
เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วงล้ออายุของอาจารย์ บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง 11 มีนาคม พ.ศ. 2489 - 17 ตุลาคม พ.ศ.2564) คือบุคคลสำคัญผู้สร้างปรากฏการณ์ด้านดนตรีและวัฒนธรรม ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยร่วมสมัย ในฐานะชาวอเมริกันที่ก้าวข้ามกำแพงทางภาษาและเชื้อชาติเพื่อซึมซับและสร้างสรรค์มรดกทางดนตรีของไทย ไม่เพียงแต่เป็นนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงผู้เปี่ยมพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสาหลักแห่งการประยุกต์ดนตรีไทย ให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างสง่างาม การเดินทางของชีวิต อาจารย์บรูซ แกสตัน จึงเป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ การให้ความเคารพ และการสนทนาระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกที่มหัศจรรย์ยิ่ง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จึงร่วมกับ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ,สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม , สถาบันเกอเธ่ และ วงฟองน้ำ รังสรรค์งาน “ The Octave Zero : 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ ” ประกาศเกียรติและรำลึกถึงคุณูปการผ่านผลงานท่านในวันที่ 5 - 15 มีนาคม 2569

งาน “ The Octave Zero ” วาระรำลึก 80 ปี บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston) คีตกรชาวอเมริกันผู้อุทิศชีวิตเพื่อการสร้างสรรค์ดนตรีร่วมสมัยในประเทศไทย และเป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี “ ฟองน้ำ ” [1]ร่วมกับครู บุญยงค์ เกตุคง (ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง) เมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 [2] มีสมาชิกมากมายซึ่งล้วนเป็นครูและนักดนตรีระดับแนวหน้าของเมืองไทย ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยร่วมสมัย และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวิวัฒนาการดนตรีไทย ให้คนรุ่นต่อมาได้ศึกษาและต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง) ปรากฏการณ์ ‘ ฟองน้ำเหนือกาลเวลา ’ ครั้งนี้จะประกอบด้วย นิทรรศการ & กิจกรรม - เวิร์คชอป เสวนา การแสดง และคอนเสิร์ต ที่รวบรวมนักดนตรีแห่งยุคสมัย ข้ามพรมแดนบทเพลงมาบรรเลงให้สดับรับฟัง กิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีไทย จากรอยทางบันไดโน้ตอันล้ำค่าของครู บรูซ แกสตัน งานนี้ไม่ใช่เพียงงานรำลึกวันเกิด ไม่ใช่พบกันด้วยความคิดถึงเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยการรับช่วงต่อ คำถาม ความคิด จินตนาการ และความกล้า ของครูผู้เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ดนตรีไทยร่วมสมัยได้กลับมาสนทนากับปัจจุบันและอนาคตอีกครั้ง และเปิดทางให้เสียงใหม่ ๆ อีกนับไม่ถ้วน ได้ก้าวออกสู่อนาคตอย่างไม่สิ้นสุด
“ The Octave Zero : 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทํานองแห่งฟองน้ำ ”
จัดขึ้นใน วันที่ 5 - 15 มีนาคม 2569 *เข้าร่วมกิจกรรมฟรีทุกรายการ
(ยกเว้นวันจันทร์ 9 มีนาคม หอศิลป์กรุงเทพ ปิดทำการ)
- นิทรรศการจัดแสดงทุกวัน เวลา 10.00-20-00 น.
ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
- Workshop วันที่ 7-8 / 14-15 มีนาคม 2569
(รับจำนวนจำกัด) ฟรี ทุกเวิร์คชอป ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนด่วนที่ https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/dinsorseefans

The Octave Zero: 80 Years of Bruce Gaston *All activities are free of charge.
The Bangkok Art and Culture Centre (BACC), in collaboration with the Princess Galyani Vadhana Institute of Music, the Office of Contemporary Art and Culture, Ministry of Culture, Goethe Institut, and the Fong Naam Ensemble proudly presents 'The Octave Zero: 80 Years of Bruce Gaston, the Melodies of Fong Naam’, a commemoration of the life and legacy of Bruce Gaston. The event will be held from 5–15 March 2026 at the Studio 4th Floor, Bangkok Art and Culture Centre (BACC), Bangkok.
Bruce Gaston (March 11, 1946 - October 17, 2021) is a key figure not to overlook who created a musical and cultural phenomena in the history of contemporary Thai music . As an American, he transcended the boundaries of language and ethnicity to assimilate and contribute to Thailand's musical heritage. He was not only an accomplished musician and composer, but also a cornerstone in propelling Thai music to the world stage with international standards. Thus, Bruce Gaston’s journey is the legacy of the pursuit of knowledge and the respect of Thai culture , reflecting a dialogue between the 'east’ and the 'west’. Bruce Gaston’s life journey is a remarkable story of devotion, learning, humility, and artistic courage. His work did not merely adapt Thai music for global audiences; rather, it expanded the philosophical and structural possibilities of sound itself. His legacy continues to inspire generations of composers, performers, scholars, and cultural practitioners in Thailand and beyond.
– The Melodies of Fong Naam. An exhibition, workshops, seminars, performances, and concerts bringing together musicians of our time and across generations. Crossing musical boundaries and transcending genres to share their artistry in live performances for all to experience.
A historic milestone for the Thai music community, inspired by the invaluable musical journey and enduring legacy of Bruce Gaston.
March 5–15, 2026
Exhibition open daily from 10:00 AM to 8:00 PM
(Except Monday, March 9, as the Bangkok Art and Culture Centre is closed.)
Studio, 4th Floor Bangkok Art and Culture Centre (BACC), Bangkok.

กำหนดการจัดงาน
“ The Octave Zero : 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทํานองแห่งฟองน้ำ ”
5-15 มีนาคม 2569 สถานที่ ณ สตูดิโอ ชั้น 4
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ปทุมวัน
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569
10:00 – 20:00 รับชมนิทรรศการ
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569
17:00 ปาฐกถา “ ตำนานคีตธรรม (บรูซ แกสตัน) ” โดย อ.ประมวล เพ็งจันทร์
17:30 พิธีเปิดงาน
วงมโหรี :โหมโรงจอมสุรางค์
วงแสงทิพย์ : สุดถนนคอนกรีต(ฉบับย่อ)
Fri 6 March at the Studio 4th Floor
17:00 – 18:30
Opening Ceremony & Keynote Speech
by Pramuan Pengchan
Jomsurang Overture,
At the End of Concrete Road
by Saengthip Ensemble
Poem reading by Nai Tiwa

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 ณ สตูดิโอชั้น 4
13:00 - 14:30 เวิร์คชอป “ ถอดรหัสเพลงแตรแบบบรูซ แกสตัน ”
โดย ดร.นิพัต กาญจนะหุต ผศ.สุรพล ธัญญวิบูลย์ และคณะ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15:30 - 17:00 เสวนา “ จากภาคีวัดอรุณ บัตเตอร์ฟลาย ศศิลิยะ สู่ฟองน้ำ ”
ผู้ร่วมเสวนา : ดนู ฮันตระกูล, จิรพรรณ อังศวานนท์, ฮัคกี้ ไอเคิลมานน์,
พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ดําเนินรายการโดย อนันต์ ลือประดิษฐ์
18:00 - 20:00 คอนเสิร์ต Homage to The Octave Zero
มรดกเสียงแห่งฟองน้ํา
1) ชเวดากอง โดย จิรพรรณ อังศวานนท์
และศิษย์เก่าวงฟองน้ำ
2) เจ้าพระยา-แขกเจ้าเซ็น กีต้าร์คลาสสิค
โดย ฮัคกี้ ไอเคิลมานน์
3) ภาพยนตร์เงียบเรื่อง “ ช้าง ” บรรเลงดนตรีสดโดย วงฟองน้ํา
Sat 7 March at the Studio 4th Floor
13:00 – 14:30
Workshop: “ Bruce, Brass, Breath & Beyond ”
by Nipat Kanchanahoot & Kasetsart Winds
15:30 – 17:00
Panel Discussion : “ From the Temple of Dawn,
Butterfly, and St.Cecilia to Fong Naam ”
Panelists: Dnu Huntrakul, Jirapan Ansvananda , Hucky Eichelmann,
Pongprom Snitwong na Ayutthaya
Moderated by Anant Luepradit
18:30 – 20:00
Concert: “ Homage to The Octave Zero ”
: Sonic Legacy of Fong Naam
1) Chwedagon by Jirapan Ansvananda (Electric Guitar)
& Fong Naam Alumni
2) Chao Phraya, Kaek Chao Sen (Classical Guitar)
by Hucky Eichelmann
3) Chang: A Drama of the Wilderness (1927),
Silent Film with live music by Fong Naam
Saturday, 7 March 2026
“ Bruce, Brass, Breath & Beyond ” Decoding Bruce Gaston’s Brass Music.
workshop by Dr. Nipat Karnchanahut,
Suraphon Thanvibul, lecturers and students from Kasetsart University for wind orchestra musicians.
This workshop delves into sonic innovation through the wind ensemble—an instrumental bridge that Bruce Gaston used to connect Thai tonal inflections with international musical structures in vivid and dynamic ways. Participants will decode Fong Nam’s distinctive brass arranging techniques, from interpreting Thai ornamental interplay into brass and woodwind writing, to crafting layered soundscapes that transcend cultural boundaries. Together, we will explore how Thai brass traditions might evolve beyond inherited frameworks toward a contemporary sound of the future.

ภาพยนตร์เงียบเรื่องช้าง บรรเลงดนตรีสดโดย “ วงฟองน้ำ ”
จัดฉายในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น.
เป็นส่วนหนึ่งของงาน “ The Octave Zero : 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ ” วันที่ 5-15 มีนาคม 2569
ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พกพาหัวใจมาก็พอ
ภาพยนตร์เรื่อง “ ช้าง ” Chang หนังเงียบเรื่องแรกที่ถ่ายทำในประเทศไทย เป็นผลงานชิ้นสำคัญของ บรูซ แกสตันและวงฟองน้ำ ประพันธ์เพลงบรรเลงใหม่ ทั้งดนตรีไทยกับสากลล้อกันไปในเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ป่า และธรรมชาติ ผ่านภาพที่สะท้อนการดำรงอยู่ การต่อสู้ และความเชื่ออย่างลึกซึ้งในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ่ายทำในป่าสยามโดย เมเรียน ซี. คูเปอร์ และเออร์เนสต์ บี. โชดแซก (เริ่มถ่ายทำในปี พ.ศ. 2468 และฉายในปี พ.ศ. 2470)
ครูหน่อง อานันท์ นาคคง ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีศึกษาอาเซียน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลายสิบปีให้หลัง บรูซ แกสตัน นักดนตรีชาวอเมริกันผู้หลงรักดนตรีไทย ได้รวมกับ วงฟองน้ำ ที่ท่านก่อตั้งขึ้น ร่วมกันตีความภาพยนตร์เรื่องนี้ใหม่ด้วยการนำเครื่องดนตรีไทยมาผสมกับเสียงจากโลกดิจิทัล ชุบชีวิตความเงียบในภาพยนตร์ให้กลายเป็นเสียงใหม่ที่ลึกซึ้งชวนฟัง รำลึกถึงภาพยนตร์เงียบชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ และไหว้ครู บรูซ แกสตัน และ วงฟองน้ำ ยุคบุกเบิก ผู้ซึ่งสร้างสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างดนตรีไทยมรดกกับโลกสมัยใหม่ ในพื้นที่ที่ ‘ขนบ’ กับ ‘การทดลอง’ ระหว่าง ‘เสียงดั้งเดิม’ กับ ‘เสียงใหม่’ ย้ำเตือนเราว่า แม้ในความเงียบ ก็ยังมีเสียงบางเสียงที่รอให้เราฟังอย่างตั้งใจ
บรูซ แกสตัน เคยให้สัมภาษณ์เมื่อคราวจัด มหรสพดนตรีช้าง (ช้างช่วยเปียโน) ที่โรงละครแห่งชาติ พ.ศ.2533 ถึงแนวคิดในการทำเพลงประกอบหนังเงียบช้างว่า
“ สมัยก่อนเวลาฉายหนังเห็นแต่ภาพบนจอ มีแต่เสียงเครื่องฉายหนังดังครึ่กๆๆ มันเหมือนดูหนังผี ทำให้คนดูกลัว เลยมีการนำดนตรีมาบรรเลงเพื่อบรรเทาความกลัว เพราะดนตรีจะทำให้จิตใจผู้ชมสงบ นี่คือบทบาทแรกของดนตรีประกอบหนัง
แต่ฟองน้ำจะไม่ทำแบบนั้น (แบบซาวด์ออนฟิล์มในหนังยุคปัจจุบัน) เราจะกลับไปยึดปรัชญาของดนตรีประกอบหนังเงียบแบบเก่า ดนตรีและหนังจะขนานกัน คนละบทบาท ดนตรีของฟองน้ำจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง แยกออกต่างหากจากหนัง เพราะฉะนั้น บางทีดนตรีของเราจะหยุดไป หายไป ปล่อยให้ผู้ชมเห็นภาพคนกำลังพูดกัน ทำให้เรานึกขึ้นได้ว่า นี่ไง ผี! เมื่อเราทิ้งช่วงที่ไม่มีเสียง ความเงียบที่อยู่ในหนังก็จะโผล่ออกมา ดังมากกกกกก.. เมื่อความเงียบส่งเสียงดังออกมา มันจะทำให้ไม่หลงไปกับมายาการที่เรากำลังเห็นอยู่บนจอ จะเตือนเราว่า นี่คือผีที่เรายังคงมองเห็นอยู่…”

photo : Milestone Films, United States
: Chang : A Drama of the Wilderness (1927) Behind the Scenes | Nan
A rare and unmissable cinematic event. Chang returns to the screen in a special screening to commemorate the 80th anniversary of Bruce Gaston.
“ Chang” : A Drama of the Wilderness (1925/1927) is recognized as the first silent feature film produced in Thailand. This special screening features an original score by the Fong Naam Ensemble, representing a landmark synthesis of Thai traditional idioms and Western contemporary music—a cornerstone of Bruce Gaston’s artistic legacy.
For decades, Fong Naam has preserved the art of silent film accompaniment across four generations of musicians. This performance marks a historical juncture where the present generation performs alongside digitally restored audio archives recorded by Bruce Gaston. Through advanced computational restoration, Gaston’s original performances are revitalized, enabling a profound sonic dialogue between the master and his successors.

photo : Milestone Films, United States
: Chang : A Drama of the Wilderness (1927) Behind the Scenes | Nan
In 1990 (B.E. 2533), during an interview for the charity concert "Chang Chuai Piano" (Elephants for Antique Piano), Gaston articulated his philosophy of live silent film accompaniment: “Historically, music served a functional role in silent cinema—to mask the unsettling mechanical noise of the projector and provide psychological comfort. However, Fong Naam’s approach departs from conventional accompaniment. We seek to restore the primordial spirit of the medium: a dialectic relationship where music and image coexist as independent entities. Our compositions maintain a distinct identity. We utilize silence strategically—at times the music entirely disappears, forcing the audience to confront the visual dialogue and imagine the unheard voices. When that silence is suddenly disrupted by a sharp, percussive sound, it breaks the cinematic illusion and reminds us of the 'spectral' nature of the images we behold.”
This event honors a cinematic landmark and pays tribute to Bruce Gaston and the founding members of Fong Naam. As visionaries, they bridged heritage with modernity, navigating the space between "tradition" and "experiment." It serves as a poignant reminder that even within silence, there are sounds waiting to be heard—if only we listen attentively.
Event Details
• Film: Chang (Silent Film) with Live Music by the Fong Naam Ensemble and the Restored Digital Presence of Bruce Gaston
• Date/Time: Saturday, 7 March 2026 | 6:00 PM
• Venue: Studio, 4th Floor, Bangkok Art and Culture Centre (BACC)
• Admission: Free of charge

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569
13.00-14.30 น. ณ สตูดิโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวิร์คชอป “ ถอดรหัสเพลงแตรแบบบรูซ แกสตัน ”
นำกระบวนการโดย ดร.นิพัต กาญจนะหุต ผศ.สุรพล ธัญญวิบูลย์ และคณะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เวิร์คชอปนี้จะพาไปถอดรหัสเทคนิคการเรียบเรียงเพลงแตรฉบับฟองน้ำ ตั้งแต่การตีความลูกล้อลูกขัดไทยสู่เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องลมไม้ ไปจนถึงการสร้างมิติเสียงที่ทำลายกำแพงวัฒนธรรม เพื่อหาคำตอบว่าเราจะพัฒนาแตรไทยอย่างไรให้ก้าวพ้นกรอบเดิมสู่สุ้มเสียงร่วมสมัยแห่งอนาคต
ลงทะเบียนด่วนที่ https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
(รับจำนวนจำกัด) ฟรี ทุกเวิร์คชอป ไม่มีค่าใช้จ่าย
Saturday 7 March 2026
13.00-14.30 Pm at Studio 4Th Floor,Bacc.
“Bruce, Brass, Breath & Beyond” Decoding Bruce Gaston’s Brass Music.
workshop by Dr. Nipat Karnchanahut, Suraphon Thanvibul, lecturers and students from Kasetsart University for wind orchestra musicians.

คำบรรยายภาพ(ถ้ามี)
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569
13:00 – 14:30 เวิร์คชอป “ เล่นให้คิด: เพลงเด็กของบรูซ แกสตัน ฉันจะปลูกต้นไม้ ”
วงคาร์ลออร์ฟ ภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
15:30 – 17:00 เสวนา “ จากละครเวที โอเปร่า ถึงภาพยนตร์ : เสียงของบรูซ แกสตัน ”
ผู้ร่วมเสวนา : ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง, ศ.ดร.พรรัตน์ ดำรุง,
รศ.ดร.จารุณี หงส์จารุ ดําเนินรายการโดย อานันท์ นาคคง
18:00 – 19:00 การแสดง “ กราวใน ” (ตามไก่) โดย พิเชษฐ์ กลั่นชื่น คอมปานี

คำบรรยายภาพ(ถ้ามี)
“ TAM KAI ” (ตามไก่) , a Tribute Performance in Memory of Bruce Gaston - การแสดงร่วมรำลึกถึง บรูซ แกสตัน โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น แดนซ์ คอมพานี เป็นส่วนหนึ่งของ “ The Octave Zero: 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ ” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น. ณ BACC Studio ชั้น 4 ชมฟรี | ลงทะเบียนหน้างาน
“ TAM KAI ” (ตามไก่) เป็นการเต้นร่วมสมัยที่สืบทอดแรงบันดาลใจจากสัญญะและจังหวะของชีวิตประจำวัน ผสมผสานกับการสำรวจรากทางวัฒนธรรมและการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อดนตรีเฉพาะตัว โดยเน้นการสื่อสารผ่านร่างกายเพื่อนำผู้ชมไปสู่การตั้งคำถามและความรู้สึกใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่การดู แต่คือการร่วม ‘ ฟัง ’ ชีวิตที่ซ่อนอยู่ในท่วงท่าทางและดนตรีแบบร่วมสมัย ของไทยและโลกในบริบทปัจจุบัน
TAM KAI, a tribute to Bruce Gaston by Pichet Klunchun Dance Company (PKDC)
On Sunday, 8 March 2026 18.00 – 19.00 @ BACC Studio, 4th Floor
Part of The Octave Zero: 80 Years of Bruce Gaston – the Melodies of Fong Naam at Bangkok Art and Culture Centre
TAM KAI is a contemporary dance work rooted in a deep inquiry into movement, culture, and sound — where the body becomes a channel for dialogue, questioning tradition and inviting audiences into a shared experience of rhythm and presence. It’s not just choreography; it’s a listening to the body and its relation to music and the world around it.
Free Admission | Registration at the venue
เกี่ยวกับงานแสดง (About TAM KAI): https://pkdance.co/tam-kai/
#TAMKAI #ตามไก่ #PichetKlunchunDanceCompany #PKDC #BruceGaston #BACC

เวิร์คชอป “ เล่นให้คิด : เพลงเด็กของบรูซ แกสตัน ฉันจะปลูกต้นไม้ ”
โดย วงคาร์ลออร์ฟ ภาควิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สัมผัสเบื้องหลังละครเด็ก “ ฉันจะปลูกต้นไม้ ” ที่ บรูซ แกสตัน กลั่นกรองจากจินตนาการของเด็ก ๆ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก สอดประสานบทกวีงดงามจากปลายปากกาของ คมทวน คันธนู ผ่านการให้เด็กได้สำรวจเสียงธรรมชาติไม่ใช่แค่การเลียนแบบเสียงนกหรือเสียงสัตว์อื่น แต่คือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมผ่านเสียงและสร้างสรรค์ดนตรีด้วยตนเอง การนำเสนอครั้งนี้แปลงร่างจากเครื่องดนตรีไทยที่วงฟองน้ำเคยตระเวนแสดงกับเด็ก ๆ แต่เดิม มาสู่กระบวนการเรียนดนตรีแบบ Orff Schulwerk ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่าง ดนตรี การเคลื่อนไหว และภาษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดึงศักยภาพของเด็กออกมาเป็นเสียงดนตรี น่าสนใจว่าจินตนาการดิบของเด็ก ๆ ถูกนำมาจัดระเบียบใหม่ผ่านโครงสร้างดนตรีอย่างไร โดยที่ไม่ไปทำลายความไร้เดียงสาหรือความหมายดั้งเดิมที่เด็ก ๆ ต้องการสื่อสาร
กว่า 50 ปีที่ บรูซ แกสตัน ได้บุกเบิกการเรียนดนตรีแนวใหม่ในไทย โดยนำปรัชญา Orff-Schulwerk มาใช้ทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ท่านเชื่อว่าดนตรีไม่ใช่การท่องจำหรือทำตามต้นแบบ แต่คือการ ‘ เล่น ’ เพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวทุกคนออกมา ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายและการด้นสด (Improvisation) บรูซได้ฝากผลงานล้ำค่าที่ใช้เครื่องดนตรี คาร์ล ออร์ฟ สร้างโลกจินตนาการไว้มากมาย เช่น โอเปร่าเด็ก “ เด็กกับเสือ ” ที่แปลงมาจากนวนิยาย “ Life of Pi ” และละครเด็ก “ ฉันจะปลูกต้นไม้ ” ที่ บรูซ กับกวี คมทวน คันธนู และเด็กๆ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก กาญจนบุรี ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสะท้อนความงดงามของเสียงและความคิดเด็ก ๆ ผ่านระนาดไม้ ระนาดเหล็ก และเครื่องเคาะนานาชนิด
การจัดงาน “The Octave Zero: 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ” เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีวงล้ออายุ ของบรูซ แกสตัน ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ดนตรีคาร์ลออร์ฟจากละครเด็ก “ ฉันจะปลูกต้นไม้ ” โดยในเวิร์กชอปนี้เราได้รับเกียรติจาก อาจารย์ธาวิน ไล้ทอง คนรุ่นใหม่ที่เป็นแนวร่วมนักปลูกต้นไม้คาร์ลออร์ฟให้เติบโตในใจผู้คน พร้อมคณะอาจารย์และนิสิตจากภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาชวนทุกคนสร้างประสบการณ์ทางดนตรีผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้บรรยากาศมิตรภาพที่เกื้อหนุนให้ผู้เรียนกล้าลอง กล้าคิด และกล้าเติบโต
ครั้งนี้จะใช้บทเพลง “ สานเสียงสัตว์ ” จากละครเด็ก “ ฉันจะปลูกต้นไม้ ” เป็นแกนหลักในเรียนรู้ดนตรี พร้อมเปิดโลกจินตนาการให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้กลายร่างเป็นสัตว์ป่านานาชนิดที่มาอาศัยอยู่ใต้ร่มไม้ที่เราปลูกร่วมกัน ทุกคนจะได้ส่งเสียงและแสดงท่าทางด้นสดไปพร้อมกับเสียงเครื่องดนตรีออร์ฟ เพื่อร่วมกันสร้างเสียงของผืนป่าใหม่ขึ้นมาในขณะนั้น กระบวนการนี้จะช่วยเปลี่ยนความเข้าใจงานดนตรีสร้างสรรค์เบื้องต้นให้เติบโตสู่ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพื่อทำให้ห้องเรียนดนตรีคาร์ลออร์ฟกลายเป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพและเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน เปรียบเสมือนการรดน้ำพรวนดินให้เมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพทางดนตรีที่บรูซปักหมุดไว้ได้เติบโตต่อไปในใจของคนทุกรุ่นตลอดไป
ลงทะเบียนด่วนที่ https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
(รับจำนวนจำกัด) ฟรี ทุกเวิร์คชอป ไม่มีค่าใช้จ่าย
Sunday, 8 March 2026
"Play to Think: Bruce Gaston’s Children's Songs (I Will Plant a Tree)”.
workshop by the Carl Orff Ensemble, Department of Music Education, Faculty of Education, Chulalongkorn University, with participation from youth and teachers interested in children’s work.
Experience the creative origins of the children’s theatre piece I Will Plant a Tree, distilled by Bruce Gaston from the imaginations of students at the Children’s Village School. Interwoven with luminous poetry by Khomthuan Kanthanu, the work invites children to explore the sounds of nature—not merely imitating birds or animals, but understanding the relationship between humans and the environment through sound, and creating music of their own. This presentation transforms the original Thai instrumental format once performed by Fong Nam for young audiences into a learning process inspired by the Orff Schulwerk approach, which emphasizes the interconnectedness of music, movement, and language. At its heart lies the question: how can raw childhood imagination be shaped into musical structure without diminishing its innocence or original meaning?
Register now! https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
Free of charge for all workshops.

- วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 (หอศิลป์ฯ ปิดทำการ)
- วันอังคาร 10 มีนาคม 2569
10:00 – 20:00 รับชมนิทรรศการ
- วันพุธที่ 11 มีนาคม 2569
17:00 – 20:00 วันคล้ายวันเกิดอาจารย์บรูซ “ Happy Bruce Day ”
อิมโพรไวเซชั่น แจมอิสระกับเงารูปอดีต บรูซ แกสตัน
ดําเนินรายการโดย วิทิตนันท์ โรจนพานิช
Wed 11 March at the Studio 4th Floor
17:00 - 20:00
Happy Bruce Day: Birthday Improvisation with Bruce Gaston’s Sonic Shadows.
Moderated by Vitidnan Rojanapanich
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569
10:00 – 20:00 รับชมนิทรรศการ

ศุกร์ 13 มีนาคม
10:00 – 20:00 รับชมนิทรรศการ
18.00 – 20.00 คอนเสิร์ต Pian&Voice อ.คิด ยัง–แองเจลล่า พาเวลล์วอร์คเกอร์ และ คอนเสิร์ตรำลึก แมเรียน แอนเดอร์สัน “ เสียงสวรรค์ สู่สยาม ” * Auditorium ชั้น 5
Fri 13 March [Auditorium, 5th Floor]
18:00 – 20:00 Concert: “Great Day Marian Anderson”
by Kit Young (Piano) &Angela Powell Walker (Voice)

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569
13:00 – 14:30 เวิร์คชอป “แหกกรอบดนตรี” โดย ผศ.บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ
15:30 – 17:00 เสวนา “ บรูซ แกสตัน กับ คนรุ่นใหม่ ”
ผู้ร่วมเสวนา : ประดิษฐ์ แสงไกร, ผศ.ดร.อโณทัย นิติพน, ปวรินทร์ พิเกณฑ์
ดําเนินรายการโดย ผศ.บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ
18:00 – 20:00 คอนเสิร์ต The Next Zero Contribution to Bruce Gaston
1) อาเฮีย โดย ประดิษฐ์ แสงไกร บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ
2) After Twilight หลังสนธยาโดย TYOY
3) เพลงช้าเรื่องสี่เกลอ โดย Seathencity
4) ละคร “ กระอั้วแทงควาย ” โดย คณะมรดกใหม่

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569
13.00-14.30 น. ณ สตูดิโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวิร์คชอป “ แหกกรอบดนตรี ”
นำกระบวนการโดย ผศ.บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ
พื้นที่ทดลองสำหรับนักศึกษาดนตรีที่จะมาร่วมรื้อ และสร้างนิยามของเสียงผ่านการทลายกำแพงจารีต เริ่มต้นด้วยการสำรวจสายธารทางปัญญาจากอุดมการณ์ดนตรีวิพากษ์ระดับโลกอย่าง อาร์โนลด์ เชินแบร์ก (Arnold Schoenberg), เฮนรี โคเวลล์ (Henry Cowell) และ จอห์น เคจ (John Cage) เชื่อมโยงสู่ปรัชญาตะวันออกของ อนันดา กุมารสวามี (Ananda Coomaraswamy) จนถึงบทสรุปในวิถีของ บรูซ แกสตัน พร้อมถอดรหัสแนวคิด “ มนตราไร้กระบวนท่า ” ของ คาร์ลไฮนซ์ สต็อกเฮาเซน (Karlheinz Stockhausen)
ลงทะเบียนด่วนที่ https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
(รับจำนวนจำกัด) ฟรี ทุกเวิร์คชอป ไม่มีค่าใช้จ่าย
Saturday 14 March 2026
13.00-14.30 Pm at Studio 4Th Floor,Bacc.
“Breaking Musical Boundaries”
workshop by Asst. Prof. Boonrat Sirirattanapun with participation of new-generation musicians interested in contemporary music, open to Western and Thai instruments.

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569
13:00 – 14:30 เวิร์คชอป “ เรามาร้องเพลงกัน ” โดย ไกวัล กุลวัฒโนทัย
15:30 – 17:00 เสวนา “ ครูของครู ” ผู้ร่วมเสวนา : ไกวัล กุลวัฒโนทัย, ประสาร วงศ์วิโรจน์รักษ์, อานันท์ นาคคง, บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ ดําเนินรายการโดย ดําริห์ บรรณวิทยกิจ
18:00 – 20:00 คอนเสิร์ต FlowWell Farewell
1) FongNissimo เปียโน โดย คิด ยัง, ทฤษฎี ณ พัทลุง
2) Fongever โดย ฟองน้ำ ลูกศิษย์และมิตรสหาย
Sun 15 March at the Studio 4th Floor
13:00 – 14:30 Workshop: "Let’s Sing Together" by Kaiwan Kulavadhanothai
15:30 – 17:00 Panel Discussion: "Before Bruce: Roots and Inspirations"
Panelists: Kaiwan Kulavadhanothai, Boonrut Sirirattanapan, Prasarn Wongvirojruk, Anant Narkkong Moderated by Damrih Bannawitayakit
18:00 – 19:00 Concert: Flowwell Farewell
1) Fongnissimo Piano by Kit Young, Trisdee na Phattalung
2) Fongever by Fong Naam, Bruce Gaston’s Students and Friends

วันอาทิตย์ 15 มีนาคม 2569
13.00-14.30 น. ณ สตูดิโอชั้น 4 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวิร์คชอป “เรามาร้องเพลงกัน”
นำกระบวนการโดย ไกวัล กุลวัฒโนทัย
เวิร์คชอปนี้ ชวนคนรุ่นใหม่มาสัมผัสพลังของการสื่อสารผ่านสุ้มเสียงที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ดำเนินกระบวนการเรียนรู้โดย ไกวัล กุลวัฒโนทัย ศิษย์เอกผู้เป็นไอคอนระดับตำนานในโลกการประพันธ์เพลง และการอำนวยเพลงประสานเสียง ที่สร้างชื่อให้ประเทศไทยบนเวทีโลกมาอย่างยาวนาน
ลงทะเบียนด่วนที่ https://forms.gle/NvoMTK2JwNwfshGb9
(รับจำนวนจำกัด) ฟรี ทุกเวิร์คชอป ไม่มีค่าใช้จ่าย
Sunday 15 March 2026
13.00-14.30 Pm at Studio 4Th Floor,Bacc.
“ Let’s Sing Together ” Interpretations of Bruce Gaston's Style Choral Music :
workshop “Let’s Sing Together” by Kaival Kulavadhanothai using selected songs with participation of new-generation choir singers from various educational institutions singing together from original scores.

“ เสียงสวรรค์ สู่สยาม ” คอนเสิร์ตรำลึกแมเรียน แอนเดอร์สัน ศิลปินอเมริกันในตำนาน ผู้สร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรมผ่านบทเพลงคลาสสิกและอเมริกันสปิริตชวล ร่วมฉลองวาระ “The Octave Zero” รำลึก 80 ปี บรูซ แกสตัน ผู้วางรากฐานดนตรีร่วมสมัยในไทย วันและเวลา: วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 ช่วง 18:00 – 20:00 น. สถานที่: ออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) การเข้าชม: ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ขอเชิญร่วมสัมผัสประวัติศาสตร์ดนตรีที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งในงาน “ GREAT DAY! Honoring Marian Anderson: เสียงสวรรค์ สู่สยาม ” [3] กิจกรรมคอนเสิร์ตและการเสวนาครั้งพิเศษ เพื่อรำลึกถึงการมาเยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ของ แมเรียน แอนเดอร์สัน (Marian Anderson พ.ศ. 2440 – 2536) ศิลปินเสียงคอนทราลโตผู้เป็นตำนานระดับโลก กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “The Octave Zero” เพื่อรำลึกถึงวาระครบ 80 ปีชาตกาลของ บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston พ.ศ. 2490 – 2564) อดีตนักดนตรีชาวอเมริกันผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาดนตรีในประเทศไทย โดยจะจัดขึ้นใน วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ชั้น 5 ออดิทอเรียม
ย้อนรอยหน้าประวัติศาสตร์ “ เสียงสวรรค์ สู่สยาม ” เมื่อปี พ.ศ. 2500 แมเรียน แอนเดอร์สัน ศิลปินนักร้องอเมริกัน ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะทูตวัฒนธรรม เธอได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และถวายการขับร้องบทเพลง อเมริกันสปิริตชวล (African American Spiritual) รวมถึงบทเพลงคลาสสิกต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศและพลังของดนตรีที่ไร้พรมแดน
จากมรดกของ แมเรียน แอนเดอร์สัน ถึงจิตวิญญาณของ บรูซ แกสตัน
คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นร่วมกับโครงการ “ The Octave Zero ” เพื่อรำลึกถึง บรูซ แกสตัน คีตกรชาวอเมริกันผู้อุทิศชีวิตเพื่อการสร้างสรรค์ดนตรีร่วมสมัยในประเทศไทย การเชื่อมโยงแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศิลปินอเมริกันผู้มีความผูกพันลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมไทย และใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจและมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างผู้คน
กิจกรรม “ GREAT DAY! ” จะนำบทเพลงที่ แมเรียน แอนเดอร์สัน เคยใช้แสดง ณ กรุงเทพฯ รวมถึงบทเพลงที่เคยถวายการขับร้องต่อหน้าพระพักตร์ [4] กลับมาบรรเลงอีกครั้ง ถ่ายทอดโดยศิลปินระดับโลก : แองเจลา พาวเวลล์ วอล์กเกอร์ (Angela Powell Walker) นักร้องโซปราโนอาจารย์ดนตรีแห่ง Howard University, Washington, DC / คิท ยัง (Kit Young) : นักเปียโน นักประพันธ์เพลง นักดนตรีศึกษา ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการดนตรีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการก่อตั้ง Gitameit Music Institute ประเทศเมียนมาร์ และเคยเป็นอาจารย์สอนดนตรีที่ มหาวิทยาลัยพายัพ และ มหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ
GREAT DAY! Honoring Marian Anderson
“เสียงสวรรค์ สู่สยาม”
A Concert and Talk
In 1957, contralto Marian Anderson stood on a Bangkok stage and created a moment that resonated far beyond a single evening. Her historic appearance in Thailand formed part of her remarkable Asian tour — a journey that affirmed the power of music to transcend borders and unite cultures.
One of the most revered vocal artists of the twentieth century and a distinguished cultural ambassador, Anderson built bridges through spirituals, art songs, and classical masterworks. Her voice carried dignity, depth, and humanity to audiences across continents.
Now, 69 years later, GREAT DAY! Honoring Marian Anderson revisits the spirit of her 1957 recital in Bangkok. Through a thoughtfully curated program of classical repertoire, American art songs, and African American Spirituals, this concert returns her music to Thailand in a spirit of remembrance, gratitude, and joy.
Truly, a “Great Day!”
Event Details
Date: Friday, March 13, 2026
Time: 6:00–8:00 PM
Venue: Auditorium, 5th Floor, Bangkok Art and Culture Centre (BACC)
Admission: Free and Open to the Public
Performance Duration: Approximately 50 minutes
(within a 2-hour program including remarks and closing)
Performers
1) Angela Powell Walker – Soprano
Assistant Professor and Coordinator of the Classical Voice Program at Howard University’s Chadwick A. Boseman College of Fine Arts. She has performed at major venues, including The Metropolitan Opera and The John F. Kennedy Center for the Performing Arts.
2) Kit Young – Pianist
Pianist, composer, and educator who has contributed significantly to musical communities in Thailand and Myanmar, including collaborations connected to Gitameit Music Institute.
Program Highlights (Approx. 50 minutes)
The program revisits repertoire performed during Marian Anderson’s historic 1957 Bangkok recital, including selections once sung before the King, alongside additional works reflecting the musical traditions she championed throughout her career. These works are reinterpreted by internationally distinguished artists, led by the expressive soprano voice of Angela Powell Walker.
1) Classical Repertoire
Wolfgang Amadeus Mozart – Laudate Dominum
Franz Schubert – An die Musik, Lied der Mignon, Ganymed
Jules Massenet – Adieu, notre petite table (from Manon)
American Art Songs
Samuel Barber – The Daisies, With Rue My Heart Is Laden, Bessie Bobtail,
Sure on This Shining Night
Howard Swanson – The Negro Speaks of Rivers
(based on the poem by Langston Hughes)
African American Spirituals
Oh, What a Beautiful City!
City Called Heaven
He’s Got the Whole World in His Hands
Great Day
The evening concludes with a powerful celebration of the African American Spiritual tradition, a musical heritage rooted in resilience, faith, and communal strength, honoring the heart of Marian Anderson’s artistic legacy.
Official Links Website: https://greatdaymariananderson.org/
Facebook: Great Day Marian Anderson
Instagram: https://www.instagram.com/greatdaylegacy/
Contact Information
Alisa Muangsarn
Concert Coordinator
Phone: 084 459 2127
Email: [email protected]
Presented by
Gitameit Friends USA
With the following sponsoring partners
Bangkok Art and Culture Centre (BACC)
Fong Naam ensemble
Yamaha Music Thailand
RMA Group
https://greatdaymariananderson.org/

เพื่อให้คนไทยได้รู้จักนักร้องคนสำคัญ แมเรียน แอนเดอร์สัน มากขึ้น ครูหน่อง อานันท์ นาคคง ผู้ริเริ่มและเป็นกำลังสำคัญในการจัดงาน “ The Octave Zero ” ได้นำเสนอเรื่องราวของเธอผ่านงานแปลของ อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง เมื่อ พ.ศ. 2500 ในหนังสือ “ เสียงสวรรค์ My Lord, What a Morning ท่วงทำนองแห่งเสรีภาพ ” ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญ ขณะที่เธอมาเยือนประเทศไทยในฐานะทูตวัฒนธรรม พร้อมกับเพลง “ Spiritual ”
บนหน้าปกหนังสือสีน้ำตาลที่ผ่านกาลเวลามาเกือบเจ็ดทศวรรษ ปรากฏชื่อภาษาไทยอันไพเราะว่า “ เสียงสวรรค์ ” พร้อมภาพของสุภาพสตรีผิวสีคนหนึ่งในท่วงท่าการขับร้องที่สง่างาม หนังสือเล่มนี้คือบทบันทึกเรื่องราวชีวิตของ แมเรียน แอนเดอร์สัน (Marian Anderson) นักร้องเสียงคอนทราลโตชาวอเมริกันผู้เป็นตำนาน เจ้าของเสียงที่อาร์ตูโร ตอสกานินี วาทยกรระดับโลกเคยยกย่องไว้ว่า “หาฟังได้เพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี” เรื่องราวของเธอถูกถ่ายทอดสู่บรรณพิภพไทยโดย นิลวรรณ ปิ่นทอง ปราชญ์หญิงและบรรณาธิการนิตยสารสตรีสารผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ท่านเป็นผู้ก่อตั้งและดูแลนิตยสารสตรีที่มีอายุยืนยาวและทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในประเทศไทย คุณนิลวรรณได้หยิบยกอัตชีวประวัติเรื่อง “ My Lord, What a Morning ” มาแปลและจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อุณากรรณ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แมเรียนเดินทางมาเปิดการแสดงประวัติศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร และเพียงหนึ่งปีหลังจากต้นฉบับภาษาอังกฤษวางจำหน่าย (ค.ศ. 1956)
หนังสือเสียงสวรรค์ที่คุณนิลวรรณแปล มีความหนากว่า 494 หน้า บรรจุสารบัญชีวิตไว้ถึง 28 บท ตั้งแต่ 1.วัยเยาว์ที่ฟิลาเดลเฟีย 2. ชีวิตที่บ้านย่า 3. ออกต่างถิ่น 4. เรื่องสะเทือนใจ 5. เริ่มเรียน 6. ชื่อเฟื่อง และ เรื่องพลาด 7. บ้านของเราเอง 8. แม่ 9. การแข่งขัน 10. เพิ่มค่าตัว 11. ไปยุโรปครั้งแรก 12. กลับไปยุโรปอีก 13. ไปสแกนดินิเวีย 14. นอกเขตสแกนดินิเวีย 15. กลับคืนบ้าน 16. ไปรัสเซีย 17. วันอาทิตย์เทศกาลอีสเตอร์ 18. เพลงที่ร้อง 19. เกี่ยวกับเสียง 20. การเดินทาง 21. เพื่อนที่ดี 22. สูงสุด และ ต่ำสุด 23. ตะวันออก กับ ตะวันตก 24. คนฟัง 25. ร้องและอัดแผ่นเสียง 26. สามีและบ้าน 27. ที่เมโทรโปลิทัน และ 28. มองไปข้างหน้า
บทสำคัญอย่าง “ตะวันออก กับ ตะวันตก” ( East and West ) เธอเปิดบทด้วยความประทับใจและแฝงไปด้วยการสังเกตทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อน แมเรียนเริ่มต้นบทนี้ด้วยการเล่าถึงการตัดสินใจรับคำเชิญจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเดินทางมาทัวร์เอเชียและตะวันออกไกล เธอเล่าว่ามันเป็นภารกิจที่ท้าทายมาก เพราะเป็นการเดินทางที่ยาวนานและต้องเผชิญกับสภาพอากาศรวมถึงอาหารที่แตกต่าง แต่สิ่งที่เธอกังวลที่สุดคือ ดนตรีจะข้ามกำแพงภาษาได้ไหม เธอบันทึกว่า ในหลายประเทศที่เธอไป ผู้คนอาจไม่คุ้นเคยกับภาษาเยอรมันหรือภาษาอิตาลีในโอเปร่า แต่เธอมั่นใจในเพลง “ Spiritual ” เพราะเธอมองว่ามันคือภาษาของความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน ผู้คนต่างรับรู้ถึงอารมณ์ที่เธอส่งผ่านออกมาได้

มีช่วงเวลาที่เธอได้บันทึกถึงประเทศไทยไว้อย่างชัดเจน และยังเล่าถึงการไปเยือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น อินเดีย เบอร์มา (พม่า) และญี่ปุ่น เธอพูดถึงความมหัศจรรย์ของดนตรีอินเดีย ที่เน้นการด้นสดซึ่งต่างจากระบบโน้ตของตะวันตก แต่มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ เธอเล่าถึงการไปเยือนวัดและสถานที่สำคัญ ซึ่งเธอพบว่าความศรัทธาในศาสนาของคนเอเชียมีความคล้ายคลึงกับจิตวิญญาณใน เพลง “ Spiritual ” ของเธอเอง บทนี้จบลงด้วยข้อสรุปที่กินใจว่า แม้ภายนอกมนุษย์จะดูแตกต่างกันทั้งภาษา ศาสนา และสีผิว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความสุข ความเศร้า หรือความหวัง ทุกคนต่างมีหัวใจ ที่ตอบสนองต่อเสียงดนตรีในลักษณะเดียวกัน เธอรู้สึกว่าการทัวร์เอเชียครั้งนี้ช่วยเติมเต็มชีวิตของเธอ และทำให้เธอตระหนักว่าโลกนี้ไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด ถ้าเราใช้ใจสื่อสารกัน
เธอเล่าว่าในประเทศไทยหรือสยามนั้น เธอได้พบกับผู้คนที่ดูมีความสุขแท้จริง และเป็นมิตรอย่างที่สุด ความสุภาพอ่อนน้อมที่หยั่งรากลึกในกิริยามารยาทนั้นน่าประทับใจยิ่งนัก เธอจำได้ว่าเมื่อก้าวลงจากเครื่องบินที่กรุงเทพฯ สิ่งแรกที่สัมผัสคือรอยยิ้มที่ต้อนรับอย่างจริงใจ เธอมีโอกาสไปเยี่ยมสถานศึกษาและยืนต่อหน้าเด็กนักเรียนที่ตั้งใจฟังเรื่องราวของ เพลง “ Spiritual ” ซึ่งเป็นมรดกจากบรรพบุรุษ รวมถึงเรื่องราวของประธานาธิบดีลินคอล์นเพื่อมอบความหมายของเสรีภาพให้แก่เยาวชนไทย การนำจิตวิญญาณแห่งความทุกข์ยากและการแสวงหาพระเจ้ามาแบ่งปันแก่ชาวพุทธในไทย สร้างแรงสั่นสะเทือนใจในฐานะดนตรีที่เป็นสากล
ในประเทศไทย นอกจากการไปพบนักเรียนไทยในห้องเรียน เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือคอนเสิร์ต ณ โรงละครศิลปากร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร ทุกคนต่างยืนขึ้นในความสงบเงียบ และวงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีอันสง่างามขลังอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งแมเรียนเองก็ยืนตรงด้วยความรู้สึกตื้นตันในฐานะแขกของประเทศ โดยในค่ำคืนนั้นเธอได้ร้อยเรียงบทเพลงอันทรงคุณค่าเพื่อสื่อสารกับชาวไทย เธอนำเพลงที่สะท้อนประวัติศาสตร์คนดำอย่าง “ The Negro Speaks of Rivers ” ของ Howard Swanson ก่อนจะปิดท้ายด้วย เพลง “ Spiritual ” ที่สั่นสะเทือนอารมณ์อย่าง Oh, What a Beautiful City!, City Called Heaven, He’s Got the Whole World in His Hands และ Great Day หลังจบการแสดงเธอได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ และพบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความรอบรู้เรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้งยิ่ง ทรงสนทนาถึงรายละเอียดทางเทคนิคการใช้เสียงอย่างเป็นกันเอง จนกำแพงแห่งฐานันดรศักดิ์และเชื้อชาติเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามของดินแดนแห่งรอยยิ้ม ที่ดนตรีถูกเข้าใจในระดับจิตวิญญาณ
ท้ายบท “ ตะวันออก กับ ตะวันตก ” เธอเล่าว่า การมาทัวร์ครั้งนี้ทำให้เธอมองข้ามความเป็น ‘อเมริกัน’ หรือ ‘คนผิวดำ’ แต่เธอมองเห็นความเป็น ‘พลเมืองโลก’ เธอเล่าว่า ที่เอเชียเธอถูกมองในฐานะ ‘ศิลปิน’ อย่างแท้จริง เธอเขียนสรุปอย่างลึกซึ้งว่า การเดินทางครั้งนี้สอนให้เธอรู้ว่าความเป็นมนุษย์นั้นไม่มีพรมแดน ไม่ว่าเธอจะร้องเพลงในโวหารภาษาใด หรือผู้ฟังจะนับถือศาสนาอะไร ความสุขและความเศร้าในเสียงเพลงสามารถเชื่อมโยงทุกคนเข้าหาการเป็นหนึ่งเดียวกันได้เสมอ เธอจบบทนี้ด้วยความรู้สึกขอบคุณที่เอเชียได้สอนให้เธอรู้จักความนิ่งสงบและการมีหัวใจที่เปิดกว้าง
หนังสือมีภาพของ แมเรียน แอนเดอร์สัน คู่กับ ฟรานซ์ รัปป์ (Franz Rupp) นักเปียโนคู่ใจของเธอ ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงรูปแบบการแสดงคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกมาตรฐานในยุคนั้น ในบริบทปี 2500 การที่เธอเลือกร้องเพลง “ Spirituals ” ปิดท้ายคอนเสิร์ตในโรงละครศิลปากร ถือเป็นการนำเสียงของผู้ถูกกดขี่มาบรรเลงในสถานศักดิ์สิทธิ์ทางศิลปวัฒนธรรมของไทย ซึ่งในขณะนั้นไทยกำลังเริ่มรับวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเข้มข้น เสียงคอนทราลโตที่ลึกและกังวานของเธอไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นเสียงสวรรค์ตามชื่อหนังสือ แต่ยังเป็นเสียงแห่งความเท่าเทียมที่คนไทยในยุคนั้น (รวมถึงผู้นำและชนชั้นปัญญาชนอย่างคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง) ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ จนมีการแปลหนังสือเล่มนี้ออกมาในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับการมาเยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้
แม้การมาเยือนของเธอในปี 2500 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกันเพื่อใช้ดนตรี (โดยเฉพาะ Spirituals และ Classical) เป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงบวกในช่วงสงครามเย็น แต่การที่ปัญญาชนไทยในยุคนั้นอย่าง คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง เลือกแปลหนังสือเล่มนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในเรื่องสิทธิพลเมือง (Civil Rights) และความชื่นชมในศักยภาพของมนุษย์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านสีผิวผ่าน ‘เสียง’ การที่คนไทยในยุคนั้นได้อ่านเรื่องราวของแมเรียน จึงเท่ากับได้เปิดโลกทัศน์ให้เห็นว่า คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สีผิว แต่อยู่ที่สิ่งที่เขามอบให้แก่โลก
หนังสือเล่มนี้เป็นของสะสมที่หายากและทรงคุณค่ามาก โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมหนังสือเก่าและนักประวัติศาสตร์ดนตรีในไทย เสียงสวรรค์มิใช่เพียงอัตชีวประวัติ แต่เป็นพยานหลักฐานแห่งความดีงามที่ นิลวรรณ ปิ่นทอง ได้คัดสรรมาเพื่อยืนยันว่าพลังแห่งเสียงสามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้อย่างนิรันดร์ ในช่วงเวลาที่โลกยังเต็มไปด้วยการแบ่งแยกและการตัดสินคนจากภายนอก การที่ท่านเลือกแปลอัตชีวประวัติของ แมเรียน แอนเดอร์สัน สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวของสตรีผู้แข็งแกร่ง ที่ใช้พรสวรรค์และความอดทนต่อสู้กับอคติในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่คุณนิลวรรณยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงาน
บรรณานุกรม
ภาษาอังกฤษต้นฉบับ (ยังหาดาว์นโหลดได้) : Anderson, Marian. (1956). My Lord, What a Morning: An Autobiography. New York: Viking Press. (หมายเหตุ ปัจจุบันสำนักพิมพ์ University of Illinois Press ได้นำกลับมาพิมพ์ใหม่ในชุด Music in American Life โดยมีการเพิ่มบทนำ (Introduction) ที่วิเคราะห์ความสำคัญของเธอในบริบทประวัติศาสตร์สมัยใหม่)
ภาษาไทย: แอนเดอร์สัน, แมเรียน. (2500). เสียงสวรรค์. (นิลวรรณ ปิ่นทอง, ผู้แปล). พระนคร: อุณากรรณ.
ฉบับแปลภาษาไทยหายากมาก ฉบับภาษาอังกฤษถึงยังมีลมหายใจอยู่ ยังถูกใช้เป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลายโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในอเมริกา เพื่อศึกษาเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง นักดนตรีและนักวิชาการยังคงอ้างอิงวิธีตีความเพลง “ Spirituals ” ตามแบบฉบับของเธอ
Link: archive.org/details/mylordwhatmornin00ande
หรือ archive.org/details/mylordwhatamorni012600mbp
โปรแกรมการแสดง: ผลงานของ Mozart, Schubert, Massenet, Barber, Swanson และบทเพลงอเมริกันสปิริตชวล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามข่าวสาร : เว็บไซต์: https://greatdaymariananderson.org/
Facebook : Great Day Marian Anderson

คำบรรยายภาพ(ถ้ามี)
องค์กรผู้จัดงาน : Organized by
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre, BACC), สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (Princess Galyani Vadhana Institute of Music), วงดนตรีฟองน้ำ Fong Naam ensemble
องค์กรผู้ร่วมจัดงาน : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (Office of Contemporary Art and Culture, Ministry of Culture), สถาบันเกอเธ่ (Goethe Institut), บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) (Matichon Public Company Limited), บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Carabao Group Public Company Limited), โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง (Tawandang German Brewery)
ผู้ร่วมสนับสนุน : บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด (Yamaha Music Thailand), Gitameit Friends USA and RMA Group, ออนอาร์ต
หมายเหตุสำคัญ ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าว โดย
Fong Naam - วงดนตรี “ ฟองน้ำ ”
- ครูหน่อง อานันท์ นาคคง : Anant Narkkong
- กลุ่มดินสอสี : dinsorsee creative group
[1] ผลงาน Bruce Gaston ปี 1967,1982
https://www.facebook.com/FongNaamBand/videos/944565678032524
[3] GREAT DAY! Honoring Marian Anderson “เสียงสวรรค์ สู่สยาม”
[4] Marian Anderson Far East Tour, 1957 | Music Diplomacy Archives