9 สิงหาคม พ.ศ. 2473 เป็นวันเกิดของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ นักกฎหมาย นักการทูต และข้าราชการผู้ได้รับการยอมรับในความรู้ ความซื่อตรง และความมั่นคงในหลักการ ตลอดชีวิตการทำงาน วิเชียรดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี และแวดวงวิชาการ ก่อนอุทิศตนให้แก่งานเผยแพร่ความคิดและเกียรติคุณของนายปรีดี พนมยงค์อย่างต่อเนื่อง
วิเชียรเป็นนักการทูตที่เติบโตขึ้นจากระบบราชการตั้งแต่ระดับต้น ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในหลายประเทศ จนดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตและรัฐมนตรี ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและประสบการณ์ทางการทูต เขาสามารถประสานความสุภาพเข้ากับความหนักแน่น และยืนยันหลักการโดยไม่ลดทอนความน่าเชื่อถือของการเจรจา
บทบาทที่ทำให้ชื่อของวิเชียรได้รับการจดจำเป็นพิเศษ คือการเป็นผู้แทนประเทศไทยในการผลักดันให้องค์การยูเนสโกร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีชาตกาลของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ภารกิจดังกล่าวต้องอาศัยทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศิลปะทางการทูต เพื่อทำให้คุณูปการของปรีดีได้รับการพิจารณาบนหลักฐานและหลักการสากล
วิเชียรสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก่อนเข้าศึกษาที่โรงเรียนเตรียมปริญญาแห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รุ่นที่ 7 หรือ ต.ม.ธ.ก. 7 และสำเร็จปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิตใน พ.ศ. 2493 จากมหาวิทยาลัยที่ปรีดี พนมยงค์ก่อตั้งขึ้นเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน
หลังจากนั้น เขาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จปริญญาเอกทางกฎหมาย หรือ Docteur en droit จากมหาวิทยาลัยปารีส โดยศึกษาควบคู่กับการรับราชการเป็นเลขานุการตรี ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส
วิเชียรเติบโตในกระทรวงการต่างประเทศจากตำแหน่งระดับต้น ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่เลขานุการเอก ณ กรุงวอชิงตัน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ตลอดจนเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และตุรกี เส้นทางดังกล่าวทำให้เขาได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น “ลูกหม้อ” ของกระทรวง ผู้เข้าใจทั้งระบบราชการ หลักกฎหมาย และการเจรจาระหว่างประเทศจากประสบการณ์ตรง
ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและประสบการณ์ทางการทูต วิเชียรสามารถประสานความสุภาพเข้ากับความหนักแน่น และยืนยันหลักการโดยไม่ทำลายความน่าเชื่อถือของการเจรจา อานันท์ ปันยารชุนจึงไว้วางใจให้เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลอานันท์สมัยแรก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลอานันท์สมัยที่สอง

ที่มาภาพ: นริศ จรัศจรรยาวงศ์
นอกจากการรับราชการและการดำรงตำแหน่งทางการเมือง วิเชียรยังถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษสาขาวิชานิติศาสตร์
ความสุภาพของวิเชียรเป็นความสุภาพที่มีหลักยืน ชัยอนันต์ สมุทวณิชเคยบันทึกคำกล่าวของอานันท์ ปันยารชุนว่า วิเชียรเป็นคนส่วนน้อยในกระทรวงการต่างประเทศที่ “มีกระดูกสันหลัง” ถ้อยคำนี้สะท้อนความซื่อตรงต่อหน้าที่ ความกล้ารับผิดชอบ และการไม่ยอมให้ความสะดวกในทางราชการอยู่เหนือหลักการ
ส. ศิวรักษ์ กล่าวถึงวิเชียรในทำนองเดียวกันว่า เขาเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่มีความสามารถและซื่อสัตย์สุจริต จนสามารถเป็นแบบอย่างแก่เพื่อนร่วมงานและคนรุ่นหลังได้ พร้อมทั้งย้ำว่า วิเชียรมีทั้งความรู้ ความสามารถ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
ข้อเขียนของ ส. ศิวรักษ์ยังทำให้เห็นชีวิตอีกด้านหนึ่งของวิเชียร เขาเป็นศิษย์คนสำคัญของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และเป็นผู้มีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา โดยเคารพนับถือพระโพธิรังษี แห่งวัดพันตอง และเลื่อมใสในปฏิปทาของท่านอย่างจริงจัง มิติส่วนตัวนี้สะท้อนว่า ความซื่อตรงและความอ่อนน้อมของวิเชียรไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในชีวิตราชการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของหลักในการดำเนินชีวิตของเขา
ภาพของวิเชียรในความทรงจำของผู้ใกล้ชิดปรากฏชัดยิ่งขึ้นในข้อเขียนของสุโข สุวรรณศิริ เรื่อง “แด่ วิเชียร วัฒนคุณ ‘เพื่อนรักคู่แฝด’” สุโขรู้จักวิเชียรมาตั้งแต่วัย 14–15 ปี เมื่อทั้งสองเข้าศึกษาในแผนกเตรียมปริญญาของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนสำเร็จปริญญาตรีและสอบเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศในปีเดียวกัน ต่อมา ทั้งคู่ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ในทวีปยุโรปในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยวิเชียรประจำอยู่ที่กรุงปารีส ส่วนสุโขประจำอยู่ที่กรุงบอนน์
มิตรภาพระหว่างทั้งสองดำเนินต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเฉพาะภายหลังเกษียณอายุราชการ เมื่อได้ร่วมทำงานในชมรม ต.ม.ธ.ก.สัมพันธ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และสถาบันปรีดี พนมยงค์ ความใกล้ชิดดังกล่าวทำให้เพื่อนฝูงเรียกทั้งสองว่าเป็น “คู่แฝด” และสะท้อนให้เห็นว่าวิเชียรไม่ได้เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หากยังเป็นผู้รักษามิตรภาพ อุทิศตนแก่เพื่อนร่วมงาน และพร้อมรับภาระเพื่อส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ
สุโขยังเน้นย้ำว่า ภารกิจผลักดันให้องค์การยูเนสโกร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีชาตกาลของปรีดี พนมยงค์ เป็นผลงานที่สมควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ วิเชียรใช้ทั้งสติปัญญา ความรู้ทางกฎหมาย และความนุ่มนวลทางการทูต ชี้แจงต่อที่ประชุมจนผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นคู่สงครามของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สนับสนุนข้อเสนอของประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากความสามารถในการกล่าวถ้อยคำที่โน้มน้าวใจเท่านั้น แต่ตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือที่วิเชียรสั่งสมมาตลอดชีวิตราชการ
คุณลักษณะเหล่านี้ปรากฏชัดที่สุดในกระบวนการเสนอชื่อปรีดี พนมยงค์ต่อองค์การยูเนสโก ความคิดริเริ่มดังกล่าวเริ่มต้นจากชมรมศิษย์เก่าเตรียมปริญญาแห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และรัฐบาลไทยจะรับไปดำเนินการอย่างเป็นทางการ วิเชียรได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายดำเนินการเสนอชื่อ และรับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ ขณะกล่าวคำแถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ณ กรุงปารีส เพื่อสนับสนุนการเสนอชื่อปรีดี พนมยงค์ ในวาระ 100 ปีชาตกาล เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2542
ที่มาภาพ: นริศ จรัศจรรยาวงศ์
อุปสรรคสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองของยูเนสโกไม่บรรจุชื่อปรีดีไว้ในบัญชีเบื้องต้น วิเชียรจึงเดินทางไปกรุงปารีส พร้อมหนังสือยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะผู้แทนไทยประจำยูเนสโก เขาขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร โดยวางเหตุผลไว้บนคุณูปการของปรีดีสามด้านที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของยูเนสโก
ด้านแรกคือการศึกษา ปรีดีเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในลักษณะมหาวิทยาลัยเปิด เพื่อขยายโอกาสการศึกษาระดับสูงไปสู่ข้าราชการและประชาชน มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงเป็นทั้งสถาบันการศึกษาและรากฐานของการสร้างพลเมืองที่ตระหนักถึงประชาธิปไตย ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน
ด้านที่สองคือมนุษยธรรมและสันติภาพ ปรีดีเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยต่อต้านการยึดครองประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีบทบาทในการพิทักษ์เอกราชและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนสนับสนุนหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในระบอบรัฐธรรมนูญ
ด้านที่สามคือวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค ปรีดีสนับสนุนสิทธิของประชาชาติในการกำหนดอนาคตของตนเอง และริเริ่มแนวคิด “สันนิบาตเอเชียอาคเนย์” หรือ South East Asia League เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชนและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค แนวคิดนี้เกิดขึ้นก่อนการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน และสะท้อนการมองสันติภาพในฐานะระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงภาวะที่ปราศจากสงคราม
คำชี้แจงของวิเชียรได้รับการสนับสนุนจากผู้แทน 15 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย จีน และญี่ปุ่น ประธานคณะกรรมการบริหารจึงขอมติให้คณะกรรมการกลั่นกรองทบทวนการพิจารณา ก่อนเพิ่มชื่อปรีดีเข้าสู่บัญชีและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารอย่างเป็นเอกฉันท์
ท้ายที่สุด ที่ประชุมใหญ่ยูเนสโกสมัยสามัญครั้งที่ 30 มีมติเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ให้บรรจุการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาลของปรีดีไว้ในปฏิทินการเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยูเนสโกจะเข้าร่วมในช่วง ค.ศ. 2000–2001 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในสังคมไทยว่า การยกย่องปรีดี พนมยงค์เป็น “บุคคลสำคัญของโลก”
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความผูกพันของศิษย์ที่มีต่อผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยเท่านั้น วิเชียรนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มาเรียบเรียงเป็นเหตุผลสากล ใช้กฎหมายและการทูตเปลี่ยนข้อโต้แย้งให้กลายเป็นความเข้าใจ และทำให้คุณูปการของปรีดีได้รับการพิจารณาบนหลักฐาน แทนที่จะถูกตัดสินจากอคติหรือความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ
วิเชียรยังอุทิศตนให้แก่งานสืบสานความคิดและเกียรติคุณของปรีดีอย่างต่อเนื่อง เขาดำรงตำแหน่งประธานชมรม ต.ม.ธ.ก.สัมพันธ์สองสมัย ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ระหว่าง พ.ศ. 2542–2553 และประธานคณะจัดการของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ระหว่าง พ.ศ. 2550–2553 โดยมุ่งเผยแพร่ผลงาน ความคิด และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ปรีดีและส่งต่อแบบอย่างของผู้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแก่คนรุ่นหลัง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557 สิริอายุ 83 ปี ทิ้งไว้ทั้งผลงานด้านการทูต กฎหมาย การศึกษา และการสร้างสถาบันทางปัญญา
ในความทรงจำของสุโข วิเชียรเป็นผู้ที่อุทิศตนแก่ครอบครัว มิตรสหาย ลูกศิษย์ และประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง อีกทั้งได้รับความนับถือจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ที่เคยใกล้ชิด เกียรติคุณของวิเชียรจึงไม่ได้ตั้งอยู่เพียงบนตำแหน่งหรือผลงาน หากยังเกิดจากความประพฤติที่ผู้คนรอบตัวประจักษ์ตลอดชีวิตการทำงาน
ส. ศิวรักษ์สรุปชีวิตของวิเชียรไว้ว่า การจากไปของเขาเป็นธรรมดาของสังขาร แต่ชื่อเสียง เกียรติคุณ และคุณงามความดีควรได้รับการจารึกไว้ในสังคมไทย ขณะที่สุโขปิดท้ายคำรำลึกถึงเพื่อนรักด้วยคติของปรีดี พนมยงค์ว่า “กรรมที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย” ถ้อยคำทั้งสองสะท้อนมรดกสำคัญที่วิเชียรทิ้งไว้ คือแบบอย่างของข้าราชการผู้ใช้ความรู้โดยมีคุณธรรมกำกับ และใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อธำรงประโยชน์สาธารณะ
วาระ 96 ปีชาตกาลของวิเชียรจึงเตือนให้เห็นว่า การทูตไม่ใช่ศิลปะของการหลีกเลี่ยงหลักการ แต่คือความสามารถในการยืนยันหลักการด้วยเหตุผลที่ผู้อื่นรับฟังได้ การรักษาสัจจะทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่ภารกิจของนักประวัติศาสตร์เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของข้าราชการ นักวิชาการ และสถาบันสาธารณะ
ชื่อของวิเชียร วัฒนคุณ จึงควรได้รับการจดจำเคียงกับภารกิจที่เขาทำสำเร็จ นั่นคือการใช้ความรู้ ความซื่อตรง ความอ่อนน้อม และความกล้าหาญทางจริยธรรม นำเกียรติคุณของปรีดี พนมยงค์ออกจากความขัดแย้งภายในประเทศ ไปสู่การยอมรับของประชาคมโลก