คุณดิเรก ชัยนาม ผู้เขียนหนังสือ "ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง" ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติให้ขบวนการต่อต้านของไทยใน แคนดี, ในนิวเดลฮีและใน สหรัฐอเมริกา ระหว่างและภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เพื่อนำเข้าแทรกในหนังสือ ดังกล่าวของท่าน
ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งที่จะสนองความประสงค์ของ คุณดิเรก ชัยนาม ผู้เป็นที่รักนับถือมานานแล้ว ทั้งข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะมีส่วนเล็กน้อยในหนังสือ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นเอกสารอันสำคัญอันหนึ่งของไทย และย่อมจะเป็นประโยชน์แก่นักประวัติศาสตร์ และนักศึกษาที่ประสงค์จะค้นคว้าหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะต้องถือว่าสงครามโลกครั้งที่สองเป็นสมัยสำคัญสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเรา คุณดิเรก ชัยนามก็ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลกับได้เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษในระหว่างนั้น กับเมื่อสงครามยุติแล้วด้วย ท่านจึงรู้เห็นเหตุการณ์โดยใกล้ชิดและมีหน้าที่เจรจาโดยตรงกับผู้แทนประเทศที่เกี่ยวข้องอยู่มาก
เรื่องที่เขียนนี้ ข้าพเจ้าได้ย่อลงเพื่อให้เข้ากับความมุ่งหมายของหนังสือ ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง จึงมิได้กล่าวทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ปฏิบัติไป

พระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม)
ที่มา : Histomatters
รับมอบหมายหน้าที่
วันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๗ (ค.ศ. ๑๙๔๔) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (นายปรีดี พนมยงค์) ให้ตามตัวข้าพเจ้าและหลวงสุขุมนัยประดิษฐ (ประดิษฐ์ สุขุม) ผู้เป็นน้องชายไปพบที่บ้านที่ท่าช้างวังหน้า ตอนกลางคืนราว ๒๑ น. เมื่อข้าพเจ้าไปพบแล้ว จึงทราบว่าท่านให้ตามตัวในฐานะ ท่านเป็นหัวหน้าขบวนการต่อต้านของไทย ท่านหัวหน้าขบวนการต่อต้านได้กล่าวว่า อยากจะให้เราทั้งสองช่วยท่านทำงานสำคัญของชาติ เราจะสมัครใจหรือไม่ ถ้าสมัครใจก็ขอให้ปฏิญาณตนว่าจะไม่บอกเรื่องต่าง ๆ ที่จะเข้าร่วมทำด้วยนี้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดรวมทั้งลูกเมียด้วย

หลวงสุขุมนัยประดิษฐ (ประดิษฐ์ สุขุม)
เมื่อเราทั้งสองตอบว่า เราสมัครใจและเมื่อได้ปฏิญาณตนแล้ว ท่านก็ได้เล่าให้เราฟังเรื่องงานของขบวนการใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และประสงค์จะให้เราเล็ดลอดเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และถามว่าเราสมัครไปหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะเล็ดลอดออกจากประเทศได้โดยวิธีใด ข้าพเจ้าก็ได้ตอบความสมัครใจโดยทันที หลวงสุขุมฯ ก็ได้ตอบเช่นเดียวกัน และเราก็ได้รับแจ้งว่าให้รอคำสั่งต่อไป
วันเสาร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) ท่านหัวหน้าขบวนการต่อต้านได้ตามตัวไปพบอีก และถามว่าข้าพเจ้าพร้อมที่จะออกเดินทางในวันมะรืนนี้ คือวันจันทร์ที่ ๒๑ นี้ ได้หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าพร้อมแล้ว ท่านหัวหน้าขบวนการต่อต้านจึงได้เปิดเผยวิธีการเดินทางโดยเราจะต้องเดินทางออกจากพระนครตอนกลางคืนไปคอยขึ้นเครื่องบินทะเลในอ่าวไทย ณ จุดหนึ่งซึ่งได้นัดหมายกันไว้แล้ว
หน้าที่หลักที่เราได้รับมอบหมายคือ การจัดทำให้ผ่อนหนักเป็นเบา เนื่องจากการกระทำของรัฐบาลไทยในระหว่างสงครามกับเตรียมการบรรเทาทุกข์และบูรณะประเทศหลังสงครามเราจะต้องไปหาวิถีทางนำข่าวและข้อเท็จจริงไปให้ชนชาวอเมริกันทราบและเข้าใจว่า จิตใจของคนไทยอยู่กับฝ่ายสัมพันธมิตร ในการที่ประเทศไทยได้ทำสัญญา ร่วมรบร่วมรุกกับญี่ปุ่น และได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา, บริเตนใหญ่ และออสเตรเลีย นั้น มิใช่เป็นมติมหาชน แต่เป็นการกระทำของบุคคลไม่กี่คนที่มีอำนาจควบคุมประเทศอยู่ นอกจากนั้นให้ไปติดต่อกับองค์การที่เกี่ยวกับการบรรเทาทุกข์ และบูรณะประเทศหลังสงคราม ในอันที่จะช่วยจัดส่งสิ่งของมาให้ประเทศไทยตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวในเมื่อสงครามเสร็จสิ้นไปแล้ว
ในโคลัมโบ แคนดี และนิวเดลฮี
เราได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนกลางคืนของวันจันทร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) โดยเรือยนต์เล็กขนาดยาว ๙ เมตร และได้เดินทางอยู่ ๒ วัน ๒ คืน จึงได้ไปขึ้นเครื่องบินทะเลซึ่ง โอ.เอส.เอส. (Office of strategic Services) ของสหรัฐอเมริกาได้ส่งมารับในอ่าวไทย เมื่อถึงเมืองมาดราสในประเทศอินเดีย และค้างคืนหนึ่งคืนจึงได้เดินทางต่อไปยัง เมืองโคลัมโบ ในเกาะลังกา ต่อจากนั้นก็ได้เดินทางไปเมืองแคนดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารสูงสุดภาคเอเซียอาคเนย์ของสัมพันธมิตร มี พลเรือเอก ลอร์ดหลุยส์เมานท์แบตเตน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ เมืองนี้ คงเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ โอ.เอส.เอส. โดยมี พันเอก คอฟลิน เป็นผู้บัญชาการ

หน่วยข่าวกรอง OSS (Office of strategic Services)
ที่มา : Wikipedia
ใน ๒-๓ วัน ที่อยู่ในเมืองแคนดี ข้าพเจ้ามีกิจการที่ต้องปฏิบัติตลอดเวลา และได้พูดกับพันเอกคอฟลิน และนายทหารของโอ.เอส.เอส. กันหลายเรื่อง ในด้านของโอ.เอส.เอส. เป็นหน้าที่ขององค์การที่จะต้องสืบข่าวจากผู้ที่หนีออกมาจากประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในครอบครองของญี่ปุ่นเท่าที่ผู้นั้นจะให้ได้ สำหรับตัวข้าพเจ้าซึ่งเป็นข้าราชการชั้นสูง เขาก็หวังได้ข่าวทางสูง ฉะนั้นนอกจากข้อความต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าถูกซักถามแล้ว เมื่อมีเรื่องอื่นที่ยังไม่แจ่มแจ้งแก่เขา เขาก็ขอให้ข้าพเจ้าชี้แจงให้เป็นที่เข้าใจ
เช่น เขาให้ข้าพเจ้าดูประวัติลับของคนไทยที่เป็นคนสำคัญ ๆ ซึ่งเขาได้เรียบเรียงไว้ และขอให้ข้าพเจ้าแก้ไขเพิ่มเติมให้ตรงกับความจริง ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสทราบถึงฐานะของท่านเหล่านี้ในสายตาของรัฐบาลอเมริกัน และกองบัญชาการทหารอเมริกัน ทางฝ่ายข้าพเจ้าก็ได้ถามเขาเกี่ยวกับการดำเนินการสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร และได้เตือนให้เขารีบจัดส่งอาวุธให้ขบวนการต่อต้านของไทย ข้อความสำคัญที่พันเอกคอฟลินแจ้งให้ข้าพเจ้าฟัง และเป็นที่น่าสนใจ มีดังนี้
๑. เขากำลังวิตกและหนักใจ เกรงว่ากองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทยจะยึดอำนาจรัฐบาลไทยเร็วเกินไป อาจจะเป็น วันนี้ พรุ่งนี้ ถ้ายึดเร็วเกินไปฝ่ายสัมพันธมิตรจะช่วยไม่ทัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภาคเอเซียอาคเนย์ ลอร์ดหลุยส์ เมานท์แบตเตน พยายามจะเข้าประเทศไทยเร็วที่สุด แต่ต้องมีเวลาเตรียมการและรอเครื่องมือและอาวุธ
๒. รัฐบาลอเมริกันและอังกฤษ ได้รับรองว่า รู้ธ (นามแฝงของนายปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้าของชนชาวไทย
๓. ประเทศไทยเป็นเขตที่กองทัพอังกฤษจะยกเข้าโจมตี ไม่ใช่เป็นเขตในหน้าที่ของกองทัพอเมริกัน
๔. ถ้าประเทศไทยจะต้องเลือกทำให้ชาติหนึ่งชาติใดในระหว่าง ๓ ชาติ คือ อเมริกา อังกฤษ และจีน ขัดเคืองแล้ว เลือก อเมริกา ดีกว่า
๕. เขาอยากให้พลโทโดโนแวน หัวหน้าของโอ.เอส.เอส. พบกับรู้ธ โดยให้รู้ธบินไปย่างกุ้ง สำหรับนายพลโดโนแวนนั้น คงอยากเข้าไปพบรู้ธในเมืองไทย แต่ตามระเบียบของอเมริกัน ห้ามเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ขนาดนายพลโดโนแวน กระทำเช่นนั้น เพราะนายพลโดโนแวน รู้ความลับมากเกินไป เกรงจะถูกจับกุมตกเป็นเชลย
๖. ประเทศไทยอยู่ในเขตนอก (Outer Perimeter) ของเขตรบ ฉะนั้นจะขอสิ่งใด เช่น เครื่องมือและอาวุธยุทธภัณฑ์ไม่ได้ง่าย ทางวอชิงตัน ต้องการป้อนเครื่องมือเครื่องใช้ และอาวุธยุทธภัณฑ์ด้านแปซิฟิกก่อน เวลานี้เขาได้ขอเครื่องบินหนึ่งฝูงเพื่อใช้ส่งอาวุธให้เมืองไทยจะสำเร็จหรือไม่ เขาไม่ทราบ งานที่เขาทำนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากวอชิงตัน ถ้าไม่ได้ก็เป็นอันว่าไม่สำเร็จ
๗. การขนส่งป้อนเมืองจีน ยังต้องอาศัยทางอากาศมากกว่าทางบก เพราะรวดเร็วกว่าแต่อากาศเป็นศัตรูร้ายที่สุด ต้องบินข้ามภูเขาสูง นำแข็งจับปีกและเครื่องกลไกต่าง ๆ เดือนก่อนนี้ก็ตายไปหลายคน เครื่องบินลำหนึ่งบรรทุกได้ ๑๕,๐๐๐ ปอนด์ (๖,๘๑๘ กิโลกรัม)
๘. เวลานี้ อเมริกากำลังสร้างจรวด (Rocket) เมื่อแล้วเสร็จ เกาะญี่ปุ่นจะแหลกหมด อเมริกาตั้งงบประมาณไว้ ๑๕ พันล้านเหรียญ
๙. อเมริกาต้องการที่จะเผด็จศึกนี้ให้เสร็จเร็วที่สุด ไม่อยากให้ล่าช้า จึงรุกใหญ่ เพราะเห็นว่าสงครามเสร็จเร็ว จะเสียน้อยกว่าเสร็จช้า เขาบ่นถึงความล่าช้าในการรุกของอังกฤษในด้านนี้ เป็นต้น
๑๐. ตอนแรกเป็นห่วงกันว่า เมืองไทยจะเกิดมีผู้นำหลายคน แต่พอรู้ว่า รู้ธ และเบ็ตตี้ (นามแฝงของ พลต.อ. อดุลย์ อดุลยเดชจรัสซึ่งทางอเมริกาให้ไว้) ร่วมกันได้แล้ว ทำให้ทั้งอเมริกาและอังกฤษโล่งใจมาก
๑๑. ในเดือนตุลาคม โอ.เอส.เอส. จะไปตั้งกองบัญชาการที่ ย่างกุ้ง
การติดต่อกับเจ้าหน้าที่อื่น ๆ นั้น เขาถามข้าพเจ้าในเรื่องต่าง ๆ ตามวิธีขององค์การ เช่น โอ.เอส.เอส. เพื่อประกอบความรู้ในการปฏิบัติงานของกองทัพอเมริกัน ในระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่ที่แคนดี ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในภูมิประเทศต่าง ๆ ในเมืองไทย เมื่อโอ.เอส.เอสได้รับรายงานว่า เครื่องบินของเขาได้บินลาดตระเวนเห็นการเคลื่อนไหวบนทางหลวง หรือในหมู่บ้าน หรือป่าดง เขาก็ต้องถามข้าพเจ้าถึงลักษณะของภูมิประเทศเหล่านั้น
ในระหว่างที่อยู่ใน แคนดี ข้าพเจ้าได้ซ้อมความเข้าใจกับนายทหารเจ้าหน้าที่ขอมิให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดตามสถานที่ศาสนา พระราชวัง หรือเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือวัตถุโบราณ ซึ่งเขาตอบว่า เขาพยายามปฏิบัติอยู่เช่นนั้นแล้ว แต่เขารับว่าบางทีก็อาจพลาดไปได้บ้าง
ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางกลับเมืองโคลัมโบในวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ พฤษภาคม เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเมือง นิวเดลฮี ในประเทศอินเดีย และจากที่นั่นต่อไปยัง สหรัฐอเมริกา
ข้าพเจ้าถึง เมืองนิวเดลฮี ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ มิถุนายน โดยได้อยู่เตรียมตัว และรอการเดินทางในโคลัมโบเสีย ๗ วัน
กองทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ใน นิวเดลฮีส่วนมากเป็นหน่วยพลาธิการ (Service of Supplies) หน่วยขนส่งทางอากาศ (Air Transport Command) และหน่วยโอ.เอส.เอส. (ซึ่งข้าพเจ้าสังกัดอยู่ในขณะนั้น) มี พลโทซัลทัน (Sultan) เป็นผู้บัญชาการ แต่ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นิวเดลฮี พลโทซัลทันไม่อยู่ พลโทเมอร์ริล (Merril) รักษาการแทน ข้าพเจ้าจึงได้เข้าพบพลโทเมอร์ริล และพูดกันเรื่องส่งอาวุธให้ขบวนการต่อต้านของไทย ซึ่งพลโทเมอร์ริลแจ้งว่าเขาพร้อมแล้ว แต่ยังคอยอนุญาตจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดภาคเอเซียอาคเนย์
พลโทเมอร์ริล นี้ได้ทำชื่อเสียงไว้มาก ตอนที่นำทหารไปลงหลังแนวญี่ปุ่นในพม่าและคอยรบกวนตีญี่ปุ่นหลังแนว ทำให้กองทัพญี่ปุ่นลังเลใจ ห่วงหน้าห่วงหลัง และได้รับความเสียหายมาก หน่วยของ พลโทเมอร์ริล นี้ได้ชื่อว่า Merril's Merauders (หน่วยเที่ยวเผาผลาญของเมอร์ริล)
ข้าพเจ้าได้ออกจากนิวเดลฮี เมื่อวันพุธที่ ๑๓ มิถุนายน เพื่อเดินทางไป สหรัฐอเมริกา
ในสหรัฐอเมริกา การกระจายข่าวให้คนอเมริกันรู้เรื่องเมืองไทยกับสงคราม
เราได้เดินทางไป การาจี และบินต่อไปทางแอฟริกาเหนือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกถึงนิวยอร์คในวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) พักอยู่ใน นิวยอร์ค หนึ่งคืนแล้ว เลยเดินทางไป วอชิงตัน
ทุกคนที่รู้จัก สหรัฐอเมริกาและชนชาวอเมริกันดี ย่อมทราบว่านโยบายและการบริหารงานของรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงและมติมหาชน วิธีดำเนินงานของเราก็ต้องโฆษณาติดต่อให้ชนชาวอเมริกันทุกชั้นทุกอาชีพ ได้ทราบเรื่องเมืองไทยกับสงครามโลกนี้ และให้ มีความเห็นอกเห็นใจแก่พวกคนไทยที่มีจิตใจเป็นมิตรกับอเมริกา แต่ได้ถูกชักจูงไปร่วมรบร่วมรุกกับญี่ปุ่น การพบปะสนทนากับคนอเมริกันหลายคนได้ปรากฏเป็นที่ชัดแจ้งว่า คนอเมริกัน ไม่รู้เรื่องเมืองไทยกับสงครามโลกครั้งที่สองนี้เลย นอกจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เราเห็นว่าการติดต่อและเข้าพบกับสมาชิกรัฐสภาบางคน (Congress) ย่อมมีความจำเป็นและสำคัญยิ่งแต่ต้องหาผู้นำ
ทางข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ มีเพื่อนอเมริกันหลายคน เราเห็นว่านายเฮอร์แมน เอฟ. โซลทส์ (Herman F. Scholtz) ค้าขายอยู่ในเมืองไทยและกว้างขวางกับคนอเมริกันที่มีอิทธิพล พอที่จะนำเราตามวัตถุประสงค์ได้ นายโซลทส์ เป็นเพื่อนเก่าแก่สนิทสนมกับข้าพเจ้าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ (ค.ศ. ๑๙๒๓) ปีที่เขาและข้าพเจ้ามาถึงเมืองไทยเขามาเป็นนายช่างรับเหมาก่อสร้างทางรถไฟอรัญญประเทศและข้าพเจ้ากลับจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (ภายหลังเขาได้จัดตั้งบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลอินยิเนียริ่ง) ตอนที่ญี่ปุ่นเข้าเมืองไทย เขาอยู่ในกรุงเทพฯ และถูกจับไปกักขังไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมกับพวกเชลยพลเรือน เมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนเชลย เขาได้กลับไปอเมริกาและได้เข้าทำงานในโอ.เอส.เอส. และได้ถูกส่งมาประจำการอยู่ใน อินเดีย จนเขาลาออกและกลับไปอยู่อเมริกา เมื่อข้าพเจ้าได้ปรารภความประสงค์ของเราแก่ นายโชลทส์เขาก็รับจะจัดการให้
ดังที่ได้นัดไว้ตอนเช้าวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) นายโชลทส์ได้พาข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ไปหานายเอมเมท โอนีล (Emmet O'Neil) ที่ตึกสำนักงานใหม่ของสภาผู้แทน นายเอมเมท โอนีลเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนอเมริกัน (House of Representatives) โดยเป็นผู้แทนราษฎร เคนทัคคี (Kentucky) และอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทน ฉะนั้นนอกจากมีเสียงในสภาแล้ว ยังรู้จักคนกว้างขวาง นายโซลทส์กับนายโอนีลเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะมาจากรัฐเดียวกันคือรัฐเคนทัคคี
เมื่อได้แนะนำให้รู้จักกันและสนทนากันเล็กน้อยเพื่ออัธยาศัยไมตรี แล้วนายโซลท์ ก็ได้เล่าเหตุการณ์ตามที่ได้ฟังจากเราบ้าง ที่เขาทราบเองบ้าง โดยถือแนวข้อความตามที่เราได้เตรียมไว้ แนวข้อความของเรา ก็คือ คนไทยเกือบทั้งประเทศไม่ต้องการเข้าข้างญี่ปุ่นเพื่อรบฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ได้ถูกนำโดยผู้มีอำนาจไม่กี่คนให้กลายเป็นประเทศที่ร่วมรบร่วมรุกกับประเทศญี่ปุ่น ผลก็คือ ได้เกิดมีขบวนการต่อต้านใต้ดินขึ้นและขบวนการต่อต้านมีกำลังใหญ่โตขึ้นตามลำดับ จนบัดนี้ พร้อมที่จะลุกขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองไทยเมื่อถึงเวลาาได้อาวุธยุทธภัณฑ์จากอเมริกัน ทั้งได้เล่าให้นายโอนีล ฟังถึงสถานการณ์ของประเทศไทยก่อนสงครามในแง่การเมืองและในแง่เศรษฐกิจ ทั้งสองทางนี้เราอยู่ในความครอบงำของอังกฤษ เรามีวัตถุดิบหลายอย่างที่อเมริกาต้องการ เช่น ยาง ดีบุก วุลแฟรม และไม้สัก เรามีความประสงค์จะให้สมาชิกรัฐสภาอเมริกันทราบเรื่องเมืองไทยไว้บ้าง เพื่อป้องกันการหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อของบุคคลบางจำพวก

เอ็มเม็ต โอนีล (Emmet O'Neil) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐเคนตักกี้ และเอกอัครราชทูตประจำประเทศฟิลิปปินส์
ที่มา : Wikipedia
นายโอนีลรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก และมีความเห็นว่า สมาชิกรัฐสภาอเมริกันไม่มีความรู้เรื่องเมืองไทยจริง ควรให้เราได้พบและเล่าเรื่องให้พวกสมาชิกสภาสูง (Senators) และสมาชิกสภาผู้แทนฟังหลาย ๆ คน นายโอนีลจึงตกลงจะนัดท่านเหล่านั้นรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องรับประทานอาหารของรัฐสภา ในวันนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดยความพากเพียรและโดยการรู้จักคนกว้างขวาง เราได้ย่างเข้าติดต่อในวงการเมืองอันสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เมื่อเราอาจพูดชี้แจงโดยตรงต่อสมาชิกรัฐสภาอเมริกันเช่นนี้ เราอาจคลี่คลายความเข้าใจผิดและป้อนข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของเราเข้าไปได้โดยสะดวก ท่านผู้อ่านส่วนมากคงทราบถึงอำนาจของรัฐสภาอเมริกัน ซึ่งนอกจากเป็นปากเสียงของราษฎรทั่วไปแล้ว ยังมีอำนาจควบคุมรัฐบาลอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ตอนกลางวัน เราทั้งสามคือ ข้าพเจ้า นายโซลทส์ และหลวงสุขุมฯ ได้ไปพบกับนายโอนีลตามนัด และได้ไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันในห้องรับประทานอาหารของรัฐสภาในระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน เราได้สนทนากับสมาชิกรัฐสภาหลายคน นายโอนีลได้แจ้งให้เราทราบว่า เขาได้ไปพบกับนายซอล บลูม (Sol Bloom) ประธานกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาผู้แทนแล้ว นายซอล บลูมได้ตกลงจะเรียกประชุมกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Foreign Affairs Committee of the House of Representatives) เป็นพิเศษในวันพรุ่งนี้ (วันที่ ๑๒ กรกฎาคม) เวลา ๑๑.๐๐ น. เพื่อให้เราได้แถลงเรื่องเมืองไทยให้ที่ประชุมฟังและจะได้ถือเป็นการประชุมลับ
เราทั้งสามคนตกตะลึง เมื่อได้ฟังคำของนายโอนีล เพราะเรื่องมันได้ดำเนินไปเกินกว่าที่เราได้คาดหมายไว้ และเราก็มิได้เตรียมตัวที่จะไปแถลงในที่ประชุมกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเวลาอันกระชั้นชิด คือ ในวันรุ่งขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เราเห็นว่าเราได้มีโอกาสเข้าถึงกรรมาธิการของรัฐสภาแล้ว ซึ่งผลอาจจะเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ประเทศไทย เมื่อกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทราบเรื่องของเราแล้ว ศัตรูของประเทศไทยจะไปเที่ยวพูดหลอกลวงรัฐสภาอเมริกันไม่ได้ เวลานั้นมีคนบางคนได้พูดประณามประเทศไทยนอกจากนั้น จะเป็นการสะดวกและง่ายขึ้นสำหรับรัฐบาลอเมริกัน จะได้บริหารงานตามนโยบาย ซึ่งรัฐบาลอเมริกันอาจจะดำเนินกับประเทศไทย
เมื่อเราได้รับประทานอาหารกลางวัน แล้วเราได้ไปหาท่านราชทูต (ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช) เพื่อให้ได้รับทราบเรื่อง ทั้งเพื่อขอทราบความเห็นของท่านว่า ท่านจะมีข้อความเพิ่มเติมอย่างไรอีกบ้าง สำหรับแถลงในที่ประชุมกรรมาธิการท่านราชทูตมีความเห็นว่า การที่เราได้มีโอกาสเข้าไปแถลงในกรรมาธิการของสภาผู้แทนอเมริกันเช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่องานของเรามาก
วันรุ่งขึ้น คือวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๘๘ (ค.ศ. ๑๙๔๕) ข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ได้ไปพบกับนายโชลทส์ที่สภาผู้แทน (House of Representatives) เวลา ๑๐.๔๕ น. เพื่อเข้าแถลงในที่ประชุมของกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนัดไว้เวลา ๑๑.๐๐ น.
ในการประชุมกรรมาธิการดังกล่าว นายซอล บลูม นั่งเป็นประธาน และมีกรรมาธิการเข้าประชุม ๒๐ คน เมื่อประธานได้เปิดการประชุมแล้ว นายโอนีลได้ลุกขึ้นแนะนำนายโซลทส์ โดยกล่าวว่า นายโชลทส์เป็นเพื่อนสนิทของเขา และได้อยู่ในเมืองไทยถึง ๒๐ ปี รวมทั้งตอนนี่ปุ่นเข้าเมืองไทยแล้วด้วย และได้ถูกคุมชังอยู่ในค่ายเชลยจนถึงเวลาแลกเปลี่ยนเชลย ฉะนั้น นายโชลทส์ รู้จักคนไทยเมืองไทยและเหตุการณ์ดี
นายโซลทส์ได้แถลงเรื่องต่อไปโดยได้กล่าวว่า เขาอยู่เมืองไทย ๒๐ ปีกว่า เดิมเป็นนายช่างก่อสร้างทางรถไฟ และภายหลังได้เปิดการค้าโดยตั้งบริษัทสั่งและส่งสินค้า เขารู้จักคนไทยดีและเห็นว่าคนไทยมีนิสัยดี ชอบคนอเมริกันเพราะคนอเมริกันไม่เคยไปรบกวนคนไทยในทางการเมือง นอกจากไปทำประโยชน์ให้ เช่น ตั้งโรงเรียน และโรงพยาบาลในบริษัทของเขามีคนไทยทำงานอยู่ถึง ๑๐๐ คน ซื่อสัตย์สุจริตต่อเขา ส่วนเขาเองก็ให้ความเป็นธรรมต่อคนไทยเหล่านั้น เขาได้รับการต้อนรับจากคนไทยในขณะอยู่เมืองไทยตลอด ๒๐ ปีเป็นอย่างดีมื่อเขาออกจากเมืองไทยแล้ว เขาได้สมัครเป็นทหารและได้ทำงานเกี่ยวกับเมืองไทยในประเทศอินเดีย บัดนี้ เขาได้ลาออกจากการทหารแล้วและได้ไปซื้อไร่อยู่ในเวอจิเนีย เมื่อคนไทยได้แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงามต่อเขา เขาก็ใคร่จะตอบแทนโดยแถลงให้กรรมาธิการทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ในขณะที่เขาอยู่ที่นั่น และได้พาเพื่อนคนไทย ๒ คนที่อยู่ในคณะกู้ชาติ และเพิ่งออกจากเมืองไทย เมื่อสองดือนเศษนี้มาให้คณะกรรมาธิการรู้จักและเล่าเรื่องบางอย่างให้ฟังด้วย
นายโซลทส์ได้กล่าวต่อไปว่า
"ก่อนสงคราม ๔-๕ ปี ญี่ปุ่นได้ส่งแนวที่ห้าเข้าไปในเมืองไทยและปลุกปั่นคนไทยโดยใช้เงินหว่าน ต่อมาก็ปลุกปั่นให้คนไทยเรียกร้องดินแดนในอินโดจีนคืน ได้มีการจ้างบุคคลให้เดินขบวน ซึ่งคนขับรถยนต์ของเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างเข้าร่วมด้วยการยุยงส่งเสริมให้คนไทยเรียกร้องดินแดนคืนนี้ ญี่ปุ่นได้ปลุกจิตใจของคนไทยถูก เพราะเรื่องดินแดนนี้ คนไทยจดจำอยู่ในหัวอกมานานหลายปีแล้ว เนื่องจากเคยเป็นดินแดนเดิมของไทย และฝรั่งเศสได้แย่งไปโดยใช้กำลัง ประเทศไทยเคยถูกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสแบ่งแยกดินแดนไปเสียมาก แต่อังกฤษใช้วิธีการเจรจาส่วนฝรั่งเศสใช้กำลัง ผลของการปลุกปั่นจึงได้มีการรบกันเล็กน้อย ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ครั้นเมื่อรบกันแล้วไม่นาน ญี่ปุ่นซึ่งได้วางแผนการเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ก็ตั้งตัวเป็นอนุญาโตตุลาการ ตัดสินให้ดินแดนบางส่วนคืนมาให้ประเทศไทย เมื่อญี่ปุ่นยกทหารเข้าอินโดจีนย่อมเป็นที่ทราบกันว่าจะยกเข้าเมืองไทยต่อไป สภาผู้แทนราษฎรของไทย จึงได้ลงมติให้ขวางการรุกรานของศัตรูก่อนเวลานั้นไม่นานนักเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่อเมริกามีผู้แทนในประเทศไทย (หมายถึงราชทูตอเมริกัน) ที่ไม่ถูกกับรัฐบาลไทยและคนไทย ไทยจึงหันเข้าหาความช่วยเหลือจากอเมริกาไม่ได้ "

เฮอร์แมน เอฟ. โซลทส์ (Herman F. Scholtz)
ที่มา : University of Kentucky
กรรมาธิการคนหนึ่งถามว่า ใครเป็นผู้แทนอเมริกา นายโซลทส์ ตอบว่า นายกร้าน (Grant) ตัวเขาเองได้ช่วยติดต่อระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย และราชทูตอังกฤษในทางส่วนตัว กระทรวงการต่างประเทศไทยได้บอกกับเขาว่า ไทยจะขัดขวางการรุกราน แต่ขออาวุธยุทธภัณฑ์จากอังกฤษ ซึ่งเขาก็ได้แจ้งข้อนี้ต่ออังกฤษ อังกฤษไม่ได้ตอบรับรองประการใด ก็พอดีญี่ปุ่นยกทหารเข้าเมืองไทย ในวันเดียวกับที่ญี่ปุ่นบุกรุกเพิลฮาเบอร์ (Pearl Harbour) โดยยกทหารขึ้นบกหลายแห่งใกล้กรุงเทพฯ และในปักษ์ใต้ ซึ่งแสดงว่าญี่ปุ่นได้เตรียมการไว้นานแล้ว ในตอนต้นทหารและตำรวจไทยได้สู้รบขัดขวาง แต่ภายหลัง นายกรัฐมนตรี พิบูลสงคราม ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ได้สั่งให้หยุดการขัดขวางตามความเห็นส่วนตัวของเขา ถ้าไทยสู้รบต่อไปก็คงถูกทำลายเสียหายยับเยิน เพราะมีอาวุธยุทธภัณฑ์น้อยและล้าสมัย
เมื่อญี่ปุ่นเข้าเมืองไทยแล้ว พวกคนอังกฤษและอเมริกันถูกจับหมด แต่พวกเขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากคนไทยเพราะทหารไทยคุมค่ายอยู่ภายใน ญี่ปุ่นอยู่ภายนอก พวกเขาได้มีโอกาสทำงานใต้ดิน มีการนั่งฟังข่าววิทยุและจดแจกให้อ่านกัน และเมื่ออ่านแล้วก็ฉีกเสีย คนไทยที่เคยทำงานด้วยกันหรือเพื่อนฝูงก็ได้ส่งข้าวของให้ เนื่องจากคนไทยไม่ชอบญี่ปุ่น จึงเกิดมีขบวนใต้ดินขึ้นในเมืองไทย และได้ส่งผู้แทนครั้งแรกในค.ศ. ๑๙๔๒ เพื่อติดต่อกับสัมพันธมิตร แต่ได้สูญหายเสียในป่าในพม่า ผู้แทนชุดที่สองที่ขบวนใต้ดินได้ส่งไป ได้เดินทางถึงเมืองจีน แต่ถูกจีนเก็บตัวไว้ และถึงแก่กรรมเสียที่นั่น ต่อมาถึงชุดที่ ๓ จึงทำการติดต่อกันได้
เมื่อเขาได้ออกจากเมืองไทยแล้ว เขาก็ได้ช่วยทำงานในอินเดียเพื่อการติดต่อนี้ เวลานี้ขบวนการต่อต้านของไทยขาดอาวุธ นายพล เมอร์ริลซึ่งอยู่ในอินเดีย พร้อมที่จะส่งให้แต่ต้องรออนุญาตจาก พลเรือเอก ลอร์ด หลุยส์ เมานท์แบตเตน และก็ยังคงรออยู่ (คำแถลงตอนนี้เอาตามที่ นายพลเมอร์ริลได้บอกข้าพเจ้าที่เมืองนิวเดลฮี) ตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมที่เมืองควีเบค ในประเทศคานาดา ภาคอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในเขตการรบภายใต้บังคับบัญชาของ พลเรือเอกลอร์ด หลุยส์เมานท์แบตเตน
กรรมาธิการคนหนึ่งได้ถามขึ้นว่า เหตุใดอังกฤษจึงยังไม่อนุญาตให้ส่งอาวุธ? นายโชลทส์ได้ตอบว่า "เพราะอังกฤษไม่อยากจะสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ โดยที่อังกฤษอยากจะรบเสียเอง นอกจากนั้น" ก็เพื่อเหตุผลในทางยุทธศาสตร์
นายโชลทส์ได้กล่าวต่อไปว่า "บริษัทของเขาเป็นบริษัทค้าขายอเมริกันบริษัทเดียวในประเทศไทย นอกนั้นส่วนมากเป็นของอังกฤษและชาติอื่น ๆ เมืองไทยมีดีบุกยาง และไม้สักมาก" เขาเห็นว่าอังกฤษประสงค์จะควบคุมเมืองไทย โดยส่งที่ปรึกษาไปประจำตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
กรรมาธิการคนหนึ่งได้ถามขึ้นว่า ควบคุมได้อย่างไร? นายโซลทส์ ตอบว่า "เขาอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานานหลายปี เขารู้วิธีการที่จะให้ที่ปรึกษาควบคุมกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ"
ต่อจากนั้น ประธานกรรมาธิการได้ขอให้ข้าพเจ้าแถลง ข้าพเจ้าได้เริ่มกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจะขอแถลงเพิ่มเติมคำแถลงของ นายโชลทส์และข้าพเจ้าได้กล่าวต่อไปว่า เมื่อญี่ปุ่นได้ยกทหารเข้าอินโดจีนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๑ ความไม่ไว้วางใจได้เกิดขึ้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๙๕๒ สภาผู้แทนราษฎรจึงได้ออกพระราชบัญญัติบังคับให้คนไทยต่อสู้ หากมีการรุกรานประเทศไทย โดยมีบทกำหนดโทษจากจำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต และถ้าจะต่อสู้การรุกรานไม่ได้ ก็ให้ทำลายสิ่งต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ข้าศึก คนไทยได้ถือกฎหมายฉบับนี้เป็นหลักปฏิบัติการ "
"ฉะนั้น เมื่อญี่ปุ่นยกทหารเข้าเมืองไทย จึงได้มีการต่อสู้ ญี่ปุ่นได้ฆ่าคนไทยตายหลายคน และเราก็ได้ฆ่าญี่ปุ่นตายหลายคนเช่นกัน แต่ภายใน ๒-๓ วัน นายรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้หยุดการขัดขวาง ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกหลายคนได้แสดงว่าไม่เห็นชอบด้วย สมาชิกบางคนถึงกับร้องไห้ และบางคนได้กล่าวขึ้นว่า ชาติไทยได้เสียเกียรติเสียแล้ว เมื่อรัฐบาลได้ประกาศสงครามกับอเมริกาและบริเตนใหญ่ ก็ได้ประกาศไปก่อนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ได้ลงนามทุกคน ตั้งแต่นั้นมา ขบวนไทยใต้ดินก็ได้เกิดขึ้นเป็นหน่วยย่อม ๆ โดยต่างฝ่ายต่างไม่รู้กัน ในที่สุด ขบวนใต้ดินได้รวมกันเป็นปึกแผ่นดังที่เป็นอยู่เวลานี้ "
กรรมาธิการคนหนึ่งได้ถามข้าพเจ้าว่า มีคนไทยมากน้อยเท่าไรที่ไม่ชอบญี่ปุ่น ข้าพเจ้าตอบว่า เกือบจะว่าทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้แถลงต่อไปว่า
บัดนี้ขบวนใต้ดินเป็นองค์การใหญ่พอที่จะลงมือทำการได้ มีหน่วยต่าง ๆ อยู่แทบทั่วราชอาณาจักรแต่ยังขาดอาวุธยุทธภัณฑ์ ซึ่งเราต้องการความช่วยเหลือจากอเมริกา เราอยากจะช่วยรบไล่ญี่ปุ่นออกจากเมืองไทย เพื่อกู้เอกราชของประเทศไทย
นอกจากนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวต่อไปว่า
"เราต้องการความช่วยเหลือจากอเมริกาสำหรับบรรเทาทุกข์และบูรณะประเทศ ภายหลังสงคราม โดยต้องการซื้อเครื่องจักร เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อการนี้ "
กรรมาธิการคนหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า ภายหลังสงคราม อเมริกาและอังกฤษ จะเข้าไปทำการค้าขายโดยเสรีได้หรือไม่ ข้าพเจ้าตอบว่า ไปทำการค้าขายได้โดยเสรีอย่างแน่นอน เราต้องการจะเปิดความ เจริญให้แก่ประเทศ ฉะนั้น ยินดีจะเห็นทุนต่างประเทศและคนต่างประเทศไปทำการค้าขาย
กรรมาธิการคนหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามาในนามของใคร ข้าพเจ้าตอบว่า
มาในนามของประชาชนชาวไทย
กรรมาธิการคนนี้ได้พูดต่อไปว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ประเทศไทยได้ประกาศสงครามกับอเมริกา แล้วมีคนไทยมาขอความช่วยเหลือจากอเมริกา ในคณะกรรมาธิการนี้ นายโอนีล ได้ขอให้ข้าพเจ้าเล่าถึงความอดอยากของนักเรียนไทยที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า
"ประเทศไทยส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาต่าง ๆ ในประเทศต่าง ๆ เช่นอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่นนักเรียนไทยที่พึ่งกลับจากญี่ปุ่นเล่าว่า ในญี่ปุ่นกำลังอดอยากอาหาร วันหนึ่ง ๆ มีข้าวรับประทานเพียงชามเดียวและกับข้าวก็มีเพียงถั่วเหลือง ยิ่งฝ่ายสัมพันธมิตรไปทิ้งลูกระเบิดมากขึ้นเช่นทุกวันนี้ ความอดอยากคงจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นแน่ "
กรรมาธิการคนหนึ่งถามว่าคนญี่ปุ่นบ่นถึงความอดอยากอาหารหรือเปล่า ข้าพเจ้าตอบว่า บ่น
เนื่องจากหมดเวลาการประชุม คณะกรรมาธิการจึงได้ปิดการประชุมและได้มีกรรมาธิการหลายคนมาจับมือนายโชลทส์ข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ โดยได้แสดงความพอใจในเรื่องราวที่เราได้แถลงให้ฟัง ข้าพเจ้าได้สังเกตว่า ในขณะการแถลงของนายโซลทส์ และข้าพเจ้า กรรมาธิการทุกคนได้นั่งฟังอย่างสนใจที่สุด
ข้าพเจ้าได้มาคิดดูอีกทีหนึ่ง ภายหลังที่ได้ไปนั่งประชุมกับคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาผู้แทนอเมริกัน โดยได้ไปรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมของที่ประชุมว่าน้ำหนักของคำพูดของเราต้องมีมาก เพราะกรรมาธิการได้ฟังคำพูดจากปากของคนกรรมาธิการได้ฟังคำพูดจากปากของคนอเมริกันที่รู้จักเมืองไทยดี และได้รู้เห็นเหตุการณ์ตอนต้นกับจากปากคำของคนไทยที่อยู่ในขบวนการต่อต้านและพึ่งออกไปจากเมืองไทย ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ข้าพเจ้าเป็นคนไทยคนแรกที่ได้มีโอกาสเข้าแถลงในคณะกรรมาธิการนี้ และอาจจะเป็นคนไทยคนสุดท้ายก็ได้
เราได้ออกจากห้องประชุมกรรมาธิการเวลา ๑๒.๓๐ น. และได้ไปรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องรับประทานอาหารของสภาผู้แทนโดยมีกรรมาธิการบางคนขอมานั่งรับประทานกับเราเพื่อสนทนาต่อไป
ในระหว่างที่อยู่ในวอชิงตัน ข้าพเจ้าได้มีความสนิทสนมกับ นายโอนีล และครอบครัว เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยแล้วก็ยังได้มีจดหมายติดต่อกัน ตอนหลัง นายโอนีลได้รับแต่งตั้งป็นผู้สำเร็จราชการในประเทศฟิลิปปินส์ก่อนประเทศนั้นได้รับเอกราช
ข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ได้ไปหาพันเอกฮัทเชสัน หัวหน้าฝ่ายสืบข่าวลับของโอ.เอส.เอส. ตามที่เขาได้นัดไว้ เมื่อถึงที่นั่นแล้วเขาจึงได้บอกเราว่า กระทรวงกลาโหมอเมริกันต้องการจะขอสัมภาษณ์เรา ในเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองไทยที่กระทรวงกลาโหมในบ่ายวันนั้นเวลา ๑๕.๐๐ น. และกระทรวงทหารเรือจะส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย ข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ในเรื่องสำคัญเช่นนี้พันเอกฮัทเชสัน มิได้บอกให้เรารู้ล่วงหน้า จะเป็นด้วยเขาประสงค์จะรักษาไว้เป็นความลับหรือเขาเห็นในความสามารถของเราทั้งสองที่จะให้สัมภาษณ์เป็นกลอนสดได้ ข้าพเจ้าก็ทายไม่ออก
แต่อย่างไรก็ดีพันเอกฮัทเชสันได้นัดกับเจ้าหน้าที่กระทรวงกลางโหมไว้เวลา ๑๕.๐๐ น.อย่างแน่นอนแล้ว เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เป็นแต่เพียงตกลงกันว่า ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์และหลวงสุขุมฯ จะเป็นผู้ช่วยเรา คือพันเอกฮัทเชสัน นายกาเด็น (เจ้าหน้าที่ในกองอาเซียตะวันออกเฉียงใต้) หลวงสุขุมฯ และข้าพเจ้าได้ไปถึงกระทรวงกลาโหมอเมริกัน (Pentagon) เวลา ๑๔.๔๕ น.
เวลา ๑๕.๐๐ น. เราได้รับเชิญเข้าห้องที่จะต้องถูกสัมภาษณ์ ห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่มีขนาดราว ๒๐ เมตร สี่เหลี่ยม และด้านหนึ่งมีเวที เข้าใจว่าคงใช้เป็นห้องปาฐกถา ที่ผนังด้านเวทีมีแผนที่ขนาดใหญ่หลายแผ่นแขวนอยู่พันเอกฮัทเชสันได้นำเราขึ้นไปนั่งเรียงแถวบนเวที คือ พันเอกฮัทเชสัน ข้าพเจ้า และหลวงสุขุมฯ ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชั้นผู้น้อย และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นพลเรือนทั้งหญิงและชายรวมประมาณ ๔๐ คน ได้นั่งคอยเราอยู่แล้ว ท่านเหล่านี้เป็นเจ้าหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ ของสามกองทัพ คือ กองทัพบก เรือ และอากาศเมื่อข้าพเจ้าเห็นผู้ที่จะสัมภาษณ์ข้าพเจ้าส่วนมากเป็นนายทหาร
ฉะนั้น ก่อนที่พันเอกฮัทเชสัน จะได้ลุกขึ้นแนะนำข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ข้าพเจ้าได้กระชิบพันเอกฮัทเชสันให้กล่าวเสียด้วยว่า
"เราไม่ใช่ทหาร เรารู้เรื่องการทหารเท่าที่พลเรือนเช่นเราจะรู้เท่านั้น"
ผู้แทนกองทัพทั้งสามถามเรื่องร้อยแปดมากมายหลายแขนง เมื่อแยกหัวข้อออกแล้วก็คงเข้าในประเภทการเมือง การทหาร และการเศรษฐกิจ ตัวอย่างคำถามของผู้แทนสามกองทัพ ซึ่งแสดงความละเอียดลออของฝ่ายอเมริกันในการสอดส่องการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นมี เช่น เรือไม้ที่ญี่ปุ่นสร้างและจอดอยู่มากมายหลายลำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีกี่ลำ สร้างด้วยไม้อะไร
มีคำถามบางเรื่องที่เขาถามล่วงเข้ามาในความลับของขบวนใต้ดินไทย ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ตอบเลี่ยงเสีย เช่น เขาถามว่าใครเป็นหัวหน้าขบวนใต้ดินไทย เป็นต้น ส่วนมากของคำถาม ข้าพเจ้าตอบได้ คำถามใดที่ข้าพเจ้าตอบไม่ได้หรือไม่ควรตอบ ข้าพเจ้าก็ตอบเลี่ยงเสีย เราได้ถูกซักถามอยู่ประมาณ ๔๕ นาที จึงได้เลิกการประชุมนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเหนื่อยมาก เพราะในเวลา ๔๕ นาทีนี้ หัวของข้าพเจ้าหัวเดียวต้องตอบสนองความคิดอ่านที่เขาได้เตรียมมาแล้วจากผู้ชำนาญการของสามทัพอเมริกันถึง ๔๐ หัวโดยไม่มีการพักผ่อนและโดยกลอนสดทั้งสิ้นท่านผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ล้วนแต่พกโน้ตขนาดใหญ่มาทุกท่าน ส่วนตัวข้าพเจ้าเองขึ้นไปนั่งบนเวทีมือเปล่า การถามก็ถามกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง เช่น กระโดดจากเรื่องการเมืองไปเรื่องการทหาร แล้วก็กระโดดกลับมารื่องการเมืองอีก แล้วแต่ใครจะมีโอกาสเข้าถาม และทุกคนคอยยกมือขอถามอยู่ตลอดเวลาเพราะทุกคนพกคำถามมาคนละหลายข้อ
ภายหลังที่ข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ได้ถึงวอชิงตันไม่นานนัก ท่านราชทูต (ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช) ได้พาเราทั้งสองไปพบนายมอฟแฟทท์ (Motfatt) ผู้อำนวยการแห่งตะวันออกเฉียงใต้ภาคเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน เพื่อแนะนำให้รู้จักกัน ข้าพเจ้าสังเกตว่า นายมอฟแฟทท์ มีความหวังดีต่อประเทศไทย และตั้งใจช่วยเหลือ ในระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่ในวอชิงตัน ข้าพเจ้าได้ติดต่อกับนายมอฟแฟทท์ ตลอดเวลา มีเรื่องอะไรที่จะพูดก็ถือวิสาสะไปหาเขา และเขาก็พยายามสนองความประสงค์ของข้าพเจ้าเสมอไป และเขาก็ถือวิสาสะกับข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน
เป็นอันว่า ทางฝ่ายรัฐบาลอเมริกันทราบเรื่องข้าพเจ้าและหลวงสุขุมฯ ผู้แทนขบวนการต่อต้านไทย ซึ่งเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ได้ติดต่อกับเราตามแต่จะมีเรื่องเกิดขึ้น
หมายเหตุ :
- เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่ จาก "เสรีไทยบนอีกเวทีหนึ่ง การปฏิบัติงาน ในระหว่างและหลังสงคราม ใน แคนดี ใน นิวเดลฮี และใน สหรัฐอเมริกา ของ พระพิศาลสุขุมวิท" โดยกองบรรณาธิการ
- คงอักขระตัวอักษรตามต้นฉบับ
- คงเลขไทยไว้ตามต้นฉบับ
- เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ