ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

พระยาพหลพลพยุหเสนา กับ วัดเทวสังฆาราม เมืองกาญจนบุรี

18
กุมภาพันธ์
2569

(1) เมื่อกาญจนบุรีมี “โบสถ์คณะราษฎร” และหรือ “โบสถ์พระยาพหลฯ”

        “วัดเทวสังฆาราม” หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “วัดเหนือ” เป็นชื่อสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของย่านเมืองกาญจนบุรี เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงามแปลกตาอีกแห่งหนึ่ง แม้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอยู่บ้าง เพราะเป็นวัดเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ คชวัตร) ซึ่งปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตเว่อวังอยู่ใกล้ชิดติดกับวัด

 

โบสถ์ใหม่ (โบสถ์พระยาพหลฯ หรือ โบสถ์คณะราษฎร) 
วัดเทวสังฆาราม สร้างสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา

        แต่น้อยคนจะทราบด้วยว่าวัดนี้มีประวัติเกี่ยวข้องกับ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ด้วย แถมยังมีสิ่งปลูกสร้างที่สร้างในยุคสมัยที่พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย คือ อุโบสถของวัด ซึ่งเป็นที่รู้จักและเรียกกันต่อ ๆ มาว่า “โบสถ์คณะราษฎร” และหรือ “โบสถ์พระยาพหลฯ” ถือเป็นศิลปกรรมสำคัญของยุคสมัยคณะราษฎรในต่างจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง

        ผู้เขียนรับรู้เรื่องราวการสร้างโบสถ์แห่งนี้ครั้งแรกจากการอ่านเอกสารชั้นต้นเกี่ยวกับการสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี จึงเกิดความสนใจเมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรีจึงไม่พลาด

        สิ่งแรกที่ทำความประหลาดใจให้แก่ผู้เขียน ก็คือภูมิสถานที่ตั้ง กล่าวคือชื่อ “วัดเหนือ” ซึ่งตั้งอยู่กับชุมชนชื่อ “บ้านเหนือ” และวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ก็มีชื่อพ้องกันว่า “วัดใต้” ตั้งอยู่ “บ้านใต้” อีกเช่นกัน แต่วัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) กลับไม่ได้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดใต้ กลับอยู่ทิศตะวันตก และวัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) ก็ไม่ได้อยู่ทางทิศใต้ของวัดเหนือ

        โดยบังเอิญปัญหานี้ ผู้เขียนได้รับความกระจ่างแจ้งจากการสำรวจเส้นทางเดินทัพเจ้าอะนุวง ซึ่งมีสถานที่สำคัญย่านหนึ่งคือ “ภูเวียง” (ในอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น) เมืองเก่าภูเวียงก็มีวัดเหนือ วัดใต้ วัดกลาง ตั้งอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก คล้ายคลึงกับวัดเหนือ-วัดใต้ ที่กาญจนบุรี

        ได้ความรู้จากปราชญ์ท้องถิ่นว่า เป็นการอิงเส้นทางน้ำ วัดที่อยู่เหนือทางน้ำคือ “วัดเหนือ” วัดอยู่ริมน้ำสายเดียวกันทางตอนใต้ เรียก “วัดใต้” เมื่อมาพิจารณาวัดเหนือ-วัดใต้ที่กาญจนบุรี ก็พบลักษณะเดียวกัน คือ วัดเหนือตั้งอยู่เหนือลำน้ำ วัดใต้อยู่ใต้แควเดียวกันลงมา  

        “วัดเหนือ” หรือ “วัดเทวสังฆาราม” จากที่เห็นได้ในปัจจุบันเป็นวัดหลวงมีขนาดกว้างขวางใหญ่โตวัดหนึ่งเลย มีสิ่งปลูกสร้างหลากหลายยุคสมัย สะท้อนการได้รับความทำนุบำรุงดูแลและปฏิสังขรณ์มาแต่โบราณ วัดเดียวมีโบสถ์ตั้ง 2 แห่ง เทียบกับหลายวัดหลายตำบลในต่างจังหวัดแล้วต่างกันลิบ บางท้องที่เช่นในภาคอีสานและภาคตะวันออก ทั้งตำบลแม้มีหลายวัด แต่วัดที่มีโบสถ์ใช้เป็นที่อุปสมบทได้มีเพียง 1-2 แห่งเท่านั้น

        โบสถ์แห่งแรกของวัดเหนือ เมืองกาญจนบุรี เป็นโบสถ์เก่าแก่ของวัด มีอายุย้อนหลังกลับไปจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 (บางท่านว่าเก่าถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ผู้เขียนดูแล้วลงความเห็นว่าไม่น่าถึงอยุธยา) แต่ก็มีความเก่าแก่พอๆ กับเมืองกาญจนบุรีที่บริเวณปากแพรกเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม โบสถ์เก่าเป็นโบสถ์ขนาดเล็ก ไม่เหมาะใช้งานในการสวดมนต์ทำวัตรประจำวัน นี่เองจึงเป็นเหตุให้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นอีกหลัง ซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าโบสถ์เดิม เหมาะแก่การใช้งานในชั้นหลังมานี้  

        โบสถ์ใหม่เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ สร้างโดยพระยาพหลฯ กับข้าราชการและคหบดีชาวเมืองกาญจนบุรี โบสถ์นี้ดูเผินๆ ก็เหมือนโบสถ์ทั่วไป แต่ที่พิเศษกว่าที่ใด ก็คือหน้าบัน แกนกลางเป็นรูปสมอเรือ มีตัวอักษรระบุข้างใต้ว่า “สร้างโดยทุนคณะราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี และประชาชนพลเมือง ที่มีใจศรัทธา” แถวล่างสุดมีศักราชระบุถึงปีสร้างแล้วเสร็จคือ “พ.ศ.๒๔๘๑” ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในสมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ  

         คำถามก็คือทำไมมี “โบสถ์คณะราษฎร” และหรือ “โบสถ์พระยาพหลฯ” ที่นี่? วัดเทวสังฆาราม กลางเมืองกาญจนบุรี แห่งนี้มีความสำคัญอย่างไรในยุครัฐบาลพระยาพหลฯ? ในทางกลับกันก็คือคำถามเดียวกันที่ว่า เพราะอะไร ทำไม พระยาพหลฯ ถึงมาอำนวยการสร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นที่นี่?

 

(2) วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) วัดคู่เมืองกาญจนบุรี

        สำหรับอายุของวัด ท่านที่เห็นว่าวัดนี้เก่าย้อนหลังกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ก็โดยดูจากพระพุทธรูปที่เป็นประธานอยู่ภายในโบสถ์เก่าของวัด พระพุทธรูปนี้เก่าแน่ ไม่เถียง แต่พระพุทธรูปสมัยก่อนก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ ยิ่งเมืองกาญจนบุรีที่มีประวัติการย้ายเมืองทำให้เมืองกาญจนบุรีสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 กับเมืองกาญจนบุรีสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงปัจจุบัน เป็นคนละแห่งที่กัน นั่นยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าจะมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปจากเมืองเก่ามายังเมืองใหม่  

 

วัดเทวสังฆาราม พระอารามหลวง (วัดเหนือ) ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

 

        เมืองกาญจนบุรีสมัยอยุธยาอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้า ริมลำน้ำคลองลำตะเพิน (บางท่านว่าแม่น้ำศรีสวัสดิ์เก่า บางท่านเห็นต่างว่าเป็นแม่น้ำแควใหญ่สายเก่า) เชิงเขาชนไก่ (ที่เป็นค่ายฝึกภาคสนามของกองทหารรักษาดินแดน (รด.) นั่นแหล่ะ) ยังปรากฏร่องรอยโบราณสถานที่สะท้อนความเป็นย่านเมืองเก่าอยู่ที่ตำบลลาดหญ้า ได้แก่ วัดป่าเลย์ไลยก์, วัดขุนแผน, วัดแม่หม้ายเหนือ, วัดแม่หม้ายใต้, วัดนางพิมหรือวัดกาญจนบุรีเก่า, ป้อมเมืองเก่ากาญจนบุรี (เหลือ 2 แห่ง), บนยอดเขาชนไก่ ก็มีเจดีย์เก่าตั้งอยู่ เจดีย์นี้ (บนยอดเขาชนไก่) ถูกปักป้ายประวัติว่า เป็นเจดีย์ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นอนุสรณ์ชัยชนะในสงครามเก้าทัพ แต่จากอิฐและรูปแบบเจดีย์ที่เป็นเจดีย์ระฆังบนฐานแปดเหลี่ยม ก็ช่วยให้เข้าใจได้ว่าเป็นเจดีย์เก่าไปกว่าสมัยรัชกาลที่ 1 มาก คืออาจเป็นเจดีย์ที่มีอายุตกถึงสมัยอยุธยาตอนกลางราวพศว.21-22 ด้วยซ้ำ

        เจดีย์แบบนี้มีที่วัดต่าง ๆ ในย่านเมืองกาญจนบุรีเก่าในท้องที่ตำบลลาดหญ้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่วัดป่าเลย์ไลยก์, วัดขุนแผน, วัดแม่หม้ายเหนือ, วัดแม่หม้ายใต้, วัดนางพิม เป็นต้น บางแห่ง เช่น วัดนางพิม เจดีย์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยพระยาพหลฯ แต่เป็นการบูรณะที่ไม่ได้ทำลายสภาพดั้งเดิม จนทำให้ดูเป็นเจดีย์เก่าสมัยอยุธยาที่ยังสมบูรณ์ตั้งตระหง่านอยู่อย่างเก่า แต่ทว่าจากเอกสารการบูรณะทำให้ทราบว่ามีการทำใหม่เมื่อ พ.ศ. 2477

        ถึงแม้ว่าพระประธานในโบสถ์เก่าของวัดเทวสังฆาราม จะเป็นพระพุทธรูปเก่า แต่เราก็ไม่ทราบได้แน่ว่าเคลื่อนย้ายมาจากวัดใดในย่านกาญจนบุรีเก่าที่ตำบลลาดหญ้า เพราะไม่มีเอกสารบันทึกบอกไว้ อีกทั้งยังน่าเชื่อด้วยว่าในพื้นที่เมืองกาญจนบุรีเก่า อาจมีวัดหรือสถานที่สำคัญที่ไม่ปรากฏซากบนพื้นดิน ยังจมลึกอยู่ใต้ดินในบริเวณอยู่อีกหลายวัดหลายสถานที่ เพราะยังไม่เคยมีการใช้เทคโนโลยีไลดาร์สแกนดูชั้นใต้ดินของเมืองนี้แต่อย่างใด

        เมืองกาญจนบุรีเก่าได้รับความเสียหายจากสงครามเก้าทัพเป็นอันมาก เพราะถูกใช้เป็นที่ตั้งทัพรับศึกครั้งนั้นโดยตรง แถมยุทธศาสตร์การทำสงครามของฝ่ายกรุงเทพฯ สมัยนั้น ยังจำต้องใช้เมืองนี้เป็นสมรภูมิรบปะทะกับพม่ามอญโดยตรงอีกด้วย ดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด ทำไม ผู้คนที่เหลือรอดชีวิตจากสงคราม จึงได้ย้ายลงมาตามลำน้ำทางตอนใต้แล้วสร้างบ้านแปงเมืองใหม่อยู่ที่บริเวณปากแพรก (จุดบรรจบกันระหว่างแม่น้ำแควน้อยกับแม่น้ำแควใหญ่) ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังสิ้นสงครามเก้าทัพ จนกระทั่งลุถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ. 2374 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองกาญจนบุรีใหม่อย่างเป็นทางการขึ้นที่บ้านปากแพรก ดังปรากฏหลักฐานตามความในพระราชพงศาวดารฯ กล่าวไว้ดังนี้ :

        “ครั้นเสร็จการโสกัณต์แล้ว จึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหมออกไปดูที่สร้างป้อมกำแพงขึ้นที่เมืองกาญจนบุรี เกณฑ์ให้พวกรามัญทำอิฐปักหน้าที่ให้เลขเมืองราชบุรี เลขเมืองกาญจนบุรีก่อกำแพง พระยากาญจนบุรีเป็นแม่กองทำเมือง”[1] 

        “เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม” ผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการให้มาสถาปนาเมืองกาญจนบุรีใหม่นี้ คือขุนนางท่านเดียวกับที่ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็น “สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)” เหตุที่เป็น “เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม” ควบสองตำแหน่งทั้งออกญาพระคลังกับออกญากลาโหม ก็เพราะ ดิศ บุนนาค ได้เป็นเสนาบดีพระคลังมาแต่รัชกาลที่ 2 พอถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงให้ย้ายไปว่ากลาโหม แต่เนื่องจากกรมพระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานมั่งคั่งคุมเศรษฐกิจการค้า

        ในขณะที่กลาโหมเป็นตำแหน่งระดับสูงที่เป็นที่จับจ้องเพราะมักจะไปมีบทบาทพัวพันเกี่ยวข้องกับการขบถแย่งชิงอำนาจ ดิศ บุนนาค เลยอ้างว่าไม่อยากเป็นเพราะเป็น “ตำแหน่งเสนียดจัญไร ใครเป็นก็มักจะไม่ตายดี” พระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ทรงแก้ไขปัญหาโดยบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นด้วยการให้เป็นควบสองตำแหน่ง จึงทำให้ ดิศ บุนนาค และพรรคพวกพี่น้องขุนนางตระกูลบุนนาค มีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก มีกำลังคนในสังกัดมากถึงกับเกณฑ์คนมาตั้งเมืองสร้างเมืองใหม่ได้      

        ประกอบกับช่วงนั้นมีเหตุการณ์ขบถแขกหัวเมืองปักษ์ใต้ พระนั่งเกล้าฯ ทรงไม่ไว้วางพระราชหฤทัย การเตรียมการป้องกัน ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งแก่เมืองกาญจนบุรีรวมถึงราชบุรีจึงมีความจำเป็น เพราะราชบุรีกับกาญจนบุรีนอกจากเป็นหัวเมืองระดมกำลังป้องกัน (และรุกราน) หัวเมืองพม่ามอญแล้ว สมัยนั้นยังอยู่ในเส้นทางลงปักษ์ใต้ได้ ดังปรากฏว่าในปีเดียวกันนั้นเอง เกิดเหตุการณ์ที่หัวเมืองปักษ์ใต้ จึงทรงมีพระราชบัญชาให้ ดิศ บุนนาค ยกทัพจากกาญจนบุรีลงใต้ไประงับเหตุการณ์ :  

         “ในปีนั้นมีหนังสือบอกพระยาณรงคฤทธิโกษา พระยาราชวังสรร พระยาพิไชยบุรินทรา พระยาเพ็ชรบุรี ซึ่งคุมกองทัพไปช่วยพระยาสงขลาตีเมืองตานีเมืองแขก ว่าแขกสู้รบแข็งแรง จะตีหักหาญเอามิได้ ขอกองทัพใหญ่ออกไปช่วย จึ่งโปรดให้เจ้าพระยาพระคลังซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม เป็นแม่ทัพเรือ ยกไปเมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๓๗๔-ผู้อ้าง)”[2] 

        อย่างไรก็ตาม ในคราวเดียวกับที่มีการตั้งเมืองใหม่ที่ปากแพรกนั้นเอง ก็ได้มีการสร้างวัดเทวสังฆารามขึ้น ร่องรอยหลักฐานก็คือโบสถ์เก่าที่เป็นโบสถ์แบบสมัยรัชกาลที่ 3 โดยได้มีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องทศชาติเอาไว้ด้วย เป็นโบสถ์สร้างตามขนบเก่าตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ที่ทรงมีนโยบายฟื้นฟูราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา นโยบายนี้ถึงเป็นความพยายามหวนคืนสู่อดีต “ยุคบ้านเมืองดี” แต่ทว่าอาณาจักรแบบอยุธยาเก่าก็ไม่สามารถจะฟื้นกลับคืนมาได้ สิ่งที่ได้จากนโยบายนี้ในทางรูปธรรมจึงคือการสร้างราชอาณาจักรใหม่ขึ้นในนามของอาณาจักรเก่า  

        ถึงอย่างนั้น ตัวพื้นที่ปากแพรกนับว่ามีความสำคัญมาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาเสียอีก เพราะเป็นเส้นทางเชื่อมไปยังหัวเมืองตอนในของเขตป่าเขากาญจนบุรี เดิมการเดินทางไปเมืองสิงห์ ไทรโยค ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ ฯลฯ (จนถึงเมืองท่ามะริด) ล้วนต้องผ่านเส้นทางปากแพรก และมีจุดพักอยู่ที่ปากแพรก

        ไม่เพียงเท่านั้น ปากแพรกยังเคยเป็น “ด่านขนอนหลวง” ประจำเมืองกาญจนบุรี เมื่อครั้งเมืองกาญจนบุรียังตั้งอยู่ที่ตำบลลาดหญ้าอีกด้วย ด่านขนอนหลวงนี้ก็ระบบแบบแผนเดียวกับด่านขนอนหลวงสี่ทิศของกรุงศรีอยุธยา (ดังปรากฏในหลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดูทรงธรรม: เอกสารจากหอหลวง) ทำหน้าที่จัดเก็บส่วยสาอากร กวดขันระวังโจรผู้ร้าย และอื่นๆ (ตามแต่ได้รับบัญชาจากเจ้าเมืองกรมการ) การกักด่านขนอนนับเป็นกุญแจสำคัญของความมั่งคั่งของชนชั้นนำเก่าแต่ละเมือง แน่นอนยังมีรายได้จากช่องทางอื่นอีกมาก เมื่อเป็นผู้มีอำนาจในท้องถิ่น  

        ในช่วงสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 เอง ปากแพรกก็ปรากฏความสำคัญ ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เรื่อง “กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง” มีความตอนหนึ่งบรรยายสภาพของปากแพรกที่ทรงได้ทอดพระเนตรดังนี้:

        “ถึงปากแพรกซึ่งเป็นที่ประชุมพล         พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่

        ค่ายคูเขื่อนขันธ์ทั้งนั้นไซร้                 สารพัดแต่งไว้ทุกประการ”[3]

        ธรรมดาการสร้างเมืองสมัยโน้น สิ่งสำคัญอันเป็นหลักเป็นประธานของบ้านเมือง ย่อมหลีกไม่พ้นวัด กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ผู้บัญชาการทัพรับศึกพระเจ้าปะดุงในสงครามเก้าทัพ ได้สร้างวัดไชยชุมพลชนะสงครามขึ้นสำหรับเป็นอนุสรณ์ชัยชนะ วัดนี้อยู่ในความดูแลของช่างวังหน้าเรื่อยมา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการสร้างวัดเทวสังฆรามขึ้นเป็นวัดคู่เมืองในคราวเดียวกับที่ย้ายเมืองจากตำบลลาดหญ้ามาปากแพรกใหม่ ๆ ก็เกิดเป็นวัดคู่เมือง 2 แห่งสืบมา คือ “วัดเหนือ” (วัดเทวสังฆาราม) อยู่ในความอุปถัมภ์ดูแลของช่างวังหลวง และ “วัดใต้” (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) อยู่ในความอุปถัมภ์ดูแลของช่างวังหน้า แต่ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกอุปราชวังหน้า วัดทั้งสองก็อยู่ในความดูแลของช่างวังหลวง

 

(3) วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) หลังย้ายเมืองกาญจนบุรี จาก “ลาดหญ้า” (สมัยอยุธยา) มาอยู่ “ปากแพรก” (สมัยรัตนโกสินทร์)

        ทราบกันดีว่าชนชั้นนำสยามโปรดปรานการเสด็จประพาสน้ำตกไทรโยคกันมาก ปากแพรก กับ วัดเหนือ-วัดใต้ จึงเป็นสถานที่มีการเสด็จมาประทับแรมอยู่ทุกคราวที่มีการเสด็จไทรโยค แต่ถึงแม้จะไม่เคยเสด็จไปไกลกว่าไทรโยค ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ปรากฏหลักฐานที่แสดงถึงการรับรู้ความสำคัญของดินแดนตอนในเขตป่าเขาถัดจากเมืองกาญจนบุรีขึ้นไป ดังจะเห็นได้จากพระราชโองการพระราชทานนามผู้สำเร็จราชการให้แก่หัวเมืองขึ้นทั้ง 7 ของกาญจนบุรีดังความต่อไปนี้:    

        “เมืองสมิงสิงหบุรี ๑ เมืองลุ่มสุ่ม ๑ เมืองท่าตะกั่ว ๑ เมืองไทรโยค ๑ เมืองท่าขนุน ๑ เมืองทองผาภูม ๑ เมืองท่ากะดาน ๑ ทั้ง ๗ หัวเมืองเหล่านี้ แต่เดิมก็ไม่เป็นเมือง เป็นแต่ที่ตั้งค่ายที่ด่านตั้งอยู่เท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อน ทรงพระราชดำริว่า จะให้มีเกียรติศัพท์ดังออกไปข้างเมืองพะม่าว่า มีหัวเมืองแน่นหนาหลายชั้น จึงโปรดให้ตั้งเป็นหัวเมืองขึ้น มีกรมการรักษาทุกๆ เมือง และชื่อผู้สำเร็จราชการเมืองทั้ง ๗ นั้นแต่เดิมก็ไม่มี เป็นแต่ชื่อเรียกตามตำบลที่ตั้งอยู่นั้นเอง บัดนี้ทรงพระราชดำริว่า ผู้สำเร็จราชการเมืองไม่มีชื่อตั้งไม่สมควร ณ วันพฤหัสบดีเดือน ๘ บุรพาษาฒแรม ๖ ค่ำ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเป็นภาษาสันสกฤตแก่ผู้สำเร็จราชการเมืองเหล่านั้นดังนี้ พระสมิงสิงหบุรีเป็นพระสมิงสิงหบุรินทร ผู้สำเร็จราชการเมืองสมิงสิงหบุรี พระลุ่มสุ่มเป็นพระนินนภูมิบดี ผู้สำเร็จราชการเมืองลุ่มสุ่ม พระท่าตะกั่วเป็นพระชินดิฐบดี ผู้สำเร็จราชการเมืองท่าตะกั่ว พระไทรโยคเป็นพระนิโครธาภิโยค ผู้สำเร็จราชการเมืองไทรโยค พระท่าขนุนเป็นพระปนัสติฐบดี ผู้สำเร็จราชการเมืองท่าขนุน พระทองผาภูมเป็นพระเสลภูมิบดี ผู้สำเร็จราชการเมืองทองผาภูมิ พระท่ากะดานเป็นพระผลกติฐบดี ผู้สำเร็จราชการเมืองท่ากะดาน

คัดจาก ประกาศวันจันทร เดือน ๘ แรม ๑๐ คำ ปีมะเมียสัมฤทธิศก (พ.ศ.๒๔๐๑)”[4]   

        อนึ่ง มีความเชื่อกันในปัจจุบันว่า คำว่า “วัดเทวสังฆาราม” เป็นชื่อที่เพิ่งเกิดมีเมื่อเป็นวัดเดิมที่จำพรรษาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ คชวัตร)  แต่หลักฐานจากการเสด็จประพาสไทรโยคในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้สนับสนุนเช่นนั้น เพราะตาม “พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค” ทรงระบุถึงสถานที่ที่ทรงเสด็จมาประทับค้างแรม ณ ปากแพรกว่า “วัดเหนือเทวสังฆาราม”[5] 

        แสดงว่าคำว่า “เทวสังฆาราม” มีใช้เรียกสถานที่แห่งนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่เกี่ยวกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ คชวัตร) แต่อย่างใด

        หลักฐานสมัยรัชกาลที่ 6-7 ก็เช่นกัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 6 มีใช้คำว่า “วัดเทวสังฆาราม” ปรากฏขึ้น แยกจากคำว่า “วัดเหนือ” ซึ่งกลายเป็นคำเรียกในทางสามัญไปแล้ว เช่น เมื่อคราวเสด็จประพาสไทรโยค เมื่อพ.ศ. 2464 สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข ผู้ตามเสด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ไปไทรโยค ได้กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ว่า :

        “เสด็จไปประพาสตลาดแลวัดเทวสังฆาราม ในวัดนี้มีโรงเรียนรัฐบาล มีนักเรียนประมาณ ๑๐๐ เศษ เมื่อเสด็จการประพาสแล้วเสด็จกลับเรือพระที่นั่ง มีผู้ใหญ่บ้านนำปลาสดมาถวาย โปรดเกล้าฯ ประทานเสมาพระรูปตอบแทน”[6] 

        จะเห็นได้ว่า หลักฐานจากบันทึกของสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข ยังแสดงให้เห็นว่าบริเวณปากแพรกที่วัดเทวสังฆาราม เป็นที่ตั้งของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง แต่ก่อนโรงเรียนประจำมณฑลของแต่ละเมือง นิยมตั้งอยู่ในวัดหรือใกล้ชิดติดริมรั้ววัด เพราะวัดเป็นสถานที่ศึกษา ง่ายต่อการจัดการ แม้ในช่วงหลังอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วคณะราษฎรมีนโยบายแยกโรงเรียนออกจากวัด แต่ก็ยังเป็นเวลานานหลังจากนั้นกว่าที่โรงเรียนกับวัดในหลายท้องที่จะสามารถแยกขาดจากกันได้จริง  

        หลังจากรัชกาลที่ 6 พ้นไปแล้ว ไม่ปรากฏว่าชนชั้นนำสมัยต่อมาได้เดินทางมาประพาสเที่ยวชมหรือกระทำการอย่างใดที่เป็นประโยชน์แก่ชาวกาญจนบุรี จนกระทั่งในสมัยพระยาพหลฯ จึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลง โดยนับตั้งแต่หลังการอภิวัฒน์ ในพ.ศ. 2476 รัฐบาลพระยาพหลฯ ได้ริเริ่มสร้างโรงงานกระดาษขึ้นที่กาญจนบุรี แล้วเสร็จและเปิดเป็นทางการเมื่อพ.ศ. 2481 หลังจากนั้นมาวัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) อยู่ในความอุปถัมภ์ของโรงงานกระดาษ เพราะตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกันไปทางทิศตะวันออก แต่วัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) ก็ไม่ได้ถูกละเลย ได้รับการบูรณะจากทั้งโรงงานกระดาษและพระยาพหลฯ บางปีที่ไม่มีกฐินคณะราษฎร โรงงานกระดาษก็เป็นเจ้าภาพจัดกฐินไปแทน

        ดังที่กล่าวแล้วว่า วัดเหนือกับวัดใต้ เป็น 2 วัดที่อยู่คู่เมืองกาญจนบุรีมาตั้งแต่เมื่อแรกสถาปนาเมืองในย่านปากแพรก กระนั้น 2 วัดนี้ต่างก็มีทางของตนเอง ไม่ทับทางกัน แม้แต่ใน “เรื่องมู ๆ” ที่ 2 วัดนี้เกิดเป็นที่โด่งดังขึ้นมาภายหลัง ก็ดังไปคนละทาง แต่ก็เอื้อหนุนเสริมกัน ดังจะเห็นได้จากการที่ชาวกาญจนบุรีมีคำพังเพยหนึ่งว่า “ใครอยากเจ้าชู้ให้ไปวัดเหนือ (แต่หาก) อยากเป็นเสือให้ไปวัดใต้” หมายถึง 2 วัดนี้ดังคนละทาง ต้องไปให้ถูก ถ้าอยากเป็นที่รักใคร่เมตตามหานิยมให้ไปวัดเหนือ (วัดเทวสังฆาราม) แต่ถ้าอยากจะอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัยจากพยันตราย เอาชนะศัตรูหรือหมู่มารใด ๆ ให้ไปวัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) เป็นต้น    

 

(4) ประวัติเชิงตำนานที่กรมการศาสนา “จัดให้”

        เช่นเดียวกับหลายสถานที่ในท้องถิ่น เมื่อประวัติที่เป็นจริงสูญหาย ไม่มีบันทึกที่เป็นทางการ ย่อมเป็นช่องก่อให้เกิดการเติม “ช่องว่าง” ดังกล่าวนั้นด้วยมุขปาฐะปากต่อปาก (Oral tradition) จนเกิดเป็นตำนาน เรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง ได้รับการแต่งเติมจนเพี้ยนไปไกล เรื่องไม่จริงได้รับการเชื่อถือยิ่งกว่าเรื่องจริง แล้วกลับมามีอิทธิพลต่อบันทึกประวัติศาสตร์ไปด้วยในตอนหลัง ดังปรากฏว่าเรื่องเล่าลักษณะนี้ไปมีอยู่ในรายงานของกรมการศาสนาในคราวสำรวจวัดทั่วประเทศเมื่อพ.ศ. 2525 เช่นว่า:    

“ผู้สร้างวัดชื่อสมภารเสี่ยง แต่สร้างในครั้งใดไม่สามารถทราบได้ เพราะวัดนี้มีอายุเกิน ๑๐๐ ปีแล้ว โดยสันนิษฐานกันว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้ทำลายบ้านเมืองเสียหายและได้อพยพคนไทยไปยังพม่า ท่านสมภารเสี่ยงซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรก็ถูกอพยพไปด้วย ต่อมาท่านได้อุปสมบทที่ประเทศพม่าและได้กลับมาเมืองไทย บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก ท่านจึงได้ตกลงใจสร้างวัดขึ้น ซึ่งตอนแรกน่าจะเป็นสำนักสงฆ์ก่อน ต่อมามีถาวรวัตถุเพิ่มมากขึ้นมีอุโบสถเกิดขึ้นแล้วจึงกลายเป็นวัด และวัดนี้ก็ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์มาโดยตลอด เริ่มแต่ พ.ศ.๒๓๗๔ ซ่อมแซมบุรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจวบจนรัชกาลปัจจุบัน”[7] 

        อย่างไรก็ตาม ประวัติวัดเทวสังฆารามฉบับที่เกิดจากกรมการศาสนารวบรวมขึ้นจากคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่นนี้ ไม่ได้ละเลยที่กล่าวถึงบทบาทของพระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา ดังเช่นที่กล่าวไว้ว่า :

พระอุโบสถ สร้างเมื่อ พลเอก พหลพลพยุหเสนาและคุณหญิง ได้ชักนำให้สโมสรคณะราษฎร์ไปทอดกฐินถวายทุนสร้างเป็นการประเดิม เมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ และทางวัดได้เริ่มดำเนินการต่อมา สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ สร้างด้วยคอนกรีตทรงไทย กว้าง ๔ วา ๒ ศอก ๒๑ นิ้ว ยาว ๙ วา ๒ ศอก ๑๙ นิ้ว ภายในมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒.๑๗ เมตร สูง ๒.๘๑ เมตร มีพระนามว่า “พระพุทธสุทธิมงคล””[8]

        กระนั้น เนื่องจากเป็นหลักฐานเกิดจากคำบอกเล่า การระบุศักราชจึงคลาดเคลื่อน จากหลักฐานเอกสารชั้นต้นจะเห็นได้ว่า โบสถ์นี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2481 สมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ ดังจะเห็นได้จากเมื่อคราวที่ไปเป็นประธานพิธีเปิดโรงงานกระดาษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2481 พระยาพหลฯ ได้ไปที่วัดเทวสังฆารามเพื่อดูโบสถ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จนี้ด้วย[9] ข้อมูลตรงนี้ยังสอดคล้องกับหลักฐานที่ตัวโบสถ์เองที่มีจารึกตรงหน้าบันไว้ด้วยว่า สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2481

        ส่วนปีแรกเริ่มสร้างนั้น ตัวเลขที่กรมการศาสนาระบุก็คลาดเคลื่อนอีก จากเอกสารพบว่าเริ่มเมื่อพ.ศ. 2479 ไม่ใช่ พ.ศ. 2478 ดังจะเห็นได้จากเอกสารการเดินทางมาเยือนกาญจนบุรีระหว่างวันที่ 2-7 มีนาคม พ.ศ. 2479 ได้มีการพิจารณาสร้างโบสถ์ใหม่ที่วัดเทวสังฆารามด้วย[10]  

 

(5) มูลเหตุที่พระยาพหลฯ มาทำนุบำรุงวัดเทวสังฆาราม ณ เมืองกาญจนบุรี

 

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

 

        ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งกันอย่างไม่เป็นทางการในหมู่คณะราษฎร ใครดูแลจังหวัดไหน โดยคำนึงถึงภูมิหลังความเกี่ยวข้อง เช่น ปรีดี พนมยงค์ เป็นชาวกรุงเก่าก็ดูแลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูแลนนทบุรี ลพบุรี สระบุรี และพิษณุโลก ในส่วนของพระยาพหลฯ ที่ได้ไปดูแลเมืองกาญจนบุรี ทั้งที่ไม่ใช่ชาวกาญจนบุรีโดยกำเนิด ก็เพราะมีภรรยาเป็นชาวกาญจนบุรี คือ ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา พระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง มีบ้านอันเป็นเรือนหออยู่ที่กาญจนบุรี คือ “บ้านนิวาศแสนสุข” ใกล้วัดเทวสังฆาราม (ปัจจุบันบ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน)

        ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา ภรรยาของพระยาพหลฯ นามสกุลเดิม “ธนะโสภณ” เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2458 ที่ตำบลบ้านเหนือ เมืองกาญจนบุรี มณฑลราชบุรี (สมัยนั้นกาญจนบุรีขึ้นกับมณฑลราชบุรี เพิ่งแยกเป็นจังหวัดต่างหากหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475)  

        “วัดเทวสังฆาราม” เป็นสถานที่ในความทรงจำของบุคคลทั้งสอง เพราะเป็นที่พบกันเป็นครั้งแรก และเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงบุญหลงผูกพันมาตั้งแต่เด็ก จากบทสัมภาษณ์ที่คุณหญิงบุญหลง ได้เคยให้ไว้แก่คณะหนังสือพิมพ์ “สารพัดหมอ ฉบับเพื่อนชีวิต” ปีที่ 2 ฉบับที่ 3-4 (ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2527) ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า :  

        “ฉันโตมาในกองทหาร เป็นเด็กเมืองกาญจนบุรี และพบท่านเจ้าคุณ (พระยาพหลฯ-ผู้อ้าง) ที่นั่น (วัดเทวสังฆาราม) เมื่อแต่งงานแล้วก็อยู่กับท่านเจ้าคุณในกองทหารมาตลอด อยู่กองทหารนี่ดีฉันชอบ เขาปลูกฝังให้มีความกล้า มีระเบียบวินัย นิสัยฉันเลยติดออกจะเป็นผู้ชายสักหน่อย”[11]  

        ร่องรอยหลักฐานอีกแห่งที่อยู่ในรูปบันทึกของบุตร-ธิดา ได้เล่าถึงมารดา (คือท่านผู้หญิงบุญหลง) ก็ได้ระบุถึงความผูกพันที่ท่านมีต่อวัดเทวสังฆารามดังนี้:

        “ในสมัยเด็ก ท่าน (ผู้หญิงบุญหลง) เคยไปสวดมนต์ที่วัดเทวสังฆารามกับญาติผู้ใหญ่ และได้เป็นผู้นำในการสวดมนต์ เป็นสิ่งที่ติดตาตรึงใจมิรู้ลืม เป็นความภาคภูมิใจในพระศาสนาเป็นครั้งแรกที่ท่านชอบเล่าถึง”[12]   

        หลักฐานอีกแหล่งก็กล่าวตรงกัน ถึงความผูกพันและความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา เช่นบันทึกที่ลูกสาวเขียนถึงมารดา (คือท่านผู้หญิงบุญหลง) ดังนี้:  

        “คุณแม่ชอบอ่านหนังสือ ทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นประจำ นำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ทันสมัย ทันโลก ทันเหตุการณ์ ด้วยความพินิจพิเคราะห์พิจารณาในความไม่เที่ยง ไม่จีรัง และผันแปรทั้งหลาย เพื่อตัดความโลภในความปรารถนาอันเป็นความอยากที่พาไปสู่ความทุกข์ร้อนเดือดร้อนไม่รู้จบต่างๆ นานา ท่านละปล่อยวางเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ด้วยวิจารณญาณ จนท่านอิ่มเอิบเปล่งปลั่งเป็นที่กล่าวขวัญแก่ผู้พบเห็นหลายท่าน ในวัยเดียวกัน ท่านมักสอนแก่ผู้แบกทุกข์มาหาท่านให้แช่มชื่น เบิกบานกลับไป...

        ท่านใช้ชีวิตประจำวันกับลูกหลานอย่างสามัญชนชาวบ้านปกติธรรมดา ชาวบ้านใกล้เรือนเคียง บางคนเรียกท่าน คุณย่า ดุจลูกหลาน

        ท่านชอบปลูกต้นไม้ดอก ไม้ผล รดน้ำ พรวนดิน ดายหญ้า เพื่อสุขภาพเสมอ

        มีความรู้ทางดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ พอควร

        มีเมตตา กรุณา ลูกหลาน และคนทั่วไป ชอบทำบุญสุนทาน ใส่บาตร ตามฤดูกาล ผลไม้ตามวัดต่างจังหวัดบ้าง กรุงเทพฯ และใกล้บ้านบ้างตามโอกาส”[13] 

        นอกจากเหตุปัจจัยส่วนตัว พระยาพหลฯ ยังมีเหตุผลสำคัญในการทำนุบำรุงวัดเทวสังฆารามและเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลที่สืบเนื่องมาจากการอภิวัฒน์ 2475 นับตั้งแต่พ.ศ. 2477 รัฐบาลพระยาพหลฯ ในฐานะรัฐบาลคณะราษฎรสมัยแรกได้วางรากฐานที่เรียกกันในยุคต่อมาว่า “ตั้งไข่ระบอบใหม่” หรือ “ตั้งไข่ประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นงานใหญ่หลวงที่ไม่สามารถจะทำสำเร็จลงได้แค่เพียงสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ส่วนกลาง หากแต่เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า จะต้องสร้างความเจริญแก่ชนบท เพราะจะเป็นฐานสำคัญสำหรับรัฐประชาชาติต่อไป ความเสมอภาคเท่าเทียมหนึ่งที่พูดถึงกันก็คือความเท่าเทียมกันระหว่างเมืองกับชนบท

        หนึ่งในหัวเรื่องแรก ๆ ที่รัฐบาลพระยาพหลฯ ได้วางรากฐานเอาไว้ ก็คือการทำนุบำรุงดูแลโบราณสถานตามหัวเมืองต่างจังหวัด เนื่องจากพบว่าแหล่งโบราณสถานและศิลปวัตถุ (ซึ่งคนสมัยนั้นเรียกรวมกันว่า “โบราณวัตถุสถาน”) พบความเสื่อมโทรมขาดการทำนุบำรุงในช่วงท้ายๆ ของสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช จึงได้มีการพิจารณาจัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นมาเมื่อพ.ศ. 2477 โดยในปีเดียวกันนั้นได้มีการตรากฎหมายสำคัญชื่อ “พระราชบัญญัติว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2477” เรียกโดยย่อว่า “พ.ร.บ. โบราณสถาน ฉบับ 2477” หรือ “พ.ร.บ. โบราณสถานฉบับแรก”  

        ต่อมา พ.ศ. 2478 รัฐบาลได้เร่งรัดให้กรมศิลปากรดำเนินการ “ขึ้นบัญชี” (สมัยนี้เรียกว่า “ขึ้นทะเบียน”) ให้โบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักรที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมต้องการบูรณปฏิสังขรณ์มาอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า “โบราณสถานสำคัญของชาติ”

        สำหรับในจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการขึ้นบัญชีสถานที่สำคัญไว้ 6 แห่ง คือ

(1) วัดขุนแผน ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

(2) วัดป่าเลย์ไลยก์ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

(3) วัดนางพิม หรือวัดท่าเสา (ปัจจุบันมีอีกชื่อเรียกว่า “วัดกาญจนบุรีเก่า”) ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

(4) เมืองสิงห์ ตำบลแม่กระบาล (ปัจจุบันคือ “ตำบลสิงห์”) อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันที่นี่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ปราสาทเมืองสิงห์” เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของกาญจนบุรีและของประเทศไทย)  

(5) กำแพงเมือง ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของโรงงานกระดาษกาญจนบุรี)

(6) วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 หน้า 3679 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2478[14] 

        เหตุที่วัดเทวสังฆารามไม่ได้ขึ้นทะเบียนในปีแรกนั้น ก็เพราะพระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง รับเป็นธุระจะดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์เอง อีกทั้งน่าเชื่อสมัยนั้นวัดนี้ยังไม่เก่าโทรมเมื่อเทียบกับวัดไชยชุมพลชุมชนะสงคราม วัดขุนแผนและวัดป่าเลย์ไลยก์ที่เมืองกาญจนบุรีเก่า เหตุผลของการขึ้นบัญชีสำหรับสมัยนั้นก็เพื่อให้ดำเนินการเร่งบูรณปฏิสังขรณ์อย่างปัจจุบันทันด่วน วัดที่ยังมีสภาพสมบูรณ์จึงยังไม่ได้รับการขึ้นบัญชี แต่จะมาขึ้นทะเบียนกันในภายหลัง

         ในปีเดียวกับที่มีการขึ้นทะเบียน (หรือขึ้นบัญชี) โบราณสถานครั้งแรกนั้นเอง (พ.ศ. 2478) ดร. เอช. จี. ควอริช เวลส์ (H.G. Quaritch Wales) นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้เข้ามาทำการขุดค้นเมืองโบราณพงตึก ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พบสิ่งของมีค่าหลายอย่าง ทำให้เกิดความตื่นตัวเกี่ยวกับโบราณสถานและศิลปวัตถุในย่านจังหวัดกาญจนบุรี

        อย่างไรก็ตาม ลำพังรัฐบาลไม่สามารถจะดูแลและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามได้ทั่วราชอาณาจักร แม้จะจัดตั้งหน่วยงานอย่างกรมศิลปากรขึ้นมาแล้วก็ตาม ก็ยังมีหลักคิดว่าท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้มีบทบาทหลัก ทั้งนี้พระยาพหลฯ กับ ภรรยา คือท่านผู้หญิงบุญหลง ได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างจากการบูรณะวัดเทวสังฆารามนี้ด้วยตนเอง  

 

(6) “กฐินคณะราษฎร” (จัดโดยสโมสรคณะราษฎร) คืออะไร และทำไม?  

        ในการทำนุบำรุงวัดโบราณ ยังเป็นที่เข้าใจตรงกันอีกว่า ไม่ใช่แค่การปฏิสังขรณ์อาคารสิ่งปลูกสร้าง เพราะ “วัด” ไม่ใช่แค่อาคารสิ่งปลูกสร้าง “วัด” มาจากคำว่า “วัตร” หมายถึง ปฏิบัติเป็นประจำ คือสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม นอกจากการบูรณะอาคารสถานที่และสร้างโบสถ์หลังใหม่แล้ว จึงได้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “กฐินคณะราษฎร์” หรือ “กฐินคณะราษฎร” พระยาพหลฯ และภรรยา กระทำเป็นแบบอย่างที่วัดเทวสังฆารามเช่นกัน

        กฐินเพื่อระดมทุนบูรณะโบราณสถานและทำนุบำรุงวัดวาอารามนี้ พระยาพหลฯ กับภรรยายังคงกระทำสืบต่อมา แม้จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วต่อมาอีกหลายปี คณะราษฎรท่านอื่นก็นิยมจัดกฐินไปยังจังหวัดของตนเช่นกัน ดังกรณีจอมพล ป. นิยม จัดกฐินไปวัดเขมาภิรตาราม อ. เมือง จ. นนทบุรี หรือปรีดี พนมยงค์ ที่จัดกฐินไปที่วัดสุวรรณดาราราม จ. พระนครศรีอยุธยา เป็นประจำ[15]     

         ตัวอย่างกฐินคณะราษฎรที่พระยาพหลฯ จัดทำไปยังวัดเทวสังฆาราม เท่าที่เหลือเอกสารให้ค้นเจอ มีกฐินเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2484 ตอนนั้นพระยาพหลฯ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอุปสมบทที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน แล้วมาจำพรรษาอยู่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กฐินที่จัดจากกรุงเทพฯ ไปยังวัดเทวสังฆาราม ในนามสโมสรคณะราษฎร ซึ่งขณะนั้นมีนายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายกสโมสรคณะราษฎร ปรากฏความตามเอกสารดังนี้:

 


(ตราครุฑแดง)

ที่ ม. ๙๒๔๗/๒๔๘๔                                                         ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี

                                 ๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๔

เรื่อง พระภิกษุพระยาพหลพลพยุหเสนา กับ ฯพณฯ นายดิเรก ชัยนาม ไปทอดกฐินในนามของสโมสรคณะราษฎร ที่วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี

จาก คณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรี

ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย

        ด้วยได้รับโทรเลขที่ ๑๑๔๑ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ว่าพระยาพหลพลพยุหเสนาจะไปทอดกฐินคณะราษฎรที่จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๔ แล้วกลับไปพักแรมจังหวัดนครปฐม ให้รับรองและอำนวยความสะดวกนั้น จังหวัดได้สั่งอำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา และตำรวจแล้ว

        เรื่องนี้ พระภิกษุพระยาพหลพลพยุหเสนา และสโมสรคณะราษฎร ได้ไปบำเพ็ญการกุศลทอดกฐิน ณ วัดเทวสังฆาราม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี คณะกรรมการจังหวัดพร้อมด้วยข้าราชการทุกแผนก และข้าราชการตุลาการ เจ้าหน้าที่โรงงานกระดาษทหารกาญจนบุรี บริษัทกาญจนบุรีจังหวัดพาณิชย์จำกัด และพ่อค้าประชาชน ให้การต้อนรับและร่วมการกุศลด้วยความพร้อมเพรียง คือ

๑. วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๔ เวลาบ่ายตั้งเครื่ององค์กฐินและเครื่องบริกขาร ณ โรงพิธีข้างศาลจ้าวหลักเมืองไว้พร้อมเสร็จ เวลากลางคืนมีมหรสพลิเก ๑ โรง ภาพยนตร์ ๑ จอ เป็นการฉลอง มีประชาชนแต่งกายถูกต้องตามรัฐนิยมและตามคำวิงวอนของท่านนายกรัฐมนตรี มาเที่ยวเตร่ชมการมหรสพอย่างคับคั่ง

๒. รุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๔๘๔ พระภิกษุพระยาพหลพลพยุหเสนา กับ ฯพณฯ นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกสโมสรคณะราษฎร ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เวลา ๙.๓๕ น. โดยขบวนรถไฟหัวหินไปลงที่สถานีบ้านโป่ง แล้วเดินทางต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรี โดยรถยนต์

เวลา ๑๐.๓๐ น. ได้เคลื่อนกระบวนแห่องค์กฐินและเครื่องบริกขารออกจากโรงพิธีข้างศาลจ้าวหลักเมืองไปยังวัดเทวสังฆาราม ในกระบวนเหล่านี้ได้จัดให้มีการประกวดเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมการอนามัย การอาชีพ และส่งเสริมความสามัคคี มีผู้มาร่วมโมทนาการกุศลทอดกฐิน และเข้ากระบวนแห่ ซึ่งล้วนแต่งกายถูกต้องตามรัฐนิยมและตามคำวิวอนของท่านนายกรัฐมนตรี ประมาณ ๕๐๐๐ คน เมื่อทอดกฐินเสร็จแล้ว มีการทอดผ้าป่าของข้าราชการและประชาชนที่วัดไชยชะนะสงคราม วัดเทวสังฆาราม และวัดถาวรวรารามด้วย ต่อจากนั้นพระภิกษุพระยาพหลพลพยุหเสนากลับไปพักแรมที่จังหวัดนครปฐม ฯพณฯ นายดิเรก ชัยนาม เดินทางกลับกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยข้าราชการ ได้ไปส่งที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง และที่จังหวัดนครปฐม กิจการทั้งปวงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเอิกเกริกครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง

              จึงเรียนมาเพื่อทราบ

                                                        ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

                                                                หลวงทรงสารการ


        จากเอกสารแฟ้มเดียวกัน ยังพบว่ากฐินคณะราษฎรที่จัดไปวัดเทวสังฆารามสมัยนั้นถือเป็นงานใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี แม้ว่าพระยาพหลฯ จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แถมยังอยู่ระหว่างบวชเป็นพระภิกษุอีก แต่ก็ได้รับการต้อนรับจากข้าราชการชาวจังหวัดกาญจนบุรีเป็นอย่างดี ผิดกับหลายคนที่เมื่อพ้นจากตำแหน่งยศฐาในระบบราชการบ้านเมืองไปแล้ว ก็เหมือนคนสิ้นบุญวาสนา ถูกหมางเมินจากข้าราชการไปโดยทันที

        โดยคณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมด้วยข้าราชการทุกแผนก ข้าราชการตุลาการ เจ้าหน้าที่โรงงานกระดาษทหารกาญจนบุรี บริษัทกาญจนบุรีจังหวัดพาณิชย์จำกัด และพ่อค้าประชาชน ได้มาให้การต้อนรับและร่วมการกุศลครั้งนี้ด้วย โดยคณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีรายงานไปถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ความว่า “ได้รับการต้อนรับและร่วมการกุศลด้วยความพร้อมเพรียงกัน กิจการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเอิกเกริกครึกครื้นอย่างยิ่ง”[16] 

 

หน้าบันโบสถ์พระยาพหล หรือโบสถ์คณะราษฎร

 

(7) บทสรุปและส่งท้าย

        ในการเป็นผู้นำรัฐบาลและคณะราษฎรผู้บุกเบิกการปกครองระบอบใหม่ พระยาพหลฯ นอกจากได้รับการยกย่องว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้ชีวิตสมถะติดดินและใช้อำนาจตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังได้ชื่อว่าประพฤติตนเป็นแบบอย่างในด้านนโยบาย เมื่อเสนอให้ผู้อื่นกระทำอย่างการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามในท้องถิ่น นอกจากตั้งกรมศิลปากรขึ้น ออกกฎหมายเกี่ยวข้อง และดำเนินการขึ้นบัญชีโบราณสถานแล้ว พระยาพหลฯ กับภรรยา ยังประพฤติเป็นแบบอย่างในด้านการทำนุบำรุงโบราณสถานและศิลปวัตถุในท้องถิ่นเป็นบุคคลแรก ๆ ของระบอบใหม่อีกด้วย

 

โบสถ์ใหม่ (โบสถ์พระยาพหลฯ หรือ โบสถ์คณะราษฎร) 
วัดเทวสังฆาราม สร้างสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา

 

        วาทกรรมหนึ่งที่ไปมีผลกำหนดนิยามให้โบราณสถานของท้องถิ่น ก่อเกิดเป็นความสำคัญระดับชาติ ที่เรียกว่า “โบราณสถานของชาติ” หรือ “สมบัติชาติ” ล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่งถือกำเนิดภายใต้ยุครัฐบาลพระยาพหลฯ ในยุคแรกเริ่มนั้นวาทกรรมดังกล่าวนี้มีขึ้นด้วยเหตุผลเพื่อทำนุบำรุงโบราณสถานและศิลปกรรมที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมถอย ให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นใหม่อีกครั้ง แม้ว่าจะกลายเป็นวาทกรรมที่ถูกนำไปใช้เพื่อกอบโกยเอาทรัพยากรท้องถิ่นในภายหลัง ก็ไม่ได้บดบังเจตนารมณ์ที่สืบเนื่องกับการอภิวัฒน์ในช่วงแรกเริ่ม เช่นเดียวกับหลายสิ่งอย่างที่มีเหตุผลเหมาะสมกับยุคสมัยเมื่อแรกกำเนิด แต่เมื่อผ่านพ้นเวลาดังกล่าวนั้นไปแล้วก็ถูกแปรความหมายหรือบิดเบือนไปใช้ประโยชน์ในแง่มุมอื่น

        เมื่อ “ชาติ” ที่คณะราษฎรเคยนิยามเป็นของราษฎร (“ประเทศเป็นของราษฎร”/ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1) ถูกแปรความบิดเบือนไปเป็น “ชาติ” ที่เป็นของชนชั้นนำ “สมบัติชาติ” ก็เลยถูกเปลี่ยนนิยามความหมายไปด้วย จาก “สมบัติของราษฎร/ประชาชน” กลายไปเป็น “สมบัติของชนชั้นนำ” กระทั่งทำให้เรื่องราวแวดล้อมเกี่ยวข้องกับโบราณสถานและศิลปวัตถุดูเป็นเรื่องของคนอนุรักษ์นิยมแช่แข็งของโบราณและกระทั่งลักลอบค้าของโบราณไป    

        ข้อโจมตีหนึ่งต่อคณะราษฎรปีกก้าวหน้า ว่าจะดำเนินการปกครองบ้านเมืองหรือมีนโยบายไปในทาง “บอลเชวิก” พระยาพหลฯ กับภรรยาได้แสดงให้เห็นว่าไม่เป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ตรงข้ามยุคสมัยแรกเริ่มรัฐบาลคณะราษฎรกลับเป็นยุคที่มีการริเริ่มงานสำคัญอย่างการบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศ ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้งกรมศิลปากร การร่างกฎหมาย พ.ร.บ. โบราณสถานฯ ฉบับแรก และการดำเนินงานขึ้นบัญชีวัดโบราณเป็นครั้งแรก

        แน่นอนว่าก็เช่นเดียวกับงานชั้นบุกเบิกทั้งหลายที่จะต้องยังมี “ช่องโหว่” หรือข้อบกพร่องติดขัดในการดำเนินงาน จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันใหม่ในภายหลัง นำมาสู่พ.ร.บ. โบราณสถานฯ อีกหลายฉบับต่อมา เพื่อให้สอดคล้องทันยุคสมัย ก็เป็นธรรมดา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้ก็คือความสำคัญของการวางรากฐานในสมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ ถ้าไม่มีการวางรากฐานมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มการอภิวัฒน์แล้ว ยากและบางอย่างอาจล่าช้าเกินกว่าที่ควร

        กรณีวัดเทวสังฆาราม จ. กาญจนบุรี เช่นเดียวกับหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่มีความรับรู้กันอย่างผิด ๆ ว่าเป็นวัดที่ได้รับการทำนุบำรุงแต่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช แล้วมาถูกละเลยในสมัยคณะราษฎร แต่ความจริงมีหลักฐานปรากฏ (ทั้งในรูปแบบสถาปัตยกรรมในสถานที่ ความทรงจำเรื่องเล่าของผู้คนในท้องถิ่น ตลอดจนเอกสารหลักฐานลายลักษณ์อักษร) ว่าเป็นตรงกันข้าม คือในยุคก่อนหน้าการอภิวัฒน์ถูกละเลย ขาดการทำนุบำรุง และมาได้รับการบุรณะฟื้นฟูดูแลก็ในช่วงหลังจากเกิดการอภิวัฒน์แล้วต่างหาก...  

 

เชิงอรรถ


[1] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2538), หน้า 47. 

[2] เรื่องเดียวกัน.

[3] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก. กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๕), หน้า ๙.  

[4] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. ชุมนุมพระบรมราชาธิบายและประชุมพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ. (กรุงเทพฯ: คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547), หน้า 19-20.

[5] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค. อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายพิพัฒน์ พังคานนท์ ณ เมรุวัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี (พระนคร: กรมศิลปากร, 2502), หน้า 56.

[6] เรื่องเที่ยวไทรโยค คราวสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เสด็จประพาส เมื่อพ.ศ. 2464. (พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2471), หน้า 9-10.

[7] กรมการศาสนา. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑. (กรุงเทพฯ: กองพุทศาสนา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, 2525), หน้า 614.

[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 615.

[9] หจช. มท. 2.2.5/5 เรื่องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีบางท่าน และอัครราชทูตเยอรมัน ไปในการทำพิธีเปิดโรงงานทำกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ. 2481).

[10] หจช. มท. 2.2.5/2 เรื่องสั่งจังหวัดกาญจนบุรีให้อำนวยความสะดวกและอารักขานายกรัฐมนตรี ซึ่งจะขึ้นไปจังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ. 2479).

[11] ไพบูลย์ กาญจนพิบูลย์ (บก.). 111 ปี ฯพณฯ พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ” 29 มีนาคม 2541 นายกคนซื่อ 5 สมัย สุภาพบุรุษประชาธิปไตย ขวัญใจประชาชน. (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2552), หน้า 834.  

[12] เรื่องเดียวกัน, หน้า 830.  

[13] ธีรัชย์ พูลท้วม (บก.). ประวัติปูชนียบุคคลในอดีตแห่งเมืองกาญจนบุรี (บางท่าน). (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฒาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2536 (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นางน้ำ นาคะ ณ เมรุวัดศรีอุปลาราม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี วันที่ 28 มีนาคม 2536), หน้า 129-130.

[14] รายงานกรมศิลปากรประจำพุทธศักราช 2477-2478-2479. (พระนคร: กองพิพิธภัณฑ์และโบราณสถาน, ไม่ระบุปีที่พิมพ์), หน้า 11.

[15] กรณีปรีดี พนมยงค์ ขอให้ดู กำพล จำปาพันธ์. “ปรีดี พนมยงค์ กับ วัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา” https://pridi.or.th/th/content/2025/09/2628 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568).

[16] หจช. มท. 2.2.14/195 เรื่องพระยาพหลพลพยุหเสนาไปทอดกฐินคณะราษฎรที่จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ. 2484).