ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

“นายซิม วีระไวทยะ” ในความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ.2486)

4
สิงหาคม
2569

ในบรรดาข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ เนื่องด้วยผู้ร่วมก่อการคณะราษฎร ชีวประวัติ นายซิม วีระไวทยะ เป็นงานที่ยาวที่สุดชิ้นหนึ่ง ความยาวเกือบสามสิบหน้า ปรีดีเขียนขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2486 หลังการถึงแก่กรรมของนายซิมเพียงไม่กี่สัปดาห์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงเป็นทั้งคำอาลัย บันทึกชีวิต และคำบอกเล่าของผู้ร่วมเหตุการณ์ซึ่งรู้จักเจ้าของประวัติมาตั้งแต่เริ่มเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

นายซิม วีระไวทยะ (พ.ศ. 2444–2486) เป็นนักกฎหมาย ผู้พิพากษา นักเขียน นักธุรกิจ และผู้ก่อการคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ปรีดีเป็นผู้ชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการก่อนการอภิวัฒน์ ต่อมาได้มอบหมายหน้าที่หลายประการ ทั้งในวันยึดอำนาจและในการทำงานภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับราชการฝ่ายตุลาการ ตั้งหนังสือพิมพ์ สจฺจํผลิตตำราและหนังสือสำหรับเยาวชนจำนวนมาก รวมทั้งมีบทบาทในวงการธุรกิจและการก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง

 

นายซิม วีระไวทยะ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างปรีดีกับนายซิมปรากฏอยู่ในเกร็ดหลายเรื่อง ครั้งหนึ่งเจ้าพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเคยกล่าวติดตลกว่า นายซิมกับสงวน ตุลารักษ์ เป็น "พระสารีบุตร" และ "พระโมคคัลลานะ" ของปรีดี ปรีดีจึงตอบว่า ทั้งสองเป็นศิษย์โรงเรียนกฎหมายของเจ้าพระยามโนฯ ต่างหาก เพราะเวลานั้นตนยังศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนในหมู่เพื่อนฝูง นายซิมกับสงวนมีฉายาว่า "เตียวซิม" และ "เตียวหงวน" เพราะต่างเป็นคนพูดเสียงดัง

นายซิมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 สิริอายุ 42 ปี หนังสืองานศพที่จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสนั้นมี 2 เล่ม เล่มหนึ่งเป็นบทเทศนาของ พระทองเปลว ชลภูมิ เมื่อครั้งอุปสมบท โดยมีคำนำของปรีดี พนมยงค์ อีกเล่มเป็นชีวประวัติที่ปรีดีเขียนขึ้นด้วยตนเอง และเป็นหนังสือเล่มหลักของงานพระราชทานเพลิงศพ เล่มนี้ยังรวบรวมคำไว้อาลัยจากผู้ร่วมอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ไว้เป็นจำนวนมาก เท่าที่ผู้เขียนสำรวจมา ยังไม่พบหนังสืองานศพของสมาชิกคณะราษฎรคนใดที่มีผู้ร่วมเขียนมากเท่าเล่มนี้ มีเพียงหนังสืองานศพของ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ซึ่งจัดพิมพ์ก่อนหน้านั้นราวสองปี ที่พอจะนำมาเปรียบเทียบกันได้

 

หนังสืองานศพนายซิม วีระไวทยะ โดยนายทองเปลว ชลภูมิ

 

หนังสืออนุสรณ์งานศพของนายซิม วีระไวทยะ 

 

หนังสืองานศพฉบับนี้จัดพิมพ์ขึ้นในบริบทที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามดำเนินนโยบายปฏิรูปภาษาไทย เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 ได้ตั้งสภาวัฒนธรรมขึ้นเพื่อปรับปรุงอักขรวิธี และจัดพิมพ์ พจนานุกรมตัวสกดไหม่ เป็นหลักสำหรับส่วนราชการและสิ่งพิมพ์ หลักสำคัญของการปฏิรูป ได้แก่ การเลิกใช้สระ ใ, ฤ, ฤๅ, ฦ และ ฦๅ การเลิกใช้พยัญชนะ ฃ, ฅ, ฆ, ฌ, ฎ, ฏ, ฐ, ฑ, ฒ, ณ, ศ, ษ และ ฬ การใช้อักษร แบบตัดเชิงด้านล่าง การใช้ แทน การใช้ แทน และ ฤๅ เช่น พฤศจิกายน สะกดเป็น พรึสจิกายน รวมทั้งกำหนดให้คำไทยที่มิได้มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤตสะกดตามเสียงอ่าน ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 รัฐบาลยังประกาศให้ใช้เลขสากลแทนเลขไทยในราชการและสิ่งพิมพ์ของทางราชการอีกด้วย

เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามพ้นจากอำนาจ รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้ประกาศยกเลิกอักขรวิธีใหม่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 และกลับไปใช้รูปสะกดเดิมตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคมปีเดียวกัน การปฏิรูปภาษาไทยจึงมีผลอยู่เพียงราวสองปีเศษ หนังสือที่จัดพิมพ์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานร่วมสมัยของการทดลองใช้อักขรวิธีแบบใหม่นี้

การนำเสนอครั้งนี้ จึงยังคงรูปสะกดตามต้นฉบับทุกประการ เพื่อรักษาต้นฉบับของเอกสารและให้อ่านได้ในรูปแบบเดียวกับที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2486 มีเพียงอักษร แบบตัดเชิงด้านล่างที่ไม่อาจคงไว้ได้ เนื่องจากไม่มีในมาตรฐานยูนิโค้ดและต้องใช้ฟอนต์เฉพาะ จึงใช้อักษร แบบปัจจุบันแทนตลอดทั้งเล่ม

ต้นฉบับมีดังต่อไปนี้

 

ประวัตินายซิม วีระไวทยะ ที่นายปรีดี พนมยงค์ เขียนถึง

 

ประวัติ

นายซิม วีระไวทยะ

นายซิม วีระไวทยะ เกิดนะวันอาทิจ เดือน 8 ปีฉลู ตรงกับเดือนสิงหาคม พ.ส. 2444 ที่บ้านคลองบางยี่สูน ตำบนวัดเพลง อำเพอแม่น้ำอ้อม จังหวัดราชบุรี โดย นายสิงโต วีระไวทยะ เปนบิดา นางชุ่ม เปนมารดา เมื่อเยาว์ได้เข้าสึกสาภาสาไทยที่โรงเรียนสัทธาสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม จบชั้นประถมบริบูรณ์แล้วจึงได้เข้าสึกสานะโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 15 พรึสภาคม พ.ส. 2459 แต่เรียนได้ 3 วันก็ป่วย ต้องพักการเรียนตลอดปี แล้วกลับมาสึกสาต่อและสอบไล่ได้ชั้นเตรียม เอ. ไนปลาย พ.ส.2461 ข้ามชั้นหนึ่งไปเรียนชั้น 2 เมื่อ พ.ส. 2462 และเรียนต่อมาจนสอบไล่ได้ชั้น 6 เมื่อ พ.ส. 2466 แล้วขึ้นเรียนชั้น 7 ไน พ.ส. 2467 แต่เรียนไปได้ไม่เต็มปี โรงเรียนแต่งตั้งไห้เปนครูของโรงเรียนนั้นเอง จึงต้องออกจากการเปนนักเรียนสามัญ และได้สมัคเข้าเปนนักเรียนกดหมายไนโรงเรียนกดหมายกะซวงยุตติธัมไนปีนี้ด้วย

ไน พ.ส. 2469 สอบไล่วิชากดหมายได้ชั้นเนติบันดิต และเปนสามัญสมาชิกแห่งเนติบันฑิตยสภา จึงได้ลาออกจากตำแหน่งครูโดยได้รับอนุญาตเปนทนายความชั้นที่ 1 และเข้าร่วมหยู่ไนสำนักงานทนายความ “ผดุงธัม” ซึ่งมี พ.อ. สุวรรน เพ็นจันท์ (ขุนวิสุทธจรรยา) และนายทองอินทร์ อุดล เปนผู้เริ่มจัดตั้ง และนายสงวน ตุลารักส์ได้ร่วมหยู่ไนสำนักงานนี้ด้วย

ฉันได้รู้จักนายซิมเมื่อ พ.ศ 2470 พายหลังที่ฉันได้กลับจากการสึกสาวิชานะประเทสฝรั่งเสสแล้ว ไนระหว่างนั้นฉันกำลังเสาะหาผู้ที่มีความคิดร่วมไปการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้รับซาบจากนายกลึง พนมยงค์ (หลวงอรรถกิจกำจร) ว่ามีเนติบันดิตพวกผดุงธัมหมู่คนะหนึ่ง ซึ่งเคยได้สนทนาถึงการที่หยากจะเปลี่ยนการปกครองโดยไห้ประเทสไทยได้ปกครองตามระบอบรัถธัมนูญ ฉันจึงได้ทำความรู้จักกับทนายความไนสำนักนี้ และทาบทามดูลาดเลาตลอดมา ก็ได้ความสมจิงว่า สำนักนี้มีวี่แววไปไนทางที่ต้องการ นายซิมและคนะผดุงธัมได้จัดการหาสมัคพัคพวกโดยสอนทบทวนวิชากดหมายไห้แก่นักเรียนกด หมายซึ่งสอบไล่เปนเนติบันดิตได้ประมาน 30 คน

ไน พ.ส. 2473 ผู้ที่ร่วมสำนักงานผดุงธัมได้แยกไปรับราชการเปนผู้พิพากสาบ้าง ประกอบอาชีพส่วนตัวหย่างอื่นบ้าง นายซิมจึงได้แยกไปตั้งสำนักงานทนายความส่วนตัวนะที่บ้านไนเวิ้งท่ากลาง จังหวัดพระนคร ฉะนั้นเพื่อนร่วมสำนักงานที่ยังคงหยู่ไนกรุงเทพ ฯ คงเหลือแต่ นายสงวน ตุลารักส์กับนายซิม ไนปลายปีนี้ เมื่อได้ตกลงกับนายสงวน ตุลารักส์เปนที่เรียบร้อยถึงการที่จะเข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ฉันได้ไห้นายสงวน ตุลารักส์เชินตัวนายซิมไปพบกับฉันที่บ้านถนนสีลม ไนการสนทนากับนายซิมครั้งนี้ นายซิมได้ถามฉันว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเส็ดแล้ว จะดำเนินการเสถกิจของประเทสไปรูปได ฉันจึงได้ชี้แจงไห้ซาบตามแนวที่ได้ตกลงไนระหว่างพวกก่อการ และได้แนะนำไห้นายซิมไปค้นคว้าและสึกสาวิธีการที่จะช่วยประเทสชาติไนทางเสถกิจ พร้อมทั้งไห้ไปชักชวนหาสมัคพักพวกต่อไปตามกติกาของคนะก่อการ

ครั้นถึงกำหนดที่จะลงมือกะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้กำหนดแยกหน้าที่ว่าผู้ไดทำหน้าที่อะไร นายซิมได้รับหน้าที่ไห้ทำการร่วมกับฝ่ายทหาน ซึ่งพนะท่านจอมพล ป. พิบูลสงครามได้กำหนดไห้ไปทำการร่วมกับพนะท่าน พ.อ. ช่วง ชเวงสักดิสงคราม 

ไนวันที่ 25 มิถุนายน 2475 ภายหลังที่คนะราสดรได้อำนาดการปกครองแล้ว คนะราสดรได้เชินเสนาบดีและปลัดทูลฉลองมาประชุมนะพระที่นั่งอนันตสมาคม ฉันได้ไห้นายซิมเข้ามาร่วมประชุมและจดรายงาน ทำหน้าที่เสมือนเลขานุการเสนาบดีสภา ดังปรากฏไนสำเนารายงานการประชุม ซึ่งได้โคสนาไว้ไนวันที่ 25 มิถุนายน 2475 นั่นแล้ว นับตั้งแต่วันนั้นมา นายซิมพร้อมด้วยพวกก่อการฝ่ายพลเรือนบางคนก็ได้ช่วยเหลือการงานไนหน้าที่พลเรือนของคณะราสดรจนได้รับพระราชทานรัถธัมนูญฉบับชั่วคราวแล้ว  นายซิมก็ได้รับแต่งตั้งไห้เปนสมาชิกสภาผู้แทนราสดรผู้หนึ่งไนสมัยแรกนี้ด้วย

แม้นายซิมจะหยู่ไนเกนท์ที่อาดได้รับเลือกไห้เปนผู้พิพากสาสาฝึกหัดไนฐานะที่เปนเนติบันดิตและทนายความชั้นที่ 1 มากกว่า 5 ปี ตามกดหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตุลาการไนเวลานั้น แต่นายซิมได้สแดงความจำนงต่อฉันว่า ยังไม่ประสงค์ที่จะเข้าทำราชการไนขนะนั้น เพราะหยากจะดำเนินชีวิตไนทางการเมือง โดยเวลานั้นมีคนะการเมืองพัคอื่นกำลังจะก่อกำเหนิดขึ้น ก็จำเปนที่จะต้องมีบุคคลไนคนะราสดรคอยต่อสู้ไนด้านการเมืองโดยวิถีอันชอบธัม เวลานั้นเปนที่ปรากดว่า มีบุคคลบางคนไนคนะการเมืองอื่นได้ไช้หนังสือพิมพ์เปนเครื่องมือเขียนข้อความไปไนทำนองยุยงส่งเสิมที่จะไห้มหาชนเข้าไจผิดไนคนะราสตร อันสามาถอาดที่จะนำความไม่สงบเรียบร้อยมาสู่บ้านเมืองได้ นายซิมจึงได้ตั้งหนังสือพิมพ์รายวันขึ้นฉบับหนึ่ง ไห้ชื่อว่า “หนังสือพิมพ์สจฺจํ ฯ” ทำหน้าที่คอยโต้ตอบกับบทความหรือข้อความซึ่งบุคคลไนคนะการเมืองอื่นนั้นได้เขียนหรือตำหนิรัถบาลไนเวลานั้นโดยไม่เปนธัม และเขียนบทความคิดเห็นไนทางเสถกิจต่างๆ ที่เห็นว่าจะเปนประโยชน์ต่อประเทสชาติ แต่เวลานั้นเปนสมัยที่โลกหวาดสดุ้งไนเรื่องภัยคอมมิวนิสต์ ความคิดเห็นไนหนังสือพิมพ์สจฺจํ ฯ ก็ดี ข้อความที่โต้ตอบกับความเห็นของบุคคลบางคนไนคนะการเมืองอื่นก็ดี บังเกิดทำไห้มีการถูกป้ายสีตั้งแต่สีเรื่อ ๆ จนกะทั่งแดงจัดขึ้นทุกวัน ไนที่สุด ก็เกิดมีการเข้าไจผิด หาว่าเปนคอมมิวนิสต์โดยผสมผเสเหตุผลหลายหย่างจนกะทั่งเทียบชื่อหนังสือพิมพ์สจฺจํ ฯ ว่าตรงกับหนังสือพิมพ์ Pravda ของ โซเวียต ไนการที่ไห้ซื้อหนังสือพิมพ์ของนายซิมว่าสจฺจํ ฯ นั้น ก็เพราะนายซิมได้มาปรึกสาฉันว่า ข้อความที่หนังสือพิมพ์บางฉบับได้ตำหนิการกะทำของคนะราสดรและรัถบาลไนขนะนั้น ไม่เปนความจิง บางเรื่องก็เปนการเสกสันกล่าวแกล้งขึ้น นายซิมหยากจะต่อสู้ด้วยความจิง ฉะนั้น จึงขอไห้ฉันคิดชื่อหนังสือพิมพ์ไปไนถ้อยคำที่เกี่ยวกับความจิง ฉันนึกได้ว่า มีพุทธภาสิตบทหนึ่งที่ว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา ( ความสัจแลเปนวาจาไม่ตาย) จึงไห้ชื่อว่า สจฺจํ ฯ โดยหวังว่าเปนสำเนียงที่เร้าไจและ เหมาะสมด้วยพุทธภาสิต หาไซ่แผลงหรือจำแลงมาจากหนังสือพิมพ์ Pravda ของโซเวียตไม่

นายซิม วีระไวทยะ เปนผู้เลื่อมไสไนพระพุทธสาสนา และมีความเห็นไปทางที่จะช่วยแพร่พระพุทธสาสนาไห้มหาชนเข้าไจไนหลักธัมที่ถูกต้องแน่แท้ จึงได้ปรึกสากับมิตรสหายและสมนะบางรูป และพร้อมไจกันจัดตั้งพุทธมามะกะสมาคมขึ้น 

ทั้งหนังสือพิมพ์สจฺจํ ฯ และทั้งพุทธมามะกะสมาคม ซึ่งนายซิมได้มีส่วนเกี่ยวข้องหยู่ด้วยนี้ ก็ทำไห้เกิดความเข้าไจผิดสงสัยไปไนทำนองที่จะเปนบ่อเกิดช่วยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ นายกรัถมนตรีไนสมัยนั้นได้ขอร้องไห้เลิกหนังสือพิมพ์สจฺจํ ฯ เสีย นายซิมก็ยอมตกลงเลิก ส่วนพุทธมามะกะสมาคมก็ต้องเลิกไปเวลาต่อมาไม่ช้า

นายซิมคงกลับไปประกอบอาชีพส่วนตัวจนมีการปิดสภาผู้แทนราสดร และเมื่อผู้ก่อการเปิดสภาผู้แทนราสดรไนวันที่ 20 มิถุนายน พ.ส. 2476 ได้กะทำการสำเหร็ดแล้ว นายซิมได้ลาออกจากการเปนสมาชิกสภาผู้แทนราสดร และประกอบอาชีพส่วนตัวตามเดิม

ไนระหว่างปราบปรามกบถ พ.ส. 2476 นายซิมได้อาสาพร้อมด้วยพวกก่อการฝ่ายพลเรือนต่อท่านผู้บัญชาการทหานและท่านผู้บังคับกองผสมไปทำการรบ และได้รับมอบหมายหน้าที่จากท่านผู้บังคับกองผสมไห้ปติบัติหน้าที่ไนสนามด้วย

ไนปลายปี พ.ส. 2476 พายหลังที่ได้มีการจัดตั้งรัถบาลไหม่ตามระบอบรักธัมนูญแล้ว นายชื้น จารุวัสตร์ (พระสารสาสน์ประพันธ์) ได้รับตำแหน่งเปนรัถมนตรีช่วยว่าการกะซวงสึกสาธิการ (กะซวงธัมการเดิม) ต่อมา เปนรัถมนตรีว่าการกะซวงนั้น ได้มาปรารภกับฉันถึงการที่จะจัดทำหลักสูตร์การสึกสาสำหรับชั้นประถมไหม่ พร้อมทั้งคิดที่จะทำตำราเรียนด้วย จึงประสงค์หยากได้พวกก่อการที่เคยเปนครูมาสักคนหนึ่ง เพื่อไปช่วยเหลือไนการนี้ ฉันจึงนึกขึ้นได้ว่า นายซิมเคยเปนครูมาก่อน พอที่จะรับไช้ราชการตามที่รัถมนตรีผู้นั้นพึงประสงค์ได้คนหนึ่ง รัถมนตรีผู้นั้นก็ยินดี นายซิมก็สมัคที่จะไปช่วยโดยถือว่าเปนงานเพียงครั้งคราว ไม่ขอรับเปนตำแหน่งประจำ ขอไห้เปนประเภทลูกจ้าง เมื่อเส็ดงานแล้วก็ดี หรือทางกะซวงไม่พอไจหย่างไดก็ดี ก็พร้อมที่จะออกได้ทุกเมื่อ และเปนการสดวกไจด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ขอซาบความประสงค์ว่า แนวแห่งการสึกสาจะดำเนินไปไนทางได ฉันจึงได้สนทนากับรัถมนตรีผู้ที่กล่าวนามข้างต้นถึงเรื่องแนวแห่งการสึกสา ก็เห็นพร้อมกันว่ารากถานแห่งการสึกสาซึ่งจะวางมาจากชั้นประถมนั้น ก็ชอบที่จะวางหลักไว้ 3 ประการ คือธัมชาติ การงาน และสมาคม กับทั้งจะต้องหาวิถีทางที่จะฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นประถมไห้ชอบค้นคว้าสอบสวนหาความรู้ตามกำลังสติปัญญาของตนมาแต่ต้นด้วย นายซิมก็พอไจไนแนวความคิดนี้ จึงได้รับมอบหมายหน้าที่จากรัถมนตรีผู้นั้นไห้ค้นคว้าเทียบเคียงกับตำราที่ไช้ไนประเทสไนเอเชียตวันออก เพื่อนำมาเทียบเคียงดัดแปลงไห้สมแก่สภาพที่จะไช้ไนประเทสไทย นายซิมได้ไห้ผู้ที่รู้ภาสาจีนและภาสายี่ปุ่นเข้าช่วยค้นคว้าและทำการแปลตำราที่ไช้ไนโรงเรียนประถมของประเทสเหล่านั้น ไนการค้นคว้าตำราเหล่านี้ปรากดว่า ประเทสไนเอเซียตวันออกบางประเทสได้จัดไห้มีตำราวิชาการหลายหย่างหลายชนิด สำหรับหอสมุดนักเรียนชั้นประถม เพื่อนักเรียนชั้นประถมจะได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ตามความสมัคที่ผู้ไดต้องการจะได้ความรู้เพิ่มเติมก็จะทำได้นอกจากตำราที่ไช้ไนหลักสูตร์ หรือเมื่อเรียนจบหลักสูตร์ประถมสึกสาแล้ว ไม่ประสงค์จะเรียนต่อไปไนชั้นมัธยมก็อาดจะหาความรู้เพิ่มเติมได้ นายซิมโดยอนุมัติของรัถมนตรีผู้นั้นจึงจัดทำตำราชนิดที่กล่าวข้างต้น

ไนปี พ.ส. 2477 ประเทสยี่ปุ่นจัดไห้มีการประชุมยุวพุทธมามะกะของชนชาวเอเชีย อุปทูตยี่ปุ่นนะกรุงเทพฯ จึงได้มาหาฉันที่กะซวงมหาดไทย แจ้งความจำนงว่า ขอไห้ฉันเปนผู้เลือกผู้ที่จะไปประชุมแทนยุวพุทธมามะกะไนประเทสไทย ฉันจึงได้จัดเลือกไห้ตามความประสงค์ของอุปทูตยี่ปุ่น โดยมีนายซิมรวมหยู่ด้วยผู้หนึ่ง เพราะเห็นว่าเปนผู้ที่ดำริตั้งพุทธมามะกะสมาคมมาครั้งหนึ่ง มีความเข้าไจไนพระพุทธสาสนาพอสมควน กับทั้งจะได้เปนโอกาสที่จะไปดูงานการสึกสาไนประเทสยี่ปุ่นและประเทสต่าง ๆ ไนบูรพทิส เพื่อนำมาไช้เปนประโยชน์ไนหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรักมนตรีว่าการกะซวงลึกสาธิการ นายซิมได้เดินทางไปประเทสยี่ปุ่น เส็ดแล้วได้ไปประเทสเกาหลี ประเทสแมนจู, ประเทสจีน แล้วเดินทางกลับประเทสไทยโดยผ่านอินโดจีน

เมื่อได้กลับมาประเทสไทยแล้ว ได้จัดทำตำราที่ได้ตั้งต้นไว้ต่อไป ซาบว่าตำราที่ได้จัดทำขึ้นเส็ดไปแล้วมีไม่น้อยกว่า 40 เรื่อง ฉันได้เคยอ่านบางเล่มเห็นข้อความกะทัดรัด ไช้ภาสาง่ายๆ เหมาะแก่ภาวะของนักเรียนชั้นประถม แต่กะซวงสึกสาธิการยังมิได้พิจารนา นายซิมก็ได้ลาออกจากหน้าที่ไนปี พ.ส. 2477 นี้เอง โดยกลับไปประกอบอาชีพอิสระอีก

ครั้นถึงวันที่ 1 มกราคม 2477 นายซิมสมัคเข้ารับราชการไนกะซวงยุตติธัม ตามสิทธิไนกดหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตุลาการไนเวลานั้น โดยได้รับตำแหน่งเปนผู้ช่วยตุลาการตรี ฝึกหัดวิธีพิจารนาพิพากสาคดีที่สาลโปริสภาที่ 1 และได้เปนผู้ช่วยตุลาการเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2477 รับพระราชทานเงินเดือน 100 บาท และได้รับแต่งตั้งเปนผู้พิพากสาไนกะซวงยุตติธัม รับพระราชทานเงินเดือนไนอัตราตุลาการ อันดับ 4 เดือนละ140 บาท ไนวันที่ 1 เมสายน 2478 และคงปติบัติราชการหยู่ที่สาลโปริสภานั้น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2478 ย้ายมารับราชการที่สาลอาญา เมื่อวันที่ 1 เมสายน 2478 ได้เงินเดือนขึ้นเปนเดือนละ 150 บาท ครั้นถึงวันที่ 13 สิงหาคม พ.ส. 2479 กะซวงยุตติธัมได้มีคำสั่งไห้ไปช่วยราชการที่สาลจังหวัดสมุทรปราการชั่วคราว

ไนปี พ.ส. 2479 นี้ อัครราชทูตอังกริด นะกรุงเทพฯ ได้มาหาฉันที่กะซวงการต่างประเทส โดยปรารภว่าสมาคมเหมืองแร่ไทยเวลานั้นตั้งหยู่ที่ปีนัง และมีเลขานุการเปนบริสัททนายความอังกริด อัครราชทูตมีความเห็นว่า จะไห้สมาคมเหมืองแร่ไทยมาตั้งไนประเทสไทยและมีทนายความไทยเปนเลขานุการ จึงถามว่า ฉันจะมีความเห็นประการได ฉันจึงตอบว่า ก็เปนการสมควนแล้ว เพราะเปนสมาคมเหมืองแร่ไทย จะไปตั้งสำนักงานไหย่หยู่ที่ต่างด้าวเปนการไม่สมควน ส่วนเลขานุการประจำนั้นก็ควนที่จะไห้คนไทยได้เปนเลขานุการประจำ เพราะไนประเทสไทยก็มีทนายความที่สามาถหยู่มาก อัครราช ทูตจึงขอร้องฉันว่า ขอไห้หาทนายความไห้สักคนหนึ่งที่จะแนะนำไปยังสมาคมเหมืองแร่ เพื่อพิจารนาไห้เปนเลขานุการ ฉันขอผลัดไปตรึกตรองดูก่อน แล้วฉันจึงได้ไห้นายซิมมาพบ แจ้งข้อความตามที่สนทนากับอัครราชทูตอังกริด และถามความสมัคไจนายซิมว่า จะสมัคลาออกจากราชการโดยกลับมาตั้งสำนักงานทนายความ และ สมัคเปนเลขานุการสมาคมเหมืองแร่ไทย นายซิมตกลง ขอไห้ฉันแจ้งชื่อไปยังอัครราชทูตอังกริดว่า ถ้าสมาคมเหมืองแร่ตกลงหลักการที่จะไห้นายซิมเปนเลขานุการสมาคมเหมืองแร่แล้ว ก็จะลาออกจากราชการกลับมาประกอบอาชีพทนายความ และเปนเลขานุการไห้สมาคม พายหลังที่อัครราชทูตอังกริดได้ตกลงไนหลักการแล้ว นายซิมก็ได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ส. 2479 แล้วตั้งสำนักงานทนาย ไห้ชื่อว่า วีระ จัดตั้งสำนักงานขึ้นบนตึกธนาคารกวางตุ้ง ถนนเยาวราช จังหวัดพระนคร และจัดแต่งสำนักงานไห้เปนสถานที่สำหรับสำนักงานสมาคมเหมืองแร่ไทยขึ้นด้วย โดยได้รับแต่งตั้งเปนเลขานุการสมาคมเหมืองแร่ไทยตามที่ตกลง สำนักงานนี้ต่อมาได้มีนายฟุ้ง วรรธนะสาร ผู้พิพากสาได้ลาออกมาทำงานร่วมหยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ส. 2481 นายซิมได้รับเลือกตั้งไห้เปนสมาชิกสภาผู้แทนราสดรประเภท 2 อีกครั้งหนึ่ง และได้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อมาจนถึงแก่กัม ไนระหว่างที่เปนสมาชิกสภาผู้แทนราสตรครั้งหลังนี้ ได้รับแต่งตั้งไห้เปนกัมมาธิการสามัญและวิสามัญชุดต่าง ๆ หลายครั้ง 

เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ส. 2481 ได้รับตั้งเปนเทสมนตรีนครกรุงเทพ ฯ และดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงวันที่ 1 พรึสภาคม พ.ส. 2483 แต่คนะเทสมนตรีนครกรุงเทพฯ เห็นว่า นายซิมเปนผู้ที่เข้าไจการงานของเทสบาลนครกรุงเทพฯ หยู่ก่อนแล้ว อาดที่จะช่วยหลือเปนประโยชน์ไนการงานของเทสบาลได้ จึงขอร้องไนายซิมคงช่วยเหลือกิจการของเทสบาลนั้น โดยจะแต่งตั้งไห้เปนที่ปรึกสา นายซิมก็ยอมรับ และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงแก่กัม

ไนส่วนการงานของสโมสรคนะราสตรนั้น นายซิมก็ได้ช่วยเหลือกิจการของสโมสรและได้รับเลือกตั้งไห้เปนกัมการไนตอนหลังนี้ด้วย

สำนักงานวีระได้มีความจเรินและมีรายได้มาก โดยเหตุที่นอกจากเปนเลขานุการสมาคมเหมืองแร่ เปนส่วนรวมแล้ว บริสัทเหมืองแร่ต่างด้าวหลายบริสัทได้จ้างไห้เปนทนายความประจำไนประเทสไทยเปนรายบริสัทอีกหลายบริสัทด้วย แม้นายซิมจะได้เปนเลขานุการและเปนทนายความประจําบริสัทเหมืองแร่นั้น ได้ไห้คำมั่นต่อฉันเสมอว่า ได้ถือคติว่าระวังผลประโยชน์ของประเทศชาติเปนส่วนไหญ่ ไม่ไช่แต่จะระวังผลประโยชน์ของบริสัทต่างด้าวแต่ฝ่ายเดียว กิจการของสำนักงานได้ดำเนินผลดีตลอดมา และได้รับว่าความคดีไหญ่หลายเรื่อง ได้รับการปรึกสาไนการตั้งห้างหุ้นส่วนบริสัท

เมื่อธนาคาร โอเวอรซีไชนิส สาขากรุงเทพฯ จะเลิกทำการไนประเทสไทย และผู้ก่อการธนาคารแห่งเอเซียฯ รับซื้อสำนักงานของธนาคาร โอเวอรซีไชนีส โดยหวังที่จะสงวนลูกค้าชาวจีนไว้ไนธนาคารของไทยนั้น ก็ได้มอบไห้สำนักงานวีระเปนเลขานุการของผู้ก่อการบริสัท และคงเปนเลขานุการกัมการธนาคารหยู่ตลอดมาจนบัดนี้ ต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งบริสัทไทยนิยมพานิช จำกัด ผู้ก่อการบริษัทก็ได้ไห้นายซิมเปนผู้ไห้คำปรึกสาไนการจัดตั้งบริสัทด้วยผู้หนึ่ง และยังมีอีกหลายบริสัทที่นายซิมได้มีส่วนร่วมไนการจัดตั้งและไห้คำปรึกสาไนการจัดตั้งบริสัทด้วย เช่นบริสัทไทยเดินเรือทเล จำกัด บริสัทเรือไทย จำกัด บริสัทธนาคารนครหลวง จำกัด บริสัทจังหวัดต่าง ๆ บริสัทประกันคุ้มภัย จำกัด บริสัทไทยประกันชีวิต จำกัด ฯลฯ เหล่านี้เปนต้น

พายหลังที่สำนักงานวีระได้มีความจเรินไนทางทนายความแล้ว นายซิมได้จัดตั้งบริสัทวีระ จำกัด เพื่อดำเนินกิจการไนทางการค้าและการอุสาหกัม ต่อมาได้จัดตั้งบริสัทวิสวกัมไทย จำกัด เพื่อรับเหมาทำการก่อส้าง จัดตั้งบริษัทวีระพานิช จำกัด ทำการค้าที่สำคันหลายหย่าง เช่นการค้ามะพร้าว และส่งของที่มีกำเนิดไนประเทสไทยไปขายไนต่างด้าว ได้จัดทั้งบริสัทวีระทอผ้า จำกัด ซึ่งทำการทอผ้าด้วยเครื่องจักรแบบทันสมัย จัดตั้งบริสัทแก่งคอย จำกัด ทำการโรงสีและค้าข้าว จัดตั้งบริสัทวิโรจน์ จำกัด ทำการฟอกหนัง จัดตั้งบริสัทวีระประกันภัย จำกัด เพื่อรับประกันอุปัทวอันตราย และเมื่อก่อนเกิดสงครามมหาอาเซียบูรพา ได้จัดตั้งสำนักงานสาขาไนการค้าที่สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ และนายซิมยังคิดที่จะเช่าเรือเดินทเล ได้เจรจาทายทามไว้แล้ว เพื่อที่จะทำการขนส่งระหว่างประเทสไทยกับประเทสที่ไกล้เคียงไปตะวันออกอีกด้วย แต่ยังมิทันจะได้ดำเนินการไป ก็ผเอินเกิดสงครามมหาอาเซียบูรพา

เนื่องด้วยการงานของนายซิมมีมากมายหลายหย่าง ต้องไช้ความคิดและทำการงานไม่ค่อยมีเวลาว่าง จึงทำไห้สุขภาพส่วนร่างกายซุดโซมลงไป เมื่อก่อนที่จะป่วยครั้งสุดท้ายนี้ นายซิมก็ได้เคยปรารภกับญาติมิตร หยากจะพักผ่อนจากการงานโดยมอบไห้กัมการหรือผู้ที่จะแต่งตั้งไห้เปนกัมการของบริสัทคงดำเนินกิจการไป คล้ายกับมีอะไรมาสังหรน์ไห้รู้สึกถึงอวสานแห่งชีวิต มีญาติผู้ไหย่ของนายซิมผู้หนึ่งเล่าว่า เมื่อก่อนที่นายซิมจะเจ็บป่วยคราวนี้ ญาติผู้นั้นได้นำวัตถุที่จะทดลองทำไฟเบอร์มาไห้ตามที่นายซิมเคยขอร้องไว้ แต่นายซิมได้แจ้งต่อญาติผู้นั้นว่า นายซิมรู้สึกว่านายซิมจะถึงซึ่งความมรนะ ขอไห้ระงับเรื่องนี้ไว้ก่อน ญาติผู้นั้นจึงกล่าวค้านว่า ยังหนุ่มแน่นหยู่และยังเห็นดี ๆ หยู่ จะตายไปก่อนได้หย่างไร

เมื่อวันที่ 15 พรึสจิกายน พ.ส. 2486 นายซิมได้เริ่มเปนฝีที่ก้นย้อยข้างขวา อาการเมื่อครั้งเริ่มเปนไม่ หนักหนาประการได แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เดือนเดียวกันนั้น เวลาเช้าประมาน 10 นาลิกา นายซิมได้ไห้นายฟุ้ง วรรธนะสาร นำซองผนึกประทับตรามามอบไห้ฉันซองหนึ่ง โดยสั่งนายฟุ้งมาบอกฉันว่า นายซิมได้ทำพินัยกัมไว้ไนเช้าวันนั้นฉบับหนึ่ง และมอบไห้ฉันช่วยรักสาพินัยกัมนั้นไว้ เมื่อพายหลังวายชนม์แล้ว ก็ขอไห้แจ้งต่อทายาทไห้ปติบัติตามพินัยกัมนั้น ฉันสอบถามจากนายฟุ้งว่า เหตุไดจึงด่วนทำพินัยกัม ก็ได้รับตอบว่า นายซิมรู้สึกว่าสังขารเปนของไม่เที่ยง และได้เชินนายแพทย์ประจักส์ ทองประเสิด ไปตรวดดูอาการแล้ว แนะนำไห้มาโรงพยาบาลทันทีไนวันนั้น จึงได้ทำพินัยกัมไว้เสียไห้เรียบร้อยจะดีกว่า ฉันจึงรู้สึกว่าเมื่อเปนฝีชนิดที่นายแพทย์ไห้รีบไปหยู่โรงพยาบาลโดยทันทีแล้ว อาการป่วยก็คงนับว่าสำคันมากหยู่ จึงได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลไนวันนั้น เมื่อพบนายซิม ๆ ก็บอกต่อฉันอีกว่า ที่ทำพินัยกัมไว้ก็เพราะสังขารเปนของไม่เที่ยง จะตายลงทันทีทันไดก็รู้ไม่ได้ ฉันสอบถามอาการป่วยจากนายแพทย์ ได้รับตอบว่า โลหิตเกิดเปนพิสขึ้น นายแพทย์ได้พยายามรักสาเปนหย่างดี แต่การเชินนายแพทย์ไปตรวดอาการนั้นช้าไป แม้นายแพทย์จะได้พยายามรักสาสุดความสามาถไนตอนหลังนี้ อาการก็มีแต่ซงและซุดลงไป ฉันได้ไปเยี่ยมทุกวัน ไนวันที่ 23 พรึสจิกายน พ.ส. 2486 ซึ่งอาการซุดมากแล้ว เมื่อฉันเข้าไปพบ นายซิมยังปรารภอีกว่า “ถึงผมเจ็บหนักเช่นนี้ ก็อดเปนห่วงบ้านเมืองไม่ได้” ต่อมาเมื่อก่อนถึงแก่กัมราว 2 ชั่วโมง ซึ่งเวลานี้นายซิมพูดไม่ได้เรื่องแล้ว ฉันได้เข้าไปหาที่ข้างเตียง เมื่อเห็นฉันก็ยังอุส่าห์ประนมมือ ซึ่งฉันเข้าไจว่าเปนการสแดงขออำลาเปนวาระสุดท้าย ทำไห้ฉันรู้สึกสงสารและอาลัยไนการที่เพื่อนที่รักและซื่อสัจจะต้องจากกันไปเปนหย่างยิ่ง

อาการป่วยของนายซิมได้กำเริบมากขึ้นและถึงแก่กัมเมื่อเวลา 13.25 นาลิกาแห่งวันที่ 25 พรึสจิกายน พ.ส. 2486 ได้นำสพกลับมาบ้านไนวันนั้นเอง และวันที่ 26 พรึสจิกายน พ.ส. 2486 พระราชทานน้ำอาบสพ และ พระราชทานหีบทองลายสลักเปนเกียรติยส ซึ่งนับว่าเปนพระมหากรุณาธิคุนแก่นายซิมและบันดาญาติมิตรทั้งหลาย

นายซิมได้สมรสกับนางจิ้มลิ้ม วีระไวทยะ บุตรีนายเอม อมาตยกุล (หลวงเสน่ห์นรริทธิ์) มีบุตรธิดาด้วยกัน 8 คน ยังมีชีวิตหยู่ 7 คน คือ

1. นายวีระ วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2472

2. ด.ช. ไวทยะ วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2473

3. ด.ย. สมนึก วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2475

4. ด.ย. วาสนา วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2478

5. ด.ย. ยุพา วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2480

6. ด.ย. เพิ่มโภค วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2482

7. ด.ย. วัชรินทร์ วีระไวทยะ เกิด พ.ส. 2485

 

นายซิม วีระไวทยะ อุ้มลูกน้อย

 

การวายชนม์ของนายซิมได้ นำความเส้าโสกมาสู่บันดาญาติมิตรทั้งหลาย ซึ่งต่างก็มีความเสียดาย และอาลัย ฉันไม่มีถ้อยคำอันไดที่จะพรรนาอาลัยยิ่งไปกว่าถ้อยคำที่บันดาท่านทั้งหลายได้ช่วยเขียนมาลงพิมพ์ไนหนังสือเล่มนี้ ฉันจึงขอร่วมไนถ้อยคำอาลัยของท่านทั้งหลายนั้นด้วย 

สังขารทั้งหลายย่อมเปนของไม่เที่ยง ตามพุทธวจนะซึ่งนายซิมได้ระลึกและปรารภเมื่อก่อนถึงแก่กัม

บุญไห้เกิดสุขไนเวลาสิ้นชีวิต ดั่งพุทธภาสิตที่ว่า

ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ

ขอผลกุสลบุญราสีซึ่งนายซิมกะทำไว้แล้วแต่หนหลัง จงดนบันดานไห้นายซิมได้ประสบสุขไน สัมปรายภพทุกประการ เทอน.

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ส. 2486

ปรีดี พนมยงค์

 

นายปรีดี พนมยงค์ เขียนในหนังสืออนุสรณ์งานศพของนายซิม วีระไวทยะ

 

ปล. เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นหนังสือเล่มนี้ในบริบทเดิมอย่างครบถ้วน ผู้เขียนจึงขอคัด "คำนำ" ที่นางจิ้มลิ้ม วีระไวทยะ เขียนขึ้นในโอกาสจัดพิมพ์หนังสืองานศพของนายซิม มาพิมพ์ไว้ท้ายบทความ เพื่อให้อ่านเอกสารร่วมสมัยอีกชิ้นหนึ่งควบคู่กับชีวประวัติของปรีดี พนมยงค์ อันช่วยอธิบายที่มาและบรรยากาศของการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในห้วงเวลาเดียวกัน

 

แด่

นายซิม วีระไวทยะ

 

เจ้าภาพ

พิมพ์แจกไนงานพระราชทานเพลิงสพ

นายซิม วีระไวทยะ

วัดมกุตกสัตริยาราม

พ.ส. 2486

 

คำนำ

เมื่อข่าวป่วยของนายซิม วีระไวทยะ กะจายออกไป มีท่านที่เคารพนับถือ ญาติมิตรสหายได้กรุนาไปเยี่ยมถามอาการ และวิตกทุขร้อนกันมากมายหลายท่าน อาทิ พนะท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ได้ไปเยี่ยมตั้งแต่นายซิม วีระไวทยะ ไปหยู่โรงพยาบาล และวันต่อมาได้ไปเกือบทุกวัน บางวันตั้ง 2-3 ครั้ง จนกะทั่งถึงวันที่ 25 พรึสจิกายน 2486 ซึ่งเปนวันที่นายซิม ๆ ถึงแก่กัม ท่านก็ได้อุส่าห์ไปเฝ้าดูอาการตั้งแต่เวลา 5 น. จนกะทั่งถึงเวลาที่นายซิม ฯ สิ้นไจ เวลา 13.25 น. และไนวันที่นายซิม ฯ สิ้นไจนี้ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ก็ได้ซงพระกรุนาสเด็ดไปเยี่ยม และซงสแดงความเสียพระทัยถึงที่โรงพยาบาลด้วย

ครั้นเมื่อข่าวตายของนายซิม ๆ แพร่หลายแล้ว ได้มีท่านที่เคารพนับถือได้กรุนามีจดหมายไปสแดงความเสียไจ และบางท่านก็ได้กรุนาไปเยี่ยมด้วยตนเอง ไนวันพระราชทานอาบน้ำสพ และไนวันบำเพ็ญกุสลทักสินานุสสรน์ก็มีท่านที่เคารพนับถือมาไนงานนี้มากมาย อาทิ พระเจ้าวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าอาทิตยทิพอาภา พนะท่านปรีดี พนมยงค์ กับท่านผู้หยิง พนะท่านพลเอก พจน์ พหลโยธิน พนะท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ พนะท่านพันโทหยิง ล. พิบูลสงคราม

ส่วนไนการบำเพ็นการกุสลนั้น นอกจากวันที่ฉันได้กำหนดป่าเพ็นไห้แล้ว มีบันดาญาติมิตรและท่านที่เคารพนับถือได้สแดงความจำนงขอบำเพ็นการกุสลไห้แก่นายซิม วีระไวทยะ อีกมากมาย จนกะทั่งไม่มีวันที่จะแบ่งไห้ถึง ต้องขอไห้ร่วมทำบุญไนวันเดียวกันก็มี

การพิมพ์หนังสือเพื่อเปนมิตรพลีไนงานพระราชทานเพลิงสพนายซิม ฯ นี้ โดยที่ต้องกะทำไนเวลากะชั้นชิด เพราะเหตุการน์ไนปัจจุบันนี้ จะเลือกหาหนังสือที่เหมาะสมก็จะเสียเวลาอีกนานเกรงจะไม่ทัน พนะท่านปรีดี พนมยงค์ จึงได้ช่วยขอความกรุนาไปยังบันดาท่านผู้ก่อการ และท่านทั้งหลายที่ได้เคยร่วมงานกับนายซิม ฯ มา เพื่อขอไห้ช่วยเขียนข้อความบางประการแล้วแต่จะเห็นควน เปนที่ระลึกและเปนเกียรติสำหรับนายซิม วีระไวทยะผู้ตาย แต่การขอความกรุนาต่อท่านผู้มีเกียรตินี้อาดไม่ทั่วถึงกันได้เพราะเวลาจำกัดบ้าง เพราะความพลั้งเผลอไม่รู้เท่าถึงบ้าง ก็ขอได้ไห้อภัย ได้มีหลายท่านที่กรุนาเขียนส่งไปไห้ และเพราะเหตุที่หนังสือนี้ต้องพิมพ์ขึ้นโดยด่วน มีบางท่านได้ส่งมาซึ่งไม่สามาถจะนำลงพิมพ์ไนหนังสือนี้ได้ทัน ก็ขอได้โปรดไห้อภัยเช่นเดียวกัน

ไนโอกาสนี้ฉันขอขอบพระคุนไนพระกรุนาและความกรุนาท่านผู้ที่ได้ไห้เกียรติยสแก่สพนายซิม วีระไวทยะ ดังเรียนมาข้างต้นทุก ๆ ท่านด้วย

โดยฉเพาะพนะท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านได้กรุนาเปนธุระไนเรื่องนี้มาก นอกจากจะได้ไต่ถามเฝ้าดูอาการของคนไข้แล้ว วิตกทุขร้อนขอความช่วยเหลือจากแพทย์ซึ่งทำการรักสาพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็ได้ปติบัติหย่างเต็มความสามาถ ยังได้กรุนาไนการจัดการสพนายซิม ฯ อำนวยความสดวกไห้ทั้งสิ้น ทั้งได้เรียบเรียงประวัตินายซิม วีระไวทยะไห้ด้วย ที่ได้เกียรติยสถึงปานนี้ก็โดยความกรุนาของพนะท่านดังกล่าวแล้ว ขอขอบพระคุนหย่างยิ่ง

ขอผลานิสงส์บุญราสีอันเกิดจากประโยชน์ที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ช่วยส่งเริ่มวิญญานของนายซิม วีระไวทยะ แม้จะสถิตหยู่ไนที่ได ๆ ไห้สู่สุคติสวรรค์โดยควนแก่คติวิสัยนั้น ๆ เทอน.

จิ้มลิ้ม วีระไวทยะ

 

นางจิ้มลิ้ม วีระไวทยะ ภริยาของนายซิม วีระไวทยะ

 

บรรณานุกรม

  • กษิดิศ อนันทนาธร. “ซิม วีระไวทยะ : ชีวิตเพื่ออุดมคติแห่งคณะราษฎร.” The101.world. สืบค้นจาก https://www.the101.world/sim-viravaidya/
  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์. ๒๔๗๕ ราษฎรพลิกแผ่นดิน. พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: มติชน.
  • นริศ จรัสจรรยาวงศ์, “หนังสืองานศพ ดร.ตั้ว ลพานุกรม : อนุสรณ์แห่งความสมัครสมานครั้งสุดท้ายของคณะราษฎร,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, เผยแพร่วันที่ 21 ตุลาคม 2568, สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2025/10/2662
  • ไว้อาลัยแด่ นายซิม วีระไวทยะ. พิมพ์แจกไนงานพระราชทานเพลิงสพ นายซิม วีระไวทยะ ณ วัดมกุตฏกสัตริยาราม, พ.ส. 2486. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธัมสาตรและการเมือง.
  • ซิม วีระไวทยะ, แปลและเรียบเรียง. ดวงใจ. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางจิ้มลิ้ม วีระไวทยะ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม, 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พัฆเนศ.
  • ซิม วีระไวทยะ, ผู้แปลและเรียบเรียง. แบบเรียนเศรษฐวิทยา กองวิชาการ กระทรวงธรรมการ เรื่อง การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม ของ หมอคาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน. พ.ศ. 2477. พระนคร: โรงพิมพ์ศรีหงส์.
  • อินฺทปัญฺโญ ภิกฺขุ (ทองเปลว ชลภูมิ์). ธัมกถา เรื่อง ปุพฺเพจกตปุญฺญตา. พิมพ์แจกไนงานพระราชทานเพลิงสพ นายซิม วีระไวทยะ ณ วัดมกุตกสัตริยาราม, พ.ส. 2486. พระนคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธัมสาตรและการเมือง.