ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, เกร็ดประวัติศาสตร์

รำลึกชาตกาล พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย: ภารกิจกู้คืนเอกราชสมบูรณ์ของสยาม จากสนธิสัญญาไม่เสมอภาคถึงปรีดี พนมยงค์

11
สิงหาคม
2569

สยามสามารถรักษาเอกราชทางการเมืองไว้ได้ท่ามกลางการขยายอำนาจของจักรวรรดินิยม แต่เอกราชดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ในทางศาลและการคลัง สนธิสัญญาไม่เสมอภาคเปิดทางให้คนในบังคับต่างประเทศได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ไม่อยู่ภายใต้อำนาจศาลสยามอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน สยามยังถูกจำกัดอำนาจในการกำหนดพิกัดศุลกากรของตนเอง การแก้ไขสนธิสัญญาเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจกู้คืนเอกราชอธิปไตยของชาติไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

ภาพหน้าปก “หนังสือสัญญากรุงเทพมหานครกับกรุงอังกริษเปนทางไมตรีค้าขายกัน” หรือ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” (The Bowring Treaty) ลงนามเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของระบบสนธิสัญญาไม่เสมอภาค ซึ่งให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่คนในบังคับอังกฤษ และกำหนดข้อจำกัดด้านพิกัดศุลกากรของสยาม
ที่มาภาพ: payer.de, Chronik Thailands 1855 (Rama IV).

 

หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อภารกิจดังกล่าวคือ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย ประสูติเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2426 มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ เทวกุล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศผู้วางรากฐานการทูตสมัยใหม่ของสยาม พระองค์ทรงผ่านงานด้านการทูตในต่างประเทศ และครั้งยังทรงพระนามว่าหม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์ ทรงเป็นผู้แทนสยามร่วมลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2462 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[1][2]

สนธิสัญญาแวร์ซายส์รับรองว่าสนธิสัญญาและสิทธิพิเศษที่เยอรมนีเคยมีอยู่ในสยาม รวมถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ได้สิ้นสุดลง[3] นับเป็นผลสำคัญจากการที่สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งฝ่ายสัมพันธมิตร และช่วยเพิ่มเงื่อนไขทางการทูตที่เอื้อต่อการเดินหน้าเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับประเทศอื่นต่อไป

 

ภาพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ องค์ต้นราชสกุล “เทวกุล” ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานงานการต่างประเทศและการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาของสยาม
ที่มาภาพ: สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ (Devawongse Varopakarn Institute of Foreign Affairs: DVIFA)

 

สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการทรงเริ่มการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2466 จากนั้นพระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ซึ่งต่อมาทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นเทววงศวโรทัย ได้ทรงรับผิดชอบกระทรวงการต่างประเทศและสานต่อการเจรจาดังกล่าว

กระบวนการที่เริ่มต้นในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ และดำเนินต่อภายใต้ความรับผิดชอบของกรมหมื่นเทววงศวโรทัย นำไปสู่สนธิสัญญาฉบับใหม่กับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และประเทศยุโรปอีกหลายประเทศ ระหว่าง พ.ศ. 2463–2469[4] สาระสำคัญคือการยกเลิกศาลกงสุลในหลักการ ให้คนในบังคับต่างประเทศขึ้นศาลไทย และคืนอิสระด้านพิกัดศุลกากรแก่สยามมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขสนธิสัญญาในระยะนี้ยังไม่ทำให้สยามได้เอกราชอธิปไตยกลับคืนมาโดยสมบูรณ์ พนักงานทูตหรือกงสุลของประเทศคู่สัญญายังมีสิทธิถอนคดีที่คนในบังคับของตนเป็นจำเลยออกจากศาลไทยได้ จนกว่าสยามจะประกาศใช้ประมวลกฎหมายครบถ้วนและล่วงพ้นไปอีกห้าปี ส่วนอำนาจด้านศุลกากรก็ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดชั่วคราวบางประการ พระกรณียกิจของกรมหมื่นเทววงศวโรทัยจึงควรได้รับการพิจารณาในฐานะก้าวสำคัญที่รื้อถอนสิทธิพิเศษของมหาอำนาจลงเป็นลำดับ และวางรากฐานให้ภารกิจขั้นต่อมาสามารถบรรลุผลได้

ในเวลาต่อมา บทบาทของ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ หรือพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาชาวอเมริกันของรัฐบาลสยาม ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในประวัติการแก้ไขสนธิสัญญา แซร์มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะนักกฎหมาย ที่ปรึกษา และผู้ดำเนินงานด้านการเจรจาหลายส่วน[5] อย่างไรก็ตาม นายปรีดี พนมยงค์ และ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร เห็นว่า การอธิบายประวัติศาสตร์โดยให้น้ำหนักแก่แซร์มากเกินไปอาจบดบังบทบาทของผู้รับผิดชอบฝ่ายสยาม โดยเฉพาะเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ[6]

นายปรีดีจึงเสนอให้พิจารณาความสำเร็จดังกล่าวอย่างเป็นธรรม ทั้งต่อเยนส์ เวสเตนการ์ด พระยากัลยาณไมตรีคนแรก ผู้มีส่วนบุกเบิกการเจรจากับสหรัฐอเมริกา และต่อสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการกับกรมหมื่นเทววงศวโรทัย โดยให้เหตุผลว่า ในระบบราชการ เสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบงานของกระทรวงและเป็นผู้มีคำวินิจฉัยสุดท้าย ส่วนที่ปรึกษามีบทบาทในการให้ความเห็นและดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลสยาม[7]

ภารกิจที่กรมหมื่นเทววงศวโรทัยทรงสานต่อยังคงเป็นภารกิจสำคัญภายหลังการอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 “หลักเอกราช” จึงได้รับการกำหนดเป็นหลักข้อแรกของหลัก 6 ประการของคณะราษฎร รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเร่งจัดทำและประกาศใช้ประมวลกฎหมายให้ครบถ้วนใน พ.ศ. 2478 พร้อมทั้งเตรียมเปิดการเจรจารอบใหม่กับนานาประเทศ

ในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนามอบหมายให้นายปรีดีเดินทางไปต่างประเทศ โดยนอกจากภารกิจด้านการเงินแล้ว ยังได้ทาบทามรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ถึงความประสงค์ของสยามที่จะทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ ต่อมา เมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา นายปรีดีรับผิดชอบการเจรจาสนธิสัญญาชุดใหม่บนหลักความเสมอภาค ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ และประโยชน์ร่วมกัน[8][9]

 

 

สนธิสัญญาชุดใหม่ที่ทำขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2480–2481 ทำให้สยามสามารถกู้คืนอำนาจทางศาลและการคลัง รวมถึงอำนาจกำหนดภาษีอากรของตนเอง เมื่อสนธิสัญญาเหล่านี้ทยอยมีผลใช้บังคับ กระบวนการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจึงเสร็จสิ้นลงใน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939)[10]

ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างกรมหมื่นเทววงศวโรทัยกับนายปรีดีจึงอยู่ที่ความต่อเนื่องของภารกิจแห่งรัฐ พระองค์ทรงรับช่วงการแก้ไขสนธิสัญญาที่เริ่มขึ้นก่อนหน้าและผลักดันให้มหาอำนาจลดทอนสิทธิพิเศษเหนือสยามลงเป็นลำดับ ส่วนรัฐบาลในระบอบใหม่และนายปรีดีรับช่วงภารกิจนั้นมาดำเนินต่อ จนข้อจำกัดด้านอำนาจศาลและการคลังที่ยังเหลืออยู่ถูกยกเลิกในที่สุด

เมื่อย้อนอธิบายประวัติการแก้ไขสนธิสัญญา นายปรีดีไม่ได้แยกความสำเร็จในสมัยของตนออกจากความพยายามของผู้ที่ดำเนินงานมาก่อน ในภาคผนวกเรื่อง “สังเขปการเจรจาสนธิสัญญาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ชาติไทยได้เอกราชสมบูรณ์” ซึ่งพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ นายปรีดีได้ “ขอถวายพระเกียรติ” แด่สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการและกรมหมื่นเทววงศวโรทัย พร้อมย้ำถึงพระวิริยะอุตสาหะในการแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศระหว่าง พ.ศ. 2462–2469 ซึ่งทำให้ประเทศคู่สัญญาลดหย่อนอำนาจและสิทธิพิเศษที่เคยมีอยู่เหนือสยามลงเป็นลำดับ

ภายหลังนายปรีดีถึงแก่อสัญกรรม ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้ส่งหนังสือ ชีวประวัติย่อฯ ไปยัง ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ธิดาของกรมหมื่นเทววงศวโรทัย เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีวันประสูติ เมื่อ พ.ศ. 2526 จดหมายโต้ตอบจำนวน 4 ฉบับในเดือนสิงหาคมปีนั้นสะท้อนความขอบคุณของ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ ที่นายปรีดีได้ช่วยถวายพระเกียรติและย้ำบทบาททางประวัติศาสตร์ของทั้งกรมหมื่นเทววงศวโรทัยและสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ซึ่ง ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์เห็นว่าพระกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ถูกบดบังมาเป็นเวลานาน

 

จดหมายของ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2526 กล่าวถึงการคืนความเป็นธรรมแก่บทบาทของกรมหมื่นเทววงศวโรทัยในประวัติการแก้ไขสนธิสัญญาของสยาม

 

ท่านผู้หญิงพูนศุขกล่าวถึงการกระทำของนายปรีดีว่าเป็นการแสดงกตเวทิตาต่อผู้ที่ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง และช่วยให้ประวัติศาสตร์ตั้งอยู่บนความถูกต้อง ข้อความดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า การประกาศเกียรติคุณของผู้มาก่อนย่อมไม่ลดทอนความสำเร็จของผู้สานต่อ ตรงกันข้าม การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายทำให้ความสำเร็จของชาติมีน้ำหนักและตั้งอยู่บนสัจจะ

วาระชาตกาล พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย จึงเป็นวาระรำลึกถึงนักการทูตผู้สานต่อภารกิจกู้เอกราชทางศาลและเศรษฐกิจของสยาม พระกรณียกิจของพระองค์ยังเตือนให้ตระหนักว่า อธิปไตยของชาติไม่ได้สำเร็จจากบุคคลผู้เดียวหรือการเจรจาครั้งเดียว แต่สั่งสมขึ้นจากความเพียร ความต่อเนื่องของงานแผ่นดิน และความซื่อตรงในการมอบเกียรติแก่ผู้ที่มีส่วนสร้างความสำเร็จนั้นอย่างเป็นธรรม

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:

 


[1] Office of the Historian, U.S. Department of State. “Peace Congress (Versailles), Protocol No. 2, Plenary Session of June 28, 1919.” ใน Papers Relating to the Foreign Relations of the United States, The Paris Peace Conference, 1919, Vol. III, Document 12.

[2] Papers Relating to the Foreign Relations of the United States, The Paris Peace Conference, 1919, Vol. III, Document 12, “Peace Congress (Versailles), Protocol No. 2, Plenary Session of June 28, 1919,” Office of the Historian, U.S. Department of State.

[3] Treaty of Peace with Germany (Treaty of Versailles), signed at Versailles, 28 June 1919, Part IV, Section III, Article 135.

[4] Francis Bowes Sayre, “The Passing of Extraterritoriality in Siam,” The American Journal of International Law 22, no. 1 (January 1928): 70–88, esp. n. 54. ดูเพิ่มเติม ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, ภาคผนวก “สังเขปการเจรจาสนธิสัญญาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ชาติไทยได้เอกราชสมบูรณ์,” หน้า 135–139.

[5] Peter B. Oblas, “Treaty Revision and the Role of the American Foreign Affairs Adviser 1909–1925,” Journal of the Siam Society 60, no. 1 (January 1972): 171–186, โดยเฉพาะ 177–181; ดูเพิ่มเติม Francis Bowes Sayre, “The Passing of Extraterritoriality in Siam,” The American Journal of International Law 22, no. 1 (January 1928): 70–88.

[6] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: โครงการ “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”, 2526), 135–139; และ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร, จดหมายถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์, 22 สิงหาคม 2526, อ้างใน สถาบันปรีดี พนมยงค์, “ความสัมพันธ์ระหว่างปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ กับ ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร,” 8 เมษายน 2567.

[7] ปรีดี พนมยงค์, “สังเขปการเจรจาสนธิสัญญาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ชาติไทยได้เอกราชสมบูรณ์,” ใน ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, หน้า 135–139.

[8] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2526), หน้า 105–122; และ ปรีดี พนมยงค์, “นโยบายสันติภาพของรัฐบาลซึ่งนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี,” ใน โมฆสงคราม: บันทึกสัจจะประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เปิดเผยของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2558), หน้า 47–56.

[9] ดูเพิ่มเติม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ สมัยที่สอง) วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2478 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม, หน้า 198–200.

[10] โอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ, From Extraterritoriality to Equality: Thailand’s Foreign Relations 1855–1939 (กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, 2021), หน้า 287–294.