ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา กับการสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

29
มีนาคม
2569

(1) บทนำ : ความสำคัญของ “กระดาษ” และ “สังคมสยาม” ในอารยธรรมโลกสมัยใหม่ 

ในประวัติศาสตร์อารยธรรมโลกสากล ยอมรับกันว่าจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักการทำกระดาษ และใช้กระดาษเขียนตัวอักษรสื่อสารและบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ มาเป็นเวลาช้านาน ญี่ปุ่นซึ่งเป็นชนชาติคู่แข่งขันกับจีน ลอกเลียนแบบจีน แต่มักจะพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ไปไกลกว่าจีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดอยู่เสมอ ก็ได้พัฒนาการผลิตกระดาษขึ้นใช้ภายในประเทศของตน จนจีนเองก็กลับเป็นฝ่ายต้องซื้อกระดาษจากญี่ปุ่นไปใช้ในประเทศตนเอง

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฮอลันดาซึ่งเป็นชาติตะวันตกที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้เข้ามาติดต่อค้าขายกับตนได้ภายหลังจากประกาศใช้นโยบายโดดเดี่ยวตนเอง ก็ได้นำเอาเทคนิควิธีการทำเยื่อกระดาษของญี่ปุ่นไปเผยแพร่ที่ยุโรป ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอเหมาะพอดีกับที่ยุโรปเองมีการปฏิวัติการพิมพ์นำโดย โยฮันน์ กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg) นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน มาได้ช่วงหนึ่งแล้ว จนเกิดเครื่องจักรตีพิมพ์ครั้งแรกในโลก ด้วยเทคนิคการทำเยื่อจากญี่ปุ่นบวกกับการมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่อย่าง “แท่นพิมพ์” ที่ทำให้ผลิตตัวอักษรได้มากภายในระยะเวลาอันสั้น จึงยิ่งเป็นเร่งนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมการพิมพ์มากยิ่งขึ้น[1]   

ขณะที่อีกฟากฝั่งของโลก แต่เดิมชาวสยามและอุษาคเนย์แม้จะมีวัฒนธรรมการใช้ตัวบทอักษรมายาวนาน จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์โบราณคดีใช้การมีตัวอักษรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุคระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์กับยุคประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามตัวอักษรที่นิยมใช้สลักหรือเขียนกันนั้นนิยมเขียนลงในวัสดุเช่น หนังสัตว์, ศิลาจารึก, ผ้า, ใบลาน, สมุดข่อย (ซึ่งคือการเขียนลงบนใบไม้), การสลักลงบนสถานที่ เช่น หน้าผา, ผนังโบสถ์, กรอบเสาประตูปราสาทราชวัง, ฐานรูปเคารพในศาสนา ฯลฯ จนกระทั่งมีกระดาษสา สมุดลายมือเขียน ทั้งแบบที่เรียกว่า “สมุดไทย” และ/หรือ “สมุดฝรั่ง” สมุดแบบนี้สามารถเห็นได้ตามวัดเก่าบางแห่ง พิพิธภัณฑ์ และหอสมุดแห่งชาติ แผนกจารึกและเอกสารโบราณ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์กระดาษเรียกว่า “กระดาษทำมือ” คือยังไม่ใช่กระดาษที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่แบบที่เรารู้จักและใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้   

แต่แม้ว่าสังคมสยามจะรู้จักการพิมพ์หนังสือมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เพราะหมอบรัดเลย์เป็นผู้นำเข้าแท่นพิมพ์และเป็นผู้ตีพิมพ์หนังสือจำหน่ายเป็นคนแรก แต่นั่นรู้ไหมว่า หมอบรัดเลย์และใครต่อใครที่พิมพ์หนังสือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2481 (ก่อนรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) จะก่อตั้งโรงงานกระดาษกาญจนบุรี) นั่นเป็นระยะเวลายาวนานนับร้อยกว่าปีที่การพิมพ์หนังสือในสยามประเทศจะต้องนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ

“หมอบรัดเลย์” (Dan Beach Bradley) นำเข้าเทคโนโลยีการพิมพ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้วก็จริง แต่กว่าเรื่องนี้จะก้าวหน้า (ในแง่ที่เข้าถึงราษฎรมวลชนอย่างทั่วถึง) ก็ในช่วงหลัง 2475 ก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษยังไม่แพร่หลายหรือเป็นที่นิยมกันมากอย่างในปัจจุบัน ที่จะมีหลากหลายบริษัทโรงงานทำการผลิตอยู่ทั่วทุกภูมิภาค อีกทั้งยังสามารถผลิตกระดาษแต่ละประเภทได้เหมาะแก่การใช้งานแต่ละชนิดอย่างในชั้นหลังมานี้อีกด้วย   

ท่านใดมีโอกาสไปเที่ยวเมืองกาญจน์ ก็จะเห็นว่ากาญจนบุรีมีสถานที่เก่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางเมืองในตัวจังหวัด เรียกว่า “โรงงานกระดาษกาญจนบุรี” หรือ “โรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี” หรือ “โรงงานกระดาษไทย” (สำหรับในที่นี้จะเรียกว่า “โรงงานกระดาษกาญจนบุรี” เป็นหลัก) เป็นสถานที่สำคัญ มีเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะไม่มีเห็นที่ใด เนื่องจากทางการไทยถ้าพูดถึงโบราณสถานหรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว เป็นต้องนึกถึงแต่วัดกับวัง ประเภทที่เป็นโรงงานไม่ต้องพูดถึง ทั้งที่ก็เป็นสถานที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่าวัดกับวัง

“โรงงานกระดาษกาญจนบุรี” เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ริเริ่มดำเนินการก่อตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2476 สร้างอาคารโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร และทดลองเดินเครื่องจักรทำการผลิตเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ทำพิธีเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2481 สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในวันดังกล่าวนี้พระยาพหลพลพยุหเสนาพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและอัครราชทูตเยอรมัน ได้เดินทางไปยังกาญจนบุรีเพื่อเป็นประธานพิธีเปิดโรงงานนี้อย่างเป็นทางการ[2] อันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลคณะราษฎรสมัยนั้นได้ให้ความสำคัญแก่การผลิตกระดาษมากเพียงใด

คำถามที่ชวนสงสัยใคร่รู้ก็คือ เพราะเหตุใด ทำไม สยามที่รู้จักการพิมพ์หนังสือมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ถึงเพิ่งจะมีการพิมพ์กระดาษของตนเองอย่างจริงจังก็ในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งคือยุคสมัยแรกเริ่มของ “รัฐบาลคณะราษฎร” นับแต่เกิดการอภิวัฒน์เปลี่ยนระบอบการปกครองไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และเพราะเหตุใด ทำไม อุตสาหกรรมสำคัญระดับชาตินี้ถึงต้องทำที่กาญจนบุรี???

 

(2) “โรงงานกระดาษสามเสน” (รง.1) ภายใต้สยามยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ก่อนอื่นมีสิ่งที่ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อนด้วยว่า อันที่จริงโรงงานกระดาษกาญจนบุรีนี้ไม่ใช่โรงงานกระดาษโรงแรกของสยาม ก่อนหน้า พ.ศ. 2481 สยามเคยมีการก่อตั้งโรงงานกระดาษโรงแรกขึ้นที่กรุงเทพฯ มาก่อน

โดยในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น “กษัตริย์นักเขียน” จึงทรงเล็งเห็นความจำเป็นที่สยามจะต้องมีอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ จึงได้มีการก่อตั้งโรงงานผลิตกระดาษขึ้นที่ย่านสามเสน กรุงเทพฯ เรียกว่า “โรงงานกระดาษสามเสน” ริเริ่มดำเนินการก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2460 แล้วเสร็จและเดินเครื่องจักรเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2466

แต่ทว่าโรงงานกระดาษสามเสนเป็นโรงงานขนาดเล็ก ผลิตกระดาษได้เพียง 1 ตันต่อวัน บางวันไม่ถึง 1 ตันด้วยซ้ำ ผลิตกระดาษโดยวิธีการนำเอาเศษกระดาษที่ทิ้งแล้ว โดยออกกฎบังคับให้หน่วยงานเก็บเศษกระดาษส่งมาให้ และรับซื้อเศษกระดาษจากโรงพิมพ์ เมื่อได้เศษกระดาษแล้ว นำมาคัดเลือกชนิดและสีของกระดาษออกจากกัน แล้วนำมาต้มและจัดการผสมกับปูนขาว ชันสน และสารส้ม ทำเป็นแผ่นกระดาษใหม่

ด้วยกำลังการผลิตเท่านั้น โรงงานกระดาษสามเสนจึงเป็นโรงงานที่ทำหน้าที่ผลิตกระดาษได้เพียงเพื่อป้อนหน่วยงานราชการเป็นหลักเท่านั้น จากข้อมูลของกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโรงงานกระดาษสามเสน ระบุว่าช่วงพ.ศ. 2468 คู่ค้าที่รับซื้อกระดาษที่ผลิตจากโรงงานกระดาษสามเสน มีดังนี้ :

(1) กระทรวงกลาโหม                          เป็นเงิน 24,286.66 บาท

(2) สหายสมาคมสงคราม                    เป็นเงิน 6.24 บาท

(3) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์                เป็นเงิน 24.46 บาท

(4) สภากาชาด                                  เป็นเงิน 18.83 บาท

(5) กระทรวงการต่างประเทศ               เป็นเงิน 892.46 บาท

(6) กระทรวงเกษตราธิการ                  เป็นเงิน 429.80 บาท

(7) กระทรวงคมนาคม                         เป็นเงิน 3,167.90 บาท

(8) กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ)     เป็นเงิน 633.99 บาท

(9) กระทรวงยุติธรรม                          เป็นเงิน 3,691.30 บาท

(10) กระทรวงมหาดไทย                     เป็นเงิน 25.50 บาท

(11) กองราชบัณฑิต (ศิลปากร)           เป็นเงิน 25.00 บาท

(12) กระทรวงพระคลัง (การคลัง)        เป็นเงิน 53.50 บาท

(13) ส่วนราชการอื่น ๆ                        เป็นเงิน 132.33 บาท 

                รวม                                  เป็นเงิน 33,387.97 บาท

(ที่มา: ผาศุข ลิมปะพันธุ์ (บก.). กระดาษไทย. พระนคร: โรงพิมพ์กระดาษไทย, 2495)

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ได้มีการอนุญาตให้กรมแผนที่ทหารสามารถนำกระดาษที่ผลิตจากโรงงานกระดาษสามเสนไปขายให้แก่เอกชนได้ แต่ด้วยกำลังการผลิตที่ผลิตได้เพียง 1 ตันต่อวัน จึงทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 2460-2470 นั้น หนังสือพิมพ์เป็นสิ่งพิมพ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วบ้านเมือง อีกทั้งยังมีการตีพิมพ์งานเขียนนวนิยาย เกิดนักประพันธ์ชั้นยอดมากมายหลายคน ความนิยมสิ่งพิมพ์แพร่หลายตามหัวเมืองใหญ่ด้วย ทำให้ความต้องการกระดาษใช้สำหรับพิมพ์หนังสือมีมากเกินกว่าที่โรงงานขนาดเล็กที่สามเสนเพียงโรงงานเดียวจะรับไหว มีการประมาณการกันว่าความต้องการกระดาษแต่ละวันจากทั่วประเทศเวลานั้นมีมากถึง 60 ตันต่อวัน แต่ขณะเดียวกันโรงงานกระดาษสามเสนซึ่งเป็นโรงงานผลิตกระดาษเพียงแห่งเดียวในสยามเวลานั้นผลิตได้เพียง 1 ตันต่อวันเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการเหยียดกระดาษสยามมีคุณภาพสู้กระดาษต่างประเทศไม่ได้ เพราะโรงงานสยามผลิตกระดาษจากการนำเอาเศษกระดาษที่นำเข้าจากต่างประเทศมาผลิตอีกต่อหนึ่ง การผลิตกระดาษของสยามในสมัยนั้นจึงถูกมองว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการกำจัดขยะเท่านั้น และเมื่อเป็นกระดาษผลิตจากกระดาษเหลือใช้หรือเป็นเศษขยะมาก่อน ก็ถูกมองว่าไม่มีคุณภาพสู้กระดาษใหม่ที่นำเข้าไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้น ภายหลังต่อมายังปรากฏปัญหาอีกว่า “สถานที่ตั้งโรงงานสามเสนเลือกได้ไม่เหมาะเสียแล้ว เพราะตั้งอยู่ระหว่างโรงไฟฟ้าและโรงสีข้าว ซึ่งทั้งสองโรงนี้ต่างใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ขี้เถ้าแกลบปลิวมาเข้าช่องลมและบานเกล็ดระบายลม แม้จะได้กรุใต้แกรงลวดอย่างมิดชิดแล้วก็ตาม ทำให้ละอองผ่านเข้ามาเข้าเครื่องจักรทำกระดาษและก่อความยุ่งยากอย่างแก้ไม่หาย”[3]

เท่านั้นไม่พอ เนื่องจากโรงงานกระดาษสามเสนอยู่ในความจัดการของข้าราชการ จึงพบปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เพราะถือตัวเป็นขุนนางข้าราชการ ดังที่มีการสะท้อนไว้ว่า “ส่วนราชการที่ทำการค้าขายติดต่อกับประชาชน มีเจ้าหน้าที่บางคนสำคัญผิดคิดว่า ตนกินเงินเดือนของรัฐ ไม่จำเป็นต้องง้องอนลูกค้าที่มาติดต่ออย่างใด และบางครั้งแสดงกิริยาวาจาที่ไม่สมควร และนึกเสียว่าเป็นงานของรัฐ ถึงขายไม่ได้ก็ช่างมัน เพราะตัวเองก็คงยังได้รับเงินเดือนอยู่ทุกเดือน ดังนี้เป็นวิธีการคิดที่ผิด”[4]

หนักเข้าปัญหาข้อหลังนี้ ทำให้หน่วยงานราชการในช่วงหลังลดการสั่งซื้อกระดาษจากโรงงานกระดาษสามเสน หันไปสั่งนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศเฉกเช่นเอกชน จึงปรากฏต่อมาว่าปริมาณกระดาษที่โรงงานสามเสนผลิตได้นั้นมีเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับยอดขายที่ตกฮวบลงทุกปี ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยแล้ว โรงงานกระดาษสามเสนยิ่งเผชิญวิกฤติหนักขึ้นอีก

จากปัญหาเหล่านี้ จึงเข้าใจได้ว่าทำไม เพราะเหตุใด บรรดาโรงพิมพ์เอกชนสมัยนั้นจึงยังต้องนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศเป็นอันมาก (ดูข้อมูลสถิติที่จะนำเสนอในลำดับถัดไป) ทั้ง ๆ ที่มีโรงงานผลิตกระดาษภายในประเทศแล้ว

ภายหลังจากการอภิวัฒน์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ข้อมูลสถิติหนึ่งที่รัฐบาลภายใต้ระบอบใหม่ได้รับทราบจากกระทรวงการคลัง ก็คือสยามเวลานั้นต้องนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้:

สถิติการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ พ.ศ. 2475

(1) ประเภท ก. (กระดาษพิมพ์)

-นำเข้าจาก ญี่ปุ่น, นอร์เวย์, เยอรมนี, อังกฤษ, สิงคโปร์, เดนมาร์ก, ฮ่องกง, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, สวีเดน

-รวมเป็นจำนวน 2,924,909 กิโลกรัม ราคา 464,966 บาท

(2) ประเภท ข. (กระดาษหนังสือพิมพ์)

     -นำเข้าจาก ญี่ปุ่น, เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, สิงคโปร์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์ 

    -รวมเป็นจำนวน 738,342 กิโลกรัม ราคา 99,150 บาท

(3) ประเภท ค. (กระดาษฟุลสแก๊ป) 

   -นำเข้าจาก ออสเตรีย, เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สิงคโปร์, อิตาลี, เบลเยียม, ญี่ปุ่น 

    -รวมเป็นจำนวน 149,814 กิโลกรัม ราคา 44,302 บาท

(4) ประเภท ฆ. (กระดาษวาดเขียน)

    -นำเข้าจาก เยอรมนี, อังกฤษ, ฮ่องกง, จีน 

   -รวมเป็นจำนวน 8,448 กิโลกรัม ราคา 4,336 บาท

(5) ประเภท ง. (กระดาษห่อของ) 

   -นำเข้าจาก เนเธอร์แลนด์ 

   -รวมเป็นจำนวน 441 กิโลกรัม ราคา 339 บาท

(6) ประเภท จ. (กระดาษอื่น ๆ) 

   -นำเข้าจาก เยอรมนี, จีน, ฮ่องกง, อังกฤษ, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, สวีเดน, ฝรั่งเศส, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, ปีนัง, เดนมาร์ก, สหปาลีรัฐอเมริกา (สหรัฐอเมริกา), เบลเยียม, อิตาลี, ฟอร์โมซา (เกาะไต้หวัน), มลายูของอังกฤษ 

     -รวมเป็นจำนวน 1,717,907 กิโลกรัม ราคา 408,394 บาท

รวมทั้งสิ้น จำนวน 5,441,860 กิโลกรัม ราคา 1,021,487 บาท

ตาราง สรุปจำนวนและราคา กระดาษนำเข้าแต่ละประเภท พ.ศ. 2475

ประเภทจำนวน (กก.)ราคา (บาท)
ก.2,924,909464,966
ข.738,34299,150
ค.149,81444,302
ฆ.8,4484,336
ง.441339
จ.1,717,907408,394
รวมทั้งสิ้น5,441,8601,021,487

สถิติการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ พ.ศ. 2480

(1) ประเภท ก. (กระดาษพิมพ์)

-นำเข้าจาก ญี่ปุ่น, เยอรมนี, สิงคโปร์, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, ฮ่องกง, เดนมาร์ก, ปีนัง, จีน, อิตาลี, มลายูของอังกฤษ, สวีเดน, เชคโกสโลวาเกีย, เบลเยียม, อินเดีย

-รวมจำนวน 4,145,741 กิโลกรัม ราคา 953,283 บาท 

(2) ประเภท ข. (กระดาษหนังสือพิมพ์) 

    -นำเข้าจาก นอร์เวย์, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, ฮ่องกง, เดนมาร์ก, สิงคโปร์

    -รวมจำนวน 2,093,041 กิโลกรัม ราคา 267,062 บาท

(3) ประเภท ค. (กระดาษฟุลสแก๊ป) 

  -นำเข้าจาก เยอรมนี, สิงคโปร์, ออสเตรีย, อังกฤษ, เชคโกสโลวาเกีย, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น 

  -รวมจำนวน 125,159 กิโลกรัม ราคา 26,017 บาท

(4) ประเภท ฆ. (กระดาษวาดเขียน) 

   -นำเข้าจาก เยอรมนี, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, อเมริกา, จีน, อินโดจีนของฝรั่งเศส, สิงคโปร์ 

   -รวมจำนวน 27,278 กิโลกรัม ราคา 17,107 บาท

(5) ประเภท ง. (กระดาษห่อของ)

   -นำเข้าจาก อังกฤษ, เยอรมนี, จีน, เดนมาร์ก, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, สวีเดน, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์, พม่า, ฝรั่งเศส, สิงคโปร์, เบลเยียม, อเมริกา 

   -รวมจำนวน 428,671 กิโลกรัม ราคา 73,740 บาท   

(6) ประเภท จ. (กระดาษอื่น ๆ ) 

    -นำเข้าจาก จีน, เยอรมนี, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, สวีเดน, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, ปีนัง, เดนมาร์ก, เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์, สิงคโปร์, อเมริกา, ออสเตรีย, ฟอร์โมซา (เกาะไต้หวัน), ฝรั่งเศส, อินโดจีน, อินเดีย 

    -รวมจำนวน 1,662,091 กิโลกรัม ราคา 424,588 บาท   

รวมทั้งสิ้น จำนวน 8,482,001 กิโลกรัม ราคา 1,560,799 บาท   

ตาราง สรุปจำนวนและราคา กระดาษนำเข้าแต่ละประเภท พ.ศ. 2480

ประเภทจำนวน (กก.)ราคา (บาท)
ก.4,145,741953,283
ข.2,093,041267,062
ค.125,15926,017
ฆ.27,27817,107
ง.428,67173,740
จ.1,662,091424,588
รวมทั้งสิ้น8,482,0011,560,799

ตาราง เปรียบเทียบจำนวนและราคา กระดาษนำเข้า พ.ศ. 2475 กับ พ.ศ. 2480

ประเภทจำนวน (กก.)ราคา (บาท)
อักษรย่อ(พ.ศ.) 2475 / 2480(พ.ศ.) 2475 / 2480
ก.2,924,909 / 4,145,741464,966 / 953,283
ข.738,342 / 2,093,04199,150 / 267,062
ค.149,814 / 125,15944,302 / 26,017
ฆ.8,448 / 27,2784,336 / 17,107
ง.441 / 428,671339 / 73,740
จ.1,717,907 / 1,662,091408,394 / 424,588
รวมทั้งสิ้น5,441,860 / 8,482,0011,021,487 / 1,560,799

จะเห็นได้ว่า พอถึง พ.ศ. 2480 ช่วง 1 ปีก่อนเปิดโรงงานกระดาษกาญจนบุรีอย่างเป็นทางการ ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการคลัง พบว่ามีการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ ประเทศเดิมที่เคยนำเข้ามาก่อนหน้านั้นมีจำนวนมากขึ้น และมีการนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงที่ต่างก็ยังเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกในสมัยนั้น อาทิ อินโดจีน (กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม) ที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ปีนัง, มลายู และพม่า ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เป็นต้น

รวมจำนวนกระดาษนำเข้าจากต่างประเทศเมื่อ พ.ศ. 2480 มีกว่า 8,482,001 กิโลกรัม ราคา 1,560,799 บาท เพิ่มมากขึ้นไปกว่าสถิติเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นจำนวนกว่า 2,940,140 กิโลกรัม ราคา 539,312 บาท[5]

นั่นคือเวลานั้นแม้แต่ประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้นก็ยังมีการผลิตกระดาษที่มีคุณภาพ สามารถส่งออกมาตีตลาดในสยามได้อีก ทีนี้ชาวสยามก็รู้สึกเสียหน้า แต่ชนชั้นนำสมัยโน้นไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรในส่วนนี้     

จะเห็นได้ว่า สยามสมัยนั้นต้องการเสียเปรียบดุลการค้ากระดาษอย่างย่อยยับ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้สำหรับประเทศที่ชนชั้นนำมีความภาคภูมิใจว่าไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่กลับต้องพึ่งพาการนำเข้าสิ่งสำคัญจำเป็นในยุคสมัยและถือเป็นความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองอย่างกระดาษจากประเทศเจ้าอาณานิคมและกระทั่งต้องนำเข้าจากประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมด้วยซ้ำ

อีกทั้งยังเป็นข้อมูลปัญหาที่เห็นได้ชัดอีกทางหนึ่งว่า รัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขปัญหานี้แต่อย่างใด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความคิดและนโยบายทางการเมือง นำไปสู่การไม่ส่งเสริมให้ราษฎรอ่านออกเขียนได้หรือมีวัฒนธรรมการใช้ตัวอักษร วัฒนธรรมการอ่าน อย่างเพียงพอและทั่วถึง แต่สำหรับรัฐบาลในช่วงหลังการอภิวัฒน์ 2475 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเรื่องหนึ่งของชาติบ้านเมืองที่เร่งแก้ไข จึงนำไปสู่การสร้างโรงงานผลิตกระดาษเพื่อส่งเสริมการอ่านเขียนใช้ตัวหนังสือในหมู่ราษฎร

 

(3) “โรงงานกระดาษกาญจนบุรี” (รง.2) ภายใต้สยามยุคตั้งไข่ระบอบประชาธิปไตย

1 ในหลัก 6 ประการที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้ตั้งแต่ในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เขียนโดย ปรีดี พนมยงค์ ก็คือ “หลักการศึกษา” จะมุ่งให้ราษฎรเข้าถึงการศึกษา แต่ลำพังก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย (วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง/ม.ธ.ก.) นั้นไม่เพียงพอ การส่งเสริมการผลิตหนังสือตำรับตำรายังเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องมี ถือเป็นสิ่งสะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองอย่างหนึ่ง ในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) จึงได้มีการพิจารณาเรื่องนี้และริเริ่มดำเนินการจะให้สร้างโรงงานผลิตกระดาษมาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 แต่กว่าจะบรรลุผลสำเร็จก็ล่วงมาถึง พ.ศ. 2481

เดิมทีกระทรวงกลาโหมสมัยนั้นเสนอต่อรัฐบาลพระยาพหลฯ ว่าในการสร้างโรงงานกระดาษขึ้นใหม่นั้นควรเปิดให้ราษฎรมีส่วนร่วมและประกอบการด้วย 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นของรัฐบาล ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตกลงส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะดำเนินการด้วยงบประมาณและวิธีการอย่างใด ปัญหาเรื่องบริษัทจะควรเป็นหุ้นส่วนสามัญหรือหุ้นส่วนบุริมสิทธิ หรือทั้งสองอย่าง นายพันเอกพระรณรัฐวิภาคกิจ (อุ่น วิโรจน์เพ็ชร์) เจ้ากรมแผนที่ทหาร ได้ไปหารือกับพระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ได้ข้อสรุปว่าควรตั้งเป็นบริษัทหุ้นส่วนสามัญ

 

โรงงานกระดาษ จ.กาญจนบุรี

 

เมื่อตกลงได้ถึงลักษณะของบริษัทแล้ว ผู้บัญชาการทหารบกจึงได้มีหนังสือเชิญไปยังผู้ที่สมควรจะช่วยดำเนินการ ดังต่อไปนี้ :

  1. พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์      ประสงค์ปรึกษาทางกฎหมาย
  2. พระยามไหสวรรย์                ประสงค์ปรึกษาทางพาณิชย์
  3. พระสารสาสน์พลขันธ์           ประสงค์ปรึกษาทางพาณิชย์
  4. นายเซ่งหลี ลืออำรุง             ประสงค์ปรึกษาทางพาณิชย์
  5. พระยาศัลวิธานิเทศ              ประสงค์ปรึกษาทางการช่าง
  6. พ.อ. พระอุดมโยธาธิยุต        ประสงค์ปรึกษาทางการช่าง
  7. นายประจวบ บุนนาค            ประสงค์ปรึกษาทางเคมีและวิทยาศาสตร์

ในการประชุมคณะกรรมการริเริ่มครั้งที่ 1 ณ วังปารุสกวัน พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในการประชุม ผลของการประชุมครั้งนี้เห็นควรเพิ่มกรรมการอีก 3 คน คือ นายเต้ก โกเมศ นายเอ๊กโบ้ย วีสกุล และนายตั้ว ลพานุกรม ดังนั้น คณะกรรมการริเริ่มจึงมีดังต่อไปนี้

  1. พ. อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา           ผู้ริเริ่มและประสานงาน
  2. พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม                       ผู้ริเริ่มและประสานงาน
  3. พระยามไหสวรรย์                                 ผู้ชำนาญการค้า
  4. พระสารสาสน์พลขันธ์                           ผู้ชำนาญการค้า
  5. นายเซ่งหลี ลืออำรุง                               ผู้ชำนาญการค้า
  6. นายเอ๊กโบ้ย วีสกุล                                ผู้ชำนาญการค้า
  7. นายประจวบ บุนนาค                            ผู้ชำนาญทางเคมีและวิทยาศาสตร์
  8. นายตั้ว ลพานุกรม                                 ผู้ชำนาญทางเคมีและวิทยาศาสตร์
  9. หลวงปฐพีพิจารณ์                                 ผู้ชำนาญในการทำกระดาษ
  10. พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์                      ผู้ชำนาญทางกฎหมาย
  11. พระยาศัลวิธานนิเทศ                            เทคนิคทางช่าง
  12. พ.ท. พระอุดมโยธาธิยุต                        เทคนิคทางช่าง
  13. พ.อ. พระรณรัฐวิภาคกิจ                       เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ

คณะกรรมการริเริ่มได้ดำเนินการออกหนังสือชักชวนเอกชนให้ซื้อหุ้นและจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2477 เมื่อขายหุ้นได้หมดแล้ว จึงจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทนามว่า “บริษัทกระดาษสยามจำกัด” (ภายหลังสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ประเทศไทย” เมื่อ พ.ศ. 2482 ได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “บริษัทกระดาษไทยจำกัด”) จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2477 เมื่อจดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัทแล้ว ถือว่าหมดหน้าที่ของคณะกรรมการริเริ่ม[6]

“บริษัทกระดาษสยามจำกัด” ได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2477 ที่ประชุมได้ตกลงกันตั้งให้บุคคลตามรายนามต่อไปนี้เป็นกรรมการดำเนินการของบริษัท คือ :

กรรมการที่ปรึกษา

  1. พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
  2. พล.ร.ต.พระยาศรยุทธเสนี ร.น.
  3. พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา
  4. พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม
  5. พ.ท. พระสารสาสน์พลขันธ์

กรรมการอำนวยการ

  1. พล.ต. พระยาศัลวิธานนิเทศ
  2. พระยามไหสวรรย์
  3. พ.อ. พระยาศักดาดุลยฤทธิ์
  4. พ.อ. พระยาวิชิตเนติศาสตร์
  5. พ.อ. พระรณรัฐวิภาคกิจ
  6. พ.อ. พระอุดมโยธาธิยุต
  7. พ.ท. หลวงเสรีเริงฤทธิ์
  8. นายเซ่งหลี ลืออำรุง
  9. นายเอ๊กโบ้ย วีสกุล
  10. นายเต้ก โกเมศ
  11. นายบุญศิริ ศิริสัมพันธ์

ต่อมารัฐบาลได้ตั้งกรรมการขึ้นอีกคณะหนึ่ง เรียกชื่อว่า “กรรมการดูแลผลประโยชน์ของรัฐบาลในบริษัทกระดาษสยามจำกัด ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการเป็นประธานโดยตำแหน่ง กับมีกรรมการดังนามต่อไปนี้:

  1. พล.ต. พระยาศัลวิธานนิเทศ
  2. พระยาไชยยศสมบัติ
  3. พ.อ. พระยาศักดาดุลยฤทธิ์
  4. พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์
  5. พ.อ. พระรณรรัฐวิภาคกิจ
  6. พ.อ. พระอุดมโยธาธิยุต
  7. พ.ต. หลวงเสรีเริงฤทธิ์

ในการเลือกซื้อเครื่องจักรผลิตกระดาษ ได้มีการตั้งกรรมการขึ้นอีกคณะหนึ่ง เรียกว่า “กรรมการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องจักร” ประกอบด้วยบุคคลตามรายนามต่อไปนี้ :

ชุดแรก

  1. น.อ. พระชำนาญนาวากุล ร.น.
  2. พ.อ. พระเวชยันต์รังสฤษฎิ์
  3. ร.อ. วิเชียร สุตันตานนท์
  4. หลวงวิฑูรวิธีกล
  5. หลวงประสิทธิ์กลมัย
  6. หลวงสมานอัคนี
  7. หลวงปฐพีพิจารณ์

ตั้งเพิ่มเติม (ชุดที่ 2)

  1. พระยาสฤษดิการบรรจง
  2. พระยาอนุรัตน์วนรักษ์
  3. น.อ. พระประกอบกลกิจ ร.น.
  4. พระประกอบยันตรกิจ
  5. น.ท. หลวงจำรัสจักราวุธ ร.น.
  6. หลวงไกรฤกษ์ราชเสวี
  7. น.ท. หลวงชำนิกลการ ร.น.

หมายเหตุ เนื่องจาก ร.อ. วิเชียร สุตันตานนท์ ติดราชการจำเป็นอย่างอื่น ร.ท. บุญธรรม วัฒนวิทย์ มาทำหน้าที่แทน ต่อมา หลวงวิศัลย์วิธีกัลป์ มาแทน

ในการทำสัญญาซื้อเครื่องจักร ได้มีการตั้งกรรมการอีกคณะหนึ่ง เรียกว่า “กรรมการร่างสัญญา” ซึ่งมีฝ่ายผู้ซื้อ คือ :

  1. พระยาไชยยศสมบัติ
  2. พล.ต. พระยาศัลวิธานนิเทศ
  3. พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์
  4. พระวุฒิศาสตร์เนติญาน
  5. พระสาโรชรัตนนิมมานก์
  6. พ.อ. พระรณรัฐวิภาคกิจ
  7. หลวงปฐพีพิจารณ์

ฝ่ายผู้ขาย คือ :

  1. นาย เย, เค. แฮนฮาร์ด (ผู้จัดการห้าง บี. กริมฯ)
  2. นาย ยี. ซิมเมอร์แมน (นายช่าง)
  3. พระยาเทพวิฑูร

กับมีกรรมการทำรายการเทคนิคต่อท้ายสัญญาอีก คือ :

  1. พระยาสฤษดิการบรรจง
  2. พระประกอบยันตรกิจ
  3. หลวงประสิทธิกลมัย
  4. หลวงปฐพีพิจารณ์

กรรมการทุกประเภทได้ดำเนินการตามหน้าที่มาจนถึงวันทำสัญญาซื้อเครื่องจักร บริษัทกระดาษสยามจำกัดได้เจรจากับธนาคารสยามกัมมาจลจำกัด (ธนาคารไทยพาณิชย์ ในเวลาต่อมา) ขอให้ธนาคารค้ำประกันในการจ่ายเงินค่าซื้อเครื่องจักร เพราะร่างสัญญามีระบุไว้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกัน ธนาคารสยามกัมมาจลจำกัดตอบรับเป็นผู้ค้ำประกันให้ได้เท่าตัวเงินที่บริษัทมีฝากอยู่ แต่ทว่าบริษัทมีเงินฝากอยู่เพียง 1,000,000 บาท น้อยกว่าราคาค่าเครื่องจักรและค่าก่อสร้าง ซึ่งมีจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,207,875 บาท[7]

บริษัทจึงขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาลซึ่งขณะนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี ให้รับรองฐานะของบริษัทต่อธนาคารสยามกัมมาจลจำกัด โดยบริษัทกำหนดไว้ว่า เมื่อทำสัญญาซื้อเครื่องจักรแล้วจะเรียกหุ้นเพิ่ม หรือมิฉะนั้นก็ออก “ดิเบนเจ้อร์” หรือจำนำ แต่รัฐบาลไม่ตอบตกลง เพราะไม่ต้องกับนโยบายของรัฐบาล และเกรงจะเกิดเป็นกรณีแบบอย่างต่อไปให้รัฐบาลต้องรับรองบริษัทอื่น ๆ ไปด้วย

 

เครื่องจักรในโรงงานกระดาษ จ.กาญจนบุรี

 

เมื่อรัฐบาลไม่รับรองสถานะของบริษัท คณะกรรมการอำนวยการจึงได้ประชุมปรึกษากันเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2478 มีความเห็นว่า เมื่อรัฐบาลไม่รับรองสถานะของบริษัท บริษัทก็ไม่สามารถจะดำเนินการทำสัญญาซื้อเครื่องจักรได้ เพราะการเรียกทุนเพิ่มจากเอกชนเพื่อการนี้โดยเฉพาะนั้นไม่สามารถกระทำได้ ทั้งวิธีอื่นที่ดำริไว้นั้นก็คงไม่สำเร็จ แต่เพราะได้คำนึงอยู่ว่าการทำกระดาษเป็นงานอุตสาหกรรมสำคัญอย่างหนึ่ง และทั้งบริษัทก็ได้ดำเนินการมาถึงขั้นที่จะทำสัญญาซื้อเครื่องจักรได้แล้ว เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นและดำเนินการได้ต่อไป ที่ประชุมจึงมีมติให้ทำหนังสือถามไปยังรัฐบาลอีกว่า ถ้าจะขายหุ้นและโอนกิจการของบริษัทให้แก่รัฐบาล รัฐบาลจะรับหรือไม่

รัฐบาลตอบกลับมาว่า เมื่อบริษัทกระดาษสยามจำกัด เสนอขายหุ้นและโอนกิจการให้ รัฐบาลก็จะรับซื้อ เพื่อให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องจักรและเปิดโรงงานได้ต่อไป ส่วนราคาเท่าใดนั้นให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะทำความตกลงกับบริษัท และเพื่อมิให้กิจการของบริษัทต้องชะงักอยู่ ให้บริษัทดำเนินการเซ็นสัญญากับห้าง บี. กริมฯ ได้ ฉะนั้น บริษัทจึงได้ทำสัญญาซื้อขายกับห้าง บี. กริมฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2478

เมื่อรัฐบาลได้รับโอนหุ้นและกิจการมาจากบริษัทแล้ว ก็ได้มอบหมายงานให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดำเนินการต่อ เพราะกระทรวงกลาโหมมีโรงงานทำกระดาษอยู่แล้ว (คือโรงงานกระดาษสามเสน) กระทรวงกลาโหมได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทกระดาษสยามจำกัด กับ กระทรวงกลาโหม แล้วได้ทำสัญญาแปลงหนี้ระหว่างห้าง บี. กริมฯ ตัวแทนบริษัท เจ. เอ็ม. ฟอยท์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ .2478[8]

ต่อมากระทรวงกลาโหมได้ส่งมอบงานให้กองทัพบก เพื่อให้สั่งการให้กรมแผนที่ได้รับคำสั่งแล้ว จึงเริ่มดำเนินการขอให้ตั้งกรรมการพิเศษ เพื่อพิจารณาประมูลการก่อสร้าง และควบคุมรับผิดชอบการก่อสร้าง กระทรวงกลาโหม ได้ตั้งผู้มีนามต่อไปนี้ เป็นกรรมการพิเศษ คือ :

  1. พ.อ. พระรณรัฐวิภาคกิจ       กรมแผนที่
  2. พ.อ. พระพิศาลศัลยกรณ์     กรมแผนที่
  3. พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์      กรมพระธรรมนูญ
  4. พ.ต. ขุนพิสิษฐ์ยุทธโยธา      กรมยุทธโยธาฯ
  5. ร.อ. สรรใจ บุนนาค ร.น.        กองทัพเรือ
  6. ร.ท. ปราโมทย์ เชยนาค        กองทัพอากาศ

ต่อมา พ.อ. พระพิศาลศัลยกรณ์ ย้ายไปสังกัดกรมช่างแสงทหารบก ทางการจึงได้ตั้ง ร.อ.อ. หลวงวิศัลย์วิธีกัลป์ ทำหน้าที่แทน และได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่จนสำเร็จงาน (ตั้งโรงงานกระดาษกาญจนบุรีได้สำเร็จ)

พ.อ. พระวิชิตเนติศาสตร์ ย้ายไปรับราชการที่อื่น ได้ตั้งให้ พ.ต. อัมพรศรีไชยยันต์ ทำหน้าที่แทน และได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่จนสำเร็จงาน

พ.ต. ขุนพิสิษฐ์ยุทธโยธา ล้มป่วย ทางการได้ตั้งให้ พ.ต. หลวงศักดิ์พลฤทธิ์ แทน แล้วให้ พ.ต. หลวงศักดิ์พลฤทธิ์ ออกจากราชการประจำการ ทางการได้ตั้งให้ ดร. กระจ่าง รัตนะรัต แทน และได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่จนสำเร็จงาน

ร.ท. ปราโมทย์ เชยนาค ลาอุปสมบท ทางการได้ตั้งให้ ร.อ. เขียน โสมนะพันธุ์ แทน และได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่จนสำเร็จงาน

ร.อ. สรรใจ บุนนาค ร.น. ลาอุปสมบท ทางการได้ตั้งให้ ร.ต.หม่อมหลวงสนสินธยาย อิศรเสนา ร.น. แทน ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่จนสำเร็จงาน

เมื่อวนกลับมาตกมาเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลเองโดยตรง ต่อมารัฐบาลพระยาพหลฯ จึงได้มีมติอนุมัติให้เลือกซื้อเครื่องจักรทำเยื่อด้วยวิธี “ซัลเฟท” (Sulfate) (การทำเยื่อทำได้หลายวิธี) ที่รัฐบาลและคณะกรรมการเลือกวิธีนี้ มีวัตถุประสงค์ใหญ่ 2 ประการ คือ :

  1. เป็นวิธีที่มีตัวอย่างที่ต่างประเทศเขาทำสำเร็จและได้ผลดีมาแล้ว เช่น อินเดีย เป็นต้น
  2. เป็นวิธีที่ใช้วัตถุดิบซึ่งมีมากและหาได้ในประเทศสยาม อาทิ ไม้ไผ่, แฝก, คา ฯลฯ เกลือ, ปูนขาว, ยางสน, แป้ง, คราม ฯลฯ

โดยโรงงานกระดาษกาญจนบุรี จะมีกระบวนการขั้นตอนการดำเนินงานผลิต แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมดังนี้ :

1. กำลังงาน (Power Plant) ได้แก่ หม้อน้ำ ชนิดน้ำเดินในหลอดและเอากำลังงานนี้ไปใช้

ก. หมุนกังหันไอน้ำ (Turbins) เพื่อไปใช้หมุนเครื่องจักรต่าง ๆ ภายในโรงงาน กำลังไฟที่เหลือจะจำหน่ายไปให้ประชาชนชาวเมืองกาญจนบุรีใช้ (ตรงนี้ต่อมาทำให้ชาวเมืองกาญจนบุรีมักจะอวดแก่ชาวกรุงฯ ว่าไฟฟ้าที่บ้านเขานั้นไม่มีการดับบ่อย ๆ หรือมีไฟตกเหมือนอย่างกรุงเทพฯ และเมืองอื่น)

ข. ต้ม เอาไอน้ำไปทำการต้มไม้ไผ่ ไม้รวก หรือวัตถุสำหรับทำเยื่อ และทำการอบกระดาษ

2. ทำด่าง ต้มเยื่อ และน้ำยาฟอกเยื่อ (Chemical Plant)

หมายเหตุ : กระดาษที่ทำจากไม้ต่าง ๆ ชนิดนั้นจำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่า ไม้แต่ละชนิดมีเยื่อ Cellulose ชนิดใด และสิ่งสำคัญก็คือจะต้องรู้ว่าพันธุ์ไม้ที่จะนำมาใช้ทำกระดาษนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง พันธุ์ไม้โดยมากประกอบด้วย (1) ใบไม้ (Cellulose) (2) ลิกนิน (Lignins) (3) แป้งหรือคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) (4) เป๊กติน (Pectins) (5) ยางและไขมัน (Resninsand Fats)

ตัวที่นำมาใช้ทำกระดาษคือใยไม้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสกัดเอาอย่างอื่นออกให้หมด เพื่อให้เหลือแต่ใยไม้ โดยเอาไปต้มกับน้ำด่าง ก่อนจะต้มต้องตัดไม้ให้มีขนาดเท่ากัน เมื่อต้มแล้วจะได้มีเยื่อ (Fulp) ซึ่งมีสีน้ำตาลแก่ แล้วส่งเยื่อไปยังตะแกรงร่อนเพื่อคัดเอาเยื่อละเอียด แล้วนำไปบีบเอาน้ำออก และทำการฟอกให้ขาวด้วยคลอรีน

น้ำด่างกับเยื่อนั้นไม่ใช่เอาไปทิ้ง ต้องเอาด่างที่ไม่ได้ทำปฏิกิริยากับลิกนิน แป้ง เป๊กติน และอื่น ๆ กลับคืนมา เรียกกระบวนการนี้ว่า “ทำโซดากลับคืน” (Soda Recovery) กำไรของโรงงานกระดาษส่วนใหญ่จะอยู่ที่การทำด่างกลับคืน (ตอนหลังในปลายทศวรรษ 2490 เมื่อเครื่องทำโซดากลับคืนเสื่อมทรุดลง จนไม่สามารถทำโซดากลับคืนได้เพียงพอ เป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้โรงงานกระดาษขาดทุน)     

3. ทำเยื่อ (Cellulose Plant) เยื่อที่ฟอกขาวแล้ว สูบขึ้นถังกวนบีบและล้างน้ำคลอรีนออก ส่งเข้าถังบด (Beater) ทำการบดจนได้เยื่อที่มีคุณภาพตามต้องการ แล้วเอามาผสมกับสารส้ม กาวสน ปูนขาว และสี ตามความประสงค์ของการผลิตกระดาษ (ว่าต้องการกระดาษประเภทใด)

4. ทำกระดาษ (Paper Plant) เมื่อได้เยื่อผสมดังกล่าวแล้ว เอามาผสมกับน้ำ กรองเอาเยื่อหยาบออก ผ่านลมดูดเอาน้ำออกเสียครั้งหนึ่งก่อน แล้วฝานเข้าไปในผ้าสักหลาดลูกกด 1 ผืน และผืน 2 ตอนนี้กระดาษจะมีความชื้นเล็กน้อย แผ่นกระดาษนี้จะถูกนำเข้าลูกอบเพื่อทำให้แข็ง เข้าเครื่องรีดเพื่อทำกระดาษให้เรียบสม่ำเสมอ เข้าเครื่องม้วน แล้วไปเข้าเครื่องตัดเป็นแผ่นตามขนาดที่ต้องการ ถ้าต้องการกระดาษมัน ก็นำไปเข้าเครื่องขัดมัน แล้วจัดการตัดและห่อนำเข้าเก็บคลัง แล้วจัดส่งต่อไปยังคลังเก็บกระดาษที่สามเสน ก่อนนำออกจำหน่ายในท้องตลาด ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ กระดาษถูกนำส่งถึงมือประชาชนผู้ซื้อ/ผู้ใช้   

เมื่อได้ความรู้เรื่องวิธีการผลิตที่เหมาะสมแล้ว ต่อมาก็ได้มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายระหว่างบริษัทกระดาษสยามจำกัด กับ บริษัท เจ. เอ็ม. ฟอยท์ ประเทศเยอรมนี (เอกสารเกี่ยวข้องมักเรียกสั้น ๆ ว่า “บริษัทฟอยท์” หรือ “ฟอยท์”) โดยมีตัวแทนในกรุงเทพฯ คือ ห้างบี.กริมแอนโก เซ็นสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2478 แล้วผู้ซื้อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐบาล รัฐบาลมอบให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้ดำเนินการ ได้ทำสัญญาแปลงหนี้ และโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2478 โดยความรับผิดชอบของบริษัท เจ. เอ็ม. ฟอยท์ ประเทศเยอรมนี ตามสัญญา จะต้องดำเนินการจัดส่งเครื่องจักรของ 4 บริษัท มาให้แก่สยาม ดังนี้ :

  1. เครื่องทำเยื่อ, ทำกระดาษ, เป็นของบริษัทฟอยท์
  2. เครื่องทำไฟฟ้า, มอเตอร์ไฟฟ้า, เครื่องทำคลอรีน เป็นของบริษัทซีเมนส์ซุคเกิต
  3. หม้อน้ำและเครื่องประกอบ เป็นของบริษัทโปร์สิก
  4. เครื่องทำโซดากลับคืนเป็นของบริษัท แวกเก็นลีน แอนฮืบเนอร์

ในการติดตั้งเครื่องจักร บริษัทฟอยท์ได้ส่งช่าง (วิศวกร) มาจากยุโรป 3 คน คือ นายอีเบอร์ฮาร์ท ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2480 นายเวสท์ฮอยเสร์ และนายพัมโรสะเก ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2480 ทั้ง 3 นายได้ทำการติดตั้งเครื่องจักรโรงทำเยื่อ, โรงทำกระดาษ, โรงบดไม้ไผ่, โรงกรองน้ำ และโรงทำโซดากลับคืน

บริษัทซีเมนส์ซุคเกิต ส่งนายช่าง (วิศวกร) มาจากยุโรป 2 นาย คือ นายมาเลอร์ ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2480 นายบูมัน ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2480 ทั้งสองนายนี้ได้เข้ามาติดตั้งเครื่องจักรในโรงทำคลอรีนและติดสายไฟฟ้าตามโรงต่าง ๆ กับส่งนายเบอร์กาด เดินทางมาจากประเทศจีน ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2480 เป็นนายช่างติดตั้งเครื่องกังหันไอน้ำ

บริษัทโปร์สิก ส่งนายลิปซ์ เดินทางมาจากประเทศตุรกี ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2480 นายช่างผู้นี้ทำการติดตั้งเครื่องหม้อน้ำในโรงทำไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีนายช่างในกรุงเทพฯ อีก 2 นาย คือ นายสะไตเนอร์, หลวงปฐพีพิจารณ์ (ข้าราชการเบี้ยบำนาญ) เป็นผู้ช่วย

การสร้างตึกโรงงานกระดาษ บริษัทคริสเตียนีฯ ประมูลได้ ในราคา 86,500 บาท สัญญาทำเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2479

การสร้างตึกทำไฟฟ้า, ตึกบดไม้ไผ่, ตึกทำโคลริน (คลอรีน), ตึกทำโซดากลับคืน, ตึกกรองน้ำ, ถังน้ำขุ่น, ถังน้ำใส, ถังน้ำสูง บริษัทยูนิเวอร์แซลดิสตรีบิวเตอร์ ร่วมกับนายดั่น บังหยิน ประมูลได้ในราคาหน่วย 135,300 บาท สัญญาทำเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2479

ได้มีการติดต่อขอซื้อและย้ายโรงพักเก่า สถานีตำรวจภูธรกาญจนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ เป็นจำนวนเงิน 9,000 บาท

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือกรมโยธา ให้ปรับปรุงถนนทางถนนลาดถึงริมแม่น้ำจังหวัดกาญจนบุรี และสร้างสะพานใหม่ทุกสะพานที่อยู่ระหว่างถนนจากบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ให้สามารถรับน้ำหนักรถบรรทุกได้ถึง 5 ตัน

ในรายการก่อสร้างยังมีการสร้างที่ทำการแผนกทำกระดาษที่โรงงานกระดาษสามเสน ปรับปรุงขึ้นใหม่ เพราะยังจำเป็นต้องมีโรงงานกระดาษสามเสนสำหรับทำงานร่วมกับโรงงานกระดาษกาญจนบุรี เพราะเมื่อผลิตกระดาษที่กาญจนบุรีได้แล้ว ต้องส่งมาขายที่กรุงเทพฯ จึงจำเป็นต้องมีคลังพักกระดาษก่อนจำหน่าย ทั้งนี้ให้รวมอยู่ในวงทุนของการสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรีด้วย[9]

เมื่อได้สร้างอาคารตึกโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร และทดลองทำการผลิตกระดาษจนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว กลางปี พ.ศ. 2481 กรมแผนที่ก็ได้มีหนังสือถึงกระทรวงกลาโหม และกระทรวงฯ นำเสนอต่อรัฐบาลพระยาพหลฯ อีกต่อหนึ่ง มีใจความสำคัญระบุว่า “บัดนี้ การทดลองปรากฏผลว่าทำกระดาษเป็นแผ่นออกใช้ได้แล้ว กรมแผนที่จึงรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา ขอให้ทำพิธีเปิดเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่โรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี ตามประเพณีนิยมมาแต่โบราณกาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงบัญชาให้กำหนดทำพิธีเปิดในวันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2481 ซึ่งเป็นวันปฐมฤกษ์ ว่าไทยได้มีเครื่องทำเยื่อกระดาษ และทำกระดาษใช้ได้เองแล้ว “ไชยโย””[10]

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปกาญจนบุรีสมัยนั้นต้องขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ ไปลงที่สถานีบ้านโป่ง จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถยนต์จนถึงเมืองกาญจนบุรี ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2481 พระยาพหลพลพยุหเสนาพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและอัครราชทูตเยอรมัน ก็ได้เดินทางโดยวิธีดังกล่าวนี้ ตามเอกสารกำหนดการ[11] ระบุว่า พระยาพหลฯ เดินทางถึงกาญจนบุรีเมื่อเวลา 12.00 น. ถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสงฆ์ และรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว เวลา 13.30 น. เดินทางไปบวงสรวงเจ้าพ่อหลักเมือง 13.54 น. ไปโรงงานทำกระดาษ

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวอัญเชิญนายกรัฐมนตรีเปิดโรงงาน มีข้าหลวงประจำจังหวัดกาญจนบุรี ข้าหลวงประจำจังหวัดราชบุรี ข้าหลวงประจำจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยคณะกรรมการจังหวัดและคณะกรรมการอำเภอ ให้การต้อนรับและร่วมพิธีเปิด เวลา 14.30 น. กรมแผนที่ทหารนำแขกที่มาร่วมงานเดินเยี่ยมชมโรงงาน เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่พบเอกสารบันทึกคำกล่าวเปิดงานของพระยาพหลฯ เราจึงไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวนี้พระยาพหลฯ ได้กล่าวอะไรไว้บ้าง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โรงงานกระดาษกาญจนบุรียังมีความสำคัญอีกแง่หนึ่ง นอกเหนือจากผลิตกระดาษในยามปกติ และผลิตธนบัตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ผู้เดินทางไปเที่ยวชมเมืองกาญจนบุรี ย่อมไม่พลาด เพราะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สำคัญระดับประเทศ เช่น การเดินทางของเจ้าจอมมารดาเลื่อนและคณะเจ้านายสตรี เมื่อ พ.ศ. 2482,[12] การเดินทางของนายบรรเจิด กาญจนินทุ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานโฆษณาการ เมื่อ พ.ศ. 2482,[13]  การเดินทางไปตรวจราชการของกระทรวงธรรมการและกรมยุวชนทหาร เมื่อ พ.ศ. 2483,[14] การเดินทางตรวจราชการบำรุงทางหลวงของกรมโยธาเทศบาล เมื่อ พ.ศ. 2484,[15] พระยาพหลฯ เองในการเดินทางไปพำนักที่ “บ้านนิวาศแสนสุข” ที่เมืองกาญจนบุรีหลายครั้ง แม้แต่ในช่วงพ้นจากราชการบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ยังแวะเวียนอยู่หลายครั้งด้วยกัน[16]   

 

(4) ทำไมโรงงานกระดาษถึงต้องไปตั้งอยู่เมืองกาญจนบุรี? 

มาถึงอีกคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมอุตสาหกรรมสำคัญระดับประเทศอย่างโรงงานกระดาษจึงต้องไปตั้งอยู่ที่กาญจนบุรี ปัจจุบันมีความเชื่อหลักเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเป็นเหตุปัจจัยมาจาก “เหตุผลส่วนตัว” ของพระยาพหลฯ แต่ทว่าจริงอยู่ที่พระยาพหลฯ มีภรรยาเป็นชาวกาญจนบุรี คือ “ท่านผู้หญิงบุญหลง” แต่ตัวท่านพระยาพหลฯ เองก็นิยมเดินทางท่องเที่ยวที่เมืองกาญจน์ จนรู้จักมักคุ้นกับผู้คนและภูมิประเทศของบ้านเมืองกาญจน์เป็นอย่างดี[17] แต่การตัดสินใจตั้งโรงงานกระดาษที่กาญจนบุรี ก็เป็นการตัดสินใจในระดับรัฐบาล มีบุคคลสำคัญหลายคนร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จนได้สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานั้น 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี กับ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกนำมาพิจารณาด้วย แต่ตกไป เนื่องจากบางปะอิน กรมแผนที่ทหารได้ทำการสำรวจแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2476 พบว่าไม่เหมาะสม เพราะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างไม้ไผ่ ต่อมาจึงได้สำรวจบ้านโป่ง ซึ่งกรมแผนที่ทหารเห็นว่าเหมาะสม เพราะมีแหล่งไม้ไผ่มาก 

พลโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) ก็สนับสนุนเห็นควรเป็นที่บ้านโป่ง เพราะใกล้กรุงเทพฯ แต่นายพันเอกพระรณรัฐวิภาคกิจ (อุ่น วิโรจน์เพ็ชร์) เจ้ากรมแผนที่ เสนอความเห็นแย้งว่าแหล่งไม้ไผ่นี้ที่กาญจนบุรีมีมากกว่าที่ใด ๆ ด้วยเหตุผลหนักแน่นตามรายงานดังนี้ : 

               “เมื่อได้รับคำถามจากปลัดบัญชีว่ากรมบัญชีกลางกระทรวงพระคลังฯ ต้องการทราบ ก็ได้รีบจัดการ ข้อวิตกข้อแรกก็คือที่ตั้งโรงงาน ครั้นจะไปรบกวนเรียนถามผู้บังคับบัญชาว่าจะใช้ที่ใด ก่อนได้ค้นคว้าหาเพื่อขอความดำรินั้นก็มิบังควรแก่การที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ ด้วยเหตุนี้กระผมพร้อมกับนายช่างได้ออกทำการสำรวจท้องที่ที่จะมีลักษณะเหมาะแก่การที่จะตั้งโรงงานประเภทนี้ ก่อนที่จะออกสอบสวนท้องที่ ต้องมีจุดประสงค์เสียก่อน จุดประสงค์ส่วนใหญ่ที่เป็นเบื้องต้นนั้น คือ การที่คิดจะทำเยื่อดิบใช้เอง เพราะการทำกระดาษเท่าที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้ นอกจากอาศัยเศษกระดาษ เศษผ้าที่หาได้ภายในประเทศแล้ว (การหาเศษผ้า เศษกระดาษ ก็ต้องอาศัยอำนาจรัฐบาลบังคับให้เก็บไว้ให้) ต้องซื้อเยื่อดิบจากต่างประเทศอีกปีละมาก ๆ เยื่อดิบก็ใช่อื่นไกล ก็คือตัวกระดาษนั้นเอง หากแต่ทำหยาบ ๆ ฟอก ต้มยังไม่สะอาดแลเลอียด ทั้งประสงค์ให้ปนกับเชื้ออื่น ๆ เช่น เศษกระดาษที่ใช้แล้ว เศษผ้า และอื่น ๆ ได้เท่านั้น ถ้าเป็นกระดาษที่ใช้แล้ว แต่ที่เขาไม่ใคร่ทำก็เพราะราคาต้องแพง ด้วยเหตุนี้แหล่ะกระดาษดีจึงต้องมีราคาแพง

เพราะเราต้องการจะทำเยื่อดิบใช้เอง โดยเหตุผลตามกล่าวแล้ว จึงวิเคราะห์ว่า เยื่อดิบนั้นเขาทำได้ด้วยอะไร ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าทำได้จากหญ้าและพรรณไม้ (หญ้า ได้แก่ ฟางข้าว, กก, แฝก, คา ฯลฯ) พรรณไม้คือไม้ต่าง ๆ ประเภทหญ้าตามความคิดของกระผมเลิกดำริ (คิดใช้แต่ส่วนน้อย) แม้ประเทศเราจะเป็นประเทศมีข้าวมาก, กกมาก, แฝกคามากก็จริง แต่วิเคราะห์ดูการรวบรวมมายังจุดที่ประสงค์ (คือที่ตั้งโรงงานจะเป็นที่ใดก็ตาม) เห็นว่าจะหาได้ไม่สู้ง่ายนัก หรือจะไม่พอแก่ความต้องการ เมื่อตั้งโรงงานใหญ่ มิฉะนั้นก็ราคาแพงเกินควร

เมื่อหญ้าไม่อยู่ในจุดมุ่งหมายจึงคิดใช้ไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้ประเภทที่ประเทศอื่นเขาทำได้ผลดีมาแล้ว และประเทศเราก็มีมาก ไม้ไผ่ที่ไม่ต้องซื้อไม่ต้องปลูกและมีมากนั้น เท่าที่กระผมสังเกตมา (ในคราวออกสำรวจทุกปีและทั่วไป) เห็นว่ามีอยู่ในแคว้นลุ่มน้ำเหนือที่ตั้งเมืองกาญจนบุรีขึ้นไป เป็นแคว้นที่มีไม้ไผ่มากกว่าแคว้นอื่นในสยาม

เมื่อทราบแหล่งพรรณไม้ที่ต้องการฉะนี้แล้ว กระผมจึงได้ไปตรวจท้องที่ตามริมน้ำนับตั้งแต่ที่ตั้งเมืองกาญจนบุรีลงมาจนถึงที่ตั้งเมืองราชบุรี เหตุที่เลือกใต้เมืองกาญจนบุรีลงมา เพราะไม้ไผ่ผูกเป็นแพล่องมาตามน้ำได้ง่ายโดยอาศัยลำแม่น้ำเป็นทางคมนาคมและประสงค์ไม้นี้ 2 ลำน้ำ (คือ แควน้อย, แควใหญ่) ที่ตั้งเมืองกาญจนบุรีเป็นที่บรรจบของแควน้ำทั้ง 2 ทั้งเป็นเมืองที่มีถนนเรียบร้อยไปถึงแล้ว ทำไมไม่เลือกใต้เมืองราชบุรี เพราะทางคมนาคมที่จะประสานทางบกกับทางน้ำและที่จะมากรุงเทพฯ ได้สะดวกนั้นสุดเพียงนั้น ได้เลือกแล้วหลายแห่ง หาได้ไม่เหมาะ นอกจากบ้านโป่งซึ่งเป็นทำเลที่พอใช้ได้ (แต่ไม่ใช่ดีนัก)”[18] 

               กล่าวโดยสรุป จากหลักฐานรายงานของพระรณรัฐวิภาคกิจ (อุ่น วิโรจน์เพ็ชร์) ได้ชี้ให้เห็นว่า ที่กาญจนบุรีได้รับเลือกให้ตั้งโรงงานที่จัดว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศในสมัยนั้น ก็เพราะความเหมาะสมจากเหตุปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งของบริเวณปากแพรก (จุดบรรจบกันของแม่น้ำแควน้อยกับแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของแม่น้ำแม่กลอง) การเป็นแหล่งที่มีวัตถุดิบคือไม้ไผ่เป็นอันมาก ประกอบกับกรมแผนที่ทหารมีที่ดินตั้งอยู่ในบริเวณย่านนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องเวนคืนให้ยากลำบากและสิ้นเปลือง มีเพียงอาคารโรงพักเก่าของสถานีตำรวจภูธรกาญจนบุรีเท่านั้นที่ต้องดำเนินการขอซื้อและสร้างใหม่ให้

 

โรงงานกระดาษ จ.กาญจนบุรี

 

สรุปค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

  1. ค่าเครื่องจักร                                           1,069,370       บาท
  2. ค่าค้ำประกันตั๋วแลกเงิน                                    1,010        บาท
  3. ค่าก่อสร้าง                                                772,876        บาท
  4. เงินเดือนก่อนเปิดโรงงาน                              20,540        บาท
  5. ค่าใช้สอยก่อนเปิดโรงงาน                            113,390       บาท
  6. ค่าซื้อสัมภาระและวัตถุดิบก่อนเปิดโรงงาน       65,089       บาท
  7. โสหุ้ยและทุนแท้หมุน 3 เดือน                      165,600       บาท

รวมเป็นวงเงินในการสร้างและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น     2,207,875       บาท

(ที่มา: หจช. ม(2) สร0201/133 การก่อสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี พ.ศ. 2479-2481)

 

(5) “ป่าไผ่เมืองกาญจน์” กับประสิทธิภาพการผลิตในช่วงหลัง 

               อย่างไรก็ตาม ระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมมีข้อจำกัดโดยตัวมันเอง เพราะมักนำมาซึ่งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม้ไผ่เมืองกาญจน์ก็ไม่ใช่จะมีปริมาณเพียงพอตลอด เพราะเมื่อตั้งโรงงานที่กาญจนบุรีแล้ว ได้มีการรับซื้อไม้ไผ่ที่ชาวบ้านตัดมาขายให้เป็นอันมาก แต่ขณะเดียวกันก็ปลูกไม่ทันได้ตัดส่งโรงงาน การตัดไม้ไผ่เป็นอันมากยังส่งผลทำให้ป่าไผ่ลดลงในช่วงหลัง

ในส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุดิบไม้ไผ่ที่กาญจนบุรีนี้ บันทึกของ พลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล อดีตผู้อำนวยการโรงงานกระดาษกาญจนบุรีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (บันทึกนี้เขียนไว้นานก่อนที่เจ้าตัวจะเสียชีวิต โดยสั่งกำชับลูกหลานว่าให้นำบันทึกนี้ไปตีพิมพ์แจกในงานศพของตนเอง นับเป็นการเขียนบันทึกและหนังสืองานศพแหวกแนวสมเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงงานกระดาษ)

พลโท บุศรินทร์ ได้ให้รายละเอียดข้อมูลว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลพระยาพหลฯ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเหมาะสมของกาญจนบุรี ตลอดจนปัญหาผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การควบคุมประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงของโรงงานฯ ที่สำคัญคือลักษณะการดำเนินงานแบบข้าราชการ ซึ่งนำไปสู่การขาดทุนจนต้องปิดตัวลงในตอนหลัง ดังเช่นที่กล่าวไว้ดังนี้: 

               “เรื่องไม้ไผ่ของโรงงานกระดาษกาญจนบุรีนี้ ข้าพเจ้าได้ไปพบเห็นเมื่อได้เป็นผู้อำนวยการโรงงานกระดาษในระหว่างสงคราม จึงได้ศึกษาและวิจัยเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบ การทำงานของเครื่องจักร ตลอดจนประสิทธิภาพของเครื่องจักรทุก ๆ ส่วน ตลอดทั้งโรงงาน เป็นเวลาหลายเดือน เพราะปริมาณการผลิตนั้น ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องได้วันละ 10 ตัน สำหรับกระดาษเขียนและพิมพ์ทั่ว ๆ ไป ถ้าหากเป็นกระดาษบาง ก็อาจลดลงเล็กน้อย แต่เป็นกระดาษหนาก็ได้มากหน่อย เรียกว่าเฉลี่ยแล้วควรจะได้ประมาณ 9-10 ตันต่อวัน ทั้ง ๆ ที่คุณภาพโรงงานนั้นสามารถทำกระดาษอาร์ตเทียมก็ได้ในระยะเวลาที่ทดลองทำกระดาษเพื่อส่งมอบโรงงานแต่เหตุใดจึงได้ปริมาณกระดาษเพียง 7 หรือ 8 ตันต่อวัน เป็นอย่างมากเท่านั้น ในขณะนั้นข้าพเจ้าก็เป็นประธานกรรมการประหยัดกระดาษของคณะรัฐมนตรี และมีเรื่องที่จะต้องหาทางเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอแก่ความต้องการด้วย จึงได้เริ่มศึกษาตั้งแต่ต้น แล้วก็ปรากฏจากหลักฐานตั้งแต่เริ่มการพิจารณาจะตั้งโรงงานว่า บรรดาไม้ไผ่ตัวอย่างที่ส่งไปยังบริษัท ๆ ผู้ได้รับการประมูลสร้างโรงงานนั้น ไม้ที่ให้เยื่อสูงสุดในบรรดาไม้ทำกระดาษแล้ว ก็คือไม้ไผ่และต้องเป็นไม้ไผ่ 2 น้อง หมายความว่าไม้ที่กอใดก็ตามมีหน่อมา 2-3 หน่อ หรือประมาณ 2 ฤดูฝนแล้ว ไม้รุ่นพี่จึงจะมีเยื่อประมาณ 40-43 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าไม้ใด ๆ ทั้งสิ้น และเรื่องเยื่อไม้ไผ่นี้แม้แต่อินเดียเองที่ใช้ไม้ไผ่ทำกระดาษประเภทไผ่เลี้ยงไม่ใช่ไผ่ตงมีหนาม ก็ยังสู้ตลาดเยื่อไม้ไผ่จากอินโดนีเซียของฮอลันดาไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องตลาดเยื่อไม้ไผ่นี้จึงไปอยู่ที่ประเทศฮอลันดา ไม่ใช่ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นตลาดไม้สักของทั้งยุโรป ฉะนั้นเมื่อได้จับเอาวัตถุดิบไผ่ของที่ส่งมาที่โรงงานเข้าตรวจในห้องทดลองแล้ว ก็ปรากฏว่ามีเยื่อเพียง 27-30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ไม่ใช่ 40-43 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อเอาไม้ไผ่ตามจำนวนที่ต้องการเข้าหม้อต้มออกมาเป็นเยื่อที่จะใช้ทำกระดาษแล้วก็ได้ตามปริมาณไม่ถึงที่คาดไว้ อีกประการหนึ่ง ไม้ไผ่เมื่อเขาเอามาส่งโรงงานเป็นแพ ๆ นั้นแทนที่จะใช้กว้านลากขึ้นโดยรวดเร็วตามแบบและตามที่ทำทางไว้แล้ว กลับไม่ใช้ เพราะเจ้านายสมัยนั้นเห็นว่ามันเป็นเครื่องทุ่นแรงจริง แต่สู้ให้คนเขาขนแบกไม้ไผ่ขึ้นจากตลิ่งเข้ามากองไม่ได้ จะช่วยให้คนมีงานทำและมีรายได้ อันนี้ก็เป็นความจริงในทัศนะการช่วยเหลือคน แต่ผิดลักษณะของการทำอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ คิดดูทีหรือว่า ถ้าโรงงานต้องใช้ไม้ไผ่แม้แต่เป็นจำพวก 2 น้อง จริง ๆ ก็ต้องใช้วันละ 3,000 ลำ เมื่อได้ขนขึ้นมาโดยแรงกรรมกรชายหญิงที่ท่าน้ำตลิ่งสูงตั้ง 8-12 เมตรนั้น ดูเป็นกองทัพมดไปหมด มันก็เป็นรายจ่ายที่ไม่ควรจะเสีย เมื่อโรงงานตั้งขึ้นนั้นก็มีค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ที่คิดกันละเอียดแล้วว่าจะมีกำไร แต่การดำเนินการแบบราชการนั้นขาดประสิทธิภาพ แล้วเงินเดือนคนยิ่งขึ้นทุก ๆ ปี แต่อย่างอื่น ๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้น แล้วจะเอากำไรจากที่ไหนมาชดเชย ฉะนั้นความที่ไม่สามารถทำกระดาษได้วันละ 10 ตัน และต้องขาดทุนอยู่นั้น ก็เพราะได้ไม้ตามปริมาณที่เพียงพอแต่ไม่ได้เยื่อตามที่กำหนดไว้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็ไปเสียค่าแบกขนขึ้นกองในราคาลำละ 2 สตางค์ คิดแล้วเป็นเงินสูญเปล่า ถ้าใช้กว้านขึ้นตามทางลาดก็ใช้กระแสไฟฟ้าของโรงงานซึ่งต้องผลิตเต็มที่อยู่แล้ว แต่ใช้ไม่ได้เต็มที่ ก็สูญอีกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าไปเป็นผู้อำนวยการโรงงานกระดาษจึงแก้ปัญหาในขั้นแรกคือพยายามคัดไม้ให้ได้ขนาด เพราะมีผู้ชักไม้อ่อน ๆ ซึ่งไม่ใคร่จะมีเยื่อมาส่ง เพราะตัดง่าย ประการที่สองสั่งเยื่อชานอ้อยจากไต้หวันมาเพิ่มเติม ปริมาณจึงขึ้นถึงวันละ 9-10 ตันตามเกณฑ์ โดยไม่ได้ไปเบ่งเครื่องจักรแต่ประการใด ต่อเมื่อการซื้อเยื่อชานอ้อยจากไต้หวัน ชักจะลำบากและแพงขึ้น เพราะสงคราม จึงเอาฟางข้าวมาตรวจสอบ ก็ปรากฏว่ามีเยื่อประมาณ 30-32 เปอร์เซ็นต์ ไล่เลี่ยกับไม้ไผ่ที่ไม่ได้คุณภาพดังกล่าว ในการใช้ไม้ไผ่ให้เป็นเยื่อนั้น การต้มโดยปกติใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่การต้มฟางนั้นใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น ผิดกันแต่ว่าการบรรจุฟางลงหม้อต้มช้ากว่าการบรรจุไม้ไผ่ ซึ่งเทลงจากยุ้งข้างบนโครม ๆ ประเดี๋ยวก็เต็ม แต่อย่างไรก็ตามทำให้ได้ต้นทุนการผลิตลงไปมากมายและข้าพเจ้าได้ทำอย่างนี้จนสิ้นสงคราม จึงได้มีผู้เอาความคิดนี้ไปจัดตั้งโรงงานกระดาษที่บางปะอิน โดยว่าจะใช้ฟาง และก็จะใช้ฟางบ้าง อื่น ๆ บ้าง ฯลฯ ส่วนการดำเนินการนั้นเข้าใจเข้าใจว่าไม่ถูกต้องจึงมีเหตุวิบัติไปมาก ซึ่งไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้ 

           สรุป ในการเขียนเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ อยากจะชี้ให้เห็นว่าพวกเราเองมีความผิดพลาดหลายอย่างหลายประการตั้งแต่ในอดีตมาแล้ว ๆ ไม่รู้จักแก้กัน เหตุที่ไม่แก้กันนั้นอาจเป็นเพราะไม่มีคนคอยติเพื่อก่อ เพราะการติเพื่อก่อทีไร ถ้าเป็นข้าราชการมักจะเสียคนได้ในภายหลังเสมอ ฉะนั้นจึงรักษาตัวรอดกันดีกว่า”[19]   

               อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ในแง่ที่ว่า หากนายกรัฐมนตรีเวลานั้นไม่ใช่พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ผู้ซึ่งมีแนวคิดที่จะสร้างโรงงานกระดาษอยู่ก่อนแล้ว และมีเครือข่ายเป็นมิตรไมตรีอันดีกับเยอรมนี เพราะพระยาพหลฯ เรียนจบจากประเทศเยอรมนีมาก่อน จึงสามารถเจรจาขอซื้อเครื่องจักรจากเยอรมนีได้ แม้กระทั่งเมื่อพบปัญหาหลังจากที่บริษัทกระดาษสยามจำกัดที่ก่อตั้งมาเพื่อการนี้ตามคำแนะนำของพระสารสาสน์พลขันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า กับ ปรีดี พนมยงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการคลังเวลานั้น ไม่สามารถขอกู้ยืมเงินทุนจากธนาคารสยามกัมสมบูรณามาจลจำกัดได้ รัฐบาลพระยาพหลฯ ก็รับซื้อหุ้นและโอนย้ายกิจการมาเป็นของรัฐบาล และรัฐบาลมอบหมายให้กรมแผนที่ทหารเป็นผู้ดำเนินการแทน ไม่เช่นนั้นแล้ว โรงงานกระดาษกาญจนบุรีอาจยังไม่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2481 นั้น ก็เป็นได้     

               นอกจากนี้ปัญหาตามที่บันทึกของพลโทบุศรินทร์ ภักดีกุล ได้เล่าไว้นั้น ยังเป็นคำตอบโดยอ้อมว่า เพราะเหตุใด ทำไม เมื่อพระรณรัฐวิภาคกิจไปหารือกับพระสารสาสน์พลขันธ์และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เกี่ยวกับรูปแบบองค์กรบริหารที่ควรจะเป็นในการดำเนินกิจการนี้แล้ว ทั้งสอง (พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ปรีดี พนมยงค์) จึงต่างก็ให้คำแนะนำว่า ควรจัดตั้งเป็นบริษัทแยกจากระบบราชการปกติ เพราะเห็นตัวอย่างความล้มเหลวของโรงงานกระดาษสามเสนยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้ว ซึ่งที่จริงการดำเนินการก่อตั้งในชั้นแรก ก็ได้ดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าวนี้ จึงได้ก่อตั้ง “บริษัทกระดาษสยามจำกัด” ขึ้นมา

แต่เกิดปัญหาเมื่อธนาคารสยามกัมมาจลจำกัดไม่ให้กู้เงินทุนสำรองมาใช้ดำเนินการ บริษัทจึงหาทางออกโดยการขายหุ้นและโอนกิจการให้แก่รัฐบาล เป็นรัฐบาลอื่นอาจไม่รับซื้อและโอนมา แต่เพราะเป็นรัฐบาลพระยาพหลฯ ที่มีแนวคิดและนโยบายเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้จึงได้รับมาดำเนินการต่อ แต่ส่งผลเสียระยะยาว เพราะโรงงานกระดาษกาญจนบุรีต้องอยู่ภายใต้กำกับและวิธีการดำเนินงานแบบราชการไทย     

              

(6) บทสรุปและส่งท้าย : จาก “ปรอทวัดการศึกษา” (ในวันนั้น) มาสู่ “มรดกคณะราษฎร” (ในวันนี้) 

ในจำนวนผลงานสำคัญของคณะราษฎรในระยะแรกเริ่มระบอบใหม่หลังการอภิวัฒน์สยาม 2475 โรงเรียนกระดาษกาญจนบุรีถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงสำหรับยุครัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ในการบุกเบิกอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรีไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมในสยาม หากแต่ยังสัมพันธ์กับหลักการศึกษา อันเป็นหลัก 1 ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร

เนื่องจากกระดาษเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับสมัยนั้น ดังที่นายชื้น อยู่ถาวร ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ และอดีตผู้อำนวยการโรงงานกระดาษกาญจนบุรีในชุดรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยที่ 2) ได้เคยกล่าวคำขวัญสั้น ๆ ที่ว่า “ปรอทวัดการศึกษาคือกระดาษ”[20]

พ.ศ. 2495 หลังการอสัญกรรมของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ผ่านไป 5 ปี เนื่องในงานฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2495 บริษัทกระดาษไทยจำกัดได้ออกหนังสือชื่อ “กระดาษไทย” ได้ยกย่องพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ในฐานะ “ผู้ให้กำเนิดโรงงานกระดาษไทย” 

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2496 มีการสร้างอนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ริมถนนแสงชูโต ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ก็ได้มีการระบุไว้ในหนังสือ “อนุสาวรีย์ในประเทศไทย เล่ม 2” ยกย่องว่า พระยาพหลฯ “ได้ริเริ่มจัดตั้งโรงงานกระดาษของกรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม ในจังหวัดกาญจนบุรี นับเป็นโรงงานกระดาษแห่งแรกในประเทศไทย”[21]

ตรงนี้ผิดข้อเท็จจริงอยู่ เพราะโรงงานกระดาษกาญจนบุรีไม่ใช่โรงงานกระดาษแห่งแรกของไทย แห่งแรกคือโรงงานกระดาษสามเสน ตั้งมาก่อนโรงงานกระดาษกาญจนบุรี เป็นเวลากว่า 15 ปี (พ.ศ. 2466-2481) แต่เพราะโรงงานกระดาษสามเสนมีข้อจำกัดหลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลพระยาพหลฯ จึงได้สร้างโรงงานกระดาษขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีขนาดใหญ่และผลิตได้มากกว่าโรงงานกระดาษสามเสนถึง 10 เท่า แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้กระดาษของประชาชนในสมัยต่อมา

 

ศาลและอนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนา ที่โรงงานกระดาษ จ.กาญจนบุรี

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทต่อการสร้างโรงงานกระดาษแห่งนี้มิได้มีแต่พระยาพหลฯ ยังมีคนอื่น ๆ อีกมากมายหลายท่านด้วยกัน ดังที่แสดงหลักฐานให้เห็นแล้ว การสร้างโรงงานกระดาษเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการตีพิมพ์ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการสื่อสารด้วยตัวบทอักษร เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับการเปลี่ยนผ่านหลัง 2475 จึงเกิดความเห็นพ้องร่วมกันหลายฝ่ายและหลายท่าน

การสร้างโรงงานกระดาษตลอดจนการส่งเสริมสื่อสิ่งตีพิมพ์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับระบอบใหม่ คณะราษฎรเข้าใจดีในจุดนี้ ดังจะเห็นได้จากจดหมายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ส่งตรงถึงผู้อำนวยการโรงงานกระดาษไทย ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เนื่องในโอกาสที่โรงงานกระดาษไทยจะทำหนังสือแจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปี พ.ศ. 2495 ดังความต่อไปนี้ : 

               “หนังสือที่ 6443/2495 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ว่าโรงงานกระดาษไทยจะได้จัดทำหนังสือ ให้ชื่อว่า “กระดาษไทย” แจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ปี 2495 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิชาความรู้และสารคดีอันเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะการอุตสาหกรรมกระดาษ จึงใคร่ขอคำขวัญจากข้าพเจ้าเพื่อลงพิมพ์ด้วยนั้น 

           ข้าพเจ้าขอขอบคุณที่ได้รับเกียรตินี้ และมีความยินดีที่โรงงานกระดาษไทยได้จัดพิมพ์หนังสืออันเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการอุตสาหกรรมของชาติขึ้นในโอกาสงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวันที่ระลึกและวันสำคัญของชาติไทย ในการที่ได้มาซึ่งระบอบการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย จึงขอตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้โรงงานกระดาษไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรมเจริญรุ่งเรืองทวียิ่ง ๆ และปกปักรักษาให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสถิตสถาพรคู่กับชาติไทยตลอดไปชั่วนิรันดร”[22] 

                ภายในปีเดียวกับที่มีการก่อตั้งโรงงานกระดาษกาญจนบุรีนั้นเอง ก็เป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลพระยาพหลฯ ด้วย ทำให้โรงงานกระดาษกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในผลงาน “ยุคตั้งไข่ระบอบประชาธิปไตย” หลังการอภิวัฒน์ไปด้วย รัฐบาลต่อมานำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อตั้งโรงงานกระดาษกาญจนบุรีนี้ด้วย ก็ยังคงให้ความสำคัญแก่การผลิตกระดาษจากเมืองกาญจนบุรีนี้ต่อมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สยามประสบปัญหาในการผลิตธนบัตร ก็ได้ใช้โรงงานกระดาษกาญจนบุรีเป็นผู้ผลิตธนบัตรแทน ต่อมาในครึ่งหลังทศวรรษ 2490 กระดาษไทยที่ใช้กันแพร่หลายถูกมองว่าไม่มีคุณภาพเทียบเท่ากระดาษนำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับเป็นกระดาษผลิตจากฝั่งรัฐบาล และเป็นรัฐบาลที่สืบอำนาจมาจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เมื่อฝ่ายการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาลใช้สื่อสิ่งพิมพ์กันมาก ก็ไม่อยากสั่งซื้อกระดาษจากโรงงานของรัฐบาลมาใช้ ทำให้กระดาษไทยไม่เป็นที่นิยม เอกชนที่ผลิตหนังสือหันไปสั่งกระดาษนำเข้าจากต่างประเทศกันมากอีกช่วงหนึ่ง จอมพล ป. กับรัฐบาล จึงปลุกชาตินิยมขึ้นอีกช่วงหนึ่งหันมารณรงค์เชิญชวนประชาชนใช้กระดาษไทย ไม่ซื้อกระดาษต่างประเทศ แต่ไม่เป็นผลมากนัก

อย่างไรก็ตาม ดังที่ พล อ.ต. ม.ม. เวชยันตรังสฤษฎิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมัย ป.2 (จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2) ผู้ซึ่งแต่เดิมก็เคยมีส่วนในการก่อตั้งโรงงานกระดาษกาญจนบุรีสมัยพระยาพหลฯ ได้เคยมอบคำขวัญแก่โรงงานกระดาษกาญจนบุรีเมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นข้อความยืดยาวเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการผลิตกระดาษโดยไม่จำเป็นต้องคิดและทำภายใต้ขนบชาตินิยมดังนี้:

“แม้ประเทศเราจะมีพื้นเพเป็นประเทศกสิกรรมมาแต่เดิมก็ดี แต่เมื่อพลเมืองได้เพิ่มขึ้น มีผลิตผลทางเกษตรกรรมมากขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการอุตสาหกรรมขึ้นด้วย เพื่อประดิษฐ์สิ่งสำเร็จรูปอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับการอยู่ดีกินดีของประชาชนนั้นขึ้นด้วย อย่างน้อยก็เพื่อใช้ผลิตผลทางเกษตรกรรมอันเกิดขึ้นภายในประเทศที่เหลือใช้และที่เหลือขายออกไปนอกประเทศ ข้อนี้นอกจากจะให้เรารู้จักทำเครื่องใช้ของเราเองได้แล้ว ค่าแรงงานยังตกอยู่ในประเทศของเราเองด้วย อุตสาหกรรมกระดาษก็เป็นอุตสาหกรรมชนิดหนึ่งที่จำเป็นและใช้วัตถุดิบที่หาได้ภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นจึงเป็นการสมควรที่เราจะร่วมมือกันใช้กำลังกายและกำลังความคิดปลุกปล้ำให้อุตสาหกรรมนี้ยืนอยู่ได้ด้วยความมั่นคงและวัฒนาต่อไป[23]

เมื่อมองถึงปัจจุบัน ในช่วงหลังมานี้กระดาษ/เอกสารกลายเป็นภาระสร้างความยุ่งยาก ระบบประเมินต่าง ๆ ที่ต้องทำผ่านกระดาษ กระดาษหรือเอกสารลายลักษณ์อักษรกลายเป็นตัวแปรกำหนดสภาพ “ความจริง” และเป็นหลักฐานสำคัญของเหตุการณ์ต่าง ๆ  กลายเป็นว่า “ความจริงร่วมสมัย” ต่างถูกกำหนดและขึ้นต่อกระดาษ ประกอบกับเกิดเทคโนโลยีใหม่ที่เชื่อกันว่ากำลังมาแทนที่กระดาษในอนาคตอันใกล้นี้อย่างเทคโนโลยีดิจิตอลและโซเชียลมีเดีย ดังที่มีคำเรียกกันว่า “ยุค Paperless”

แต่กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของกระดาษ ตราบใดที่การสื่อสารยังคงทำผ่านการใช้ตัวบทอักษร กระดาษจึงยังสำคัญ แต่แน่นอน อะไรก็ตามที่ “เยอะเกินไป” ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ล้วนเป็นภาระมากกว่าตัวช่วย ตราบใดที่เรายังต้องอ่านหนังสือ กระดาษก็เป็นทางเลือกในการใช้ขีดเขียนบันทึกสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกับเมื่อมีกระดาษขึ้นใช้แล้ว บรรดาของจากโลกอดีตไม่ว่าจะเป็นศิลาจารึก, กระดาษสา, สมุดข่อย, ใบลาน ฯลฯ ต่างก็ไม่ได้สูญหายไปจากโลกนี้       

จากความสำคัญที่สะท้อนสัมพันธภาพอันดีระหว่างไทยกับเยอรมัน ทำให้โรงงานกระดาษกาญจนบุรียังคงเป็นหมุดหมายการเดินทางของชาวเยอรมันที่มาเยือนประเทศไทย เพราะเป็นโอกาสจะได้ชมอาคารสถาปัตยกรรมและเครื่องจักรกลเก่าของเยอรมัน ตลอดจนผู้สนใจใคร่รู้ใคร่เห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานกระดาษกาญจนบุรียังคงเป็นสถานที่สำคัญที่เหมาะแก่การเป็นแหล่งเรียนรู้

ปัจจุบันโรงงานกระดาษกาญจนบุรียังเป็นหนึ่งในผลงานของคณะราษฎรที่ยังหลงเหลืออยู่อย่าง “โดดเด่นโดยท้าทาย” เพราะถูกสร้างมาอย่างมั่นคงแข็งแรง มีเอกสารบัญชีต่าง ๆ เปิดเผย โปร่งใส ไม่มีใต้โต๊ะหรือนอกในอะไร แม้จะเป็นรัฐบาลที่ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการใหญ่ แต่อย่างที่ทราบกัน พระยาพหลฯ กลับเป็นอดีตผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยอะไร เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็อยู่อย่างสมถะ

ตัวเครื่องจักรของโรงงานถึงแม้จะไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังคงเห็นโครงสร้างการทำงานได้อยู่ จึงมีคุณค่าในการศึกษากระบวนการผลิตกระดาษในอดีต ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีอีกรุ่นหนึ่งที่สามารถผลิตกระดาษจากเยื่อไม้อย่างยูคาลิปตัสได้มากกว่า แต่ก็ทำลายธรรมชาติหน้าดินและเปลี่ยนวิถีการเกษตรของประชาชนไปมากเช่นกันในช่วงหลัง ถึงแม้กระถินจะสามารถผลิตกระดาษได้ดีกว่า แต่กลุ่มทุนก็ไม่ยอมเปลี่ยน

ตัวเครื่องจักรโรงงาน รัฐบาลพระยาพหลฯ จัดซื้อมาอย่างถูกต้อง มหามิตรสมัยนั้นอย่างเยอรมันก็เป็นมิตรไมตรีกับไทยในยุคนั้นเป็นอย่างดี แถมยังส่งนายช่างวิศวกรมาช่วยเหลือติดตั้งให้ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้มีข้อตกลงและทำสัญญากันไว้ครบ

และที่สำคัญ : แน่นอนว่าโรงงานแห่งนี้เป็นสิ่งสะท้อนความพยายามในการสร้างชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้าศิวิไลซ์บนแนวทางการส่งเสริมการศึกษาและการอ่านเขียนในยุคสมัยแรกเริ่มระบอบใหม่หลัง 2475 ในช่วงระยะเดียวกับที่ระบอบประชาธิปไตยกำลังตั้งไข่อย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่นั้น ไม้ไผ่จากเมืองกาญจน์ได้ถูกแปรสภาพเป็นกระดาษ ขนส่งมายังกรุงเทพฯ แล้วจำหน่ายแพร่หลายทั่วประเทศ  “โรงงานกระดาษกาญจนบุรี” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน “มรดกคณะราษฎร” ที่ยังหลงเหลือให้เห็นให้ศึกษาได้ในปัจจุบัน 

 


เชิงอรรถ

[1] John Man. The Gutenberg Revolution: The Story of a Genius and an Invention that Changed the World. London: Bantam Books, 2009.

[2] หจช. มท. 2.2.5/5 เรื่องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีบางท่าน และอัครราชทูตเยอรมัน ไปในการทำพิธีเปิดโรงงานทำกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ.2481).

[3] ผาศุข ลิมปะพันธุ์ (บก.). กระดาษไทย: ที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ 2495. (พระนคร: โรงพิมพ์กระดาษไทย, 2495), หน้า 114.

[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า 21.

[5] กรมแผนที่ทหาร. ประวัติสังเขปของโรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี. (พระนคร: บริษัทกระดาษสยามจำกัด, 2481), หน้า 110-122.

[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า 35-39.

[7] หจช. ม(2) สร0201/133 การก่อสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี (พ.ศ.2479-2481).

[8] เรื่องเดียวกัน.

[9] กรมแผนที่ทหาร. รายการสร้างโรงงานทำกระดาษกาญจนบุรีสังเขป. (พระนคร: บริษัทกระดาษสยามจำกัด, 2481), หน้า 1-2, 23.

[10] กรมแผนที่ทหาร. ประวัติสังเขปของโรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี, หน้า 84-85.

[11] หจช. มท. 2.2.5/5 เรื่องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีบางท่าน และอัครราชทูตเยอรมัน ไปในการทำพิธีเปิดโรงงานทำกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ. 2481).

[12] หจช. มท. 2.2.5/11 เรื่องเจ้าจอมมารดาเลื่อน ไปชมโรงงานทำกระดาษ ที่จังหวัดกาญจนบุรี (พ.ศ. 2482).

[13] หจช. มท. 2.2.5/6 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรี รายงานการรับรองเจ้าหน้าที่และสำนักงานโฆษณาการ ซึ่งออกไปแสดงปาฐกถาเรื่องนโยบายของรัฐบาลและประมวลรัษฎากร (พ.ศ. 2482).

[14] หจช. มท. 2.2.5/16 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรีรายงานการไปราชการของรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงธรรมการและเจ้ากรมยุวชนทหาร (พ.ศ. 2483).

[15] หจช. มท. 2.2.5/16 เรื่องคณะกรรมการจังหวัดกาญจนบุรีรายงานการไปราชการของรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงธรรมการและเจ้ากรมยุวชนทหาร (พ.ศ.2483).

[16] ปัจจุบัน “บ้านนิวาศแสนสุข” ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเรือนหอของพระยาพหลฯ นี้ยังอยู่ แต่อยู่ในกรรมสิทธิ์และความดูแลของเอกชน

[17] ผู้เขียนเคยอภิปรายประเด็นนี้ไว้แล้วใน กำพล จำปาพันธ์. “ “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ท่านผู้หญิงบุญหลง และเมืองกาญจนบุรีใหม่หลัง 2475” https://pridi.or.th/th/content/2025/12/2721 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568).

[18] กรมแผนที่ทหาร. ประวัติสังเขปของโรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี, หน้า 21-25.

[19] บุศรินทร์ ภักดีกุล. “พ่อเล่าให้ลูกๆ ฟัง” ใน อนุสรณ์งานงานพระราชทานเพลิงศพ พลโท บุศรินทร์ ภักดีกุล ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ วันที่ 16 ธันวาคม 2532. (กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์, 2532), ไม่ระบุเลขหน้า. 

[20] ผาศุข ลิมปะพันธุ์ (บก.). กระดาษไทย: ที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ 2495, ไม่ระบุเลขหน้า.

[21] กรมศิลปากร. อนุสาวรีย์ในประเทศไทย เล่ม 2. (กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2541), หน้า 171.

[22] ผาศุข ลิมปะพันธุ์ (บก.). กระดาษไทย: ที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ 2495, ไม่ระบุเลขหน้า.

[23] เรื่องเดียวกัน, ไม่ระบุเลขหน้า.