ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม, บทสัมภาษณ์, เกร็ดประวัติศาสตร์

การสะท้อนหลักหกประการ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของคณะราษฎร

9
กรกฎาคม
2569

 

นริศ จรัสจรรยาวงศ์

จริง ๆ แล้วคณะราษฎรในตอนนั้นผมคิดว่าเขาพยายามที่จะประชาสัมพันธ์ จินตนาการได้ว่าในยุคนั้นมันยังไม่มีโทรทัศน์มีอะไร อย่างอ.ศรัญญู ล่าสุดที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ผ่านกรมโฆษณาการนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสะท้อนเรื่องของผลงานของคณะราษฎรได้ดีมากในยุคนั้นคือพวกสื่อสิ่งพิมพ์

สื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้นผมคิดว่ามันมีเสน่ห์และมีคุณภาพการพิมพ์ค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าบางทีการได้เห็นภาพเมื่อสัก 80-90 ปีก่อนในยุคสมัยบ้านเมืองยังดี เพราะ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยบอกว่าสมัยยุคนั้นมันดีมาก ผมนิยามเอาว่าก่อนยุคญี่ปุ่นยกพลขึ้นไทย (8 ธันวาคม พ.ศ. 2484) ซึ่งมัน 10 ปีพอดีตอนที่คณะราษฎรและอ.ปรีดี มีอำนาจ

ผมมีหนังสืออยู่ชุดหนึ่ง ตอนนั้นหลวงพิบูลสงคราม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านยังไม่เป็นจอมพล ท่านเป็นจอมพลหลังจากที่สามารถชนะฝรั่งเศสได้ในอินโดจีน ตอนนั้นญี่ปุ่นก็ช่วยด้วยในปี พ.ศ. 2483 ท่านเลยได้เป็นจอมพลเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2484 และได้สร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” ที่เราเห็นกันอยู่ สิ่งนี้เป็นผลพวงจากการประกาศชนะดินแดนที่อินโดจีนมา

อย่างน้อยผมคิดว่ารัฐบาลไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. หรือ อ.ปรีดี บางคนอาจจะเห็นว่ามีความอยู่ต่างกันสุดขั้ว แต่ผมคิดว่าตอนนั้นรัฐบาลคณะราษฎรมีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามีลักษณะอย่างน้อยก็เห็นหัวประชาชนในระดับหนึ่ง

บางคนจะบอกว่าจอมพล ป. เป็นฝ่ายขวา อ.ปรีดี เป็นฝ่ายซ้าย หรือว่าถ้าเกิดเราพูดกันนิยามในยุคนั้นคือจอมพล ป. อาจจะนิยมฟาสซิสต์ แต่อ.ปรีดี ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคอมมิวนิสต์แน่นอน เป็นสังคมนิยม คือคนหนึ่งขวา คนหนึ่งซ้าย แต่สิ่งหนึ่งผมคิดว่าที่ทั้งคู่มีร่วมกัน คือแข่งกันทางด้านอุดมการณ์ มีความคิดเป็นว่าเราทำตามชุดความคิดของเขา แต่ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทุกอย่างผมคิดว่าจุดมุ่งหมายคือเพื่อชาติเหมือนกัน

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

ผมมีหนังสืออยู่ชุดหนึ่ง สมัยที่จอมพล ป. ขึ้นมาใน พ.ศ. 2481 ในช่วงงานฉลองวันชาติจะมีการพิมพ์หนังสือที่ระลึกวันชาติทุกปีจนถึงสงครามโลก และตอนนั้นมีอยู่ 3 เล่มที่พิมพ์ออกมาสวยมาก และสามเล่มนั้นที่ผมบอกว่าเห็นหัวประชาชน คืออย่างน้อยจะมีหน้ารายงานผลประกอบการเหมือนกับบริษัทเลย รายงานผลประกอบการว่าที่รัฐบาลทำไปในหนึ่งปีตลอดมามีผลงานอะไรบ้างโดยผ่านหนังสือ 3 เล่มนี้

ผมขอย้อนกลับไปเมื่อประมาณสัก 90 ปีก่อน ประเทศไทยเราเป็นไทจากอาณานิคมพร้อม ๆ กับวันชาติ วันชาติครั้งแรกคือเล่มล่างสุด (ตามภาพประกอบด้านบน) ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญเล่มนี้นะครับ เล่มนั้นคือจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี ปีแรกเลย ตอนนี้เป็นหลวงพิบูลสงคราม นั่นคือไทยในสมัยรัฐธรรมนูญช่วงนั้นพิมพ์ออกมาบ่อยมาก

ในยุคสมัยบ้านเมืองยังดี ผมว่าสื่อสิ่งพิมพ์ไทยมันอาจจะมีความเป็นลักษณะชาตินิยม โดยเฉพาะยุคอินโดจีน แต่เราจะสะท้อนมาก ๆ เลย ในยุคนั้นเราต้องเข้าใจว่าในเอเชียเรายังไม่มีประโยคแบบว่า “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เราต้องยอมรับว่าในขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียยังถูกล่าอาณานิคม แต่ไทยเราถือว่าก้าวหน้ามาก เป็นประเทศที่มีอารยธรรม มีกำลังเดินไปข้างหน้า

โดยเฉพาะยุคคณะราษฎร ผมรู้สึกว่าในยุค 10 ปีแรก พระยาพหลพลพยุหเสนา 5 ปีหรือจอมพล ป. 7 ปี ช่วงทศวรรษแรก ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ๆ โดยผ่านหนังสือต่าง ๆ อย่างหนังสือภาพเมื่อ พ.ศ. 2484 ก่อนญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นไทย ผมรู้สึกได้ว่าทุกอย่างมันจบ คำว่าจบคือไม่ว่าจะเป็นอ.ปรีดี ขัดแย้งกับจอมพล ป. คือความขัดแย้งภายในและเกิดการหยุดพัฒนาประเทศไปหลาย ๆ อย่าง ถึงแม้ว่ามันจะมีเรื่องของวันแม่วันอะไรที่จอมพล ป. พยายามที่จะผลักดันเรื่องวัฒนธรรม แต่มันอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจำกัดไปแล้ว

ส่วนงานรัฐธรรมนูญ เป็นงานเหมือนมหกรรมระดับโลกเลย สมัยก่อนเราต้องเข้าใจว่าหลัง พ.ศ. 2475 งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือ งานรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์นั้นถ้าใครอ่าน พล นิกร กิมหงวน เราจะเห็นเลยว่างานวันชาติ 24 มิถุนายน มีไม่กี่วันแต่งานรัฐธรรมนูญคืองานใหญ่ และข้อดีของงานรัฐธรรมนูญคือเป็นช่วงอากาศเย็น แล้วบรรยากาศคนเวลาไปเที่ยวงานรัฐธรรมนูญมันมีความสุขมาก และงานนี้มันหายไปหลังจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารแล้วงานที่มาแทนที่คือ งานกาชาด

ซึ่งจริง ๆ ถ้าเราให้เครดิตก็คือไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. และอ.ปรีดี คือเป็นช่วงที่เขาทั้งคู่จับมือร่วมกันและสมัครสมานมาก ๆ อาจจะมีกลุ่มเดียวที่หายไปก็คือกลุ่ม “พระยาทรงสุรเดช” ที่เหลือจะเป็นกลุ่มที่เขาเรียกว่าทำงานร่วมกันได้ดี

ในหนังสือวันชาติปีแรกจะมีรายงานเลยว่าการคลังเป็นอย่างไร ถนนหนทางเป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร การศึกษา การป้องกันประเทศ ซึ่งอยู่ในหมวดหมู่เรื่องของหลักหกประการทั้งหมด ที่ปกหนังสือคือ พ.ศ. 2483 สมัยนั้นคือสี่สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นสมุดเผยแพร่ในยุคนั้นมันจะเป็นแบบนี้ เช่นเดียวกันมันคือเรื่องของรูปแบบศิลปะค่อนข้างเป็นที่ต้องการแล้วกัน สื่อสิ่งพิมพ์ในยุคนั้นนอกจากเรื่องหลักหกประการแล้วเขาเรียกว่าสถาบันหลักสี่อย่าง

และงานปีใหม่อันนี้แน่นอน ระบบการศึกษาคนเรายังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว นักศึกษาโดยมากยังไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วไทยเราเพิ่งนับวันปีใหม่สมัยของจอมพล ป. คือเดือนมกราคม พ.ศ. 2484

ผมยกตัวอย่างเช่น สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของผม “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)” ท่านบอกเกิด 12 มกราคม พ.ศ. 2481 ทุกปีผมจะเห็นการอวยพรวันเกิดที่ผิดทุกปี เพราะว่าตอนที่ท่านเกิดคือจริง ๆ พ.ศ. 2481 แต่ว่าเป็นปฏิทินใหม่ เดือนมกราคม ตามปฏิทินใหม่คือ พ.ศ. 2482  เราก็จะพบมากว่าคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2484 นับวันเกิดผิดบ่อยมาก

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

แม้แต่ของงาน 100 ปี “กุหลาบ สายประดิษฐ์” แต่ก่อนจะมีเรื่องประเด็นค่อนข้างมาก ขอตัวอย่างหนังสืองานฉลองปีใหม่ใน พ.ศ. 2483 (ตามภาพด้านบน) ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่นับเมษายน เพราะหลังจากนั้นจะนับวันที่ 1 มกราคมเป็นครั้งแรกเพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นปีใหม่ปีสุดท้าย

ในช่วงนี้อ.ปรีดี มีอารมณ์ในการที่จะไปกำกับภาพยนตร์ ในตอนนั้นเป็นรมต.ว่าการกระทรวงการคลัง ในปี พ.ศ. 2483 ท่านเริ่มไปกำกับเรื่องพระเจ้าช้างเผือก (The King of the White Elephant) และสุดท้ายได้เปิดตัวออกมาเป็นภาพยนตร์ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2484

ภาพยนตร์เรื่องนี้ผมคิดว่ามันเป็นตัวซอฟท์พาวเวอร์ หรือว่าเป็นตัวสื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในระดับโลกมาก ๆ เพราะอ.ปรีดี พยายามผลักดันเอาไปฉายที่อเมริกา และลักษณะการถ่ายทำผมคิดว่ามันสะท้อนความต้องการ ที่อย่างน้อยพิสูจน์ความเป็นอารยประเทศมาก ๆ ว่าประเทศนี้สามารถที่จะสร้างผลงานภาพยนตร์ได้ระดับนี้

คุณอาจินต์ เคยพูด

“ก่อนญี่ปุ่นบุกเมืองไทย เราสงบสุข เศรษฐกิจดี ถึงขนาดรัฐบาลต้องทำเหรียญครึ่งสตางค์ออกมาให้ประชาชนซื้อของกินอันมีราคาถูก บทประพันธ์กำลังเฟื่องฟู นักประพันธ์กำลังลื่นมือ กระดาษพิมพ์หนังสือมีเยอะแยะ นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้องกำลังอารมณ์บานไสว แต่งเพลง ร้องเพลง ส่งวิทยุและอัดแผ่นเสียงเป็นการใหญ่ แม้ว่าจะได้ค่าเล่นดนตรีวันละ 4 บาท ค่าร้องเพลงวันละ 20 บาท ต่อ 1 เพลง ผู้คนมีความสุขทุกฤดูกาล หน้าฝนกลางร่ม หน้าหนาวชาวนาก่อไฟผิง คนกรุงเทพสวมสเวตเตอร์ หน้าร้อนคนมีเงินมีรถยนต์ไปตากอากาศที่หัวหิน”

คุณอาจินต์ เขียนไว้ว่าก่อนญี่ปุ่นบุกเป็นอย่างไร และที่สำคัญตอนนั้นนอกจากหัวหินแล้ว พ.ศ. 2483 จอมพล ป. ได้ไปสร้างบางปูแล้ว รู้สึกว่าจะเปิดอยู่ประมาณวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2483 เพราะฉะนั้น มันก็เป็นอีกทางเลือกในการที่จะไปเที่ยวทะเลในอีกแบบที่นอกจากหัวหินที่เป็นเรื่องของชนชั้นสูง คุณอาจินต์ต่อมาได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เราจะรู้จักวรรณกรรมของท่านในเรื่องของพวกเหมืองแร่ต่าง ๆ

จะมีหนังสือ 3 เล่มนี้ต่อเนื่องกัน 3 ปีเลย คือ พ.ศ. 2482 ไทยสมัยรัฐธรรมนูญ ฉลองวันชาติครั้งแรกเป็นที่ระลึก สองคือไทยในสมัยปัจจุบัน จริง ๆ แล้วเล่มนี้มันจะมีลงศิลาฤกษ์ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” จะมีรายงานเลย อันนี้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าคนไม่ชอบคณะราษฎร แต่ผมคิดว่าหนังสือแบบนี้อย่างน้อยมันเหมือนกับเป็นรายงานประจำปีของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน ต่อราษฎร

เขาจะพูดถึงหลักหกประการก่อนเลย เอกราช หลักความสงบ หลักเศรษฐกิจ และจะมีพูดถึงการเปลี่ยนแปลง หลักความเสมอภาค หลักเสรีภาพ หลักการศึกษาจะอยู่หน้าแรก ๆ เลย เรื่องหลักหกประการต้องไปพร้อมกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ของคณะราษฎร หมุดคณะราษฎรยังใหม่เอี่ยมเลย เราเห็นอันนั้นก็คือเพิ่งปักหมุดไปเมื่อประมาณสักสองปี พ.ศ. 2482 เพราะปักหมุดเมื่อ พ.ศ. 2479 วันที่ 10 ธันวาคม

เพราะฉะนั้น หมุดคณะราษฎรตอนเวลาใครอยากได้อะไรก็จะเอาจากเล่มนี้ เพราะว่าหมุดคณะราษฎรตอนหลังที่เราเห็นมันก็จะค่อนข้างเบลอแล้วเพราะมันอยู่บนท้องถนน มันขูดไปขูดมา ภาพนี้คือหมุดคณะราษฎรที่ยังใส คมกริบ เพราะว่าเพิ่งปักไปเมื่อสามปีเอง

เราจะเห็นพิธีรัฐธรรมนูญก็ประชาสัมพันธ์ อนุสาวรีย์ที่อันนี้หายไปแล้วโดนหิ้วหายไปแล้วนะครับ อันนี้เราก็จะเห็นตอนนั้นยังไม่มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนนี้ก็หมิ่นเหม่เหมือนกัน มีไว้ว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ อันนี้ก็คือเป็นภาพแรกเลยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกำลังจะสร้าง ตอนนี้ยังไม่สร้างแต่ปีต่อมา เล่มต่อมาจะรายงานว่าสร้างแล้ว

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

อันนี้ก็จะเป็นช่วงที่ตอนอ.ปรีดี ไปเป็นรมต.ว่าการกระทรวงต่างประเทศ ไปเลยประเทศไหนไปเจรจาได้มา 13 ประเทศ ทุกอย่างเป็นไทยหมด มันถึงได้ถือว่าเปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นประเทศไทย คือในวันฉลองวันชาติครั้งแรกด้วยและเป็นเหตุทำให้จอมพล ป. ต้องเปลี่ยนเพลงชาติ เนื้อร้องจากของขุนวิจิตรมาตรา เป็นของหลวงสารานุประพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2482 เพราะฉะนั้นใน พ.ศ. 2482 เล่มนี้คือหมุดหมายทุกอย่าง

คำว่าหมุดหมายทุกอย่าง คืออย่างน้อยแสดงความสำเร็จ ว่า 7 ปี ที่ผ่านมาของคณะราษฎรเดินนโยบายหลาย ๆ อย่างไปตามหลักหกประการได้สัมฤทธิ์ผล อย่างที่อ.ษัษฐรัมย์ พูด คือมันเป็นปฏิบัตินิยม อย่างน้อยมันเป็นการเน้นปฏิบัติจริงมันปฏิบัตินิยม ไม่ใช่ว่าพูดเสร็จแล้วเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพียงแต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรของเรา เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปคุณไปถามเดี๋ยวไม่รู้หรอก 15 ปี มันเป็นอย่างไร มันก็เบลอ ๆ กันไปตามเรื่อง

อันนี้จะเป็นภาพต่าง ๆ ตอนอ.ปรีดี ไปเซ็นต์สนธิสัญญาแสดงให้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว นับแต่สันติสนธิสัญญาปีนี้ พ.ศ. 2398 จริง ๆ เราไม่มีความเป็นไทย ซึ่งตรงนี้มันสัมพันธ์กับเรื่องของภาษีมาก ๆ เนื่องจากว่าเวลาหลังจากที่เราสามารถเป็นไทยแล้ว การปรับปรุงเรื่องภาษีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีคนต่างประเทศ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องมองให้เป็น คนไทยเราชอบเลือกพูดว่ามันต้องเป็น อิทัปปัจจยตา (ทุกสิ่งมีเหตุและผล) ทุกอย่างมันต้องเป็นแบบพึ่งพาตนเอง ไม่ขึ้นกับใครกัน แต่จริง ๆ บางทีเราไม่ได้คิดอย่างนั้น เราต้องคิดอย่างนี้เวลามันมอง มองเข้าไปที่ภาพใหญ่เลย บริบทมันเป็นอย่างไร แล้วเราค่อย ๆ เอาตัวบทเข้าไป เราก็จะเห็นภาพมันมากขึ้น

เราจะเห็นรายงานผลประกอบการรายได้ของประเทศยุคระบอบเก่า พ.ศ. 2474 มีแค่ 78 ล้าน เรามา พ.ศ. 2481 หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว 6 ปี มี 109 ล้าน

นี่คือทุกอย่างตัวเลขนะครับ คือคุณบอกว่าอันนี้มันเป็นการข่มระบอบเก่าก็ได้ แต่อย่างน้อยผมคิดว่าแสดงให้เห็น บอกว่าหลังจากที่เราดำเนินงานปฏิวัติมา มันไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างน้อยประเทศชาติมันเจริญรุ่งเรืองขึ้น

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

อันนี้จะบอกเลยว่ารายงานหมดหนี้ของรัฐบาลเท่าไหร่ เงินคงค้างเท่าไหร่ ตัวเลขทำเป็นกราฟอย่างดี เราต้องเข้าใจว่าอันนี้คือหนังสือเมื่อ 80 เกือบ 90 ปีก่อนทำเป็นกราฟมาให้รายงานผลประกอบการ รายจ่ายของประเทศเท่าไหร่เห็นหมด พ.ศ. 2474 ก่อนเปลี่ยน ภายใต้ระบอบเก่าเป็นแค่นี้ พ.ศ. 2481 เท่านี้เทียบกันเลยการคลัง การทหาร การศึกษา การเศรษฐกิจ การมหาดไทย การศาล

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

ทำเป็นกราฟให้เห็นหมดเลย มันสะท้อนออกมาเลยว่า พ.ศ. 2474 จนหลังก่อนระบอบเก่าหรือระบอบใหม่เป็นอย่างไร ธนบัตรออกใช้เป็นอย่างไร ทุนสำรองธนบัตรเป็นอย่างไร รายงานหมด มีให้เห็น การค้าขายกับต่างประเทศเป็นอย่างไร ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง สินค้าขาออกมีเท่าไหร่ ขาเข้าเท่าไหร่ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองขาออกขาเข้าเท่าไหร่ และมีทำเป็นการ์ตูนให้ดูง่าย

แสนยานุภาพช่วงนั้นจริง ๆ แล้ว พ.ศ. 2482 เราต้องเข้าใจช่วงนั้นในยุโรปสงครามโลกมันเริ่มเห็นผลและเริ่มชัดเจนขึ้น ตอนนั้นก็จะมีสัญญานุภาพว่าเป็นยังไงเรือบินทะเล อย่างอันนี้เรือปืนศรีอยุธยา เราต้องเข้าใจนะครับว่าภายใต้ระบอบเก่า ประเทศไทยเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางฝั่งตะวันตกมากกว่า

เพราะฉะนั้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งที่คณะราษฎรทำมาก ๆ คือหันไปเอาโมเดลญี่ปุ่นมาใช้หลายอย่าง สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการต่อเรือ เรือหลวงศรีอยุธยาที่ตอนหลังล่มไปตอนกบฏแมนฮัตตันกับเรือหลวงธนบุรีที่ว่าสุดท้ายคือไปต่อเรือที่ญี่ปุ่นกับไปต่อเรือที่อิตาลี

แต่มันหนีไม่พ้นนะ เราต้องยอมรับสุดท้ายแล้วเรามีลักษณะตอนช่วงสงครามโลกเราอยู่ฝ่ายอักษะ อันนี้คือมันปฏิเสธไม่ได้ในนั้นแต่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าในเมื่ออย่างเช่นเราต่อเรือที่ญี่ปุ่นแล้วเมื่อญี่ปุ่นมันมาหลังจากเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ข้ามมาเมืองไทย เราต้องยอม เราต้องเข้าใจด้วย จริง ๆ ไม่ใช่ว่าผมจะเห็นใจจอมพล ป. เพราะว่าขนาดเรือยังต่อเขา แต่ของเขามีเรือที่ต่อแบบนี้มาเป็น 100 ลำ อยู่ที่อ่าวไทยจ่อเราอยู่ ถ้าไม่ยอมก็เละเหมือนกัน ผมยกตัวอย่าง

เราก็จะเห็นขบวนเครื่องบิน เห็นจอมพล ป. สนับสนุนยุวชนทหาร อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้ยังดีกับอ.ปรีดี อยู่ อ.ปรีดี ยังเป็นรมต.กระทรวงการคลังอยู่ พ.ศ. 2482 อันนี้ก็จะเห็นตอนในหลวงรัชกาลที่ 8 กับพระอนุชาเสด็จนิวัตตอน พ.ศ. 2481 ตอนจอมพล ป. ช่วงกำลังขึ้นตอน พ.ศ. 2481 ปลายปี

ทางหลวงแผ่นดินอย่างเช่นสุขุมวิทคือเส้นแรก เส้นที่สองไปพหลโยธินทางเหนือ เส้นที่สามคือลงทางใต้ และเส้นสุดท้ายเส้นตะวันออกเป็นถนนมิตรภาพ จนสุดท้ายถนนมิตรภาพถูกเคลมโดยสฤษดิ์ แต่จริง ๆ แล้วมันก็เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยคณะราษฎรและทางหลวงแผ่นดิน 1, 2 ,3 ,4 ผลงานของคณะราษฎรชัดเจน

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

อันนี้เป็นถนนปราบกบฏ คือแต่ก่อนมันเกิดตอนขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ด้วย มันเข้าไม่ค่อยถึง การตัดถนนอันนี้เป็นเหตุหนึ่งปัจจัย จำนวนสหกรณ์แน่นอนอ.ปรีดี เป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องสหกรณ์

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

เพราะฉะนั้น ตัวเลขของสหกรณ์เราจะเห็นเลย พ.ศ. 2473 พ.ศ. 2481 มันพุ่งชะลูดเป็นอย่างไร อันนี้คือตัวเลขทุกอย่างมันอยู่ในหนังสือที่ระลึก มันไม่ใช่หนังสือที่ระลึกแจก มันคือรายงานผลประกอบการของรัฐบาลคณะราษฎร

อย่างเช่น พวกระบบชลประทาน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เขื่อนยันฮี (เขื่อนภูมิพล) ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุด จริง ๆ แล้วตอนนั้นที่มันสืบเนื่องกับที่อ.พูด คือหลังสงครามโลก อเมริกันมันเข้ามามีส่วนมาก ๆ ในการที่จะสนับสนุน แต่เขื่อนยันฮีที่เปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนภูมิพลก็เป็นจอมพล ป. ที่เป็นคนเสนอชื่อ แต่ปรากฏว่า จอมพล ป. ก็ไม่ได้เห็น สุดท้ายมันก็พร้อมกับถนนมิตรภาพ 2 อันนี้มันเป็นโครงการใหญ่ของจอมพล ป.

พวกชลประทานในยุคคณะราษฎรทำไว้เยอะเช่นกัน และพวกโรงงานต่าง ๆ และโรงงานที่ผมอยากให้ไปมาก ๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว คือโรงงานกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรี อันนี้ก็คือผลงานคณะราษฎรเลย สิ่งที่คณะราษฎรที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก ๆ แล้ว คือการพยายามที่จะเป็นโรงงานผลิตเอง ในการที่จะสร้างผลิตผลในยุคของคณะราษฎร

ผมคิดว่าจำนวนประชากรตรงนี้สำคัญ ในยุค พ.ศ. 2454  พูดง่าย ๆ คือหลังสวรรคตของรัชกาลที่ 5 คือ พ.ศ. 2453 คือยุคต้นรัชกาลที่ 6 ปีแรกของรัชกาลที่ 6 ตอนนั้นเรามีประชากรอยู่ 8 ล้าน และสุดท้ายแล้วช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเรามีประชากรอยู่ 11 ล้านและในยุคคณะราษฎรเป็น 14 ล้านและจนสงครามสิ้นสุดเรามี 18 ล้าน อันนี้เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจ สถิติจำนวนโรงเรียนก็ชัดเจน คือเรื่องการศึกษาในเรื่องของหลักหกประการว่าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมอุดม เป็นผลงานคณะราษฎรทั้งนั้น จุฬาฯ ตอนนั้นคณะราษฎรไปต่อยอดอย่างไร สนามกีฬาแห่งชาติ เรื่องของสุขภาพ เรื่องของอนามัย เรื่องของโภชนาการ อันนี้ก็ผลงานคณะราษฎรอีกนะครับ อันนี้ก็งานรัฐธรรมนูญนะครับ

เราจะเห็นอ.ปรีดี กับจอมพล ป. คณะรมต.ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นหนังสือสามเล่มนี้บางคนจะมองว่า มันเป็นเรื่องของโฆษณาชวนเชื่อในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามแต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังเรารู้ว่าเรื่องเศรษฐกิจตอนนั้น อ.ปรีดีก็เหมือนเป็นศาสตร์เศรษฐกิจของในยุคนั้นเลย เพราะฉะนั้น สามเล่มนี้เราต้องมองในมิติของผลงานของคณะราษฎรทั้งหมด

ไทยในสมัยปัจจุบัน เล่มนี้จริงแล้ว ๆ ถ้าจะพูดตามตรงคือเล่มเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ราชดำเนินกลาง ทั้งหมดเราก็จะเห็น อ.ปรีดี ยืนคู่กับจอมพล ป. ตลอด หลวงสินธุสงครามชัย หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ เราจะเห็นรูปคณะรัฐสภาเป็นช่วงที่สูงสุดจริง ๆ

ลงศิลา พ.ศ. 2483 อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราจะเห็นว่าการฉลองวันชาติ มันเป็นสมัยยุคสมัยบ้านเมืองอย่างดีจริง ๆ ในประชากรที่มีอยู่ประมาณ 14 ล้าน อันนี้เราต้องดูบริบทมันด้วย

งานฉลองวันชาติเมื่อ พ.ศ. 2482 คือปีก่อนเอามาถ่ายและพูดถึงหลักหกประการอีกนะ เมื่อจะรายงานผลประกอบการอย่างไรก็ต้องมีหลักหกประการเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เราจะเห็นไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข ตึกอานันทมหิดล

อ.ปรีดี กับทองแท่ง การเซ็นต์สัญญา การไม่รุกรานแต่สุดท้ายก็รุกราน อันนี้ว่ากันตามนั้นและรายได้ ทุกเล่มจะต้องมีพูดถึงผลประกอบการเรื่องของรายได้ การเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างไร ทางหลวงแผ่นดิน สาธารณูปโภคเรียบร้อยหรือยัง การแสดงรายรับรายจ่าย การประปาดีไหม โรงพยาบาลกลาง กินกับมาก ๆ กินข้าวให้น้อย ๆ นะครับ บางปูตากอากาศตอนนั้นก็เริ่มสร้าง และพวกตำรวจสันติบาล กองทัพดูแสนยานุภาพเพื่อเตรียมพร้อมในช่วงสงครามโลกและยุวสตรี การสร้างท่าเรือกรุงเทพสำคัญมาก ๆ ท่าเรือคลองเตยก็เป็นผลงานของคณะราษฎร

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

อันนี้จะเป็นตัวเลขต่าง ๆ ที่ผมเห็นพวกออมสินเป็นอย่างไร ไปรษณีย์กลางก็ใช่ ไปรษณีย์กลางคือ พ.ศ. 2483 คือเปิดเมื่อวันชาติ 24 มิถุนายนเหมือนกันที่เราเห็นอาคาร อันนี้ก็ผลงานคณะราษฎรอีก เราไปจัดแสดงที่นิวยอร์กจริง ๆ ระดับโลก ตอนนั้นคือเราไม่แพ้ใครในในเอเชีย แพ้แค่ญี่ปุ่น กรมสรรพสามิต อ.ปรีดี และพวกปิโตรเคมี การพยายามสร้างปิโตรเคมี แสดงถึงเรื่องของพวกเศรษฐกิจต่าง ๆ ตัวเลขต่าง ๆ และเรื่องของพลานามัยสุขภาพของราษฎรไทยทั้งหลาย 

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

และแผนที่สถิติจะมีการแสดงจังหวัดที่มีการศึกษาถึง ม.6 แล้วตอนก่อนเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2475 แค่ไหน พ.ศ.2483 เกือบเต็มทั้งประเทศและมีความเจริญก้าวหน้าไปตามหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลจ่ายไปสำหรับโรงเรียนอย่างไร จะมีแจ้งผลให้เห็นเด่นชัด การศึกษา ประชาบาลและเทศบาลเป็นอย่างไร เราจะเห็นกราฟมันขึ้นตลอด อันนี้คือยุคสมัยรุ่งเรืองสุด ๆ ของคณะราษฎรผ่านหนังสือที่ระลึก

 

ภาพประกอบจาก นริศ จรัสจรรยาวงศ์

 

ปีสุดท้ายคือไทยในสมัยสร้างชาติเป็นเล่มสุดท้ายที่แสดงผลงานของคณะราษฎร หลังจากปีนี้แล้วมันจะไม่มีอีกแล้ว เพราะว่าญี่ปุ่นขึ้นประเทศไทย เมื่อ 8 ธันวาคม เพราะฉะนั้นหลัง พ.ศ. 2484 มันไม่มีหนังสือที่ระลึกวันชาติแบบนี้อีกแล้ว มันหายไปซึ่งผมเสียดายมาก ๆ เพราะฉะนั้นอย่างชุดนี้ผมเจอกี่ครั้ง ผมเก็บอยู่สามชุด มีทั้งหมดเกือบสิบเล่ม ห้องสมุดที่ไหนมาอยากเอาไปสแกนก็ไปสแกนแล้วเผยแพร่กันนะครับแต่วันนี้ได้มีโอกาสสถาบันปรีดีมาเปิดก็มาให้ดูแบบภาพแบบเต็ม ๆ ไม่ต้องมีลายน้ำ

มากน้อยแค่ไหนผ่านหนังสือสามเล่มนี้หรืออย่างน้อยที่สุดถ้าคุณอยากดูแบบเต็ม ๆ ผมแนะนำ เพราะว่าอันนี้ผมสแกนและผมให้ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สแกนไว้ดาวน์โหลดแล้วก็ไปอ่านรายละเอียดดูแต่มันจะมีลายน้ำ

ผมกลับไปประโยคที่ผมคิดว่าสวยงามที่สุดของอ.ปรีดี คืออำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วมันต้องรู้ว่าอำนาจสูงสุดมันมาจากประชาชนก่อนจริง ๆ ถ้าไม่เช่นนั้นเรื่องอื่นมันเหลวไหลหมด มันทำอะไรไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นแน่นอนหลักหกประการ ผมชอบหมดมันคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

 

 

ผมรู้สึกว่าผมยังชอบเสรีภาพ เพราะเสรีภาพอย่างน้อยผมมีเสรีภาพในการที่จะเลือกผู้นำของผมและสิ่งอื่น ๆ มันคงอาจจะตามมา การศึกษา เรื่องของความเสมอภาค เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของเอกราช อย่างน้อยผมมีสิทธิ์ที่จะเลือก ผมมีเสรีภาพในประเทศที่ไม่เป็นเผด็จการ

อันนี้ส่วนตัวผมเองมันค่อนข้างอัตตวิสัยมาก ๆ ถ้าให้เลือก แต่อันนี้บอกมันสำคัญหมดแต่ทั้งหมดทั้งมวลคืออย่างน้อยให้อำนาจสูงสุดมันยึดโยงกับประชาชนก่อน ซึ่งตรงนี้เรายังไม่มีเลย อันนี้มันไม่มี อันนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรหมด ผมยกตัวอย่างอีกกรณีง่าย ๆ แล้วกันที่ผมไม่ได้พูดบ่อยเพราะผมทำงานเรื่องศาสนา อย่างของกรณีตอนหลังเปลี่ยนการปกครองแล้วมีการเรื่องของการหลอมนิกาย ผมทำบทความเรื่องของงานบวชของพระยาพหลก็ชัดเจนมาก บางคนบอกว่าเวลาเราอยู่ในหมู่ในดงศาสนิก บอกว่าต้องเรื่องของความดี สำหรับผมก็คือถ้าคุณไม่มีประชาธิปไตยคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกศาสนาเลยด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น เสรีภาพสำหรับผมมันสำคัญ แล้วผมจะไปเป็นอนุรักษ์นิยม ผมจะไปเป็นเสรีนิยม เป็นอะไรผมเลือกได้ แต่อย่างน้อยตัวแทนของผม ผมมีสิทธิ์เลือก แล้วอำนาจตรงนั้นเขาจะไปทางไหน อันนี้แล้วแต่เขา ส่วนตัวผมคิดว่าตรงนั้นไม่รู้เมื่อไหร่ว่าเราจะมีโอกาสที่จะได้ว่าอำนาจสูงสุด มันอยู่ในมือของราษฎรจริง ๆ ขอบคุณมากครับ