การแพ้การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิดปกติในประวัติศาสตร์ของขบวนการก้าวหน้า มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรการเมืองที่ซ้ำตัวเองในหลายประเทศและหลายยุค คำถามที่สำคัญกว่าว่าแพ้เพราะอะไรจึงไม่ใช่เรื่องของการหาข้อแก้ตัว แต่คือการทำความเข้าใจว่าช่วงเวลาที่อยู่ในฝ่ายค้านนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย ทั้งต่อตัวขบวนการเองและต่อสังคมโดยรวม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในหมู่ขบวนการก้าวหน้าที่เพิ่งแพ้การเลือกตั้งคือการมองช่วงเวลาในฝ่ายค้านว่าเป็น "ช่วงรอ" จนกว่าจะได้กลับมามีอำนาจ ทัศนคตินี้ไม่เพียงผิดพลาดในทางหลักการ แต่ยังเป็นอันตรายในทางปฏิบัติ เพราะขบวนการที่รอโดยไม่สร้างจะพบว่าตัวเองยังคงอ่อนแอหรืออ่อนแอกว่าเดิมเมื่อการเลือกตั้งครั้งถัดไปมาถึง
ประสบการณ์ของพรรคแรงงานสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นตัวอย่างที่คลาสสิก หลังจากพ่ายแพ้ต่อมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ในปี 1979 พรรคใช้เวลาหลายปีในการถกเถียงภายในอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มที่ต้องการเลื่อนซ้ายมากขึ้น กับกลุ่มที่ต้องการปรับตัวเข้าหากระแสกลาง ผลคือพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสี่การเลือกตั้งติดต่อกัน กว่าจะกลับมาชนะได้ต้องรอถึงปี 1997 ภายใต้โทนี่ แบลร์ ซึ่งใช้เวลาในฝ่ายค้านสร้างแพลตฟอร์มนโยบายใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่รอให้รัฐบาลทำผิดพลาด
ในทางตรงข้าม พรรคสังคมประชาธิปไตยในหลายประเทศสแกนดิเนเวีย แสดงให้เห็นว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างมีวินัยสามารถสร้างมรดกทางนโยบายที่ยั่งยืนได้ พรรคสังคมประชาธิปไตยสวีเดนในช่วงที่อยู่ฝ่ายค้านระหว่างปี 2006-2014 ไม่ได้หยุดพัฒนาแนวคิด แต่ลงทุนอย่างหนักในการสร้างฉันทามติทางนโยบายภายในพรรคและกับภาคประชาสังคม ซึ่งนำไปสู่การกลับมาพร้อมนโยบายที่พร้อมนำไปปฏิบัติได้ทันทีเมื่อชนะการเลือกตั้ง
หน้าที่แรกและสำคัญที่สุดคือการเปิดพื้นที่ให้ประเด็นที่เคยพูดไม่ได้เข้ามาสู่การถกเถียงสาธารณะ ขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1950-1960 ทำงานส่วนใหญ่จากภายนอกโครงสร้างอำนาจ แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่ใหญ่โตพอที่จะบังคับให้โครงสร้างอำนาจต้องตอบสนอง ฟังก์ชันนี้ไม่ต้องการตำแหน่งหน้าที่ มันต้องการเพียงความสม่ำเสมอและความกล้าที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่คนอื่นเลือกจะเงียบ
ตัวอย่างร่วมสมัยที่ชัดเจนคือพรรค Podemos ในสเปน ที่เกิดขึ้นจากขบวนการ Indignados ปี 2011 โดยไม่มีที่นั่งในรัฐสภาแม้แต่ที่เดียวในตอนแรก แต่สามารถเปลี่ยนวาระการถกเถียงทางการเมืองของสเปนได้อย่างสิ้นเชิงภายในเวลาเพียงสี่ปี ก่อนจะก้าวเข้าสู่รัฐบาลผสมในปี 2020 สิ่งที่ Podemos ทำไม่ใช่การรอ แต่คือการสร้างภาษาทางการเมืองใหม่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนมีตัวตนในระบบการเมือง
หน้าที่ที่สองคือการตรวจสอบอำนาจอย่างเป็นระบบ ฝ่ายค้านที่ดีไม่ใช่ฝ่ายที่คัดค้านทุกอย่าง แต่คือฝ่ายที่รู้ว่าจะคัดค้านอะไร อย่างไร และด้วยข้อมูลที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้สังคมต้องหยุดฟัง
พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน (SPD) ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้านในยุค 1990 สร้างทีมนโยบายเงาที่ทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล โดยผลิตข้อเสนอทางเลือกอย่างละเอียดในทุกกระทรวง ทำให้เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองเห็นภาพชัดเจนว่าถ้าเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะได้อะไรจริง ๆ ไม่ใช่แค่วาทกรรมของการเปลี่ยนแปลง
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของขบวนการก้าวหน้าที่ใช้ช่วงเวลาในฝ่ายค้านอย่างสูญเปล่าหรือสร้างความเสียหายให้ตัวเองความผิดพลาดแรกที่พบบ่อยที่สุดคือการหันซ้ายสุดขั้วในฐานะปฏิกิริยาต่อการแพ้ พรรคแรงงานสหราชอาณาจักรทำผิดพลาดนี้ซ้ำหลายครั้ง ทั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ภายใต้ไมเคิล ฟุต และในช่วงทศวรรษ 2010 ภายใต้เจเรมี คอร์บิน ทั้งสองครั้งจุดเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่เข้าใจได้ว่าพรรค "ทรยศอุดมการณ์" แต่ผลคือพรรคห่างออกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งวงกว้างจนกลายเป็นที่พึ่งได้เพียงฐานเสียงหลักที่แน่นหนาแต่ไม่กว้างพอที่จะชนะ
ความผิดพลาดที่สองคือการสูญเสียตัวตนโดยการปรับตัวเข้าหากระแสหลักมากเกินไป พรรคสังคมประชาธิปไตยในหลายประเทศยุโรประหว่างทศวรรษ 1990-2000 เลือกเส้นทาง "ทางที่สาม" ที่พยายามผสมผสานระหว่างตลาดเสรีกับรัฐสวัสดิการ ซึ่งในระยะสั้นประสบความสำเร็จ แต่ในระยะยาวทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพรรคก้าวหน้ากับพรรคอนุรักษนิยมสายกลาง ผลคือฐานเสียงค่อย ๆ หดตัวลงทั้งทางซ้ายและทางขวา
บทเรียนจากสองความผิดพลาดนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือขบวนการก้าวหน้าที่แข็งแกร่งต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องหลักการ แต่มีความยืดหยุ่นในเรื่องยุทธศาสตร์และการสื่อสาร ทั้งสองสิ่งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กลับเป็นเงื่อนไขที่ต้องมีพร้อมกัน
กระแสชาตินิยมและความท้าทายเฉพาะของยุคนี้
การเป็นฝ่ายค้านในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เพราะกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างในสหรัฐฯ ฮังการี อิตาลี และหลายประเทศทั่วยุโรปและเอเชียต่างแสดงให้เห็นว่าชาตินิยมยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ทางการเมืองชั่วคราว แต่คือกระบวนการที่มีเทคโนโลยี เงินทุน และยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนรองรับ
ลักษณะเฉพาะที่สำคัญของกระแสนี้ คือการขายความกลัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นความกลัวการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป ความกลัวการสูญเสียสถานะทางเศรษฐกิจ หรือความกลัวการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว ความกลัวเหล่านี้เป็นของจริงและสัมผัสได้ แม้คำตอบที่ชาตินิยมเสนอจะผิดพลาดและสร้างปัญหาในระยะยาว ขบวนการก้าวหน้าที่มองข้ามความกลัวเหล่านั้นหรือดูถูกผู้ที่รู้สึกกลัวจะพ่ายแพ้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะการเมืองไม่ได้วัดที่ว่าใครถูกในเชิงตรรกะ แต่วัดที่ว่าใครตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้คนรู้สึกอยู่จริง ๆ ได้มากกว่า
การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ
ขบวนการก้าวหน้าในยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมักไม่ได้สู้อยู่คนเดียว การเชื่อมโยงกับเครือข่ายสากลทั้งในระดับพรรคการเมือง องค์กรสิทธิมนุษยชน สหภาพแรงงาน และภาคประชาสังคมระหว่างประเทศให้ประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งในแง่ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสร้างแรงกดดันทางการทูตในกรณีที่รัฐบาลใช้กลไกที่ไม่เป็นธรรม และการยกระดับวาระปฏิรูปให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างกว่าเดิม
ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบชี้ชัดว่าขบวนการที่โดดเดี่ยวตัวเองและพึ่งพาเฉพาะพลัง ภายในประเทศมีความเปราะบางมากกว่าขบวนการที่ฝังตัวอยู่ในเครือข่ายความคิดและความร่วมมือที่กว้างกว่า ไม่ใช่เพราะแรงกดดันจากนานาชาติจะหยุดยั้งอะไรได้ทุกอย่าง แต่เพราะมันเปลี่ยนการคำนวณต้นทุนของผู้ที่กำลังพิจารณาว่าจะก้าวข้ามเส้นหรือไม่
ความก้าวหน้าในประวัติศาสตร์การเมืองโลกไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง มันวนเวียน ถอยหลัง และสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ทำให้มันก้าวหน้าได้ในที่สุด คือการที่แต่ละรุ่นทิ้งพื้นที่ทางการเมืองที่กว้างขึ้นไว้ให้คนรุ่นต่อไป ไม่ว่าจะในรูปแบบของแนวคิดที่ถูกพิสูจน์แล้ว กติกาที่ดีขึ้น หรือเพียงแค่คำถามที่ถูกตั้งไว้ให้คนข้างหลังช่วยกันหาคำตอบต่อ
ขบวนการก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะไม่เคยแพ้ แต่เพราะรู้ว่าจะใช้ความพ่ายแพ้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร การเป็นฝ่ายค้านจึงไม่ใช่โทษ แต่คือโอกาส โอกาสในการซ่อมแซมสิ่งที่บกพร่อง สร้างสิ่งที่ยังขาด และเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ประชาชนพร้อมให้โอกาสอีกครั้ง
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าจะกลับมามีอำนาจเร็วแค่ไหน แต่คือเมื่อกลับมาแล้ว จะนำเสนออะไรที่ดีกว่าเดิมได้หรือไม่