ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

อนาคตการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569 ตอนที่ 1 : ฉากสมมติรัฐบาลภูมิใจไทย

29
มกราคม
2569

ความต่อเนื่องของระบบเก่า

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นี้ พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดอีกครั้ง จากข้อมูล Rocket Media Lab พบว่าพรรคภูมิใจไทยได้ดึงดูดนักการเมืองจาก "บ้านใหญ่" หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นจากหลายจังหวัดมารวมตัวกันอย่างเป็นประวัติการณ์ มีอดีต ส.ส. จาก 8 พรรคย้ายมาสมทบรวม 64 คน บวกกับของเดิม 70 คน ทำให้มีกำลังทั้งหมด 134 เสียง กลายเป็นพรรคที่มีฐานเสียงมั่นคงที่สุด นอกจากนี้ ภูมิใจไทยยังมีจุดแข็งสำคัญคือ ความต่อเนื่องของทีมบริหารที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ชำนาญด้านการคลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มีประสบการณ์บริหาร CEO

แต่ภาพที่สวยงามนี้มีด้านมืดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การรวมตัวของ "บ้านใหญ่" นี้ไม่ใช่การรวมตัวเพื่ออุดมการณ์ แต่เป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง ที่นักการเมืองท้องถิ่นมองเห็นว่าภูมิใจไทยกำลังมีอำนาจ จึงย้ายมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าการมาเพื่อพัฒนาประเทศเศรษฐกิจ

โครงการในนโยบายจำนวนมากกลายเป็นช่องทางของ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ จากทฤษฎีของ Anne Krueger นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล การที่รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดผ่านโครงการต่าง ๆ มักสร้างโอกาสให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ โดยกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับอำนาจจะได้รับสัมปทานหรือสิทธิพิเศษ แทนที่จะเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม ประสบการณ์จากโครงการที่อาจเกิดการเอาเปรียบระบบ และการให้ประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับอำนาจ นี่คือต้นทุนที่มองไม่เห็น (Hidden Cost) ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

นโยบายการลงทุนระยะกลาง  เป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนของรัฐเป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี เป็นการขยายบทบาทรัฐอย่างมีนัยสำคัญ แต่คำถามสำคัญคือ การลงทุนนี้จะไปที่ใด? และใครจะเป็นผู้รับประโยชน์? โครงการลงทุนขนาดใหญ่มักกลายเป็นเครื่องมือในการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองและนักธุรกิจที่สนับสนุนพรรค มากกว่าการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สัญญาณเตือนคือ การที่ภูมิใจไทยดึง "บ้านใหญ่" จากทั่วประเทศมารวมกัน นักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้ต้องการอะไรเป็นการตอบแทน? คำตอบที่ชัดเจนคือ สัมปทานและโครงการในพื้นที่ การเพิ่มงบลงทุนของรัฐเป็น 30% ของ GDP โดยไม่มีกลไกตรวจสอบที่แข็งแกร่ง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์มหาศาล

จุดที่น่ากังวลที่สุดของรัฐบาลภูมิใจไทยคือ ความสัมพันธ์กับ Deep State (รัฐพันลึก) ซึ่งหมายถึงเครือข่ายอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการบริหารประเทศ รวมถึงข้าราชการระดับสูง กลุ่มทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) และสถาบันต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาสภาพที่เป็นอยู่

 

ที่มา : tvpoolonline

 

การที่ภูมิใจไทยไม่กล้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ไม่กล้าแตะระบบราชการที่ล้าสมัย ไม่กล้าลดบทบาทของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นเพราะรู้ดีว่าหากท้าทาย อาจถูกโค่นล้มเหมือนรัฐบาลหลายรัฐบาลในอดีต นี่คือ พันธนาการของประชาธิปไตยไทย (Thai Democratic Paradox) ที่รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งต้องทำตามคำสั่งของผู้ที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลของภูมิใจไทยจะเป็น Neo-Patrimonial Coalition** (พันธมิตรแบบอุปถัมภ์นิยมใหม่) ที่มีลักษณะเฉพาะคือ

1. การแบ่งปันผลประโยชน์เป็นหลัก นักการเมืองที่ย้ายพรรคมาไม่ได้มาเพื่ออุดมการณ์ แต่มาเพื่อสัมปทานและโครงการในพื้นที่ของตน ดังนั้น กระทรวงต่าง ๆ จะถูกแบ่งตามโควตา และโครงการต่าง ๆ จะถูกจัดสรรเพื่อตอบสนองพวกพ้อง มากกว่าประสิทธิภาพหรือความจำเป็น

2. การตัดสินใจแบบ Veto Players เมื่อมีผู้มีอำนาจยับยั้ง (Veto Players) มากเกินไป การตัดสินใจจะช้า และมักเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่มีอำนาจต่อรอง ในรัฐบาลภูมิใจไทย "บ้านใหญ่" แต่ละตระกูลคือ Veto Player ที่สามารถขัดขวางนโยบายที่กระทบผลประโยชน์ของตน

3. การต่อต้านการปฏิรูป  ทุกคนในรัฐบาลได้ประโยชน์จากระบบเก่า จึงไม่มีใครอยากเปลี่ยน การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปภาษี การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ล้วนถูกขัดขวางเพราะกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ

รัฐบาลภูมิใจไทยเสนอ ความมั่นคงทางการเมือง แต่มันคือความมั่นคงของระบบเก่าที่ทุจริต ไม่เป็นธรรม และต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การที่นักการเมืองท้องถิ่นจากทั่วประเทศมารวมตัวกันที่ภูมิใจไทยไม่ได้หมายความว่าประเทศจะพัฒนา แต่หมายความว่า กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ มารวมกันเพื่อแบ่งปันประโยชน์จากอำนาจรัฐ

จากมุมมองเชิงคุณค่าที่ให้ความสำคัญกับ ความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) ความโปร่งใส (Transparency) ความรับผิดชอบ (Accountability) และ การปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform) รัฐบาลภูมิใจไทยเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด

นี่คือการ False Trade Off (แลกเปลี่ยนแบบลวง) พวกเขาบอกว่าเราต้องเลือกระหว่างความมั่นคงกับการเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงคือ ความมั่นคงที่พวกเขาเสนอคือการรักษาระบบที่ทุจริต ระบบที่ไม่เป็นธรรม ระบบที่ทำให้คนจนยากจนลง และคนรวยรวยขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความมั่นคงแบบนี้ไม่ยั่งยืน ในระยะยาว เมื่อปัญหาโครงสร้างยิ่งทวีความรุนแรง ความเหลื่อมล้ำยิ่งลึกซึ้ง ความไม่พอใจของประชาชนจะสะสมจนกลายเป็นการระเบิด ประวัติศาสตร์ไทยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) โดยไม่ปฏิรูป ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่วิกฤตการเมืองที่รุนแรงกว่าเดิม

คำถามที่สังคมไทยต้องตอบคือ เรายอมรับได้หรือไม่ว่าประเทศจะถูกปกครองโดย รัฐที่ถูกจับ (Captured State) ที่นักการเมืองและนักธุรกิจพวกพ้องใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง? เรายอมให้ความหวังของการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้ากากของระบบอุปถัมภ์เดิมได้หรือไม่? และเราพร้อมที่จะยอมรับอนาคตที่ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งลึกซึ้ง โอกาสของคนรุ่นหลังจะยิ่งน้อยลง และประเทศจะยิ่งตกหล่มหรือไม่?