ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

หลักฐานใหม่ว่าด้วยผู้รับผิดชอบ การจัดทำพระบรมรูปทั้ง ๖ ณ ตึกคณะราษฎร์

23
กรกฎาคม
2569

(๑) ปริศนาที่ไม่ต้องรออีกต่อไป

บัดนี้ตึกศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) ซึ่งชาวอยุธยาบางส่วนเรียกว่า “ตึกคณะราษฎร์”กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมโดยกรมศิลปากร และจะเปิดให้เข้าชมภายในตัวอาคารอีกครั้งเมื่อแล้วเสร็จ คาดว่าในอีกไม่ช้านาน การบูรณะซ่อมแซมในครั้งนี้ดูเหมือนจะเน้นหนักไปที่ฝ้าและอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ ซึ่งผุพังไปตามกาลเวลา แต่แม้จะมีนั่งร้านและสังกะสีล้อมไว้ เฉพาะส่วนบนยอดเสาอาคารทั้ง ๖ ต้นที่ตัวตึกด้านหน้า ก็ยังสามารถไปชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันได้

บนยอดเสา ๖ ต้นที่ว่านี้เป็นที่ประดิษฐานรูปประติมากษัตริย์ ๖ พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระสุริโยทัย สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กล่าวกันว่ารูปประติมากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นี้ใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์แทนหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร ได้แก่ หลักเอกราช หลักความปลอดภัย หลักเศรษฐกิจ หลักเสมอภาค หลักเสรีภาพ และหลักการศึกษา อย่างไรก็ดี ความเชื่อมโยงระหว่างพระรูปแต่ละองค์กับหลักแต่ละข้อยังควรตรวจสอบจากเอกสารร่วมสมัยโดยตรงต่อไป

คำเรียกที่ว่า “กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์” เป็นเพียงการอนุโลมเรียกกันมาเท่านั้น เพราะที่จริงมี ๑ พระองค์ที่ไม่ใช่กษัตริย์ คือสมเด็จพระสุริโยทัย และอีกพระองค์ก็ไม่ใช่อดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา คือสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ก็ทรงได้รับความนิยมในหมู่คนอยุธยากรุงเก่าทั้งในสมัยนั้นและจวบจนปัจจุบัน

นักศึกษาผู้หนึ่งที่เคยเรียนกับผู้เขียน ซึ่งจัดทำรายงานหัวข้อ “อนุสาวรีย์ในอยุธยา” ได้สำรวจและจัดประเภทอนุสาวรีย์ต่าง ๆ แล้วพบว่าในอยุธยา อดีตพระมหากษัตริย์ที่มีพระบรมราชานุสาวรีย์มากที่สุดกลับเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ไม่ใช่กษัตริย์สมัยอยุธยา รองลงมาจึงเป็นพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาคือสมเด็จพระนเรศวร

 

 

เดิมมีความเชื่อกันว่าศิลปินผู้ออกแบบและปั้นรูปประติมาเหล่านี้คือ “ศิลป์ พีระศรี” ผู้ที่คนสมัยนั้นเรียกกันว่า “อาจารย์ฝรั่ง” เพราะเป็นชาวอิตาเลียน นามเดิมว่า “Corrado Feroci” แต่หากสังเกตเปรียบเทียบรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่ตึกศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้กับอีกรูปที่อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันพอสมควร

ศิลป์ พีระศรีเริ่มปั้นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เพื่อประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ และแล้วเสร็จพร้อมประดิษฐานเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ขณะที่อาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่าสร้างแล้วเสร็จและมีรูปปั้นครบทั้ง ๖ พระองค์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๓

ศิลป์ยังมีบันทึกเล่าว่างานปั้นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่เขาลงมือทำเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้นเป็นงานชิ้นแรกที่เขาปั้นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ โดยได้ต้นแบบพระพักตร์มาจาก นายทวี นันทขว้าง กับ นายจำรัส เกียรติก้อง ลูกศิษย์ ๒ คน ของศิลป์เองที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน[1] ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ปั้นรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่อย่างใด

ทวี นันทขว้าง หนึ่งในผู้เป็นแบบให้ศิลป์ พีระศรี ปั้นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ไว้แห่งหนึ่งอย่างภาคภูมิใจว่า “ตอนนั้นผมสอนอยู่โรงเรียนเพาะช่าง มีคนมาบอกผมว่า อาจารย์ศิลป์อยากให้ไปเป็นแบบนั้น พอไปหา ท่านก็พูดว่า ‘ฉันจะปั้นพระเจ้าตากสิน’ คือที่ประชุมกรรมการเขาถกเถียงกัน พยายามค้นคว้าหาหน้าตาพระเจ้าตากสินมาให้อาจารย์ปั้น แต่ก็หาไม่ได้ มีแต่รูปที่สเก็ตช์ ๆ บอกว่ามีลักษณะเป็นจีน ๆ เท่านั้น ตกลงเอาแน่ไม่ได้ว่าหน้าตาท่านเป็นอย่างไร ก็ให้อาจารย์ศิลป์จินตนาการเอง อาจารย์ศิลป์ก็จินตนาการว่า พระเจ้าตากสินหน้าตาก็ควรจะมีลักษณะคนไทยผสมจีน ‘ฉันนึกดูแล้วว่าหน้าตาพระเจ้าตากสินจะต้องเหมือนนายกับนายจำรัสบวกกัน ฉันว่าอย่างนั้น นายต้องมาเป็นแบบให้ฉัน’ ผมก็เลยต้องไปเป็นแบบให้อาจารย์ท่าน ไปยืนทำท่าเบ่งยืดอกเป็นพระเจ้าตากสินอยู่ ๓-๔ วัน ให้อาจารย์ท่านปั้น พร้อม ๆ กับอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง”[2]

 

(๒) พระบรมรูป (กษัตริย์ทั้ง ๖) นี้สำคัญไฉน?

ขณะที่พระบรมรูปแรกอย่างรูปสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ “พระเจ้าอู่ทอง” ที่ศาลากลางหลังเก่านี้ก็กลายเป็นต้นแบบให้กับการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทองที่ริมบึงพระรามเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๓ (เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๓) ต่างกันตรงที่พระเจ้าอู่ทองที่ศาลากลางจังหวัดฯ อยู่ในพระราชอิริยาบถพระหัตถ์ขวาถือรูปปราสาทสังข์ ส่วนที่บึงพระราม เป็นรูปประทับยืน พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์ชัยศรี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการสร้าง “อยุธยามหาปราสาท” ขึ้นที่บึงพระราม ก็ได้อาศัยแบบจากศาลากลางจังหวัดฯ เช่นกัน

 

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง

 

รูปสมเด็จพระนเรศวรของที่นี่ (ศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ยังเป็นต้นแบบให้แก่พระพักตร์สมเด็จพระนเรศวรที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรที่หน้ามหาเจดีย์วัดภูเขาทองเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๕๔๔ และก็กลายเป็นภาพความทรงจำต่อพระพักตร์และพระเกศาสมเด็จพระนเรศวร แม้ว่าในชั้นหลังจะทราบกันแล้วว่าทรงนิยมฉลองพระองค์และไว้พระเกศายาวแบบพม่า เพราะทรงเสด็จไปเป็น “องค์ประกัน” อยู่หงสาวดีเป็นเวลานาน จึงรับขนบธรรมเนียมพม่า แต่ด้วยความชาตินิยมไทยก็ทำให้ไม่นิยมสร้างพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรในแบบพม่า นิยมสร้างแบบไทย ซึ่งมีต้นแบบที่แท้จริงอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้เอง

 

พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

รูปสมเด็จพระนารายณ์ไม่เป็นปัญหา ไม่เหมือนอย่างรัชกาลอื่น ๆ เพราะมีภาพวาดที่ปรากฏในบันทึกชาวตะวันตกที่เข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์ที่ลพบุรีเริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ และแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๐๙ จึงอาศัยรูปวาดในบันทึกชาวต่างชาตินั้นเป็นสำคัญ ไม่ได้อาศัยต้นแบบจากศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่กระนั้นพระพักตร์และพระมหาพิชัยมงกุฎก็คล้ายคลึงกับที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าเป็นเพราะผู้ออกแบบและปั้นพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์ที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีการศึกษาภาพวาดจากบันทึกต่างชาติอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน

 

พระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 

ที่เหลือรูปสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไม่มีสร้างที่ไหนอีก รูปที่นี่ (ศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) จึงเป็นรูปสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในการรับรู้และความทรงจำของคนไทยในชั้นหลังไปโดยปริยาย มีเอกลักษณ์อย่างพระหัตถ์ขวาถือตำรากฎหมาย บางท่านว่าคล้ายพานรัฐธรรมนูญ แต่สอดคล้องกับหลักฐานประวัติศาสตร์ตรงที่ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นครั้งแรกเท่าที่พบหลักฐานว่ามีการชำระกฎหมาย จนเป็นที่มาของประชุมกฎหมายตราสามดวง ซึ่งใช้มาอย่างยาวนานในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการชำระอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

พระบรมรูปสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

 

ส่วนพระรูปสมเด็จพระสุริโยทัย ถึงแม้จะมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ที่กลางสระน้ำทุ่งมะขามหย่อง ริมถนนปทุมธานี-บางปะหัน แต่ไม่ได้ใช้พระพักตร์รูปที่นี่เป็นแบบ กล่าวกันว่าพระรูปสมเด็จพระสุริโยทัยที่ทุ่งมะขามหย่อง ใช้พระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยที่ทุ่งมะขามหย่อง อย่างไรก็ตาม พระบรมรูปสมเด็จพระสุริโยทัยที่ศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ ก็นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างสัญลักษณ์ยกย่องสตรีเท่าเทียมบุรุษ สอดคล้องกับหลักเสมอภาคของคณะราษฎร[3]

 

พระบรมรูปสมเด็จพระสุริโยทัย

 

โดยรวมแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์และบริบทของรูปประติมากษัตริย์ ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่า

นอกจากนี้ในส่วนของพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เอง ที่ศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๓ ก็ยังมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่มีมาก่อนหน้าศิลป์ พีระศรี จะปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่แยกวงเวียนใหญ่ อยู่อีกแห่งหนึ่ง คือที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สร้างพ.ศ. ๒๔๗๗ สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

 

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

แต่เป็นการออกทุนสร้างโดยนางทองปาน พุ่มสุวรรณ ภรรยาของหัวหน้าไปรษณีย์โทรเลขจังหวัดระยอง และรูปพระพักตร์ตลอดพระวรกายของที่นั่น (วัดลุ่มมหาชัยชุมพล) ก็แตกต่างจากที่ศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นฝีมือช่างปั้นคนละคนกัน ถึงแม้เป็นการสร้างรูปโดยภรรยาข้าราชการท้องถิ่น แต่ก็เป็นรูปลักษณะตามที่ปรากฏในบันทึก ๒ ชิ้นด้วยกันคือ “อภินิหารบรรพบุรุษ” กับ “จดหมายเหตุประถมวงศกุลบุนนาค” 

 

(๓) สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ กับศิลปกรรมยุคคณะราษฎร

รูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ด้วยความที่สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๗ สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) จึงถือได้ว่าเป็น “ศิลปกรรมยุคคณะราษฎร” ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และก็ด้วยความที่ผู้ออกแบบและปั้นอาศัยเอกสารหลักฐานจากทั้งสองชิ้นข้างต้นนี้ (อภินิหารบรรพบุรุษ กับ จดหมายเหตุประถมวงศกุลบุนนาค) สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จึงปรากฏรูปขนาดพระวรกายเล็กค่อนไปทางเตี้ย โครงพระพักตร์ พระเศียร ออกไปในทางจีน เป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในรูปลักษณ์แบบจีนอย่างเด่นชัด ถึงแม้จะสวมเครื่องทรง ฉลองพระบาท และถือพระขรรค์แบบกษัตริย์ไทย แต่ก็ทรงไว้พระเกศาแบบชาวจีนสมัยต้าชิง (มีผมเปีย)

รูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล เป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็น “ความเห็นต่าง” ของคนท้องถิ่น (ระยอง) ที่มีต่อภาพลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ แม้ว่าจะทรงถูกตั้งข้อหาพระสติวิปลาสฟั่นเฟือน จนเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ของทางการสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีพระราชพงศาวดารฉบับชำระในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นเครื่องมือในการ “ถล่มพระเกียรติ” (ภาษาปัจจุบันดูจะตรงกับคำว่า “ด้อยค่า” ประมาณนั้น)

อีกทั้งกระแสการสร้างความเกลียดชังต่อชาวจีนตามลัทธิความคิดแบบเชื้อชาติไทยนิยม (Thai-ism or Thai racism) จะมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ แล้ว แต่ในบางท้องถิ่น เช่นที่พระนครศรีอยุธยาและหัวเมืองตะวันออก (ตั้งแต่นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี จนถึงตราด) ต่างยังคงให้ความเคารพศรัทธาต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เพราะวีรกรรมกอบกู้บ้านเมืองของพระองค์นั้นถือเป็น “กฤดาภินิหารอันบดบังมิได้” อย่างหนึ่ง ประกอบกับตามหัวเมืองเหล่านี้ยังมีคนจีนแต้จิ๋วตั้งรกรากอาศัยอยู่มาก คนเหล่านี้ต่างนับถือสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในฐานะคนจีนในอดีตที่ประสบความสำเร็จเลื่อนสถานภาพทางสังคมจนไปอยู่ในระดับชั้นสูงสุดของสังคมไทยสยามได้

ขณะที่รูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่อาคารศาลากลางหลังเก่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ถึงแม้จะไม่อิงเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่าง “อภินิหารบรรพบุรุษ” กับ “จดหมายเหตุประถมวงศกุลบุนนาค” สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่นี่จึงไม่ได้ทรงไว้ผมเปียแบบชาวจีน หากแต่เป็นทรงมหาดไทย ถือพระแสงดาบ และที่สำคัญที่สะท้อนยุคสมัยก็คือฉลองพระองค์ (เสื้อ) เป็นแบบข้าราชการสมัยใหม่

ทั้งนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่า ผู้ออกแบบและปั้นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ สถานที่แห่งนี้ ต้องการเชื่อมโยงพระราชกรณียกิจในการกอบกู้เอกราชเข้ากับอุดมการณ์ของคณะราษฎรและข้าราชการผู้มีบทบาทในการอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕ อย่างไรก็ดี ในกรณีของปรีดี พนมยงค์ ยังมีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติฝ่ายบรรพบุรุษกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย โดยตามบันทึกของปรีดี มารดาของนายเฮง ซึ่งเป็นบรรพบุรุษฝ่ายบิดาของปรีดี มีศักดิ์เป็นอาของพระเจ้าตาก ขณะที่นายเฮงได้สังกัดกองทหารภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาตาก และสิ้นชีพขณะต่อสู้กับศัตรูของชาติไทย[4]

“หลักเอกราช” นั้นเป็นหนึ่งในหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร ที่วีรกรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เป็นต้นแบบที่ดี[5] ก่อนที่ในเวลาต่อมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะให้ความสำคัญแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จากการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี และในอยุธยา จอมพล ป. ก็มีแนวคิดที่จะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่หน้าเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์นักเลง) เพราะจอมพล ป. มีความเชื่อว่าถนนโรจนะที่ตัดเชื่อมระหว่างเกาะเมืองอยุธยากับถนนพหลโยธินที่วังน้อยนี้เป็นเส้นทางเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงเคยใช้เดินทัพฝ่าวงล้อมพม่าออกจากอยุธยาไปหัวเมืองตะวันออกมาก่อน

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่อาคารศาลากลางหลังเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้สวมใส่ฉลองพระองค์แบบพระมหากษัตริย์ ปรากฏในลุคแบบข้าราชการ ส่วนหนึ่งก็เพราะจงใจสื่อถึงบทบาทสามัญชน กล่าวคือการเป็นขุนนางหัวเมืองบ้านนอก (เมืองตาก) แถมยังเป็นชาวจีน ไม่ได้สืบสายสันตติวงศ์ เรื่องของพระองค์จึงสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของยุคสมัยคณะราษฎรในแง่ที่เป็นยุคเน้นการขึ้นสู่อำนาจด้วยวิถีทางของ “ความรู้ความสามารถ” ไม่ใช่เน้น “ชาติตระกูล” หรือ “ลำดับสายโลหิต”

ยิ่งเมื่อข้าราชการสามัญชนรุ่นหลัง ๒๔๗๕ ใหม่ ๆ หมาด ๆ เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เคยเจ็บปวดรวดร้าวระบมมาจาก “นโยบายดุลข้าราชการ” สมัยรัฐบาลพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ยิ่งซาบซึ้งกันที่สุด เพราะในช่วงสมัยรัฐบาลพระปกเกล้าฯ (ก่อน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕) นั้น ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลก รัฐบาลพระปกเกล้าฯ รับมือกับวิกฤตินี้โดยวิธีประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ปรับลดจำนวนข้าราชการ ให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งออกจากราชการไป

ข้าราชการที่ถูกให้ออกจากงานในช่วงนั้นมักเป็น “ข้าราชการสามัญชน” ส่วนข้าราชการที่มีเชื้อสายเป็นเจ้า เป็นพระญาติวงศ์ แม้ไม่ใช่ระดับชั้นใกล้ชิดหรือมีความรู้ความสามารถพิเศษเฉพาะอย่างใด เป็นอยู่ยั้งยืนยง ไม่ถูกรัฐบาลสั่งให้ออกจากราชการ เรื่องนี้เลยก่อกระแสความน้อยเนื้อต่ำใจแก่เหล่าข้าราชการที่เป็นพวก “ไม่มีสกุลรุนชาติ” ที่ถึงแม้จะเรียนจบผ่านการศึกษาระดับสูงอย่างไรก็ยังถูกปฏิบัติแบบเป็นไพร่อยู่ดังเดิม ไม่อาจเปลี่ยนสถานภาพได้

เมื่อเกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ จึงไม่แปลกเลยที่คนเหล่านี้จะสนับสนุนคณะราษฎรอย่างเต็มที่ และคณะราษฎรก็นำเอาสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มาเชิดชูฟื้นฟูขวัญกำลังใจให้แก่คนเหล่านี้ การณ์นี้จึงมีผลทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เป็นบุคคลต้นแบบของคณะราษฎร ไปด้วย[6]

 

(๔) อาคารศาลากลางจังหวัดฯ ในฐานะศูนย์กลางแห่งใหม่ของอยุธยาหลัง ๒๔๗๕

ในแง่ความรู้ เรารู้กันแล้วว่า อาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่าหรือที่คนอยุธยาส่วนหนึ่งเรียกกันว่า “ตึกคณะราษฎร์” (มีการันต์) เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของแผนพัฒนาปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาในสมัยปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อต้นทศวรรษ ๒๔๘๐ โดยได้ย้ายที่ทำการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากเดิมที่ตั้งอยู่ที่พระราชวังจันทรเกษม ย่านหัวรอ มาตั้งอยู่ที่บริเวณเกือบจะกึ่งกลางเกาะเมืองอยุธยา

พร้อมกันนั้นได้มีโครงการสร้างสะพานปรีดี-ธำรง ตัดถนนรอบเกาะเมืองที่เรียกว่า “ถนนอู่ทอง” และตัดถนนเชื่อมระหว่างเกาะเมืองอยุธยากับถนนประชาธิปัตย์ (ชื่อในสมัยนั้น ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองหนึ่ง ต่อมาถนนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนพหลโยธิน”) คือ “ถนนอยุธยา-วังน้อย” แบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่วังน้อยถึงเชิงสะพานปรีดี-ธำรง ปัจจุบันเรียกว่า “ถนนโรจนะ” อีกช่วงจากเชิงสะพานเดียวกันในเกาะเมืองตรงมาจนถึงหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่านี้ ปัจจุบันเรียกว่า “ถนนปรีดี พนมยงค์”

 

 

เดิมชื่อ “ถนนโรจนะ” หมดทั้งสาย แต่มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนเป็น “ถนนปรีดี พนมยงค์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ปรีดีซึ่งเป็นผู้ให้ตัดถนนสายนี้ ทางการได้รับการตอบรับต่อข้อเรียกร้องโดยยังคงให้เรียกถนนช่วงวังน้อยถึงสะพานปรีดี-ธำรงว่า “ถนนโรจนะ” ดังเก่า แล้วให้เรียกถนนสายนี้ในเกาะเมืองช่วงสะพานปรีดี-ธำรงถึงหน้าศาลากลางหลังเก่าว่า “ถนนปรีดี พนมยงค์”

นอกจากสะพานกับถนน การพัฒนาปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาในช่วงนั้น ยังมีการสร้างโรงพยาบาลขึ้นทางทิศใต้ใกล้ศาลากลางจังหวัดหลังเก่านี้ และมีการย้าย “โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดเสนาสนาราม มาตั้งอยู่ริมฝั่งด้านใต้ของบึงพระราม แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย”

พร้อมทั้งยังได้มีการสร้างตึกแถวเปิดให้พ่อค้าแม่ขายมาเช่าเปิดร้านค้าขายของ ทั้งหมดเพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่เกาะเมือง ทำให้เกาะเมืองตอนในที่เคยเป็นที่รกร้างและเป็นป่าในหลายส่วนด้วยกัน เกิดเป็นเมืองทันสมัยตามแนวคิดการพัฒนาเมืองของยุคสมัยคณะราษฎร เป็นจุดเริ่มของการพัฒนาสู่ความทันสมัยของเกาะเมืองอยุธยา ทั้งนี้การพัฒนาเมืองเก่าอยุธยา ต่างจากการพัฒนาจังหวัดที่อื่น ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเมืองเก่าแล้ว ซึ่งที่จริงประเทศไทยก็มีเมืองเก่ามากมายหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค แต่ประเด็นก็คืออยุธยาเป็นเมืองเก่าที่มีกฎหมายพิเศษตราขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ กำหนดให้เกาะเมืองเป็นพื้นที่วัดร้าง ห้ามเอกชนจับจอง หรือใช้ประโยชน์

เมื่อเกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร เสนอว่า “ประเทศเป็นของราษฎร” (จากแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่ ๑) ในบริบทของอยุธยา ตรงนี้จึงเกิดจุดเปลี่ยน เมื่อ “ประเทศเป็นของราษฎร” แล้ว เกาะเมืองอยุธยาก็ควรเป็นของราษฎรด้วยเช่นเดียวกัน นำมาสู่การออก “พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและที่วัดร้าง ภายในกำแพงเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้กระทรวงการคลัง พุทธศักราช ๒๔๘๑”[7]

ช่วงเดียวกับที่มีการสร้างศาลากลางจังหวัด ได้มีการสร้างเรือนที่พักของ “ข้าหลวงประจำจังหวัด” (ภายหลังสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งนี้ไปเรียกว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” และย้ายไปตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน) รวมทั้งกลุ่มบ้านพักข้าราชการซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มอาคารดังกล่าวนี้ไม่มีอยู่ในสถานที่แล้ว ผู้เขียนจึงได้คัดบางส่วนจากเอกสารหลักฐาน[8] มายืนยันถึงการมีอยู่ของกลุ่มอาคารเหล่านี้ดังความต่อไปนี้:

 

ที่ ค.๑๔๓๕๘/๒๔๘๒

กระทรวงมหาดไทย

๑๙ กันยายน ๒๔๘๒

เรื่องสร้างศาลากลางจังหวัดและที่พักข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ด้วยศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งขณะนี้อาศัยทำการอยู่ในพระราชวังจันทรเกษม อันได้สร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว ชำรุดทรุดโทรมมาก และมีลักษณะไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นที่ทำการ สมควรจะต้องจัดสร้างขึ้นใหม่ กับที่พักข้าหลวงประจำจังหวัดๆ เดียวกันนี้ ก็ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่สามารถจะซ่อมแซมให้มั่นคงถาวรต่อไปได้ สมควรจะได้จัดสร้างขึ้นใหม่

บัดนี้ ได้ทราบว่า เงินการจรค่าก่อสร้างของกระทรวงการคลังยังมีเหลือจ่ายอยู่ ฉะนั้น ถ้าไม่เป็นการขัดข้องประการใด ขอกระทรวงการคลังได้โปรดกันเงินการจร เพื่อสร้างสถานที่ราชการและที่พัก ดั่งที่เรียนมานี้ให้ด้วย ส่วนจำนวนเงินค่าก่อสร้าง ขอให้ถือราคาตามสูตรกำหนดราคาค่าก่อสร้างของกระทรวงการคลังที่ได้วางไว้แล้วนั้น.

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(ลงนาม)
รัฐมนตรีช่วยว่าการ ลงนามแทน

 

จะเห็นได้ว่า การสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้นที่บริเวณเกือบกึ่งกลางเกาะเมือง เท่ากับเป็นการสร้างศูนย์กลางแห่งใหม่ให้แก่อยุธยา ทำให้พื้นที่ประวัติศาสตร์อย่างเกาะเมืองกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่ในสมัยมณฑลกรุงเก่า พระราชวังจันทรเกษมที่ตำบลหัวรอ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง ริมจุดบรรจบของแม่น้ำป่าสักกับแม่น้ำลพบุรี (คลองเมือง) เป็นศูนย์กลางและแหล่งราชการ      

เมื่อมีการย้ายศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชียในพื้นที่ปัจจุบันตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่ได้มีการสร้างรูปจำลองอดีตกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นี้ไปด้วย ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่งใหม่มีรูปลักษณ์เป็นอาคารว่าการธรรมดาไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์สื่อถึงความเป็นศาลากลางของจังหวัดอดีตราชธานี นั่นยิ่งทำให้รูปประติมาและอาคารศาลากลางหลังเก่าที่เกาะเมืองอยุธยาทรงคุณค่าในทางมรดกทางประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมตามมา เมื่อพูดถึง “มรดกคณะราษฎร” ที่อยุธยา ก็ต้องพูดถึงที่นี่ 

 

(๕) เมื่อไม่ใช่ผลงานของ “ศิลป์ พีระศรี” แล้วคือผู้ใดกันหนอ?     

ถึงแม้ว่าศิลป์ พีระศรี จะเป็นศิลปินผู้มีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างศิลปกรรมปั้นรูปอนุสาวรีย์ต่าง ๆ ในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรมาก แต่เขาก็ไม่ใช่เจ้าของผลงานรูปประติมากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ ที่อาคารศาลากลางหลังเก่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังเหตุผลและหลักฐานที่ได้แสดงไว้ก่อนนี้แล้ว

เดิมทีเรื่องนี้เป็นหัวข้อหนักอกหนักใจ ไม่มีใครกล้าเขียน เพราะไม่มีหลักฐานชั้นต้น และเดิมผู้เขียนก็เชื่อตามคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมาว่าประติมากรรมดังกล่าวนี้คือผลงานของศิลป์ พีระศรี เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ แต่มีช่วงหนึ่งผู้เขียนได้ไปค้นพบเอกสารหนึ่งเข้าโดยบังเอิญที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.) เทเวศร์ ตอนนั้นไม่ได้ไปค้นเรื่องอยุธยาหลัง ๒๔๗๕ ไปค้นเรื่องอื่น แต่พบเอกสารโดยบังเอิญ เป็นเอกสารสัญญาก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ลงวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ถึง ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓[9]      

แฟ้มเอกสารนี้เป็นเอกสารของกรมศิลปากร (สมัยนั้นยังสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้โอนย้ายมาขึ้นกับกระทรวงวัฒนธรรม) มีรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อสัญญาการประกวดราคา การติดตามการปฏิบัติงานตั้งแต่การขุดดิน ปรับพื้นดินให้เสมอถนน การตอกเสาเข็มอาคาร เทคอนกรีต การก่ออิฐ เทเสา ปูกระเบื้อง ทำท่อน้ำประปา และที่สำคัญมีการกล่าวถึงการรูปประติมากษัตริย์ ๖ พระองค์ด้วย โดยในเอกสารนี้ระบุเรียกว่า “การทำพระรูปกษัตริย์ ๖ พระองค์”

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การออกทุนงบประมาณทั้งหมดโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งมีปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เอกสารนี้ยังระบุให้ทำ “พระรูปกษัตริย์ทั้ง ๖” ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ไม่ได้ทำมาประกอบภายหลังจากสร้างตึกเสร็จแล้วดังที่เคยมีความเข้าใจกันไปอย่างนั้นแต่อย่างใด

การออกแบบและปั้นรูปประติมากษัตริย์ ๖ พระองค์ หรือ “พระรูปกษัตริย์ทั้ง ๖” แบบครึ่งท่อนนี้ผู้รับผิดชอบคือ กองสถาปัตยกรรม ในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่งในกองนี้มีหลายคนร่วมกันออกแบบและปั้น มีหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร เป็นหัวหน้ากอง มีบทบาทหลัก

 

 

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร หัวหน้าแผนกออกแบบ กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร มีรายงานออกมาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ระบุว่ากระทรวงการคลังได้มีหนังสือมาถึงกรมศิลปากรขอความช่วยเหลือให้ว่าจ้างเจ้าพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ ช่วยทำ “พระบรมรูปพระเจ้าแผ่นดิน ๖ พระองค์” (มีรายพระนามตามที่ทำจริง คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑, สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ, สมเด็จพระสุริโยทัย, สมเด็จพระนเรศวร, สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เป็นต้น) สำหรับนำไปประดิษฐานเหนือเสาหกต้นหน้ามุขกลางของอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ต่อมากรมศิลปากรได้ส่งเรื่องมายังกองสถาปัตยกรรม จากนั้นกองสถาปัตยกรรมได้ขอให้กองโรงเรียนศิลปากรคิดราคาค่าจ้างทำพระบรมรูป ทั้งค่าแรงรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓,๒๐๐ บาท โดยหล่อขึ้นที่กรมศิลปากร (สมัยนั้นยังตั้งที่ทำการอยู่สนามหลวง) ส่วนการยกขนย้ายไปติดตั้งให้จัดหาผู้รับเหมามาดำเนินการจัดการเอง เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้ว่าจ้างยังได้ไปตรวจดูความเรียบร้อยด้วยตนเอง ก่อนนำไปออกจากกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ไปติดตั้งที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น” ก็คือ หัวหน้าทีมผู้นั้นนามสกุลท่านนอกจากไม่คณะราษฎรแล้ว เป็นเจ้านั้นไม่แปลก เพราะมีเจ้านายหลายพระองค์เห็นด้วยและสนับสนุนการอภิวัฒน์ด้วยเหมือนกัน เช่น พระองค์เจ้าวรรณ ไวทยากร, หม่อมเจ้าสกลวรรณ วรรณกร, พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา เป็นต้น แต่ทว่า “หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร” นั้นยังเป็นพระญาติร่วมสกุลกับพระองค์เจ้าบวรเดช ผู้นำกบฏบวรเดชเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๖

จะว่าเป็นแค่การปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ก็ดูกระไรอยู่ เพราะความสอดคล้องของผลงานรูปประติมาที่ออกมานั้นค่อนข้างจะสอดคล้องอย่างมากกับอุดมการณ์คณะราษฎร โดยเฉพาะคณะราษฎรสายพลเรือนอย่างปรีดี พนมยงค์ นอกจากนี้ยังมีคำถามแทรกเข้ามาอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่ปรีดีจะไม่รู้ว่าพระญาติท่านหนึ่งของพระองค์เจ้าบวรเดช จะเป็นหัวหน้าทีมออกแบบและปั้นรูปประติมากษัตริย์ ๖ พระองค์ ให้ตามที่ตนร้องขอไปยังกรมศิลปากร ในเมื่อปรีดีก็เป็นผู้ได้ไปตรวจรับงานด้วยตนเองก่อนนำไปประดิษฐานที่พระนครศรีอยุธยา

เมื่อนำไปประดิษฐานที่เสามุขกลางของอาคารเรียบร้อยแล้ว ปรีดีเมื่อคราวไปตรวจราชการดูความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงเกาะเมืองอยุธยาเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ยังได้ไปเยี่ยมชมตรวจดูความเรียบร้อยด้วยตนเองอีกด้วย[10] ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทางเรือ มาพักค้างแรมที่บางปะอิน เพราะเวลาที่ไปตรวจเยี่ยมอาคารศาลากลางจังหวัดนั้นเป็นช่วงเวลาหัวค่ำแล้ว เพราะในระหว่างเวลากลางวันได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมที่อื่น แม้จะไม่เหลือเวลาในวันนั้นแล้ว ปรีดีก็ยังเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัด นับเป็นสิ่งสะท้อนว่าปรีดีให้ความสำคัญแก่การสร้างศาลากลางและพระบรมรูปทั้ง ๖ นี้เป็นอันมาก

แต่ข้อกังขาต่อหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ก็ยังมีอยู่ ในแง่เมื่อทราบว่าพระญาติของผู้นำต่อต้านคณะราษฎรอย่างพระองค์เจ้าบวรเดช จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างของสำคัญอย่างนั้นแล้ว เพราะเหตุใด ปรีดีถึงยังไว้ใจให้ทำรูปประติมาสำคัญนี้ให้อีก และยิ่งแปลกไปกันใหญ่เมื่อทำออกมาแล้วก็สอดคล้องตรงตามอุดมการณ์คณะราษฎรไม่ผิดหวังอย่างใดไปอีก

 

(๖) “หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร” ศิลปินผู้ไม่ประสงค์ออกนามนี้ เป็นใคร มาจากไหน?

ถึงจะเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ แต่ปรากฏว่าข้อมูลประวัติเกี่ยวกับหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร กลับมีไม่มาก ถ้าไม่ใช่นักวิชาการในสายประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแล้ว เป็นไม่รู้จัก มีเพียงหนังสือแจกเนื่องในงานศพเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐[11] ซึ่งน่าสังเกตว่า ถึงแม้จะมีบทความเรื่อง “งานสถาปัตยกรรมของหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร” เอาไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ด้วย แต่ก็เน้นหนักไปที่งานก่อสร้าง ต่อเติม และบูรณะพระราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง ไม่ได้กล่าวถึงผลงานในช่วงสมัยรัฐบาลคณะราษฎรเท่าไรนัก

เมื่อสืบค้นในสารานุกรมเสรี (Wikipedia)[12] ก็พบว่า หม่อมเจ้าท่านนี้มีผู้เขียนประวัติให้ไว้ในสื่อดังกล่าวนี้ด้วย เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นการคัดข้อมูลจากหนังสืองานศพเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๐ มาลงไว้ เพื่อไม่ให้เนื้อหายืดยาวเกินไป แต่เพื่อประโยชน์ที่ท่านผู้อ่านจะได้ทราบประวัติโดยสังเขป ตอบคำถามที่ว่าหม่อมเจ้าท่านนี้เป็นใครมาจากไหน ก็จึงขอคัดจากสารานุกรมเสรีมาลงไว้ให้อ่านกันในที่นี้ดังความต่อไปนี้:

 

“เสวกตรี หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร (๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๘-๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๐) เป็นสถาปนิกในแผนกศิลปากรสถาน

พระประวัติ

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร เป็นพระโอรสองค์ที่ ๙ ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ประสูติแต่หม่อมแช่ม กฤดากร ณ อยุธยา เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๘ ณ วังพระอาทิตย์ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงพระราชทานพระนามให้ว่า ”สมัยเฉลิม” หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมมีเจ้าพี่เจ้าน้องร่วมพระบิดาหลายพระองค์

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม เสกสมรสกับหม่อมเจ้ารัสสาทิส กฤดากร ท.จ. (ราชสกุลเดิม สวัสดิวัตน์) พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ มีโอรสคนเดียว คือ หม่อมราชวงศ์สาทิส กฤดากร

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม ประชวรพระโรคประสาทร้ายแรงและมีโรคแทรกซ้อนจากเหตุการณ์ที่หม่อมราชวงศ์สาทิส กฤดากร โอรสเพียงคนเดียวได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเพียง ๒๓ ปี โดยอุบัติเหตุ ทำให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมเสียพระทัยมาก กระทั่งสิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เวลา ๐๐.๑๕ น. สิริชันษา ๗๑ ปี

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

การศึกษา

พ.ศ. ๒๔๔๘ โรงเรียนราชวิทยาลัย ๓ ปี

พ.ศ. ๒๔๕๑ โรงเรียนในประเทศฝรั่งเศส ๒ ปี

พ.ศ. ๒๔๕๓ Institution Brunel Haccius, Genève ๓ ปี

พ.ศ. ๒๔๕๖ Collège Scientifique, Lausanne, Suisse ๕ ปี

พ.ศ. ๒๔๕๖ École Nationale Supérieure des Beaux-Arts, Paris ๙ ปี

โดยเป็นนักเรียนทุนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากสำเร็จวิชาสถาปัตยกรรมจาก สถาบัน École Nationale Supérieure des Beaux-Arts กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแล้ว ก็ทรงกลับมารับราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ในแผนกศิลปากรสถาน

การทำงาน

พ.ศ. ๒๔๗๑ เข้ารับราชการในแผนกศิลปากรสถาน ตำแหน่งนายช่าง

พ.ศ. ๒๔๗๒ ย้ายมารับราชการกรมวังนอก กระทรวงวัง ตำแหน่งนายช่างใหญ่ รับพระราชทานพระยศเป็น รองเสวกเอก

พ.ศ. ๒๔๗๘ กองสถาปัตยกรรม กระทรวงธรรมการ ตำแหน่งสถาปนิก

พ.ศ. ๒๔๘๓ กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกออกแบบ

พ.ศ. ๒๔๙๓ ตำแหน่งสถาปนิกชั้นพิเศษ กรมศิลปากร

พ.ศ. ๒๔๙๓ ในพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๙.๒๖-๑๐.๒๘ น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นประธานในพิธี มีหลวงบรรเจิดอักษรการ (ทับ สาตราภัย) หัวหน้ากองปกาศิต ในหน้าที่อาลักษณ์จารึกอักษรพระปรมาภิไธยลงในพระสุพรรณบัฏ พระยาโหราธิบดี (แหยม วัชรโชติ) โหรจารึกดวงพระบรมราชสมภพลงในแผ่นทอง และหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ศิลปิน ในหน้าที่นายช่าง แกะพระราชลัญจกร

หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ได้ออกจากราชการเมื่อปี ๒๕๐๑ นอกจากการรับราชการตำแหน่งสถาปนิกดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดี คณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๗ - ๒๔๙๓ และได้ไปสอนวิชาสถาปัตยกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในตำแหน่งอาจารย์พิเศษ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยาม ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยดำรงตำแหน่งกรรมการสมาคมฯ ร่วมกับผู้ริเริ่มอีก ๖ ท่าน ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้แก่ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ นายกสมาคม หลวงบุรกรรมโกวิท เลขาธิการ นายนารถ โพธิสาท เหรัญญิก หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร กรรมการ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ กรรมการ และนายศิววงษ์ กุญชร ณ อยุธยา

เมื่อออกจากราชการแล้วได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะมัณฑนศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๑-๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ต่อจากนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักพระราชวังมาตลอดพระชนม์ชีพ”

 

จากประวัติข้างต้น ดูเหมือนคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ถึงเป็นหัวหน้าทีมผู้ออกแบบและปั้นพระบรมรูปทั้ง ๖ ให้แก่ปรีดี พนมยงค์ ก็คือตรงประวัติการศึกษา หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร เป็นเจ้านายที่จบการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส และเป็นไปได้ว่าอาจรู้จักมักคุ้นกันดีกับปรีดี พนมยงค์ มาตั้งแต่ก่อน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่ด้วยความที่เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ จึงทรง “หลุดโผ” ไม่ได้เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อการอภิวัฒน์  และเมื่อพระญาติวงศ์ผู้ซึ่งใช้นามสกุลเดียวกัน ได้เป็นผู้นำก่อการกบฏต่อต้านการเปลี่ยนผ่านเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใด

ต่อมาเมื่อรัฐบาลคณะราษฎรชุดแรกที่นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้ก่อตั้งกรมศิลปากรขึ้นมาเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๗ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ก็ทรงสมัครเข้าเป็นสถาปนิกในสังกัดกองสถาปัตยกรรมของกรมศิลปากรที่ตั้งใหม่นั้นด้วย โดยทรงวางพระองค์อย่างไม่โดดเด่น ทำหน้าที่สถาปนิกอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่ได้แสดงตัวมีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลคณะราษฎร

แม้ในช่วงที่แรก ๆ เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) ผู้นำรัฐบาลคณะราษฎรต่อจากพระยาพหลฯ ได้ทำการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างหนัก แม้แต่เจ้านายชั้นสูงเป็นถึงพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างกรมพระยาชัยนาทนเรนทร (พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) ก็ยังถูกจับกุม แต่หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ก็ไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในครั้งนั้นแต่อย่างใด

ลุถึงพ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อพระยาชัยสุรินทร ปลัดกระทรวงการคลังได้ลงนามเสนอแบบแปลนการสร้างศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปยังกรมโยธาเทศบาล และพระยาสุนทรพิพิธ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งไปยังคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ระบุว่า กระทรวงการคลังอนุมัติงบประมาณสร้างศาลากลางจังหวัดแล้ว[13]

ต่อมาปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเวลานั้นก็ได้มีหนังสือไปถึงกรมศิลปากรขอให้ช่วยออกแบบและปั้นรูประติมากษัตริย์ ๖ พระองค์ ส่งไปประดิษฐานบนยอดเสามุขกลางของอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

แม้ว่าปรีดีไม่ได้ระบุให้กรมศิลปากรส่งต่อเรื่องไปให้ผู้ใดรับผิดชอบดำเนินการออกแบบและปั้นรูปดังกล่าวให้ แต่เมื่อเรื่องถูกส่งต่อมายังกองสถาปัตยกรรม ซึ่งมีหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกออกแบบ จึงเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานในส่วนนี้ตามกระบวนการของกรมศิลปากร หลักฐานที่ค้นพบยังไม่ปรากฏว่าปรีดีเป็นผู้เลือกหรือกำหนดตัวผู้รับผิดชอบงานดังกล่าวโดยตรง

หลังการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารได้เชิญจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากรยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรมศิลปากรสืบมา แต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ปีเดียวกับที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้ง หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมทรงลาออกจากราชการ ต่อมาอีก ๙ ปี หม่อมราชวงศ์สาทิส กฤดากร พระโอรสเพียงองค์เดียวประสบอุบัติเหตุถึงแก่กรรม หม่อมเจ้าสมัยเฉลิมทรงเสียพระทัยอย่างมาก ก่อนจะประชวรและสิ้นชีพิตักษัยใน พ.ศ. ๒๕๑๐

ระหว่างนั้นปรีดี พนมยงค์ อยู่ระหว่างลี้ภัยไปพำนักอยู่ต่างประเทศ จนเสียชีวิตหลังจากนั้นมาอีก ๑๖ ปี เป็นอันว่าหม่อมเจ้าสมัยเฉลิมกับปรีดีไม่ได้พบกันอีกเลย การลาออกในสมัยจอมพลสฤษดิ์ทั้งที่หน้าที่การงานก็น่าจะยังคงรุ่งเรืองได้สืบต่อมา ยังคงเป็นปริศนา แต่คาดว่าหม่อมเจ้าสมัยเฉลิมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐบาลเผด็จการสฤษดิ์ และเหตุที่ผลงานในช่วงทศวรรษ ๒๔๘๐-๒๔๙๐ ไม่เป็นที่พูดถึง หรือพูดถึงก็เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวัด ๆ วัง ๆ ก็อาจเป็นเพราะผลงานเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์คณะราษฎร เมื่ออุดมการณ์คณะราษฎรเกิดเป็นที่ “แสลง” แก่ชนชั้นนำรุ่นหลังรัฐประหารจอมพลสฤษดิ์ ก็พลอยทำให้มรดกทางศิลปกรรมที่สืบเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันกลายเป็นของไม่พึงประสงค์ไปด้วย        

                  

(๗) บทสรุปและคำทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่า ปรีดี พนมยงค์ ให้ความสำคัญแก่การสร้างพระบรมรูปกษัตริย์ทั้ง ๖ ที่อาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่านี้อย่างมาก ตั้งแต่เป็นผู้เสนอให้กรมศิลปากรสร้างประติมากรรมดังกล่าว และยังเป็นผู้ตรวจรับงานด้วยตนเองก่อนนำไปประดิษฐานที่พระนครศรีอยุธยา และเมื่อนำไปประดิษฐานแล้วก็ยังหาโอกาสติดตามไปดูด้วยตาตนเองอีก

“พระบรมรูปกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์” ที่ประดิษฐานอยู่เหนือเสามุขกลางของอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้นับได้ว่าเป็น “มรดกทางศิลปกรรมของคณะราษฎร” อีกสิ่งอย่างหนึ่ง พระบรมรูปที่นี่เป็นต้นแบบให้แก่การสร้างพระบรมรูปที่อื่น หรือมีการปรับปรุงแก้ไขไปจากที่นี่ สะท้อนแนวคิดและอุดมการณ์ของคณะราษฎรที่ไม่ได้ปฏิเสธระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิง หากแต่ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เข้ากับระบอบใหม่[14]

คณะราษฎรอีกผู้หนึ่งที่แสดงความชื่นชมรูปประติมากษัตริย์ทั้ง ๖ นี้ ไม่ใช่ผู้ใด ใครอื่น คือ นาวาเอก หลวงถวัลย์ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์) หรือหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นคณะราษฎรที่มีพื้นเพมาจากอยุธยากรุงเก่าอีกท่านหนึ่ง โดยในระหว่างเดินทางไปราชการที่พระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕[15]

หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ถือโอกาสแวะไปเยี่ยมชมอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ได้ไม่นาน ก่อนกลับได้กล่าวกับหลวงบริหารชนบท (ส่าน สีหไตร) ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มาต้อนรับว่า “อาคารและพระรูปกษัตริย์นี้ทำได้สวยงามดีนัก จะเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญรุ่งเรืองแก่พระนครศรีอยุธยาและบ้านเมืองยุคระบอบใหม่นี้สืบไป”   

กรณีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า รูปประติมากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ เหนือเสามุขกลางของอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่านี้ ออกแบบและปั้นได้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของคณะราษฎรพอเหมาะพอดี ถึงแม้ว่าผู้ออกแบบและปั้นจะไม่ใช่ศิลป์ พีระศรี อีกทั้งยังเป็นเจ้านายที่เป็นพระญาติกับผู้นำการกบฏบวรเดช แต่เป็นผู้เห็นต่างจากพระญาติวงศ์องค์อื่น ด้วยมีภูมิหลังเรียนจบจากประเทศเดียวกับคณะผู้ก่อการ เป็นไปได้ว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร จะรู้จักมักคุ้นและสนิทสนมกับปรีดี พนมยงค์ มาก่อนหน้าจะเกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕

แถมหน่วยงานต้นสังกัดอย่างกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ยังเป็นหน่วยงานที่เพิ่งได้รับการก่อตั้งใหม่ในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรชุดแรกนำโดยพระยาพหลฯ จึงเป็นแรงผลักดันให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร เป็นหัวหน้าทีมงานสร้างศิลปกรรมยุคคณะราษฎรที่สำคัญอันกลายเป็นมรดกให้แก่ชาวพระนครศรีอยุธยามาจนปัจจุบันนี้

ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แทนที่จะตั้งคำถามว่า ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้ออกแบบและปั้นรูปดังกล่าวจริงหรือไม่ คำถามที่ควรพิจารณาต่อคือ เหตุใด ทั้งที่มีรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ อยู่ก่อนแล้วถึง ๒ แห่ง คือที่ระยองและพระนครศรีอยุธยา และมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวข้อง ศิลป์ พีระศรีจึงเลือกใช้ใบหน้าลูกศิษย์เป็นแบบ และใช้จินตนาการส่วนตัวในการสร้างพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

ประเด็นดังกล่าวจึงน่าเสียดายและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

 


[1] กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (2561, 3 ธันวาคม). ที่มาของ “พระพักตร์” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช “ไทยปนจีน แต่จะค่อนไปทางไทย”. ศิลปวัฒนธรรม. https://www.silpa-mag.com/culture/article_6156

[2] นิพนธ์ ขำวิไล (บ.ก.). (2551). อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์ (พิมพ์ครั้งที่ 3). สำนักวิจัยศิลป์ พีระศรี.

[3] กำพล จำปาพันธ์. (2569, 8 มีนาคม). พระเจ้าช้างเผือกกับแนวคิดสิทธิสตรีของปรีดี พนมยงค์. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2026/03/2791

[4] ปรีดี พนมยงค์. “สกุล พนมยงค์ มาจากไหน?” เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์. 23 พฤศจิกายน 2563. https://pridi.or.th/th/content/2020/11/510⁠

[5] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2563, 23 กันยายน). ปัญหาเอกราชในทัศนะของปรีดี พนมยงค์. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2020/09/430

[6] ปฐมพงษ์ สุขเล็ก. (2560). การเมือง เรื่องเล่า พระเจ้าตาก หลัง 2475. มติชน.

[7] กำพล จำปาพันธ์. (2569, 22 เมษายน). ปรีดี พนมยงค์กับการปฏิรูปที่ดินเกาะเมืองอยุธยา. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2026/04/2828

[8] เรื่องสร้างศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มท. 5.12/154). (2482). [เอกสารจดหมายเหตุ]. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.

[9] เรื่องการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ((4) ศธ 2.3.6/8). (2482–2483). [เอกสารจดหมายเหตุ]. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.

[10] เรื่องคณะกรรมการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานเรื่องท่านรัฐมนตรีฯ กระทรวงการคลัง พร้อมด้วยอธิบดีกรมชลประทานและอธิบดีกรมโยธาเทศบาล ไปราชการที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มท. 2.2.5/456). (2483). [เอกสารจดหมายเหตุ]. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.

[11] หนังสืออนุสรณ์ในงานรับพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร. (2510). โรงพิมพ์พระจันทร์.

[12] หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร. (ม.ป.ป.). ใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. สืบค้น 17 มิถุนายน 2569, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม_กฤดากร

[13] เรื่องสร้างศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มท. 5.12/154). (2482). [เอกสารจดหมายเหตุ]. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.

[14] กำพล จำปาพันธ์. (2568, 10 มิถุนายน). “ศาลากลางอยุธยาหลังเก่า”: ตึกคณะราษฎร สัญลักษณ์หลัก 6 ประการของการอภิวัฒน์ 2475. สถาบันปรีดี พนมยงค์. https://pridi.or.th/th/content/2025/06/2514

[15] เรื่อง ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไปตรวจราชการที่พระนครศรีอยุธยา (มท. 2.2.5/466). (2485). [เอกสารจดหมายเหตุ]. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรุงเทพฯ.