เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปยังศูนย์กลางอำนาจและบุคคลระดับนำ พร้อมกระแสข่าวว่าอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตจากปฏิบัติการดังกล่าว ขณะเดียวกัน สหประชาชาติได้เรียกประชุมฉุกเฉิน ความตึงเครียดลุกลามสู่การตอบโต้ในภูมิภาค และเริ่มปรากฏผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามรายงาน ปฏิบัติการในลักษณะ “โจมตีเด็ดหัวผู้นำ” (decapitation strike) [1]ย่อมระทบต่อหลักการสำคัญของระเบียบโลกหลังปี ค.ศ. 1945 ซึ่งตั้งอยู่บนการเคารพอธิปไตยของรัฐและการจำกัดการใช้กำลังระหว่างรัฐ
เหตุการณ์เช่นนี้จึงทำให้ประเด็นความชอบธรรม เสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือของกฎหมายระหว่างประเทศถูกตั้งคำถามอย่างเข้มข้น
1. ระเบียบโลกหลังปี 1945 และกรอบกฎหมายว่าด้วยการใช้กำลัง
แกนของระเบียบโลกภายหลังปี ค.ศ. 1945 ตั้งอยู่บนข้อห้าม “การข่มขู่หรือการใช้กำลัง” ตามกฎบัตรสหประชาชาติ โดยหลักทั่วไป รัฐต้องงดเว้นการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น[2] หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายชัดเจนเพื่อทำให้สงครามไม่เป็นเครื่องมือปกติของการเมืองระหว่างประเทศ และกำหนดให้การใช้กำลังอยู่ภายใต้กรอบที่จำกัด ตรวจสอบได้ และผูกพันด้วยความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ข้อยกเว้นที่ได้รับการยอมรับภายใต้กฎบัตรโดยสรุปมี 2 กรณี ได้แก่ (1) การใช้อำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงภายใต้บทที่ 7 เพื่อธำรงหรือฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และ (2) สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 เมื่อเกิด “การโจมตีด้วยกำลังอาวุธ”[3] ทั้งนี้ รัฐผู้ใช้สิทธิป้องกันตนเองต้องรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงโดยไม่ชักช้า เพื่อให้การดำเนินการอยู่ภายใต้การกำกับตรวจสอบของระบบความมั่นคงร่วมกัน
นัยสำคัญอยู่ที่ว่า “สิทธิในการป้องกันตนเอง” ไม่ใช่อำนาจที่ใช้ได้โดยเสรี หากเป็นสิทธิที่ต้องผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนส่วนของเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดสิทธิ และขอบเขตของการตอบโต้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วนอย่างชัดเจน
ในบริบทของข่าวปัจจุบัน มีถ้อยคำจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็น “การโจมตีเชิงป้องกัน” หรือ “เชิงล่วงหน้า” (pre-emptive) เพื่อขจัดภัยคุกคาม[4] ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงสำคัญในกฎหมายระหว่างประเทศร่วมสมัย เนื่องจากการขยายความหมายของ “การป้องกันตนเอง” ให้ครอบคลุมการใช้กำลังก่อนเกิดการโจมตีด้วยกำลังอาวุธอย่างเป็นรูปธรรม ย่อมกระทบต่อโครงสร้างของหลักห้ามใช้กำลัง และเพิ่มความเสี่ยงที่มาตรา 51 จะถูกนำไปใช้รองรับการตัดสินใจฝ่ายเดียวของรัฐ โดยปราศจากการกำกับตรวจสอบที่เพียงพ
ด้วยเหตุนี้ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เห็นว่า การวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการใช้กำลัง (jus ad bellum) จักต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมาตรฐานที่ใช้โดยเสมอภาค ภายใต้กลไกพหุภาคี โดยไม่อาจยึดถือเพียงคำประกาศของคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบรรทัดฐาน หากปล่อยให้การอ้างสิทธิขึ้นอยู่กับอำนาจฝ่ายเดียว ‘สิทธิอันชอบธรรม’ ก็จะกลายเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้แก่ 'ผู้มีกำลัง' เท่านั้น
2. แม้จะอ้างการป้องกันตนเอง การทำสงครามยังถูกจำกัดด้วยมนุษยธรรม
ต่อให้รัฐใดเชื่อว่าตนมีเหตุในการ “ป้องกันตนเอง” การใช้กำลังก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law: IHL)[5] ซึ่งกำกับ “วิธีการและวิถีแห่งการทำสงคราม” โดยยืนอยู่บนหลักสำคัญ ได้แก่
- การแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน (distinction)
- ความได้สัดส่วนของการโจมตี (proportionality) และ
- ความระมัดระวังเพื่อลดอันตรายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้อง (precautions)
สาระของหลักการเหล่านี้คือ ความชอบธรรมของ ‘เป้าหมาย’ มิอาจใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ ‘วิธีการ’ ที่ก่อความเสียหายเกินขอบเขตความจำเป็นต่อพลเรือนหรือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เมื่อใดที่มาตรฐานการคุ้มครองพลเรือนถูกสั่นคลอน เมื่อนั้นผู้บริสุทธิ์ย่อมถูกลดทอนสถานะเป็นเพียง “ความเสียหายข้างเคียง” (collateral damage) ที่ปราศจากความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นการทำลายรากฐานทางศีลธรรมขั้นต่ำที่ช่วยประคับประคองให้มนุษยชาติยังคงอยู่ร่วมกันได้แม้ในภาวะสงคราม
ในกรณี “การสังหารเป้าหมาย” (targeted killing) จึงต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวดกว่าปกติ เพราะเส้นแบ่งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับ “การประหารโดยรัฐ” บางยิ่งนัก เมื่อปฏิบัติการเกิดนอกบริบทความขัดแย้งที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย หรือปราศจากความจำเป็นและความได้สัดส่วน มันย่อมหลุดออกจากกรอบความชอบธรรมทันที
รายงานของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติในอดีต เช่น Philip Alston ย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจน[6] รัฐต้องมีกฎหมายที่แน่นอน โปร่งใส และมีกลไกความรับผิดที่ตรวจสอบได้ มิฉะนั้น การสังหารเป้าหมายจะค่อย ๆ กลายเป็นบรรทัดฐานที่รัฐอ้างได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ
3. สิทธิมนุษยชนภายใน กับการแทรกแซงภายนอก เส้นแบ่งที่ต้องระวัง
การประเมินสถานการณ์จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง (ก) ลักษณะและปัญหาของระบอบการเมืองภายในประเทศหนึ่ง กับ (ข) ความชอบธรรมของการใช้กำลังข้ามพรมแดน ระบอบภายใต้การนำของผู้นำอิหร่านถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องในประเด็นสิทธิและเสรีภาพภายในประเทศ ทว่า การวิพากษ์ระบอบหนึ่งไม่เท่ากับการรับรองการใช้กำลังจากภายนอก แม้ระบอบใดจะมีปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การใช้กำลังจากภายนอกก็ยังต้องถูกประเมินภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเสมอภาค
เมื่อใดที่ “มาตรฐานสิทธิมนุษยชน” ถูกหยิบใช้แบบเลือกข้างเพื่อทำให้ความรุนแรงชอบธรรม ระบบคุณค่าเองย่อมเสื่อมความน่าเชื่อถือ และในท้ายที่สุดผู้แบกรับผลกระทบหนักที่สุดคือพลเรือนและสังคมโดยรวม มิใช่ผู้มีอำนาจที่เป็นเป้าของข้อกล่าวหา
บทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงด้วยกำลังมิได้ก่อให้เกิดเสถียรภาพหรือประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ[7] ตรงกันข้าม ความรุนแรงจากภายนอกมักกระตุ้นกระแสชาตินิยม เปิดพื้นที่ให้รัฐความมั่นคงรวมศูนย์อำนาจ และทำให้เสียงเรียกร้องสิทธิภายในประเทศถูกตีตราว่าเป็น “เครื่องมือของต่างชาติ” ได้ง่ายขึ้น[8]
ด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปเชิงหลักการจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าระบอบใดจะล่มหรือดำรงอยู่ต่อไป หากเป็นการตระหนักว่า “การใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนระบอบ” (regime change by force) มีความเสี่ยงสูงต่อผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจ และในหลายกรณีความรุนแรงจากภายนอกกลับกลายเป็นเงื่อนไขที่เสริมความแข็งตัวของรัฐความมั่นคงและความชอบธรรมแบบชาตินิยม มากกว่าจะนำไปสู่การปลดล็อกสิทธิและเสรีภาพภายในอย่างยั่งยืน
4. ผลสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก
เมื่อการใช้กำลังต่อรัฐอธิปไตยเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านกลไกของสหประชาชาติ และการลอบสังหารผู้นำรัฐกลายเป็นบรรทัดฐาน ระเบียบโลกย่อมเสี่ยงเคลื่อนไปสู่สภาวะที่ “อำนาจดิบ” เป็นตัวชี้ขาด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่รัฐขนาดกลางและขนาดเล็กเผชิญความเปราะบางมากที่สุด เนื่องจากขาดทั้งอำนาจต่อรองและเครื่องมือคุ้มกันความเสี่ยงในระดับเดียวกับมหาอำนาจ
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดครั้งนี้ยิ่งเร่งพลวัตการแข่งขันหลายขั้ว และเพิ่มแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงไปแตะเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ[9] แม้ยังไม่ถึงขั้นปิดเส้นทางเดินเรือ เพียงระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นก็เพียงพอให้ราคาพลังงาน ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง และตลาดการเงินผันผวนทันที และผู้ที่รับผลกระทบก่อนใครมักเป็นประชาชนทั่วไป ผ่านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน รวมถึงประเทศไทย ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่จำกัดเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซ หากยังครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน การค้า การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดน หากความรุนแรงมีแนวโน้มขยายวง
5. นัยต่อรัฐไทย: ภารกิจของรัฐในภาวะวิกฤตระหว่างประเทศ
ในบริบทที่โลกกำลังแตกขั้วรุนแรงขึ้น สถาบันปรีดี พนมยงค์ เห็นว่า รัฐไทยต้องก้าวพ้นการแสดงท่าทีเชิงสัญลักษณ์ และกำหนดมาตรการเชิงระบบที่ชัดเจนอย่างน้อยสี่ด้าน
ประการแรก การคุ้มครองคนไทยในพื้นที่เสี่ยงต้องเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด รัฐบาลควรมีระบบลงทะเบียนและฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่เข้าถึงได้จริง แผนอพยพที่เป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติได้ทันที ตลอดจนการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูต ประเทศเพื่อนบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียมเส้นทางปลอดภัย การคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนคือแก่นแท้ของอำนาจอธิปไตย มิใช่ภารกิจด้านภาพลักษณ์
ประการที่สอง การยืนยันการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ควรถูกสื่อสารในฐานะ “หลักการ” ไม่ใช่ถ้อยคำปลุกเร้า รัฐไทยควรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลีกเลี่ยงการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ลดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างปลอดภัย การยืนหยัดต่อหลักมนุษยธรรมไม่ใช่การเลือกข้าง ทว่า เป็นการธำรงมาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน
ประการที่สาม การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินผลกระทบต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนครัวเรือน ไปจนถึงความเปราะบางของภาคธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า รัฐควรสื่อสารกับสังคมบนฐานข้อเท็จจริง ลดข่าวลือ ลดความตื่นตระหนก และออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด
ประการที่สี่ การทูตของไทยควรตั้งอยู่บน “ความเป็นกลางเชิงหลักการ” (principled neutrality) กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้ประเทศถูกดึงเข้าเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เพิกเฉยต่อหลักห้ามใช้กำลังและหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ไทยควรรักษาช่องทางสื่อสารกับทุกฝ่าย สนับสนุนบทบาทของสหประชาชาติ และประสานความร่วมมือกับประเทศอาเซียนเพื่อผลักดันการลดความรุนแรงและการเจรจา เพราะในโลกที่ต้นทุนของความผิดพลาดสูงขึ้น การไร้ยุทธศาสตร์ย่อมมีราคาสูงกว่าการมียุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักการเสมอ
6. สันติธรรมของปรีดี และข้อเสนอเชิงหลักการต่อรัฐไทย
สถาบันฯ เห็นว่า การวิเคราะห์วิกฤตเช่นนี้ไม่ควรเป็นเพียงการเลือกข้างด้วยอารมณ์ หากแต่ต้องเป็นการธำรงหลักการด้วยเหตุผล อันสอดคล้องกับแนวคิด “สันติธรรม” ของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งให้คุณค่าควบคู่กันทั้งเอกราชและสันติภาพ พร้อมทั้งย้ำความรับผิดของผู้ก่อให้เกิดสงครามต่อมนุษยชาติ
ในเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดกลาง ปรีดีได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างลึกซึ้งว่า “ประเทศที่ชนะสงครามอย่างแท้จริงคือประเทศที่รักษาความเป็นกลางไว้ได้”[10] ข้อคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะในสนามรบมิได้หมายความถึงชัยชนะของรัฐในระยะยาว เพราะต้นทุนของสงครามมักตกแก่ประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม ไม่ว่าฝ่ายใดจะประกาศชัยชนะก็ตาม
พร้อมกันนั้น ปรีดียังยืนยันศักดิ์ศรีของสันติภาพและความเป็นกลางในฐานะยุทธศาสตร์ของรัฐที่ต้องรักษาดุลยภาพในโลกที่อำนาจแข่งขันกัน โดยมีถ้อยคำชัดเจนว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพ มิได้มีคุณค่าน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”[11] และย้ำว่า “หน้าที่ในการรักษาสันติภาพ ต้องพิจารณาควบคู่กับความรับผิดชอบในการป้องกันเอกราชของบ้านเมือง”[12]
แก่นคิดนี้มีความหมายต่อไทยอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า การปกป้องเอกราชมิได้หมายถึงการนิ่งเฉยต่อการละเมิดกติกาสากล แต่คือการยืนหยัดบนหลักการที่ทำให้ไทยไม่ตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ
เมื่อแปล “สันติธรรม” (Peace through Justice) ให้เป็นข้อเสนอเชิงหลักการต่อรัฐไทยในภาวะวิกฤต สาระสำคัญจึงอยู่ที่การวางจุดยืนอย่างเสมอภาคและมั่นคง ได้แก่ การเคารพอธิปไตยของรัฐ การคัดค้านการใช้กำลังที่อยู่นอกกรอบกติกาสากล การยืนยันการคุ้มครองพลเรือน และการสนับสนุนกลไกพหุภาคีในฐานะพื้นที่คลี่คลายความขัดแย้ง
บทเรียนทางประวัติศาสตร์ยืนยันสาระนี้อย่างชัดเจน ดังที่ปรีดีเคยกล่าวไว้ว่า อาวุธจะมีอานุภาพร้ายแรงเพียงใดก็ไม่อาจทำลายมนุษย์ได้ หากไม่มีผู้ก่อสงครามขึ้น[13] และ ประเทศที่ชนะสงครามอย่างแท้จริง คือประเทศที่รักษาความเป็นกลางและดุลยภาพไว้ได้ หลักคิดนี้มิใช่อุดมคติลอยตัว แต่เป็นบทเรียนจากประสบการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งได้ช่วยให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้แพ้สงคราม และสามารถธำรงเอกราชกลับคืนมาอย่างมีศักดิ์ศรี
บทสรุป
ในห้วงเวลาที่กลไกพหุภาคีกำลังเผชิญแรงกดดัน การเร่งสะสมอาวุธและการเลือกข้างอย่างเร่งร้อนย่อมซ้ำเติมวงจรความรุนแรงให้ยืดเยื้อยิ่งขึ้น ทางออกที่มีเสถียรภาพกว่าคือการจำกัดการใช้กำลัง เปิดพื้นที่สำหรับการเจรจา และธำรงหลักกฎหมายระหว่างประเทศให้เป็นมาตรฐานร่วมของทุกฝ่าย มิใช่ถ้อยคำที่หยิบใช้เฉพาะยามสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
การยืนหยัดต่อสันติภาพจึงมิใช่สัญญาณแห่งความอ่อนแอ หากเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐที่ตระหนักถึงบทเรียนประวัติศาสตร์ และเข้าใจว่าความมั่นคงระยะยาวตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือ ในฐานะประเทศที่เคารพกติกาสากลและรักษาดุลยภาพอย่างมีเหตุผล
ท้ายที่สุด หากระเบียบโลกกำลังเผชิญการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สิ่งที่ไม่ควรถูกทำลายก่อนคือหลักมนุษยธรรมและกติกาสากล เพราะเมื่อหลักเหล่านี้พังทลาย ความมั่นคงของทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศเล็กและประเทศขนาดกลาง จะเหลือเพียงความหวาดระแวงเป็นหลักประกัน ซึ่งไม่เคยเป็นหลักประกันที่ยั่งยืน และไม่อาจนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริงได้เลย.
เชิงอรรถ :
[1] Mohammad Mansour, “Analysis: Will Iran’s establishment collapse after the killing of Khamenei?”, Al Jazeera, 1 March 2026, https://www.aljazeera.com/features/2026/3/1/analysis-will-irans-establishment-collapse-after-the-killing-of-khamenei.
[2] United Nations, Charter of the United Nations, Article 2(4), 26 June 1945.
(“All Members shall refrain in their international relations from the threat or use of force against the territorial integrity or political independence of any state…”)
[3] United Nations, Charter of the United Nations, Article 51, 26 June 1945.
[4] Reuters, “Israel says it launched pre-emptive attack against Iran,” Reuters, 28 February 2026, https://www.reuters.com/world/middle-east/israel-says-it-launched-pre-emptive-attack-against-iran-2026-02-28/.
[5] ดูโดยทั่วไป Geneva Conventions of 12 August 1949 และ Additional Protocol I (1977).
[6] Philip Alston, Report of the Special Rapporteur on extrajudicial, summary or arbitrary executions: Study on targeted killings, UN Doc. A/HRC/14/24 (28 May 2010), United Nations Human Rights Council, เข้าถึงได้จาก United Nations Digital Library.
[7] Larry Diamond, “What Went Wrong in Iraq,” Foreign Affairs 83, no. 5 (2004); Francis Fukuyama, America at the Crossroads: Democracy, Power, and the Neoconservative Legacy (New Haven: Yale University Press, 2006); Special Inspector General for Afghanistan Reconstruction (SIGAR), What We Need to Learn: Lessons from Twenty Years of Afghanistan Reconstruction (Washington, DC, 2021).
[8] Jenna Jordan, Leadership Decapitation (Stanford, CA: Stanford University Press, 2019); Jason Lyall, “Does Indiscriminate Violence Incite Insurgent Attacks?” Journal of Conflict Resolution 53, no. 3 (2009); ดูเพิ่มเติม International Crisis Group, Afghanistan: The Need for International Engagement (2021).
[9] U.S. Energy Information Administration (EIA), “The Strait of Hormuz Is the World’s Most Important Oil Transit Chokepoint,” Today in Energy, June 2023; International Energy Agency (IEA), Oil Market Report (ล่าสุด).
[10] ปรีดี พนมยงค์, “การพิทักษ์เอกราชของชาติ เป็นหน้าที่ของใคร,” หน้า ๗๐.
[11] ปรีดี พนมยงค์, คำนำใน “พระเจ้าช้างเผือก,” หน้า ๒.
[12] ปรีดี พนมยงค์, “พระเจ้าช้างเผือก,” หน้า ๒๔.
[13] ปรีดี พนมยงค์, “การพิทักษ์เอกราชของชาติ เป็นหน้าที่ของใคร,” หน้า ๘๕.