พระหทัยของพระเจ้าจักรา เต็มไปด้วยความภาคภูมิ
พระองค์เห็นความพ่ายแพ้ของผู้รุกราน ฆาตกรผู้เข่นฆ่าประชาราษฎร์อันเป็นที่รักของพระองค์
ทหารกลุ่มหนึ่งไสช้างเข้าไปใกล้พระองค์ ชี้ไปที่ช้างของศัตรูเชือกหนึ่ง
“ดูเหมือนว่าพระเจ้าหงสาประทับอยู่ที่นั่น พ่ะย่ะค่ะ”
พระโลหิตของพระเจ้าจักราเดือดพล่าน พระองค์ทรงรู้สึกว่าความร้อนผ่าวได้พุ่งขึ้นมาสู่พระนลาฏ เหมือนดั่งได้รับพรปลุกเร้าจากทวยเทพยดา
พระองค์ทรงบัญชาให้นำช้างทรงไปยังที่ซึ่งจัดเตรียมไว้ แล้วให้เหล่าทัพตามเสด็จพระองค์ไป
เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ คือกษัตริย์นักรบผู้สูญสิ้น ทั้งสองพระองค์จะทรงประจันหน้ากันในไม่ช้าอย่างชายชาตรี
พระเจ้าจักราทรงชูพระหัตถ์ขึ้น กองทัพหยุดตามพระบัญชา
“เอาล่ะ ทุกคนหยุดอยู่กับที่ ข้าจะท้าพระเจ้าหงสาประลองยุทธ์อย่างลูกผู้ชาย อย่าทำร้ายทหารศัตรูอีก จับเป็นเชลยถ้าทำได้ แต่จำไว้ให้ดี เราไม่ได้มาเพื่อสู้กับชาวหงสา เรามาสู้กับประมุขของพวกเขาเท่านั้น”

ที่มา : หอภาพยนตร์
ทหารต่างเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย
ไม่มีใครสังเกตเห็นทัพม้า ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ด้วยอารมณ์เร่าร้อน เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปสู้รบ...
“ไปกันเถอะ พวกเรา” นายทหารคนหนึ่งร้องขึ้นในที่สุด “เรารออยู่ที่นี่ทั้งวันไม่ได้แล้ว ไปเถอะ”
“หน้าเดิน! หน้าเดิน” เหล่าทหารร้องขึ้นพร้อมกับเคลื่อนไปข้างหน้า
แต่ใครนั่นกำลังควบม้ามาด้วยความเร็วเต็มเหยียด นายทหารองครักษ์ของพระเจ้าจักรานั่นเอง เขากระโดดขวางหน้าทหารม้าแล้วส่งสัญญาณให้หยุด
“ช้าก่อน ช้าก่อน ข้าศึกพ่ายแพ้แล้ว เจ้าเหนือหัวทรงมีพระราชโองการให้หยุดการสู้รบ พระองค์จะทรงต่อสู้กับพระเจ้าหงสาโดยยุทธหัตถี”
ข่าวแพร่ไปในเหล่าทหารม้า พวกเขาเกิดความลังเลใจ ระหว่างความดีใจที่ได้รับข่าวดี กับความรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่มีส่วนร่วมในชัยชนะ

ที่มา : หอภาพยนตร์
ณ บัดนี้ ข่าวได้ประโคมไปทั่วกองทัพอโยธยาแล้ว ต่างรู้สึกตื่นเต้น รอคอยการประกาศการต่อสู้ของกษัตริย์ทั้งสองอย่างกระวนกระวาย นายทหารและเหล่าทหารต่างแสดงทัศนะพาทีกันสรรเสริญความกล้าหาญและความดีของพระเจ้าจักรา
กษัตริย์ผู้ทรงพอพระทัยกับการเสี่ยงชีวิตของพระองค์มากกว่าชีวิตของราษฎร