่าวว่า “นอกนั้นยังได้ประกาศและยืนยันในสิทธิเสรีภาพที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไว้อีกหลายอย่างต่างประการ จึงนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ในสิทธิเสรีภาพของประชาชนยิ่งกว่าที่เคยมีมาแล้ว” นั้น มีความจริงตามที่กล่าวในร่างคำปรารภ หรือความจริงมีว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ และฉบับ ๒๔๘๙ ได้บัญญัติสิทธิของมนุษยชนเป็นหัวข้อใหญ่ไว้ครบถ้วนทุกประการ แต่ร่างฉบับ ๒๕๑๗ เอาหัวข้อของรัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ และ ๒๔๘๙ มาซอยรายละเอียดให้เป็นหลายมาตรา แม้กระนั้นก็ยังขาดหัวข้อใหญ่เรื่องเสรีภาพในการถือลัทธินิยม

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาด้วยว่าเป็นการสมควรหรือไม่ที่ผู้ร่างคำปรารภจะกล่าวยกย่องร่างรัฐธรรมนูญของตนว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดโดยไม่มีความละอายใจ เช่นนี้ถูกต้องต่อวัฒนธรรมไทยหรือไม่ กลุ่มศึกษาเห็นควรหรือไม่ที่ตัดคำอวดอ้างในคำปรารภนั้นออกไปโดยปล่อยให้ปวงชนและประวัติศาสตร์เป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

(๒) ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณามาตราอื่น ๆ แล้ววินิจฉัยว่า เป็นไปจริงตามอุดมการที่กล่าวไว้หรือไม่

 

 

๓. จำต้องระมัดระวังร่างรัฐธรรมนูญที่พรางตาปวงชนให้หลงว่าเป็นประชาธิปไตย

เมื่อรัฐบาลและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลือกดำเนินตามทางมรดกซึ่งฉบับ ๒๔๙๒ ถ่ายทอดให้ก็ควรมีความกล้าหาญพอที่จะเขียนรัฐธรรมนูญให้ชัดแจ้งว่าจะคืนสิทธิประชาธิปไตยแก่ปวงชนเพียงเท่านั้นเท่านี้ และจะสงวนอำนาจไว้ให้แก่อภิสิทธิชนเท่านั้นเท่านี้ เรื่องใดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ไม่ควรใช้วิธีการพรางตาปวงชนว่าเป็นประชาธิปไตย อาทิ

(๑) ร่างมาตรา ๑๐๕ บัญญัติว่า

“วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคน ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาหรือกิจการต่าง ๆ อันจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่การปกครองแผ่นดิน และมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ทั้งไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๔๐

คณะองคมนตรีเป็นผู้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง มีจำนวนสามร้อยคนเป็นบัญชีลับ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนลับ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ให้ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมเลือกตั้งวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา

กลุ่มศึกษาและสามัญชนย่อมเห็นได้ว่า ความในวรรคต้นแห่งมาตรา ๑๐๕ นั้น เป็นฉากพรางที่แสดงผิวเผินว่า วุฒิสมาชิกเป็นผู้ที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง แต่ในเนื้อแท้ที่ปรากฏในวรรคต่อมานั้น สภาผู้แทนราษฎรถูกจำกัดสิทธิคือจะต้องเลือกจากบัญชีลับที่องคมนตรีเป็นผู้ทำขึ้น

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าเป็นการงดงามหรือไม่ที่รัฐธรรมนูญของชาติไทยมีบทบัญญัติที่พรางตาปวงชนดังกล่าวแล้ว และท่านมองเห็นอนาคตของชาติไทยจะเป็นไปอย่างไรเพราะเพียงแต่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญก็มีการร่างที่ปราศจากหิริโอตตัปปะและมีการพรางตาปวงชน ถ้าระบบตามรัฐธรรมนูญชนิดนี้ลงมือใช้แล้ว การปกครองบ้านเมืองจะเป็นเช่นใด

ไหน ๆ รัฐบาลและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องการให้มีวุฒิสมาชิกซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งจากบัญชีชื่อลับซึ่งองคมนตรีจัดทำขึ้นแล้ว เหตุไฉนจึงไม่กล้าเผชิญหน้าปวงชนให้เห็นชัด ๆ ในวรรคต้นว่า

“วุฒิสมาชิกประกอบด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่งร้อยคนซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งจากบัญชีชื่อลับจำนวนสามร้อยคนซึ่งคณะองคมนตรีเป็นผู้จัดทำขึ้น”

เพื่อสามัญชนเข้าใจธาตุแท้ของวุฒิสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นอ่านวรรคต้นของมาตรา ๑๐๕

๔. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องยกประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณามาตราต่าง ๆ เกี่ยวกับวุฒิสมาชิกแล้วเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ว่า ร่างของฉบับใหม่มีผิดแผกกับฉบับก่อน ๆ อันเป็นการแสดงความไม่งดงามที่เกื้อกูลให้ความสะดวกแก่ชนกลุ่มหนึ่งจะได้เข้ามาเป็นวุฒิสมาชิกอย่างใดบ้าง

ผู้ที่อ่านเพียงร่างฉบับ ๒๕๑๗ ก็อาจเห็นว่าเป็นการเพียงพอแล้วที่คณะรัฐมนตรีได้ตัดความในมาตรา ๑๐๐ (๑) ตอนท้ายซึ่งเดิมกรรมการร่างฯ เขียนไว้ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้สอนในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาชั้นอุดมศึกษาที่คงดำรงตำแหน่งนั้นพร้อมกันกับการเป็นวุฒิสมาชิกหรือผู้แทนราษฎร เพราะมีผู้แสดงความเห็นว่า กรรมการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่กรรมการบางท่านก็ได้ชี้แจงว่าพวกท่านที่เป็นอาจารย์ได้คัดค้านแล้ว แต่เสียงข้างมากต้องการให้อาจารย์มีสิทธิพิเศษยิ่งกว่าข้าราชการทั่วไป

ขอให้กลุ่มศึกษาเอารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มาพิจารณาเทียบเคียงกับร่างฉบับใหม่จะพบว่า

(๑) รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ และ ๒๔๙๒ ได้กำหนดอายุขั้นต่ำของพฤฒสมาชิกหรือวุฒิสมาชิกไว้ ๔๐ ปี เพราะตามสากลนิยมถือว่าพฤฒสภาหรือวุฒิสภานั้นสมาชิกต้องเป็นผู้มีอายุสูง แต่ร่างฉบับ ๒๕๑๗ ไม่กำหนดอายุขั้นต่ำของวุฒิสมาชิก หมายความว่าแม้คนมีอายุน้อยก็อยู่ในข่ายที่องคมนตรีเลือกเข้าอยู่ในบัญชีลับเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกได้ ส่วนผู้แทนราษฎรนั้นร่างฉบับใหม่กำหนดอายุขั้นต่ำไว้ ๒๓ ปี

ขอให้กลุ่มศึกษาค้นคว้าเหตุที่ร่างฉบับ ๒๕๑๗ ไม่กำหนดอายุขั้นต่ำของวุฒิสมาชิกนั้นจะเนื่องจากปัญหาเมื่อครั้งตั้งบุคคลอายุต่ำกว่า ๓๕ ปี ให้เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติหรือไม่

(๒) ผู้แทนราษฎรถูกบังคับให้สังกัดพรรค ผู้สนับสนุนความคิดนี้อ้างเหตุว่า เพื่อป้องกันผู้แทนขายตัว และอ้างว่าในประเทศที่เล่นการเมืองแบบพรรคต้องให้ผู้แทนสังกัดพรรค (ขอให้กลุ่มศึกษาถามผู้อ้างนั้นว่าตำราของประเทศใด) แต่วุฒิสมาชิกไม่ต้องสังกัดพรรคจึงทำให้วุฒิสมาชิกมีฐานะวิเศษกว่าผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งโดยตรง ดังนี้กลุ่มศึกษาเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือไม่

ขอให้กลุ่มศึกษาเอาเหตุที่อ้างกันว่าถ้าผู้แทนสังกัดพรรคแล้วก็จะไม่ขายตัวนั้นมาประยุกต์แก่วุฒิสมาชิกที่ไม่ต้องสังกัดพรรค ท่านเหล่านี้ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกป้องกันการขายตัว ส่วนผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกตามบัญชีลับนั้น กลับเป็นผู้ต้องถูกป้องกันการขายตัว และวุฒิสมาชิกมีเสรีที่ไม่ต้องเล่นการเมืองแบบพรรค กลุ่มศึกษาเห็นว่าวิธีการเป็นธรรมระหว่างสมาชิกรัฐสภาด้วยกันหรือไม่

๕. ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรไม่มีศักดิ์ศรีในสากลโลก

ขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับผู้แทนราษฎรก็จะเห็นได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ มุ่งหน้าป้องกันผู้แทนขายตัวโดยตรึงตราให้ผู้แทนราษฎรต้องอยู่ในวินัยหลายประการจนทำให้เสียหลักการของระบบรัฐสภาและเป็นการทำลายศักดิ์ศรีสภาผู้แทนราษฎรไทยในสากลโลกอาทิ

(๑) ร่างมาตรา ๑๐๒ ให้อำนาจวุฒิสมาชิกหรือผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๕ คนยื่นคำร้องต่อสภาที่ตนสังกัดเพื่อส่งคำร้องไปยังคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าสมาชิกผู้ใดมีความประพฤตินำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่สภา และให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือพูดอย่างง่าย ๆ ว่าขอให้ขับไล่สมาชิกออกจากสภา

กลุ่มศึกษาย่อมรู้แล้วว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมการ ๙ คน คือรัฐสภาเลือกตั้ง ๓ คน คณะรัฐมนตรีเลือกตั้ง ๓ คน คณะกรรมการตุลาการเลือกตั้ง ๓ คน ผลแท้จริงคือฝ่ายรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาย่อมได้พวกของตนเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญรวม ๖ คนเป็นเสียงข้างมากในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นเรื่องจึงเป็นว่ารัฐบาลเป็นผู้ควบคุมผู้แทนราษฎรแทนที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกจะเป็นผู้ควบคุมรัฐบาล

(๒) ตามร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายพรรคการเมือง ผู้แทนราษฎรถูกตรึงตราขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองซึ่งแม้ในประเทศที่มีพรรคการเมืองมาหลายศตวรรษแล้วก็มิได้กวดขันสมาชิกพรรคถึงขนาดที่ร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ ขอให้กลุ่มศึกษาค้นคว้าหาหลักวิชาและตัวอย่างการปฏิบัติโดยกลุ่มศึกษาเองเถิด แทนที่จะหลงเชื่อผู้อ้างว่าในเมืองนอกที่มีระบบพรรคการเมืองเขาต้องบังคับผู้แทนราษฎรให้สังกัดพรรคการเมือง กลุ่มศึกษาจะพบตัวอย่างว่าในหลายกรณีสมาชิกพรรคอาศัยความบริสุทธิใจของตนต่อปวงชนเป็นใหญ่ยิ่งกว่าเสียงข้างมากในพรรค เขาจึงไม่ยอมลงมติในสภาตามเสียงข้างมากของพรรค ถ้าเสียงข้างมากของพรรคไล่เขาออกจากพรรค เขาก็เป็นผู้แทนอิสระต่อไปได้ ส่วนผู้แทนราษฎรตามระบบที่กำลังร่างใหม่นั้นคือทาสของพรรคที่ตนสังกัดนั่นเอง เพราะถ้าไม่ลงมติตามเสียงข้างมากของพรรค ตนก็จะถูกไล่ออก และก็ยากที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่นได้ เมื่อตนถูกไล่ออกจากพรรคตนก็ต้องถูกออกจากการเป็นผู้แทนราษฎร ดังนั้น แม้ตนมีความบริสุทธิใจว่ามติของเสียงข้างมากในพรรคไม่สอดคล้องกับประโยชน์ของปวงชน แต่ตนก็มีทางเลือก ๒ ทางคือยอมถูกไล่ออก หรือยอมลงมติตามเสียงข้างมากในพรรคที่ขัดต่อความบริสุทธิ์ใจของตน

๖. ไม่ควรดูหมิ่นราษฎรและชาติไทยในการไม่ให้ราษฎรมีเขตเลือกตั้งเสมอภาคกัน

กลุ่มศึกษาย่อมเห็นได้ตามร่างมาตรา ๑๑๒ ว่าราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีความเสมอภาคกันคือบางจังหวัดที่มีพลเมืองน้อย ราษฎรคนหนึ่ง ๆ ในจังหวัดนั้นมีสิทธิเลือกผู้แทนได้คนเดียว แต่ราษฎรคนหนึ่ง ๆ ในจังหวัดที่มีพลเมืองมากมีสิทธิเลือกผู้แทนได้ ๒ หรือ ๓ คน โดยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ยอมแบ่งเขตจังหวัดที่มีพลเมืองออกเป็นเขต ซึ่งแต่ละเขตมีผู้แทนได้คนเดียว เพื่อให้ราษฎรทุก ๆ จังหวัดมีความเสมอภาคกัน

กลุ่มศึกษาคงได้ยินได้ฟังมาแล้วที่ภายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีการโต้เถียงกันเรื่อง “รวมเขตหรือแบ่งเขต” ฝ่ายรวมเขตต้องการว่าจังหวัดใดมีพลเมืองมากก็ไม่ต้องแบ่งเขตคือให้ราษฎรคนหนึ่ง ๆ ในจังหวัดนั้นเลือกผู้แทนได้หลายคนตามจำนวนที่จังหวัดนั้นมีผู้แทนได้ ฝ่ายแบ่งเขตต้องการแบ่งเขตจังหวัดที่มีพลเมืองมากออกเป็นหลายเขต ๆ หนึ่งมีผู้แทนได้คนเดียว แต่ในที่สุดฝ่ายแบ่งเขตเอาหลักการที่เป็นธรรมของตนไปยอมประนีประนอมกับฝ่ายรวมเขต ได้ผลออกมาชนิดที่รวมเขตก็ไม่ใช่แบ่งเขตก็ไม่เชิง ดูประหนึ่งว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอาสิทธิประชาธิปไตยของปวงชนไปทำเล่นตามชอบใจซึ่งเป็นการดูหมิ่นราษฎรและชาติไทย

กลุ่มศึกษาย่อมค้นคว้าได้เองว่าไม่มีเหตุผลทางหลักวิชารัฐธรรมนูญเลยที่กำหนดเขตเลือกตั้งแปลกประหลาดเช่นนั้น กลุ่มศึกษาคงได้ยินว่ามีผู้อ้างเหตุว่าถ้ามีการแบ่งเขตจังหวัดพลเมืองมากออกเป็นเขต ๆ โดยเขตหนึ่ง ๆ มีผู้แทนคนเดียว เขาเกรงว่านักเลงจะได้รับเลือกตั้ง ข้าพเจ้าจึงขอร้องกลุ่มศึกษาให้ช่วยชี้แจงแก่มวลราษฎรว่าผู้อ้างเหตุดังกล่าวนั้นเป็นผู้ดูหมิ่นราษฎรและชาติไทยว่าไม่สามารถมีสติปัญญาพิจารณาว่าใครเป็นนักเลงที่ไม่สมควรได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ขอให้กลุ่มศึกษาชี้แจงด้วยว่าถ้าถือเหตุนั้นแล้วผู้แทนราษฎรของจังหวัดที่มีผู้แทนคนเดียวมิเป็นนักเลงหรือ

๗. ขอเสนอให้กลุ่มศึกษาอ่านรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสำนักงานสภานั้นพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มตั้งแต่สมัยที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา

กลุ่มศึกษาก็จะพบสัจจะด้วยตนเองดีกว่านักวิชาการบางคนที่บิดเบือนสัจจะย่อประวัติรัฐธรรมนูญเอาตามอุปาทานของตน

(๑) พระยามโนปกรณ์ (ประธานคณะกรรมการราษฎร ต่อมาคือนายกรัฐมนตรี) ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ มีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“อนึ่งข้าพเจ้าขอเสนอด้วยว่า ในการร่างพระธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ) นี้ อนุกรรมการได้ทำติดต่อกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา จนถึงอาจกล่าวได้ว่าได้ร่วมมือกันทำข้อความตลอดในร่างที่เสนอมานี้ได้ทูลเกล้าฯ ถวายและทรงเห็นชอบด้วยทุกประการแล้ว และที่กล่าวได้ว่าทรงเห็นชอบนั้น ไม่ใช่แต่เพียงทรงเห็นชอบด้วยอย่างข้อความที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ยิ่งกว่านั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก”

ข้าพเจ้าจึงขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าหมวดมาตราใดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ที่ซื่อสัตย์หรือละเมิดหลักการประชาธิปไตยซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในฐานะแทนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้โอนคืนสิทธิประชาธิปไตยให้ปวงชนมีความเป็นอิสสราธิปไตยสมบูรณ์

(๒) เรื่องการมีสภาเดียวหรือสองสภาก็เคยได้ขอพระราชทานพระราชดำริพระปกเกล้าฯ มาแล้วดั่งปรากฏในคำแถลงของพระยามโนปกรณ์ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ ดั่งต่อไปนี้

“ความเบื้องต้น อนุกรรมการได้ตรึกตรองอยู่หนักหนาคือรัฐธรรมนูญของเรานี้ควรจะบัญญัติให้มี ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาล่างกับสภาบนอีกสภาหนึ่ง หรือควรจะมีสภาเดียว เมื่อได้ตรึกตรองโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า เราจะตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ไม่มีประเพณีที่จะบังคับเรา การมีสภาเดียวนั้นกิจการดำเนินได้รวดเร็ว การมีสองสภานั้นอาจต่างกันชักช้าโตงเตง และกล่าวว่า ที่ข้าพเจ้าได้สังเกตและได้พบได้ยินมาบางประเทศ ที่มีสภา ๒ สภานั้น กิจการงานเดินช้านัก แต่ว่า มีบางประเทศที่ต้องมี ๒ สภา เพราะเป็นประเพณี บังคับ แต่ในรัฐธรรมนูญใหม่ ๆที่เกิดขึ้นสมัยเร็ว ๆ นี้ก็มักจะมีแต่สภาเดียว เมื่อตกลงใจดังนี้จึงได้ ดำเนินการในทางให้มีสภาเดียว อันเป็นวิธีที่ใช้อยู่ ในพระราชบัญญัติธรรมนูญชั่วคราว”

ในการที่รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ มีสองสภานั้นมิได้ละเมิดหลักการสำคัญที่ให้ผู้แทนราษฎรและพฤฒสมาชิก เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา มิใช่วุฒิสมาชิกที่รัฐบาลรับสนองฯ แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๙ พ.ย. ๒๔๙๐ หรือประธานองคมนตรีรับสนอง ฯ แต่งตั้งตามฉบับ ๒๔๙๒ หรือมิใช่วิธีที่คณะองคมนตรีทำบัญชีลับให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งวุฒิสมาชิก

กลุ่มศึกษาย่อมมีสติปัญญาพอที่จะวินิจฉัยได้ว่าผู้ที่ อ้างว่าจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ได้ละเมิดหลักการสำคัญแห่งประชาธิปไตยที่พระปกเกล้า ฯ ทรงพระราชทานให้เป็นสังคมสัญญากับปวงชนนั้นหรือไม่

บัดนี้ทางโน้มแห่งหลายราชอาณาจักรมีสภาผู้แทนราษฎรเดียวจึงสมควรที่รัฐธรรมนูญใหม่ของไทยมีสภาผู้แทนราษฎรแต่สภาเดียว โดยตัดความในร่างเกี่ยวกับวุฒิสภาออกเสียทั้งหมด

๘. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายชนิดหนึ่งซึ่งต่างกับข้อบังคับทางธรรมจริยา

(๑) ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าสถานศึกษากฎหมายในประเทศไทยปัจจุบันนี้ผู้สอนได้สอนว่ากฎหมายคืออะไร และต่างกับบัญญัติทางธรรมจริยาอย่างไร

เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นนักเรียนกฎหมายนั้น ข้าพเจ้าได้เรียนว่า กฎหมายคือคำสั่งคำบังคับของผู้ที่มีอำนาจออกคำสั่งบังคับ (อำนาจนิติบัญญัติ) ที่บุคคลจำต้องประพฤติตาม ถ้าไม่ประพฤติตามก็จะต้องถูกบังคับให้ประพฤติตามหรืออาจจะต้องมีโทษซึ่งอาจเป็นโทษทางอาญา, ทางแพ่ง หรือในทางปกครอง คือกฎหมายต้องมี “การบังคับให้ปฏิบัติตาม” (Sanction) ซึ่งต่างกับบทบัญญัติทางธรรมจริยาที่ใครจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ ฉะนั้นถ้ากลุ่มศึกษาเห็นพ้องกับข้าพเจ้าว่ากฎหมายมีลักษณะดังกล่าวแล้ว ก็ขอให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ว่ามีมาตราใดและหมวดใดมีลักษณะเป็นกฎหมาย และมาตราใดหมวดใดเขียนไว้โดยไม่มีการบังคับให้ปฏิบัติตาม เช่นความในหมวด ๕ ของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐนั้น มาตรา ๖๐ ของหมวดนั้นเองบัญญัติว่าความในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นแนวทาง สำหรับการตรากฎหมายและการบริหารราชการตามนโยบายดังกำหนดไว้ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องร้อง รัฐ” ข้าพเจ้าจึงขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าหมวดนี้มีลักษณะเป็นกฎหมายหรือเป็นข้อบังคับทางธรรมจริยาการเมือง

(๒) วิธีร่างรัฐธรรมนูญซึ่งพระปกเกล้า ฯ ทรงเห็นชอบด้วยนั้นเป็นไปตามวิธีร่างกฎหมายที่มีความ กระทัดรัดบรรจุสิทธิประชาธิปไตยไว้สมบูรณ์โดยไม่เขียน ฟุ่มเฟือย พระยามโนปกรณ์ ฯ ได้แถลงความตอนหนึ่งในการอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๔๗๕ ถึงความไม่จำเป็นของรายละเอียดบางประการที่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเพราะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วและเป็นประเพณีอยู่แล้ว และมีบันทึกในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นหลักใช้ตีความรัฐธรรมนูญได้ ข้าพเจ้าจึงขอคัดคำอภิปรายเมื่อ ๒๕ พ.ย. ๒๔๗๕ มาพิมพ์ไว้เพื่อเป็นตัวอย่างถึงความไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่า ในหมวดสภาผู้แทนราษฎรว่า ผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ อยากทราบความประสงค์ของท่านประธานอนุกรรมการว่า  พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณไหม

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( พระยามโนปกรณ์ ) ตอบว่าผู้ที่เป็น สมาชิกสภาก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณ และตามประเพณีราชาภิเศกก็มีการปฏิญาณอยู่แล้ว

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่า ควรบัญญัติไว้

พระยาราชวังสัน กล่าวว่าในประเทศเดนมาร์คถึงเป็นรัชทายาทก็ต้องปฏิญาณเหมือนกัน เพราะในโอกาสบางคราวต้องทำการเป็นผู้แทนพระเจ้าแผ่นดิน แต่ความคิดของเรานี้ก็เพื่อวางระเบียบ ว่าสิ่งใดที่เป็นแบบธรรมเนียมอยู่แล้ว เราไม่อยากพูดมากนัก ตามความคิดเดิมในร่างรัฐธรรมนูญนี้ประสงค์ไม่ให้ยาวเกินไป สิ่งใดที่มีการพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่บัญญัติไว้ เพราะความคิดเช่นนั้นเราวางไว้ เห็นว่าไม่เป็นอะไร ทั้งเห็นความสะดวกกว่าการบัญญัติเช่นนี้จะดีกว่า

นายหงวน ทองประเสริฐ ตอบว่า ความจริงเห็นด้วย แต่ธรรมเนียมนั้นไม่ใช่บทบังคับ อีกประการหนึ่งสิ่งนี้เป็นคราวแรกไม่เคยใช้มา

พระยามนธาตุราช กล่าวว่า ประเทศอื่น ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน เขามีในรัฐธรรมนูญ

พระยาราชวังสันตอบว่า ในธรรมนูญบางฉบับได้บัญญัติคำไว้ว่า จะปฏิญาณ อย่างนั้น ของเราทราบว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงปฏิญาณต่อหน้าเทวดาทั้งหลาย และพระพุทธรูปเป็นต้น เราอยากจะเงียบเสีย

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่า ขอเรียนถามว่าควรจะแก้ไขอย่างไรหรือไม่

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตอบว่า ไม่เห็นจำเป็นเพราะไม่ทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง มีอยู่แล้วจะไปล้างเสียทำไม ถ้าแม้ว่าความข้อนั้นตัดความหรือเพิ่มสิทธิก็ควรอยู่ การที่บัญญัติไว้เช่นนี้เพื่อเขียนไว้ให้หรู ๆ ถึงไม่เขียนก็รู้อยู่แล้ว

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่า เพื่อความเข้าใจของราษฎรทั้งหลาย ให้ลงมติว่าสมควรหรือไม่

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กล่าวว่า ข้าพเจ้าขอแถลงให้ที่ประชุมทราบเท่าที่นายหงวน ทองประเสริฐ ได้ร้องให้เติมว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณนั้น การที่ไม่เขียนไว้ก็ดีก็ให้ถือว่าเวลาขึ้นเสวยราชย์ต้องทรงกระทำตามพระราชประเพณี การที่ไม่เขียนไว้นี้ไม่ใช่เป็นการยกเว้นที่พระองค์จะไม่ต้องทรงปฏิญาณ ขอให้จดบันทึกข้อความสำคัญนี้ไว้ในรายงาน

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้กล่าวแล้ว ข้าพเจ้าขอแถลงว่าได้เคยเฝ้าและทรงรับสั่งว่าพระองค์เองได้ทรงปฏิญาณเวลา เสวยราชสมบัติและเวลาขึ้นรับเป็นรัชทายาทก็ต้องปฏิญาณชั้นหนึ่งก่อน ความข้อนี้เมื่อพระองค์เองทรงรับสั่งเช่นนี้ เพราะฉะนั้นรับรองได้อย่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่าเป็นพระราชประเพณีทีเดียว

นายจรูญ สืบแสง กล่าวว่า เป็นที่เข้าใจว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิญาณตามนี้ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างยิ่ง เท่าที่ได้จดบันทึกรายงานยังน้อยไป ถ้าอย่างไรให้มีไว้ในธรรมนูญจะดียิ่ง

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ตอบว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องเห็นชอบในการอัญเชิญพระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์หรือในการสมมติรัชทายาท ถ้าองค์ใดไม่ปฏิญาณเราคงไม่ลงมติให้

นายจรูญ สืบแสง กล่าวว่า องค์ต่อ ๆ ไปอาจไม่ปฏิญาณ

พระยาราชวังสัน ตอบว่า ตามหลักการในที่ประชุมต่าง ๆ ถ้ามีคำจดในรายงานแล้ว เขาถือเป็นหลักการเหมือนกัน

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงให้สมาชิกลงมติมาตรา ๙ ว่า การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมณเฑียรบาลหรือให้เติมคำว่า “จะต้องปฏิญาณ”

ประธานสภาฯ กล่าวว่า บัดนี้มีความเห็น ๒ ทาง คือทางหนึ่งเห็นว่า ควรคงตามร่างเดิม อีกทางหนึ่งว่า ควรเติมความให้ชัดยิ่งขึ้น

ที่ประชุมลงมติตามร่างเดิม ๔๘ คะแนน ที่เห็นว่าให้เติมความให้ชัดขึ้นมี ๗ คะแนน เป็นอันตกลงว่าไม่ต้องเติมความอีก

(๓) ผู้สนใจในวิชาการร่างกฎหมายย่อมสังเกตได้ ว่ารัฐธรรมนูญ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ มีความ ๖๘ มาตรารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ที่กำหนดให้มี ๒ สภานั้นก็ต้องมีข้อความเพิ่มขึ้นกว่าฉบับเดิมจึงมีความ ๙๖ มาตรา

รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ มีความ ๑๘๘ มาตรา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ มีความ ๒๒๔ – ๒๒๕ มาตรา

ฉะนั้นจึงควรเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับว่าแม้บางฉบับมีน้อยมาตราแต่ให้สิทธิประชาธิปไตยเช่น ฉบับ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่าบุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธิใด ๆ ฯลฯ และ ฉบับ ๒๔๘๙ มาตรา ๑๓ ก็ยืนยันเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธินิยมใด ๆ ส่วนฉบับ ๒๔๙๒ มาตรา ๒๘ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ ได้พรรณาเสรีภาพในการนับถือศาสนาและนิกายศาสนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและห้ามมิให้ใครรอนสิทธิซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าตั้งแต่โบราณกาลมาไม่มีใครรอนสิทธิผู้ถือนิกายศาสนาต่าง ๆ เลย ดูประหนึ่งว่าราษฎรไทยได้สิทธิเพิ่มเติมขึ้น ส่วนเสรีภาพในการถือลัทธินิยมใด ๆ ทางเศรษฐกิจและการเมืองนั้นฉบับ ๒๔๙๒ และฉบับร่าง ๒๕๑๗ ไม่ยอมกล่าวถึงแม้แต่คำเดียว ดูประหนึ่งว่าได้เขียนให้สิทธิและความคุ้มครองในการถือศาสนาและนิกายศาสนาไว้อย่างละเอียดแล้วเป็นการชดเชยที่ไม่ให้เสรีภาพในการนับถือลัทธิเศรษฐกิจและการเมือง

รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธ.ค. ๒๔๗๕ มาตรา ๑๖ เอา หน้าที่หลายชนิดของพลเมืองมารวมกล่าวไว้ในมาตราเดียวกันว่า “บุคคลมีหน้าที่เคารพต่อกฎหมายและมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือราชการโดยทาง เสียภาษีและอื่น ๆ ภายในเงื่อนไขและโดยวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้”

รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ ได้กระจายความนี้ออกเป็นหลายมาตรา และฉบับร่าง ๒๕๑๗ ได้กระจายความ ที่ตรงกันนี้ออกได้เป็น ๕ มาตราคือ

มาตรา ๕๓ “บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ”

มาตรา ๕๔ “บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหารตาม ที่กฎหมายบัญญัติ”

มาตรา ๕๕ “บุคคลมีหน้าที่เคารพและปฏิบัติ ตามกฎหมาย”

มาตรา ๕๗ “บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่ กฎหมายบัญญัติ”

มาตรา ๕๘ “บุคคลมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ข้าพเจ้าจึงขอให้กลุ่มศึกษาพิจารณาว่าราษฎร ไทยทั่วไปพอใจวิธีร่างรัฐธรรมนูญอย่างกระทัดรัด หรือวิธีร่างให้มีหลาย ๆ มาตราโดยสรุปในคำปรารภว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด

หมายเหตุ :

  • คงเลขไทยไว้ตามต้นฉบับ