ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา, ศิลปะ-วัฒนธรรม, เกร็ดประวัติศาสตร์

เล่าประวัติศาสตร์ผ่านนวนิยาย พระเจ้าช้างเผือก : ความสำคัญเเละการสื่อสารสันติภาพ

3
กรกฎาคม
2569

 

ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

ผมจะพูดขออนุญาตแบ่งเป็นสองประเด็นใหญ่นะครับ ประเด็นแรกคือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวนวนิยายต้นฉบับกับตัวภาพยนตร์ ซึ่งคุณสัณห์ชัยได้พูดให้พวกเราฟังไปแล้ว จริง ๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยได้มาดูในรายละเอียดเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้แล้วก็ภาพยนตร์สักเท่าไหร่นะครับ อาจจะด้วยเพราะว่ามัวไปสนใจเรื่องอื่นอยู่ งานเขียนของท่านอาจารย์ปรีดีก็มีไม่น้อยทีเดียวนะครับ

คราวนี้พอกลับมาดูนวนิยายเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นต้นฉบับ ผมขออนุญาตแบบนี้นะครับ ถ้าเกิดผมพูดไปถึงนวนิยายตัวนี้ผมหมายถึงตัวต้นฉบับคือหมายถึง Edition ปี 1940 อันนั้นเป็นต้นฉบับเลย ตอนนี้ผมเพิ่งทราบมานะว่าท่านอาจารย์ปรีดีแปลนวนิยายภาษาอังกฤษเป็นภาษาฝรั่งเศส

ผมเข้าใจว่าคุณสัณห์ชัยคงจะเห็นนะครับ ผมตื่นเต้นมาก คือผมไม่ทราบมาก่อนเลยว่ามีเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศสด้วย กำลังจะหามาเทียบดูภาษาการใช้อะไรต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์ปรีดีเป็นคนพิถีพิถันมากในเรื่องการใช้คำเลือกใช้ประโยค ผมคิดว่าเรื่องการเอามาเทียบดูสองเวอร์ชั่น มันจะทำให้เรายิ่งเห็นความหมาย เห็นนัยยะที่สำคัญของตัวเนื้อหาในนวนิยายที่เป็นต้นฉบับ

ถ้าเกิดพวกเราดูเมื่อสักครู่ คุณสัณห์ชัยก็พูดถึงเนื้อหาไปบ้างแล้ว เราเอาตัวนวนิยายต้นฉบับกับภาพยนตร์มาเทียบกัน แล้วหากใครดูทั้งสองเวอร์ชันเลย เป็นภาพยนตร์ด้วย เป็นเนื้อหาที่เป็นนวนิยายด้วย เป็นงานประพันธ์ด้วย เราจะเห็นอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่ตรงกันซะทีเดียวนะครับ ผมเคยลองตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ดู ท่านผู้หญิงเคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่าบางส่วนก็ต้องตัดเนื้อหาในต้นฉบับออก เพราะมันจะยืดยาวจนเกินไป อันนี้เข้าใจได้เพราะท่านอาจารย์ปรีดีคงจะต้องเลือกอะไรบางอย่างมาสื่อกับพวกเราที่อย่างที่คุณสัณห์ชัยว่าสื่อไปทางสากลด้วยถูกไหมครับ

คราวนี้ประเด็นคือ ผมอยากให้ตั้งข้อสังเกตแบบนี้ หนังเรื่องนี้ถ้าเกิดเปรียบเปรียบเทียบเอาหนังมาดูพร้อม ๆ กับตัวต้นฉบับนวนิยายนะครับ ภาพยนตร์เริ่มต้นที่บทที่ 3 ตอนที่พระสมุหราชมณเฑียรเข้าไปพูดถึงสนม 366 นางของพระเจ้าหงสา เราจะเห็นว่าถ้าเกิดเราดูเทียบกันนะครับ เนื้อหาภาพยนตร์มันขึ้นไปที่บทที่ 3 ของต้นฉบับนวนิยาย หนึ่งกับสองที่ไม่ได้ลงไว้ ถ้าเกิดเรากลับไปดูผมคิดว่ามีความสำคัญอยู่ไม่น้อยนะครับ อย่างเช่น ท่านอาจารย์ปรีดีสมมติตัวละครพระเจ้าจักราขึ้นมา แต่ท่านก็บอกว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่มีลักษณะ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Character quite extraordinary in Thai history (เป็นตัวละครที่โดดเด่นเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ไทย) และ Deserves to be studied (สมควรได้รับการศึกษา) 

ผมว่าอันนี้มันเป็นอะไรบางอย่างที่พออ่านแล้วเสพตัววรรณกรรม รู้สึกว่าอาจารย์ปรีดีมีน้ำเสียงอะไรบางอย่างที่น่าคิดนะครับ ท่านต้องการให้เราสนใจอะไรกับคาแรคเตอร์อะไรบางอย่างของพระเจ้าจักราที่มันกำลังจะพัฒนาไปในเนื้อเรื่องหลังจากบทที่ 2 และพอภาพยนตร์ขึ้นมาในบทที่ 3 ในท้องพระโรงกับประเด็นเรื่อง 365 นางสนม เราจะเห็นว่าฉากได้ข้ามไปเรื่องของการคล้องช้างถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ

นั่นหมายความว่าภาพยนตร์ข้ามเนื้อหานวนิยายบทที่ 4 ไป บทที่ 4 เป็นนวนิยายเป็นฉากที่พูดถึงพระเจ้าจักราผู้รักสันติ อันนี้ผมรู้สึกว่าเมื่อกลับไปอ่านตัวบทที่ 4 ด้วยความที่ไม่ได้ลงไว้ในตัวภาพยนตร์ แต่เนื้อหาผมว่าค่อนข้างหนักและเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจ บทบาทนั้นของพระเจ้าจักราที่ท่านอาจารย์ปรีดีพูดไว้ในบทที่ 2 ว่า สมควรได้รับการศึกษา ค่อนข้างเยอะเลย ผมอยากจะชวนพวกเรานะครับ หากได้ดูหนังแล้วลองกลับไปอ่านตัวต้นฉบับนวนิยายด้วย เราจะเห็นอะไรบางอย่างที่ผมว่าน่าสนใจมากกับตัวละครที่เป็นพระเจ้าจักราตัวละครนี้

นี่คือกรณีแรกที่เราเห็นว่าเนื้อหาในตัวภาพยนตร์กับตัวบทอาจจะไม่เท่ากันซะทีเดียว เท่าที่ผมมีเวลาค้นมานะครับ อย่างเช่น ในเนื้อหาของต้นฉบับในบทที่ 12 พระเจ้าจักรากษัตริย์นักรบนะครับ มันจะมีอยู่ช่วงนึงตอนที่พระเจ้าจักราได้รับการทูลรายงานจากสมุหราชมณเฑียรกับตัวสมุหกลาโหมว่า พระเจ้าหงสารุกรานดินแดนอโยธยาเข้ามาที่เมืองกาญจนบุรี ในต้นฉบับนวนิยายซึ่งในภาพยนตร์จะตัดไปในเรื่องที่ว่าพระเจ้าจักราหันมาบอกสมุหกลาโหมว่าให้เตรียมทัพเลย แต่จริง ๆ ประเด็นตรงนี้ เดี๋ยวผมชวนพวกเราตอนดูหนัง ตอนประมาณชั่วโมงถึงชั่วโมงกับหนึ่งนาทียี่สิบวินาทีจะเป็นบทที่ 12

ซึ่งถ้าเกิดเราไปเปรียบเทียบกับนวนิยายนะครับ ในนวนิยายพูดถึงการที่พระเจ้าจักราทรงรำพึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระสุตตันตปิฎก คำนึงถึงเรื่องเหตุการณ์ที่พระสารีบุตรถูกยักษ์สองตนฟาดศีรษะ แต่เหตุการณ์หรือซีนนี้ ฉากนี้มันถูกตัดไปในในภาพยนตร์ตอนนี้พอดี ช่วงที่ผมบอกเนี่ยประมาณชั่วโมงเศษ ๆ มันถูกตัดออกไป แต่อันนี้ผมว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมากคือกลับไปหาอะไรบางอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจของการเตรียมตัวที่จะรบ กลับไปดูพระสารีบุตรที่ถูกกระทำร้าย แต่พระสารีบุตรกลับมีจิตอันมั่นคง ไม่คิดประทุษร้าย มีขันติธรรมสูงมากอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ

 

 

หลัง ๆ นี้ผมอาจจะไม่ได้เข้าไปตามดูทั้งหมด แต่ว่าเท่าที่ตรวจสอบมาเห็นว่าเนื้อหาในตัวภาพยนตร์กับเนื้อหาในต้นฉบับภาษาอังกฤษอาจจะไม่เท่ากันซะทีเดียวนะครับ สำหรับผมประเด็นนี้ผมคิดว่ามันมีนัยยะค่อนข้างมาก เมื่อเราลองไปเปรียบเทียบกับโทนเสียงของท่านอาจารย์ปรีดีในช่วงต้น ๆ ของนวนิยายที่พูดถึงว่าตัวละครองค์นี้ คือพระเจ้าจักราควรได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นบุคลิกที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากผู้ปกครององค์อื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ไทย ผมว่าอันนี้เหมือนว่าท่านจะชวนพวกเราให้สนใจในเนื้อหา รวมทั้งบุคลิกภาพของตัวละครตัวนี้ของท่านด้วย

หลังจากดูหนังแล้ว ผมคิดว่าส่วนที่จะเติมเต็มในส่วนที่เป็นเรื่องของการก่อร่างภูมิปัญญา แรงบันดาลใจของตัวละครสำคัญในนวนิยายเรื่องนี้คือพระเจ้าจักรา ผมว่าพวกเราอาจจะต้องกลับมาที่ตัวหนังสือ ตัววรรณกรรม ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่านอาจารย์ปรีดีกำลังบอกเราในแง่ของถ้าพูดแบบในมุมเท่ ๆ บทที่ไม่ได้ลงไว้เป็นภาพยนตร์คือบทที่พูดถึงรากฐานทางความคิดปรัชญา แรงบันดาลใจของพระเจ้าจักราที่ทำให้พระองค์เป็นอย่างที่เราเห็นในเรื่องทั้งเรื่อง

ต้องขอบคุณคุณสัณห์ชัยมากเลยเอาประเด็นที่เป็น Talk of the town มาพูดเรื่องเพศกับประเด็นในเรื่อง 366 นางสนม ผมนึกเหตุการณ์อันหนึ่งได้ซึ่งพวกเราก็ผ่านกันไป ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นขบวนการอันนี้พร้อมกันทั้งโลก ทั้งที่เดิมมันเริ่มต้นที่จุดเล็ก ๆ เลย ขบวนการ Walk for Peace ผมคิดว่าอันนี้เป็นอะไรที่ผมเองไม่ค่อยได้ตั้งใจดู แต่หลัง ๆ กลายเป็นแฟนคลับอโลกา (Aloka) ผมคิดว่ามันตอบโจทย์แล้วมันโยงกลับมายังสื่อที่ท่านอาจารย์ปรีดีจะนำเสนอในเรื่องนี้ได้อย่างดีเลย

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นเลยว่าผมว่าในขบวนการ Walk for peace เขาไม่เน้นเรื่องของศาสนาแต่พวกเราเห็นใช่ไหมครับว่าทุกศาสนา ทุกความเชื่อ ทุกนิกายหรือแม้แต่ศาสนาคริสต์ นักบวชในศาสนาคริสต์เองก็มาเข้าร่วมกับกลุ่ม Walk for Peace ด้วย ซึ่งผมว่าอันนี้มันทำให้สารในเรื่องของ “สันติภาพ” ในพระเจ้าช้างเผือก มันกลายเป็นสารสากลที่สะท้อนให้เราเห็นว่า วันนี้ในเวลาที่อเมริกากำลังจะก้าวเข้าสู่สถานการณ์สงคราม ซึ่งก็ก้าวเข้าสู่จริง ๆ คนอเมริกันไม่ต้องการสงครามนะครับ แล้วพอผมตามดูที่โพสต์กันจากทุกมุมโลก ก็ยืนยันตรงกันว่ามันไม่ควรที่จะก่อสงครามกันในช่วงเวลาอันยากลำบากแบบนี้

ซึ่งผมว่ามันเป็นสารสากลที่มันทะลุทะลวงชาติพันธุ์ ประเทศ ดินแดน ภาษา ผมว่ามันเป็นอะไรที่มันกินใจมาก แล้วพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วกลับมาดูสารที่ท่านอาจารย์ปรีดีพยายามจะสื่อลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ผมว่ามันมันเข้ากันพอดี เพียงแต่ว่ามันก็มาอธิบายในมุมของพุทธศาสนาแบบที่ท่านอาจารย์ปรีดีสนใจและตีความออกมาเป็นเนื้อหา

ประเด็นที่สองที่ตอนแรกที่ตั้งว่าเนื้อหาในภาพยนตร์กับตัวต้นฉบับยมันอาจจะคลาดเคลื่อนกันอยู่ ปัญหาคืออะไร? ถ้าเกิดมันเป็นแบบนี้ส่วนที่ไม่ได้บันทึกลงไป ไม่ได้ทำออกมาเป็นฉากเป็นภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นบทที่ 4 หรือว่าบางส่วนที่ถูกตัดทอนออกไปจากเนื้อหาเดิมที่มันยาวกว่าที่ลงไปในภาพยนตร์ มันสำคัญไหมที่จะต้องกลับไปหา กลับไปอ่าน กลับไปทบทวน

ผมคิดว่าในส่วนของการมองภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมทั้งต้นฉบับที่เป็นวรรณกรรมด้วย ผมว่ามีอันหนึ่งที่พวกเราอาจจะไม่ค่อยได้นึกถึงกัน หลัง ๆ ผมเพิ่งมานึกประเด็นนี้ว่าถ้าเกิดว่าเราจะมองอะไรให้มันกว้างกว่ามุมที่ท่านอาจารย์ปรีดีจะสื่อในเรื่องของสันติภาพ ผมว่าน่าสนใจนะ ผมว่าอันนี้เป็นงานชิ้นเดียวเลยที่แสดงถึงสุนทรียภาพของตัวท่านผู้ประพันธ์ เพราะฉะนั้น สุนทรียภาพที่มันออกมาที่เป็นความงาม ผมว่าท่านอาจารย์ปรีดีเสนอความงามในทางปัญญาออกมาค่อนข้างสูงมาก

จริง ๆ ก่อนหน้าที่ผมจะมาร่วมเสวนา ผมเพิ่งไปอ่านคำนำในหนังสือ พระเจ้าช้างเผือกภาษาไทย เข้าใจว่ามีนักวิชาการท่านหนึ่งเคยเขียนไว้นะครับว่า ท่านอาจารย์ปรีดีเขียนนวนิยายเล่มเดียว ก็คงไม่ทำให้ท่านอยู่ในระดับ แดน บราวน์ หรือเขียนบท หรือว่ากำกับหนังเรื่องนี้ก็คงไม่มีชื่อเสียงเท่ากับ สตีเวน สปีลเบิร์ก แต่สิ่งที่ท่านเสนอมาในหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่าบางทีส่วนที่ไม่ได้ลงไปในแผ่นฟิล์ม ผมว่ามันมีนัยยะค่อนข้างสูงมาก แม้ว่าจะเป็นเรื่องนามธรรมแต่มันอาจจะสื่อสารออกมาเป็นฟิล์มลำบาก เพราะมันเป็นอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพุทธคติ เป็นหลักธรรมในทางพุทธศาสนา

อย่างเช่น ท่านอาจารย์ปรีดีโยงพระเจ้าจักราไปหาพระเจ้าอโศก หรือแม้แต่การกำหนดให้พระอาจารย์ของตัวพระเจ้าจักราเป็นพระภิกษุ อาสนะภิกษุที่เข้ามาสนทนาด้วยในที่รโหฐานแล้วพูดคุยกันเรื่องที่สำคัญมาก คุยกันถึงเรื่องหลักธรรมในแง่ของโซ่แห่งเหตุและผล จิตของพระโพธิสัตว์อะไรต่าง ๆ มันทำให้เราเห็นว่าตัวพระเจ้าจักราที่เราเห็นในฟิล์ม อาจจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่มันเป็นผลทั้งหมดที่เราเห็นว่าพระเจ้าจักราทำอะไร

แต่ส่วนที่ท่านอาจารย์ปรีดีไม่ได้สร้างลงไปแต่ว่าเก็บไว้ในวรรณกรรม ผมว่ามันเป็นส่วนที่เป็นภูมิปัญญาของพระเจ้าจักราโดยเฉพาะเลย ซึ่งผมคิดว่าดูหนังแล้วอาจจะต้องย้อนกลับมาดูตัววรรณกรรมนวนิยายที่เป็นต้นฉบับด้วย เราจะได้เห็นส่วนที่มันเสริมแล้วก็เติมเต็มซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง ผมว่าสำคัญมากเพราะไม่อย่างนั้นเราจะเห็นเหมือนกับเราดูหนังแล้วเราลุ้นว่าตกลงตอนจบมันเป็นอย่างไร แต่ปัญหาคือก่อนที่มันจะไปถึงจุดจบ ตัวละครตัวนี้ที่เป็นตัวเอกเขาคิดอะไร แล้วความคิดอันนี้ของเขาเกิดมาจากไหน

นี่คือสิ่งที่เป็นที่น่าแปลก ผมก็ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมเรื่องแบบนี้ท่านอาจารย์ปรีดีไม่ใส่ลงไปในหนังเหมือนกัน ซึ่งมันอาจจะถ่ายทอดมายากเพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมสูง แต่ผมว่าในมุมหนึ่งนี่เป็นการทำให้พระเจ้าจักราเห็นลักษณะอะไรบางอย่าง แล้วที่พวกเราเห็นในหนังทั้งหมดมันมาจากไหน ซึ่งแน่นอนครับอย่างที่คุณสัณห์ชัยว่าก็คือแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา ผมว่ามันมหาศาลนะ

 

 

ตอนที่ผมเคยศึกษาท่านช่วงแรก ๆ ผมคิดว่าท่านคงหยิบประเด็นที่เป็นวัฒนธรรมไทยมาตีความแต่ถึงตอนนี้ผมว่ามันยิ่งไปกว่านั้น คือมันมีอะไรบางอย่างที่เช่นถ้าเกิดเรากลับไปอ่านบทที่ 4 ท่านอธิบายท่านสนทนากับอาสนะภิกษุ ท่านพูดถึงเรื่องของสายโซ่ตรวนแห่งเหตุและผลเหมือนกับหินที่มันถูกโยนลงมาในสระ แล้วมันขอให้เกิดคลื่นยกระเพื่อม ๆ ผมว่ามันเป็นสุนทรียภาพอะไรบางอย่างที่ถ้าเกิดเราจินตนาการ มันมีความงามในทางสุนทรียะ และความงามในทางปัญญาอยู่เหมือนกันนะครับ

ผมจำได้ว่าท่านผู้หญิงเคยเล่าแบบนี้นะครับ ตอนที่ท่านเขียนคำนำฉบับภาษาไทยเมื่อปี 2533 ท่านบอกว่านายปรีดีไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อความบันเทิงเริงรมย์ ผมกำลังหมายถึงว่าท่านมีสุนทรียภาพอะไรบางอย่าง ซึ่งมันหาจากงานแบบนี้ไม่ได้เลย  คือส่วนใหญ่ท่านจะนำเสนอออกมาเป็นงานวิชาการถูกไหมครับ

ภาพของผู้ปกครองสูงสุดของประเทศในอุดมคติของท่านอาจารย์ปรีดี ทำไมมันมาอยู่ในนวนิยายและแบบนี้มันใช่ไหมครับ คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ปรีดีประสงค์หรือเปล่าที่จะบอกพวกเราที่เป็นคนอ่าน แล้วบอกว่าลักษณะแบบนี้สมควรที่จะเรียนรู้ เป็นตัวละครที่โดดเด่นเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ไทย มันเป็นอะไรที่เป็นน้ำเสียงที่ชวนพวกเราเข้าไปสัมผัส เข้าไปคิดตาม เข้าไปลองคิดว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิคิดอะไร จนกระทั่งพระองค์แสดงบทบาท คิดตัดสินใจออกมาอย่างที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้พวกเราเห็นว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเพราะฉะนั้น ผมก็ชวนพวกเรานะครับเดี๋ยวดูหนังเสร็จกลับไปอ่านหนังสือด้วยรับรองว่าสนุก

ผมขออนุญาตเน้นไปที่ตัววรรณกรรมนะครับ ท่านอาจารย์ปรีดีได้พูดถึงยุวกษัตริย์จักราหรือที่เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ว่าพระมหาจักรพรรดิ และท่านได้พูดถึงพระเจ้าจักรา ผมไม่แน่ใจว่าท่านอิงประวัติศาสตร์หรือเปล่า แต่ถ้าการที่ท่านได้อ้างอิงกลับไปถึงอดีต ท่านกลับไปหาเหตุการณ์ซึ่งมีข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์

ถ้าเราย้อนกลับไปดูสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับดูบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดพระองค์ทรงออกบวชถึงสองครั้งนะครับ ครั้งแรกคือช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ แม่หยัวศรีสุดาจันทร์พยายามที่จะยกคนอื่นขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนนะครับ และหลังต่อมาขุนพิเรนทรเทพกับคณะก็ทำรัฐประหาร หลังจากนั้นพระมหาจักรพรรดิ์ได้กลับมาครองราชย์อีกครั้งช่วงก่อนที่บุเรงนองจะยกทัพมารุกรานอยุธยานะครับ ก็ทรงสละราชสมบัติให้กับพระโอรสคือ สมเด็จพระมหินทราธิราช ปกครองอยุธยา แต่ไม่นาน ก็ได้มาทูลเชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกลับมาครองราชย์ แต่กลับมาครองราชย์ได้ไม่นานพระองค์ก็เสด็จสวรรคต

ผมเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าพระเจ้าจักราในนวนิยาย ท่านอาจารย์ปรีดีกำลังเชื่อมโยงอะไรไปสู่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ คือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิหรือไม่ แต่ผมคิดว่าก็อาจจะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งที่อยู่กับหลักธรรมทางศาสนาค่อนข้างมาก ในขณะที่ตัวเองอยู่ในวงแวดวงของอำนาจ ซึ่งผมคิดว่ามันมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะครับ

ในมุมหนึ่งผมคิดว่าท่านอาจารย์ปรีดี นอกเหนือจากการเขียนนวนิยายแล้ว ด้วยคาแรคเตอร์ของตัวท่านที่เป็นผู้ประพันธ์ ท่านมีความเป็นอาจารย์สูง

ผมคิดว่าตัวละครพระเจ้าจักราเป็นอะไรที่นอกเหนือจากการเป็นนวนิยายนะครับ ผมได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมคิดว่าพระเจ้าจักราในนวนิยายเรื่องนี้มีนัยยะมากกว่าคำว่านวนิยายนะครับ

สำหรับผมกลับคิดว่าพระเจ้าช้างเผือกเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นเบื้องหลังในทางปัญญาเบื้องหลังกับการเผชิญหน้า กับสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สองในเวลาต่อมาไม่นาน ท่านอาจารย์ปรีดีได้ขึ้นไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และได้ก่อตั้งกระบวนการเสรีไทยภายในประเทศ ผมอนุญาตสรุปว่าถ้าเกิดเรามองพระเจ้าจักรา เราอาจจะเปรียบเทียบกับมุมที่เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ได้อยู่เหมือนกัน ก็คือเรื่องของเหตุการณ์การอภิวัฒน์

ผมขออนุญาตจบแบบนี้ว่าถ้าเราคิดว่าเบื้องหน้าประวัติศาสตร์คือการอภิวัฒน์ 2475 สำหรับผมเบื้องหลังทางปัญญาของเหตุการณ์ 2475 แต่ในแง่ของภูมิปัญญามันคือความเป็นมาให้กับการอภิวัฒน์ 2475 แน่นอนอันนี้ผมยืนยัน

เช่นเดียวกันครับ เบื้องหน้าประวัติศาสตร์ถ้าเกิดเราพูดถึง “รูท” และขบวนการเสรีไทยซึ่งนั้นเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของท่านอาจารย์ปรีดี และขบวนการไทยทั้งหมดนะครับ ในส่วนนั้นถ้าเกิดเป็นประวัติศาสตร์ พระเจ้าช้างเผือกก็เช่นเดียวกัน หนังสือเล่มนี้สำหรับผมไม่ใช่แค่พิมพ์เป็นนวนิยาย แต่เป็นเบื้องหลังทางภูมิปัญญาในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์สงคราม

และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับเขาเราเข้าใจจากนวนิยายเล่มนี้ ผมคิดว่าอาจจะมีมากกว่าที่เราเข้าใจในมุมของสันติภาพครับ ขอบพระคุณมากครับ


ขอบคุณภาพ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล จาก LAW STUDIO คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์