เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ เริ่มจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ได้ทำการแถลงข่าว ณ ทำเนียบท่าช้าง เมื่อ 24 มีนาคม 2489 โดยกล่าวว่า “ดร.ทองเปลว (ชลภูมิ) และนายสงวน (ตุลารักษ์) รู้ตัวว่ามีบางคนไม่ชอบหน้าเขา ขออย่าแต่งตั้ง”⁵⁷ ด้านหนึ่งย่อมเป็นคำอธิบายได้ว่า ทองเปลว ชลภูมิ ยังคงมีความสัมพันธ์ ศิษย์-อาจารย์อย่างแน่นแฟ้นคงเดิม และก็เป็นคำอธิบายได้ว่าเหตุใดทองเปลวจึงยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะที่ตนคือ เลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่เคลื่อนไหวกระทั่งนายควง อภัยวงศ์ต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงปัญหาส่วนตัวบางประการ เพราะบุคคลที่ทองเปลวอ้างว่า “ไม่ชอบหน้า” ตนนั้นย่อมมีฐานะและบทบาทที่สำคัญทางการเมืองอย่างแน่นอน ดังนั้น หากทองเปลวได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีก็อาจเป็นสาเหตุของการที่คณะรัฐบาลอาจถูกโจมตีได้
แต่เมื่อรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ต้องจบลงอย่างรวดเร็วในระยะเพียง 5 เดือนกว่า โดยได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรวม 3 ครั้ง (24 มี.ค. - 8 มิ.ย. - 11 มิ.ย. - 21 ส.ค. 2489 ลาออก) พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยการสนับสนุนของนายปรีดี และมีฐานสนับสนุนจากพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพ รวมทั้งพรรคอิสระ ก็จัดตั้งรัฐบาล โดยสมัยแรกเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่าง 23 สิงหาคม พ.ศ. 2489 จนเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในนโยบายรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งสำคัญ 7 วัน 7 คืน จึงพาคณะรัฐมนตรีลาออกเมื่อ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 รวมอายุรัฐบาล 9 เดือนกว่า แต่ พล.ร.ต. ถวัลย์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยเมื่อ 30 พฤษภาคม ซึ่งสมัยหลังนี้เป็นรัฐบาลอยู่ได้เพียง 5 เดือนกว่าก็ถูกยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490

ดร. ทองเปลว ชลภูมิ
คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สมัยแรกนั้น เป็นองค์ประกอบจากพรรคแนวรัฐธรรมนูญกับพรรคสหชีพอย่างชัดเจน ทั้งนี้ทองเปลว ชลภูมิได้เป็นรัฐมนตรีลอย แต่ได้รับมอบให้เป็น “รัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงการคลัง” ซึ่งก็หมายถึงการเป็น “รัฐมนตรีช่วยว่าการ” นั่นเอง ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ นายวิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
จากการสำรวจรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปี พ.ศ. 2489 สมัยรัฐบาลชุดนี้⁵⁸ พบว่า ทองเปลว ชลภูมิเป็นรัฐมนตรีที่มีบทบาทมากในการอธิบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดทั้งการนำเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการงบประมาณหรือกล่าวโดยรวมคือ ทองเปลว ชลภูมิเป็น “ผู้พูด” แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาล
ความสำคัญของทองเปลว ชลภูมิจะเห็นได้จากการนำเสนอตั้ง “องค์การสรรพาหาร” ซึ่งเป็นองค์การพิเศษของรัฐบาลเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่าด้วยสินค้า “บริโภค” ขาดแคลนและมีราคาแพงในสมัยหลังสงคราม ทองเปลว ชลภูมิได้นำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 โดยแถลงว่า
“ที่ผมเสนอหลักการนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องอาหารเฉพาะหน้า การควบคุมโดยวิธีปันส่วนไม่ให้ของขึ้นราคาเป็นไปไม่ได้ ผมจึงคิดทำโดยเหตุการณ์เฉพาะหน้า คือ ตามหลักกระทรวงสรรพาหาร วัตถุประสงค์ก็ต้องการ 1. ลดอัตราค่าครองชีพให้ต่ำลง ให้เห็นว่ารัฐบาลได้ทำอะไร 2. ให้ไทยได้เป็นพ่อค้าต่อต้านเศรษฐกิจ ผมขอเรียนว่าเป็นวิธีของโซเวียตรัสเซีย ไม่ได้อาศัยบทกฎหมายอย่างไร รัฐบาลจะต้องตกลงใจว่า รัฐบาลจะยอมขาดทุนให้สำหรับสินค้าสักเท่าไร ที่ทำมา เราเจาะสว่านได้ไม่ถึงครึ่ง เราทำนี่เท่ากับเราบีบให้แน่นเร็วขึ้น เราจำเป็นต้องทำอาติฟิเชี่ยน ไพรซ์ ก็ต้องดัมพ์ตลาด อาศัยกำลังเงิน กำลังผลิต ผมมีเครื่องมือคือ นายร้อยสำรอง 400 คน ตั้งบอร์ดกลางขึ้นเรียกว่า “องค์การสรรพาหาร” อาศัยกำลังเงิน ลำเลียง ผัก หมู เนื้อ ขอความร่วมมือจากราชทัณฑ์ จากโรงฆ่าสัตว์ของคุณทองอินทร์ หายี่ปั๊ว ถึงเวลาเราสัพพลาย บังคับยี่ปั๊วและซาปั๊วในเรื่องการควบคุมราคา หากผิดสัญญาที่แรกก็ “แบล็กลิสต์” ไว้ เขาขาย 20 สตางค์ เราขาย 10 สตางค์ ถ้าแกไม่ยอมลดลงเขาก็อยู่ไม่ได้ ในการนี้เราจะเชิญเทศบาลให้ร่วมมือให้ใช้พระราชบัญญัติสาธารณสุข พระราชบัญญัติจราจร ใช้สารวัตรทหาร นายร้อยสำรอง ผู้แทนราษฎร ฉาง หายี่ปั๊ว จะทำแบบราชการไม่ได้ เรื่องการเงินตั้งเป็นรูปบัญชีก่อน ต้องยอมขาดทุนบ้างแล้วงานเดินแน่”⁵⁹
จากคำแถลงข้างต้นสรุปได้ว่า องค์การสรรพาหารคือองค์การแทรกแซงตลาดสินค้า “บริโภค” ทั้งแทรกแซงในปริมาณของสินค้าและราคาของสินค้า เพื่อบีบให้ “พ่อค้า” ลดราคาสินค้าลง ซึ่งจะเท่ากับทำให้เกิดการลดอัตราค่าครองชีพของประชาชนให้ต่ำลง แต่ในการดำเนินงานนี้ ให้รัฐ “ยอมขาดทุน” พร้อมกันนั้น จะใช้กลไกรัฐรวมทั้งพ่อค้าร่วมมือกันเป็นกรณีพิเศษ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการจัดตั้งองค์การสรรพาหาร โดยให้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณ “50 ล้านบาท” เพื่อดำเนินการ
วงเงิน “50 ล้านบาท” ขององค์การสรรพาหาร มีความหมายเท่ากับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2490⁶⁰ ของกระทรวงสาธารณสุข (14.1 ล้านบาท) + อุตสาหกรรม (1.66 ล้านบาท) + เกษตราธิการ (18 ล้านบาท) + พาณิชย์ (1.58 ล้านบาท) + ยุติธรรม (2.6 ล้านบาท) + ศึกษาธิการ (13.97 ล้านบาท) จากงบประมาณทั้งสิ้นรวม 491,586,412 บาท หรือเท่ากับประมาณ 10% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด (กลาโหม มีรวม 134.9 ล้านบาท มหาดไทย 72.8 ล้านบาท คมนาคม 51.4 ล้านบาท คลัง 63.7 ล้านบาท) ทั้งนี้งบประมาณขององค์การนี้ให้เบิกใช้ก่อนแล้วค่อยไปตั้งงบประมาณขึ้นชดใช้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2491
จากงบประมาณขององค์การสรรพาหาร แสดงให้เห็นว่า องค์การสรรพาหาร เป็นองค์การพิเศษที่มีความสำคัญมากยิ่งของรัฐบาล ไม่เพียงแต่จะมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาสินค้าบริโภคเท่านั้น แต่ย่อมหมายความด้วยว่า เป็นองค์การที่จะปลุกปลอบขวัญประชาชนและสร้างความนิยมในรัฐบาล โดยมี ทองเปลว ชลภูมิ เป็นผู้อำนวยการ และ นายทอง กันทาธรรม ส.ส.แพร่ เป็นรองผู้อำนวยการ
ดังนั้น ผลของความล้มเหลวและข่าวของการคอรัปชั่น จึงเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ และความอ่อนด้อยทางประสิทธิภาพของรัฐบาล ที่รัฐบาล พล.ร.ต. ถวัลย์ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่าง 19-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 อย่างไรก็ตาม รัฐบาล พล.ร.ต. ถวัลย์ได้สั่งให้ยุบองค์การนี้เมื่อ 15 พฤษภาคม หรือวันเดียวกันกับที่นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเสนอญัตติด่วน 8 ข้อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในนโยบายของรัฐบาล
ปัญหาสำคัญหลังสงครามของไทยคือการปรากฏข่าวคอรัปชั่นของข้าราชการอย่างครึกโครม องค์การสรรพาหารคือปรากฏการณ์ในกระแสเดียวกันนี้ ร.ต.อ. เฉียบ อัมพุนันทน์ ซึ่งกล่าวว่าตนคือผู้หนึ่งที่ช่วยองค์การนี้ดำเนินการ ระบุว่า “เจ้าหน้าที่องค์การสรรพาหารส่วนใหญ่คอรัปชั่นได้” เพราะ “ต่างก็หิวโหยมาด้วยกันทั้งนั้น” วิธีการคือ “กินตามน้ำ”⁶¹ ซึ่งต่อปัญหาคอรัปชั่นขององค์การนี้ ได้รับการอธิบายจากฝ่าย พล.ร.ต. ถวัลย์ ผู้นำรัฐบาลในขณะนั้นว่า
“ซึ่งมีเสียงโจทย์จรรย์ไปในทางไม่สุจริตนั้น ความจริงหลักการในการจัดตั้งองค์การสรรพาหารนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นการถูกต้องตามหลักวิชาการ หากแต่ตัวบุคคลผู้บริหารไม่ดีต่างหาก จึงไม่บรรลุถึงผลดีตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ ความจริงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 50 ล้านบาท (ห้าสิบล้านบาท) นั้น เมื่อใช้ไปได้ประมาณ 10 ล้านบาท (สิบล้านบาท) เมื่อปรากฏว่าการบริหารไม่เป็นไปตามจุดหมายแล้ว รัฐบาลก็ได้สั่งให้หยุดดำเนินการและตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบบัญชีและพิจารณาในเรื่องนี้ ผลก็คือแทนที่องค์การสรรพาหารจะขาดทุนเป็นล้าน ๆ ดังที่แพร่ข่าวกันไป องค์การสรรพาหารกลับมีกำไรอีกหลายหมื่นบาท ทั้ง ๆ ที่การตั้งองค์การนี้ไม่ประสงค์หากำไร ตรงกันข้ามกลับยินดีที่จะขาดทุน (จนถึง 50 ล้านบาท) หรือมากกว่า ... แต่ตามเสียงประชาชนและเสียงหนังสือพิมพ์ไม่ต้องการ รัฐบาลจึงสั่งให้หยุดกิจการ....”⁶²
พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้กล่าวถึงโดยนัยแห่งเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อ 20 ปีให้หลังว่า
“...แต่ผลที่สุดโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นเมื่อปฏิบัติไปกลับเป็นผลร้ายต่อประชาชน นำความเดือดร้อนทุกข์ยากมาสู่ประชาชนเนื่องจากผู้บริหารไม่เอาใจใส่ในโครงการหรือไม่เข้าใจซาบซึ้งในโครงการประกอบด้วยความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ฉวยโอกาสจากการดำเนินงานนั้นหาประโยชน์ใส่ตน จึงทำโครงการที่วางไว้ด้วยเจตนาดีต่อชาติบ้านเมืองต้องประสบความล้มเหลวไปในที่สุด
... แม้ผู้วางโครงการจะมีเจตนาดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือทรยศต่อชาติบ้านเมืองก็ตาม แต่ก็ต้องคิดให้รอบคอบและตระหนักแน่เสียก่อนว่า ได้มีเครื่องมือพร้อมมูลแล้วหรือไม่ ผู้ร่วมงานและผู้ปฏิบัติงานตามโครงการมีสมรรถภาพเพรียบพร้อมที่จะสนองให้งานลุล่วงไปได้ดังเจตนาหรือหาไม่ ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้ที่จะดำเนินงานมีความหนักแน่นอย่างใด เพียงใด ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบโครงการอย่างที่จะขาดเสียมิได้”⁶³
จากปัญหาการคอรัปชั่นขององค์การสรรพาหาร รวมทั้งคำอธิบายของฝ่าย พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์นั้น เมื่อพิจารณาในเชิงภาพรวมก็จะพบข้อพึงสังเกตสำคัญยิ่งว่า เราไม่พบว่าหลังการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ทั้งคณะรัฐประหารและรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่าย “โจมตี” ถึงปัญหาการคอรัปชั่นภายในองค์การสรรพาหาร ไม่พบว่ามีการใช้อำนาจรัฐแต่งตั้งคณะตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเงินและการดำเนินงานขององค์การนี้แต่อย่างใด
คำถามคือ หากองค์การสรรพาหารและผู้บริหารองค์การคือปัญหาของการคอรัปชั่นที่สำคัญสุดของรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจ เหตุใดหลังการรัฐประหารจึงปล่อยผ่านเลยไปแทนที่จะใช้เป็น “เครื่องมือ” ตรวจสอบฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์-ทองเปลว ชลภูมิต่อไปเพื่อทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เหมือนเช่นที่กลุ่ม ส.ส. อีสาน และทองเปลว ชลภูมิ ดำเนินการเรื่องปัญหาเงิน 83 ล้านบาทสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือว่าจริง ๆ แล้ว องค์การสรรพาหาร “ไม่ได้ขาดทุน” หากทว่า “ได้กำไร” ตามคำอธิบายของฝ่าย พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นอกจากนี้ หรือว่าการคอรัปชั่นในองค์การนี้เป็นปรากฏการณ์ของข้าราชการระดับกลางและล่างเท่านั้น ไม่ปรากฏต่อการดำเนินงานของทองเปลว ชลภูมิ แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาเรื่ององค์การสรรพาหาร ก็ทำให้ทองเปลว ชลภูมิไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในหนังสือที่ทองเปลวแต่งเมื่อปลายปี 2491 ขณะถูกจับกุมข้อหา “กบฏ” เรื่อง “หว่องอันยื้อ รัฐบุรุษผู้ตายอย่างหมากลางถนน” นั้น ทองเปลวได้เขียนไว้ใน “คำนำ” ว่า “หากข้าพเจ้าได้ค้นคว้าเรื่องนี้ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะตั้งองค์การสรรพาหารแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ตั้งเป็นอันขาด” นับเป็นการยอมรับความผิดพลาดดังเช่นบุคลิกของทองเปลว ชลภูมินั่นเอง
“ประมาณปี 1069 ในรัฐสมัยพระเจ้าซ้องเช่งจงฮ่องเต้ ประเทศจีนได้ให้กำเนิดรัฐบุรุษ ผู้เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง คือ “หว่องอันยื้อ” นักปฏิรูปสังคม เขามีความคิดหนักไปในทางเศรษฐกิจและการคลัง ... พยายามดำเนินแผนการเศรษฐกิจในรูปปัจจุบันที่เราเรียกว่า “โซเชียลลิสม์” หรือสังคมนิยม เขาต่อสู้กับศัตรูทางการเมืองทุกวิถีทาง เพื่อเอาชนะตามอุดมคติของเขา ต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ส่วนรวม แต่อนิจจา บั้นปลายแห่งชีวิตของเขา เขาต้องพ่ายแพ้และตายอย่างหมากลางถนน”⁶⁴
เชิงอรรถ
57. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, (2) สร.0201.18.2 หนังสือพิมพ์อิสระ (ฉบับพิเศษ-ข่าวด่วน) 24 มีนาคม 2489.
58. เป็นที่น่าแปลกใจว่าที่ห้องสมุดรัฐสภานั้น ผู้เขียนค้นไม่พบเอกสารรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปีพ.ศ.2490 แต่ประการใด แม้แต่รายงานการประชุมปีพ.ศ.2489 ที่ได้อ่านนั้น ก็ยังเป็นต้นฉบับพิมพ์ดีดรวมเล่มที่ยังมีการแก้ไขข้อความด้วยลายมือ และเช่นกันที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่ามีรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของปี พ.ศ.2489 และข้ามไปเป็นปี พ.ศ.2491 แต่ไม่มีของปี พ.ศ.2490 แต่อย่างใด
59. สิริ เปรมจิตต์, ชีวิตและงานของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (กรุงเทพฯ : บำรุงนุกูลกิจ, 2521), หน้า 535-536.
60. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 13/2489 (วิสามัญ) พฤหัสบดี 31 ตุลาคม 2489.
61. ร.ต.อ.เฉียบ (ชัยสงค์) อัมพุนันทน์, มหาวิทยาลัยของข้าพเจ้า (พระนคร : โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์, 2501), หน้า 508.
62. สิริ เปรมจิตต์, อ้างแล้ว, หน้า 637.
63. “คำนำ” ของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ใน ทองเปลว ชลภูมิ, หว่องอันยี้ฯ อ้างแล้ว, ไม่มีเลขหน้าหน้า.
64. ทองเปลว ชลภูมิ, เพิ่งอ้าง, หน้า 2-3.
หมายเหตุ
- ตัดจากตอนหนึ่งในหนังสือปรีดี กับ 4+1 รัฐมนตรีอีสาน หน้าที่ 289-297