ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

สันติภาพปลายศตวรรษที่ 20

25
มกราคม
2569

ผู้คนบางพวกในอดีตเคยมองโรคภัยเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ จึงหาทางแก้ไขด้วยพิธีกรรมของหมอผี อาถรรพณ์ของพ่อมดหรือคำพยากรณ์ของประกาศก สงครามก็เคยถูกมองเช่นนี้ ดังนั้นจึงมีพิธีกรรมมากมายผูกโยงเข้ากับสงคราม นักวิชาการก็เคยศึกษาถึงความเกี่ยวพันระหว่างสงครามกับโรคภัย เขาสรุปกันว่าสงครามก่อให้เกิดความกระวนกระวายและความเหนื่อยหน่าย นอกจากนั้นยังสัมพันธ์กับอัตราเพิ่มของโรคภัยอย่างอหิวาตกโรค บิด หนองใน ไข้หวัดใหญ่ กาฬโรค และไข้ทรพิษ เป็นต้น

แต่สงครามใกล้ชิดกับโรคร้ายในความหมายที่ลึกล้ำกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่เป็นภัยต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช อีกทั้งยังมีขั้นตอนที่เปลี่ยนแปลงเหมือนกันอีกด้วย

คนเรานั้นก่อนที่จะเจ็บไข้คงต้องถือว่ามีสุขภาพดี เมื่อโรคภัยเข้าแทรกและเริ่มขยายตัวในร่างคน ร่างกายจึงเริ่มต่อสู้กับโรคและความอ่อนแอก็ปรากฏขึ้น หากตัวคนสู้แรงโรคไม่ไหว โรคก็จะลุกลามและเริ่มแปรสภาพจากสิ่งที่มองไม่เห็นหรือไม่รู้สึกมาสู่สิ่งที่เห็นได้รับรู้ได้ นั่นคือระยะแสดงอาการของโรค ในบางกรณีแม้ร่างกายจะมีเชื้อโรคมานาน แต่ต้องรอจนอาการเป็นที่ประจักษ์จึงรักษาได้ บางกรณีก็กลับตรงข้าม พออาการปรากฏยากจะรักษาเสียแล้ว หากเป็นโรคติดต่อถึงจุดนี้โรคก็จะระบาดไปสู่ผู้อื่น เจ้าของโรคคนแรกนั้นหากยังรอดอยู่ได้ก็จะมีภูมิต้านทานต่อสู้กับโรคต่อไป ภูมิต้านทานอาจพัฒนาแข็งแกร่งขึ้น แต่บางทีก็อ่อนแรงลง และหากเป็นเช่นนั้นวงจรของโรคภัยก็อาจกำเริบขึ้นมาอีก

สงครามและความรุนแรงในโลกนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่หากมองข้ามกรณีอย่างไอร์แลนด์เหนือ ยูโกสลาเวีย อัฟกานิสถาน และศรีลังกาไปบ้าง ก็จะเห็นว่าโรคร้ายนี้กำลังแปรสภาพไป

ระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานี้มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ประทับความทรงจำเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเหตุการณ์บ้านเมืองในยุโรปตะวันออก ในตะวันออกกลางและในเอเชียอาคเนย์ เหตุการณ์เหล่านี้ดูจะสะท้อนความเป็นจริงทางการเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์และสะท้อนปรากฏการณ์ของโลกอย่างหนึ่งที่น่าตระหนกยิ่ง ความเป็นจริงทางการเมืองที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน และปรากฏการณ์อันน่าตระหนกคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างเร่งร้อนฉับเร็วและเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในหลาย ๆ จุดกว่าที่เคยเห็นเคยพบกันมาในอดีต

หลายคนถึงกับเชื่อว่า สันติภาพกำลังระเบิดขึ้นในโลกยุคปลายศตวรรษที่ยี่สิบ !

ที่น่าสนใจก็คือพร้อมกับการระเบิดของสันติภาพ ข้อห้ามทางการเมืองจำนวนหนึ่งดูเหมือนว่าได้สลายไป

เยอรมนีเคยถูกสาปมาเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษให้แยกสังขารของประเทศออกเป็นสองส่วน ผู้คนเชื้อชาติเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน พูดภาษาเดียวกัน ถูกแบ่งแยกไม่ให้ไปมาหาสู่กัน สองประเทศเลือกทางเดินให้กับสังคมของตนไปคนละทิศ แนวการพัฒนาประเทศเป็นไปคนละทาง และแล้วในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ (ค.ศ. ๑๙๙๐) กำแพงอัปยศที่กางกั้นประชาชาติเยอรมันนั้นก็ถูกทุบทำลาย และเยอรมนีก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในฐานะประเทศเอกราชประเทศหนึ่ง

 

การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
ที่มา : BBC

 

ไม่ใช่แต่กำแพงเบอร์ลินเท่านั้นที่ถูกทุบทำลาย แต่กำแพงไร้สภาพที่ปิดกั้นรัฐเล็กรัฐน้อยในสหภาพโซเวียตอยู่ก็พลอยร้าวราน และชาติต่าง ๆ ซึ่งรวมกันอยู่ใต้กำแพงแห่งอุดมการณ์โซเวียตมาเป็นเวลากว่าหกทศวรรษก็ปฏิเสธที่จะถูกกักอยู่ในกรอบกำแพงดังกล่าว จักรวรรดิโซเวียตที่เคยถูกวาดภาพน่าสะพรึงกลัวในฐานะศัตรูระดับอภิมหาอำนาจคู่บารมีของสหรัฐฯ ก็แสดงร่างอันแท้จริงให้โลกได้เห็นในฐานะรัฐที่อ่อนเปลี้ยทางเศรษฐกิจ และไม่ได้พิงใจกับอุดมการณ์เดิมของตนอีกต่อไป ดังการรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นพยานอยู่ ยิ่งกว่านั้นโซเวียตในวันนี้ยังต้องการความช่วยเหลือจากโลกตะวันตกอย่างมากในฤดูหนาวที่กำลังย่างกรายมาถึง

ในตะวันออกกลางนั้นสิ่งมหัศจรรย์ที่กำลังเกิดขึ้นมิใช่ความพ่ายแพ้ของอิรักต่ออภิมหาอำนาจอเมริกันหลังการบุกเข้ายึดครองคูเวต เพราะที่ไหนอิรักจะต่อต้านกับพลานุภาพแห่งเทคโนโลยีทางการทำลายล้างของสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ แต่สิ่งอัศจรรย์น่าจะเป็นการประชุมสันติภาพในตะวันออกกลางที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ แม้เสียงบริภาษจะก้องห้องประชุมอันงดงามโดยเฉพาะในวันสุดท้ายของการประชุม แต่เสียงดังกล่าวก็ไม่อาจกลบภาพผู้แทนปาเลสไตน์นั่งโต๊ะประชุมรูปตัว “ที” (T) ตรงข้ามกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลคือ นายยิตซัค ชาเมียร์ ฝ่ายอาหรับนั่งฟังฝ่ายอิสราเอลกล่าวถึงการดำรงอยู่ของรัฐอิสราเอล ในขณะที่ฝ่ายหลังก็ต้องนั่งฟังความทุกข์ทรมานของชีวิตผู้คนชาวปาเลสไตน์ในดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

ในปารีสผู้แทนของเขมรสี่ฝ่ายก็ตกลงกันได้หลังจากสู้รบกันมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสองทศวรรษ ผู้คนชาวเขมรล้มตายไปร่วมล้านคน แม้กระทั่งในแซมเบีย บัลลังก์ทางการเมืองที่ นายเคนเนธ คาอุนดา ครองมากว่ายี่สิบปีเปลี่ยนผ่านไปสู่มือของผู้นำฝ่ายค้านได้โดยสันติ อันนับเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกา

ปัญหาที่น่าใคร่ครวญก็คือ หากสงครามและความรุนแรงเหล่านี้เหมือนกับโรคภัยไข้เจ็บที่กล่าวไว้แต่ต้น จะถือว่าร่างกายได้ชัยชนะเหนือโรคภัยแล้วกระนั้นหรือ

คงต้องพิจารณาปัญหานี้อย่างรอบคอบตามสมควร สงครามและความรุนแรงไม่ว่าจะในตะวันออกกลางหรือในไอร์แลนด์เหนือที่กองทัพสาธารณรัฐไอริชเพิ่งระเบิดโรงพยาบาลแห่งหนึ่งไปไม่นานนี้ ล้วนเป็นอาการของความขัดแย้งและปัญหาที่ลงรากฝังลึกอยู่ในสังคมมนุษย์

การเจรจาสันติภาพที่กรุงมาดริดหรือที่นครปารีสนั้นเป็นการยุติสงครามและความรุนแรงกระนั้นหรือ ?

คงต้องบันทึกไว้ในที่นี้ว่าข่าวคราวความรุนแรงจากอินโดจีนและตะวันออกกลางยังปรากฏให้โลกได้รับรู้ทั้งในระหว่างและหลังการประชุมสันติภาพไม่นาน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะในทางทฤษฎีนั้นการประชุมเจรจาสันติภาพมิใช่ตัวสันติภาพ

การประชุมเจรจาสันติภาพเป็นวิถีทางการเมืองเพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่มีข้อขัดแย้งกันได้พบและเปลี่ยนแปลงวิถีความสัมพันธ์จากการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือสื่อสารมาเป็นการใช้วาจาอย่างอารยชน ในกระบวนการเจรจานั้นจำต้องมีการต่อรองและต้องมีการประนีประนอม การต่อรองทำให้ฝ่ายที่มีปัญหาขัดแย้งกันต้องทำทุกทางเพื่อสร้างอำนาจต่อรองของฝ่ายตนให้มากเข้าไว้ ดังนั้นจึงมักเห็นว่าแม้ในเวลาต่อรองหรือก่อนลงนามในสัญญาสันติภาพนั้น มักมีการรุกใหญ่เพื่อแย่งชิงพื้นที่ หรือดังกรณีอิสราเอลยังสร้างนิคมชาวยิวในดินแดนที่ตนยึดครองจากพวกปาเลสไตน์ไว้ต่อไปโดยไม่ใส่ใจกับเสียงคัดค้านของโลกอาหรับและเสียงประท้วงของอาจารย์ ฮะนัน อัชราวี ผู้เป็นโฆษกชาวปาเลสไตน์ที่มาเจรจาสันติภาพในนครมาดริด

 

ฮะนัน อัชราวี นักการเมือง นักกิจกรรม และนักวิชาการชาวปาเลสไตน์

 

 

ส่วนการประนีประนอมนั้นแม้จะจำเป็นต่อผลสำเร็จของการเจรจาสันติภาพทุกแห่ง แต่เพราะเป็นการประนีประนอมนั้นเองทำให้บางครั้งต้องมองข้ามแก่นแกนของปัญหาขัดแย้งนั้นไป

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือหากเปรียบการเจรจาเป็นยาและสงครามเป็นโรคภัยแล้ว การเจรจาคงคล้ายกับยาแก้ปวดหัวตัวร้อนหรือยาลดน้ำมูกที่คนทั่วไปใช้ในเวลาเป็นหวัด ยาเหล่านั้นมิได้รักษาโรคหวัด มีแต่การดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนเต็มที่เท่านั้นที่จะทำให้ร่างกายคืนสู่สภาพปกติ สุขภาพดีดังเดิมได้

แต่การเจรจาสันติภาพก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอันอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาพื้นฐานในระดับโครงสร้างอันเป็นเหตุแห่งความรุนแรงได้ในที่สุด ตัวอย่างเช่น การประชุมสันติภาพที่มาดริดคงทำให้ฝ่ายปาเลสไตน์ได้เห็นประโยชน์ของการสร้างภาพพจน์ในฐานะของผู้เสียเปรียบที่ถูกรังแกยิ่งกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายดังที่เคยเป็นมาในอดีต พลังของภาพพจน์ในการเมืองปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญและอาจเปลี่ยนดุลยภาพแห่งอำนาจที่เคยผดุงอยู่ด้วยความรุนแรงลงไปได้ ในเวลาเดียวกันภาพของฝ่ายปาเลสไตน์ที่เจรจาอย่างมีเหตุมีผลอาจทำให้ชาวอิสราเอลต้องประนีประนอมมากขึ้นและพลังของสันติภาพแข็งแกร่งมากขึ้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมมีผู้คัดค้านการเจรจาสันติภาพเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ควรต้องตระหนักกับเงื่อนไขที่แวดล้อมการเจรจาดังกล่าวด้วย นั่นคือสภาพของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจนละม้ายเมื่อครั้งสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสหรัฐฯ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโลก ขณะนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นเพียงแต่ต้องขยายความว่าสหรัฐฯ ดูจะมีอำนาจสูงสุดในทางทหาร ในขณะที่ภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเสื่อมทราม จำนวนคนว่างงานในสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีมากกว่าร้อยละ ๖ ทีเดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือความทรงจำของผู้คนที่เป็นเหยื่อความรุนแรงและสงครามอย่างชาวปาเลสไตน์และชาวเขมร สัญญาสันติภาพอาจทำให้การต่อสู้ยุติลงได้ในที่สุด แต่ก็อาจยังลบความทรงจำของผู้คนไม่ได้

เวลาอาจช่วยให้ความทรงจำเหล่านั้นอ่อนลงบ้าง และปัญญาก็ช่วยให้ผู้คนจดจำเรื่องราวในอดีตอย่างสร้างสรรค์ได้

ทั้งหมดนี้หมายความว่าผู้สนใจเหตุการณ์ของโลกควรเห็นสัญญาสันติภาพและปรากฏการณ์ที่สันติภาพระเบิดขึ้นในโลกอย่างที่เป็นจริง

การเชื่อมโยงความฝันเข้ากับความเป็นจริงด้วยปัญญาอาจช่วยให้สันติภาพในความหมายของการยุติความรุนแรง สงครามและความอยุติธรรมในสังคมเกิดขึ้นในหน้าแผ่นดินได้