ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บทบาท-ผลงาน

ปรีดี พนมยงค์ กับหลักธรรมในการสร้างชาติ ตอนที่ 1

10
กุมภาพันธ์
2569

อาตมภาพขออำนวยพรแด่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้เป็นที่คุ้นเคยนับถือกันมาเป็นเวลายาวนาน และท่านผู้ฟังผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนแต่การจะบรรยายถึงธรรมตามที่ได้กำหนดไว้นั้น อาตมภาพขอถือโอกาสกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งอดีตเกี่ยวกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสักเล็กน้อย

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)

 

เมื่อสมัยก่อน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นจะเป็นเพราะเคยเป็นนครหลวงของประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานนั้นเอง จึงมีคนที่เรียกว่านักปราชญ์ราชบัณฑิต พร้อมทั้งเจริญด้วยทิฐิมานะอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และทั้งที่มีกิเลสตัณหาค่อนข้างจะหนาแน่น จนทำให้ยากแก่การปกครองไม่ว่าด้านศาสนาและด้านชาติ สมัยนั้นอาตมภาพยังเป็นพระหนุ่มเป็นพระเปรียญ อายุเพิ่งย่างเข้า ๒๙ ปี เผอิญทางราชการคณะสงฆ์ ได้แต่งตั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตเขมจารีมหาเถระ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมภาพ และเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ องค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอยุธยา เจ้าประคุณสมเด็จเช่นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเชื่อมั่นว่าเป็นพระมหาเถระที่มีสมรรถภาพสูงองค์หนึ่ง เมื่อมณฑลอยุธยาเป็นที่ปกครองยากลำบากแก่ผู้ไปปกครองเรื่อยมา ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตเขมจารีมหาเถระ เป็นเจ้าคณะมณฑลอยุธยา

เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จเป็นเจ้าคณะมณฑลอยุธยา ก็ได้ดำเนินวางแผนการปกครองด้วยวิธีการของท่าน คือไปปกครอง ณ ที่ใดก็มักสร้างคนก่อนอื่น ปกครองพระก็สร้างพระ ปกครองคนก็สร้างคน เพราะว่าคนเป็นเครื่องมือแห่งการปกครอง ดังนั้นเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จไปรับตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอยุธยา ท่านก็ได้ส่งอาตมภาพเวลานั้นเป็นเปรียญธรรม มีนามว่าพระมหาอาจ อาสภเถระ เปรียญธรรม ๘ ประโยค อายุ ๒๙ ปี ให้ไปดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะมณฑลอยุธยาและเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

อาตมภาพคิดแต่ในใจว่าจะไปลำพังผู้เดียวโดดเดี่ยว จะได้กลับคืนมาไว ๆ แต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จท่านบัญชาให้เอาพระเปรียญธรรมเป็นคณะไปด้วย ให้เป็นคณะปัญจวัคคีย์ มีอาตมภาพและพระเปรียญธรรมติดตามอีก ๔ เป็น ๕ รูปด้วยกัน ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถไฟไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ในการไปครั้งนั้นเจ้าประคุณสมเด็จได้กรุณาขึ้นรถไฟไปส่งถึงวัดสุวรรณดาราราม

ตั้งแต่อดีตที่แล้วมาก็ดี หรืออนาคตตั้งแต่อาตมภาพไปอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วก็ดี เจ้าประคุณสมเด็จไม่เคยไปส่งใครเลย คงไปส่งอาตมภาพผู้เดียว ตั้งแต่นั้นมาอาตมภาพก็ได้ทำหน้าที่สนองพระเดชพระคุณตอบแทนสมเด็จพระอุปัชฌาย์ และสนองพระเดชพระคุณเจ้านาย โดยเฉพาะสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งอาตมภาพได้ไปทูลลาด้วยตนเอง เมื่อไปทูลลา ท่านได้ทรงแสดงความชื่นชมยินดีเป็นพิเศษว่าจะไปครองวัดของท่าน คือวัดสุวรรณดารารามนั้น นอกจากจะเป็นพระอารามหลวงแล้ว อดีตเป็นที่ปลูกอาคารบ้านเรือนของพระชนกของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นผู้สถาปนาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

อาตมภาพไปอยู่วัดสุวรรณดารารามไม่นานก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น นอกจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๖ มีการกบฏบวรเดชเกิดขึ้นอีก ทำให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยายุ่งยากวุ่นวายมิใช่น้อย บรรดาข้าราชการทั้งหลายก็พลอยวุ่นวายไปด้วย ต้องคอยระมัดระวังหลายอย่างหลายประการ ต่อมาเมื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นล่ำเป็นสันมั่นคงแล้ว ครั้งนั้นมีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เป็นแกนสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งมีบ้านเดิมอยู่ทางทิศพายัพของเกาะเมืองอยุธยา เมื่ออาตมภาพไปเป็นรองเจ้าอาวาสและรองเจ้าคณะมณฑลได้จัดพระปริยัติธรรมการศึกษาขึ้น 

ท่านรัฐบุรุษอาวุโสได้ไปพัฒนาเกาะเมืองอยุธยาขึ้นเป็นพิเศษ ไป ๆ มา ๆ เสมอ เป็นเหตุให้ได้พบปะสนทนารู้จักมักคุ้นกันมาแต่ครั้งนั้น จนกระทั่งมาได้รู้จักท่านผู้หญิงพูนศุข ซึ่งเป็นศรีภรรยาของท่าน ต่อมาก็มีความสนิทสนมรักใคร่กับลูก ๆ ของท่าน โดยเฉพาะคุณปาล พนมยงค์ บุตรคนโต ซึ่งได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุฯ โดยอาตมภาพเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายบุญน้อยได้ถึงแก่อนิจกรรมทำลายขันธ์ไปแล้ว

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ อาตมภาพจึงมีส่วนได้เกี่ยวข้องได้สนทนาปรารภกันกับท่านรัฐบุรุษอาวุโสในขณะที่ท่านได้ขึ้นไปอยุธยา และขณะที่อาตมภาพมากรุงเทพฯ อาตมภาพเวลานั้นถึงแม้จะอยู่กรุงศรีอยุธยาก็จริง แต่ก็เหมือนเป็นพระอยู่กรุงเทพฯ ต้องลงมาประชุมทุกอาทิตย์ เดือนหนึ่งหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งอาตมภาพมาประชุม ขึ้นรถไฟจะไปประชุมที่กรุงเทพฯ พอรถไฟเคลื่อนออกจากสถานีอยุธยาเท่านั้น เครื่องบินเอาลูกระเบิดมาโยนลงใส่ขบวนรถ คนแตกตื่นกระโดดลงจากรถไฟเนระนาด อาตมาก็เลยทำเป็นพระใจสิงห์ ไม่กระโดดลงมา บรรดาภรรยาผู้พิพากษาซึ่งมาพร้อมกันหลายคนก็เลยพากันมาขอพึ่งแล้วก็ลงรถ เดินกลับวัดกลับบ้านของตน

ด้วยเหตุนั้น ความสัมพันธ์ติดต่อกันระหว่างอาตมภาพกับท่านรัฐบุรุษอาวุโสจึงใกล้ชิดกันมาก นอกจากสนิทสนมกับท่านและครอบครัวแล้ว บรรดาพี่ ๆ น้อง ๆ ของท่านก็มีความคุ้นเคยรักใคร่นับถือกันมา จนกระทั่งท่านเหล่านั้นเสียชีวิตไป ในฐานะที่อาตมาเป็นพระจังหวัดอื่น โดยกำเนิดเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น เมื่อมาอยู่กรุงศรีอยุธยา ก็ได้ตระกูลพนมยงค์นี้เป็นที่พึ่งพาอาศัยตระกูลหนึ่ง เคยได้ปรารภกับท่านรัฐบุรุษถึงเรื่องการสร้างชาติบ้านเมือง มีทรรศนะตรงกันว่า การสร้างชาติบ้านเมืองนั้นไม่ได้หมายเพียงการสร้างอาคารบ้านเรือนให้ใหญ่โตมโหฬาร

การสร้างชาติโดยตรงหมายถึงการสร้างคน ซึ่งท่านรัฐบุรุษก็เข้าใจได้ดีในเรื่องนี้ จะเห็นได้จากการที่ท่านมาตั้งมหาวิทยาลัยไว้ ณ ที่นี่ เรียกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีคำว่าธรรมติดอยู่ ทั้งนี้ก็โดยที่ว่าการสร้างชาตินั้นคือสร้างคน

การสร้างคนนั้น ก่อนอื่นก็ต้องรู้จักคำว่า “คน” เสียก่อน คนคืออะไร คนมีอยู่ ๒ ชั้น ชั้นนอกคือร่างกายเป็นเปลือกคน ชั้นในที่เรียกว่าจิตใจเป็นแก่นคน เมื่อคนเป็นอย่างนี้ การสร้างคนนั้นก็ต้องพิจารณาสร้างให้ถูกต้อง สร้างจิตใจอันเป็นแก่น สร้างร่างกายอันเป็นเปลือกให้คู่ควรกัน แม้ในคำสอนพุทธศาสนาก็สอนในเรื่องกายกับใจนี้มาก ด้านกายคือเปลือก ถ้าไม่สมบูรณ์ เช่นตาบอด หูหนวก มีพระวินัยบัญญัติไว้ไม่ให้รับบวชเป็นพระในพุทธศาสนา ด้านแก่นคือจิตใจ ถ้าเป็นคนใบ้บ้าเสียสติก็ไม่ให้รับบวชเป็นภิกษุ แสดงว่าสมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ในเรื่องสร้างคนคือกายและใจ ใจของคนนั้น ต้องเป็นใจที่ซื่อสัตย์สุจริตและบริสุทธิ์สะอาด พร้อมทั้งประกอบด้วยสติปัญญาตามบุญวาสนาบารมี ข้อนี้สำคัญมาก ถ้าหากว่าบิดามารดาสร้างบุตรธิดาให้เป็นคนเสียใบ้บ้าแล้ว ก็เรียกว่าผู้นั้นหมดโอกาสที่จะได้รับสมบัติของพุทธศาสนา หมดโอกาสที่จะได้รับความเจริญรุ่งเรืองในชาตินี้ต่อไป

ดังนั้น ผู้ที่เป็นมารดา บิดาของโลกจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ ถึงโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนี้ก็น่าจะสอนกันเป็นพิเศษ แทนที่จะตอนคนกันเป็นตอนหมูตอนแมว ควรจะสอนให้คนสร้างลูกให้เฉลียวฉลาดเป็นนักปราชญ์บัณฑิตกัน อย่างสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชโอรสกว่าครึ่งทรงมีเป็นร้อย สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ยังสู้ไม่ได้ พระองค์ทรงลาสิกขาเมื่อพระชนม์ ๔๗ ทรงมีครอบครัวสร้างพระราชโอรสได้มาก ส่วนสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ซึ่งมีพระมเหสีแต่พระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็สู้ไม่ได้ อันนี้เป็นเครื่องวัดว่าสมัยนั้นว่าสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ดี สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ดี ทรงบ่นเสมอว่า ได้เสนาบดีไม่ถึงพระราชหฤทัย คือผู้ที่เป็นเสนาบดีเป็นมือเป็นเท้าเท่านั้น ปฏิบัติราชการไม่ทันพระราชประสงค์ อย่าว่าแต่ทางโลกเลยแม้ทางศาสนาก็เห็นชัด อาตมภาพถนัดในทางพระศาสนา จึงจะขอพูดหนักไปในทางศาสนาเรื่อย ๆ เพราะโตมาในทางศาสนา

สมเด็จบรมบพิตรรัชกาลที่ ๕ เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงเป็นจอมแห่งนักปราชญ์ผู้หนึ่งหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก อาตมภาพเห็นถนนราชดำเนิน เห็นพระราชวัง พระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว ก็ยังถวายพระพรยกย่องสรรเสริญอยู่ในใจมานาน จนถึงบัดนี้ก็ยังหาผู้เหนือไม่ได้ การพัฒนาวัตถุ แล้วพระองค์ได้มีโอกาสเสด็จไปเห็นเมืองนอกหลายแห่งหลายหน พระองค์ก็ได้ทรงถ่ายทอดเอามาจากต่างประเทศ

ในฐานะที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น ๒ แห่ง แห่งหนึ่งตั้งที่ วัดบวรนิเวศวิหาร พระราชทานนามว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” และตั้งขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์อีกแห่งหนึ่ง พระราชทานนามว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ที่ทรงตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ 

ส่วนที่วัดมหาธาตุฯ นั้น เป็นนิมิตเครื่องหมายแทนพระองค์เองว่า ทรงพระราชทานพระบรมนามาภิไธยให้เป็นชื่อของมหาวิทยาลัย และได้ทรงแบ่งแยกไว้ว่ามหามกุฏราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายศึกษาเล่าเรียน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้พระสงฆ์มหานิกายศึกษาเล่าเรียน และในพระบรมราชโองการนั้นได้ทรงสั่งกำชับไว้ว่า ที่ทรงตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นนี้ “เพื่อจะให้พระสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง” ใจความ ๒ ประโยคนี้สำคัญมาก มีกระทรวงศึกษาธิการเอาไปตีความคำว่าวิชาชั้นสูงคืออะไร แต่ว่าทางมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตีความไม่เหมือนกัน

พระไตรปิฎกนั่นไม่ต้องตีความ มีอยู่ ๓ ประเภทคือ พระพุทธโอวาทที่เกี่ยวกับระเบียบวินัยมารยาท เรียกว่าพระวินัยปิฎก พระพุทธโอวาทที่เป็นคำสอนอันเป็นส่วนสมมติธรรม เรียกว่าพระสุตตันตปิฎก พระพุทธโอวาทที่สูงเลยสมมติ เลยบัญญัติไปมีแต่สภาวธรรมเท่านั้น คือมีแต่รูปกับนาม เรียกว่าพระอภิธรรมปิฎก พระวินัยปิฎก มีข้อธรรม ๒๑,๐๐๐ ข้อ พระสุตตันตปิฎกมีหัวข้อธรรมเท่ากัน ส่วนพระอภิธรรมปิฎกมีหัวข้อธรรม ๔๒,๐๐๐ ข้อ รวมเป็น ๘๔,๐๐๐ ข้อ ถ้าเราจะยกเอามาสอนนักเรียนชั้นปริญญาบ้างก็เห็นจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ไม่คดไม่โกงได้อยู่ ถ้าสอนถึงขนาดจบพระไตรปิฎกและได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกรรมฐานจนได้วิชาชั้นสูง

ในสมัยที่อาตมภาพได้ใกล้ชิดติดต่อกับท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ท่านมอบหมายให้การพัฒนาเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยาไว้ในบารมีของอาตมภาพลับ ๆ โดยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างไม่มีลายลักษณ์อักษรว่า ถ้าจะพัฒนาวัดเก่าวัดใดวัดหนึ่ง ต้องให้ไปปรึกษาเจ้าคุณศรีสุธรรมมุนีเสียก่อน อาตมภาพเมื่อก่อนได้ราชทินนามว่าพระศรีสุธรรมมุนี เมื่อท่านได้ให้เกียรติอย่างนี้ อาตมาสมัยนั้นก็ได้ร่วมกันทำการพัฒนา โดยเฉพาะก็ระวังไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจและทรัพย์สมบัติของราษฎร และพยายามอะลุ่มอล่วยให้เข้าอกเข้าใจ จึงได้รื้อได้ถอนเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย เหตุการณ์ก็เป็นมาด้วยดี

และมีข้อหนึ่งที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสพูดกับอาตมาไว้ว่า ท่านเจ้าคุณเป็นผู้มีกี๊ฟ ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาดูงานต่างประเทศให้จงได้ เวลานั้นอาตมภาพก็ไม่ได้สนใจ กี๊ฟคืออะไรก็ไม่ทราบ ภาษาอะไรก็ไม่ทราบ เราสนใจแต่ภาษาบาลีและก็ไม่เคยไปเมืองนอกเมืองนาที่ไหน แต่เมื่อท่านรัฐบุรุษอาวุโสมา ในเวลาที่ได้พบกันแต่ละครั้ง ว่าเราจะต้องสร้างชาติบ้านเมืองด้วยการสร้างคนให้เป็นคนเสียก่อน ถ้าคนไม่เป็นคนแล้ว เราจะสร้างวัดวาอาราม สร้างตึก สร้างมหาวิทยาลัยใหญ่โตสักเท่าไร ก็ไม่เป็นการสร้างชาติบ้านเมือง กลับจะเป็นการทำลายชาติบ้านเมืองในภายหลัง แต่ถ้าเราสร้างคนเป็นคนแล้ว จะสร้างอะไรขึ้น อาจจะไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ลูกเต้าเกิดมาภายหลังเขาสร้างเอาตามอัธยาศัยของเขา แต่จะต้องสร้างคนให้เป็นคนเป็นประการสำคัญและเป็นประการแรก

หมายเหตุ :

  • ขณะที่แสดงปาฐกถาธรรม ดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม
  • คงตัวเลขไทยไว้ตามต้นฉบับ
  • วรรคย่อหน้าตามความเหมาะสม โดยกองบรรณาธิการ