ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เกร็ดประวัติศาสตร์

เสี้ยวหนึ่งในชีวิต

9
สิงหาคม
2569

ในวาระที่ศิษย์เก่าเตรียมปริญญาแห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ร่วมกันจัดงาน "รำลึกปรีดี ๖๖ ปี ต.ม.ธ.ก." ในโอกาสเดียวกับวาระที่ ม.ธ.ก. ได้ก่อตั้งมา ๗๐ ปี

ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าผู้หนึ่งของ ต.ม.ธ.ก. ผมขอน้อมรำลึกด้วยคารวะแด่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ท่านได้ลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ผมมีโอกาสได้ไปกราบคารวะท่านหลายครั้ง ท่านอาจารย์ได้แสดงความยินดีที่ได้เห็นศิษย์ผู้หนึ่งจากสถาบันที่ท่านได้ก่อตั้ง คือ ต.ม.ธ.ก. และ มธก. ซึ่งท่านเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้ประศาสน์การ ได้มาทำหน้าที่ตัวแทนของประเทศ คือ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส และยังทำหน้าที่ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปารีส

ท่านอาจารย์ได้กรุณาเชิญผมและครอบครัวมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านอังโตนี (Antony) ซึ่งอยู่ชานเมืองปารีส ทั้งท่านอาจารย์และท่านผู้หญิงพูนศุข ยัง

ได้กรุณารับเชิญจากผมและภริยาไปรับประทานอาหาร ณ ที่พักในกรุงปารีส และเมื่อครั้งที่ท่านหญิงพูนพิศมัยฯ (ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล) เสด็จมากรุงปารีสและประทับอยู่ ณ บ้านพักเอกอัครราชทูตนั้น ท่านหญิงฯ ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านอาจารย์และท่านผู้หญิงที่บ้านพักอังโตนี ซึ่งต่อมาท่านอาจารย์และท่านผู้หญิงก็ได้มาเฝ้าท่านหญิง ณ ที่พักด้วย

 

 

ผมจำได้ว่า ในเช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสได้จัดให้มีสมุดลงนามถวายพระพรที่บ้านพักเอกอัครราชทูต ท่านแรกที่ได้มาลงนามถวายพระพรคือท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และ ท่านต่อมาคือสมเด็จนโรดม สีหนุ องค์ประมุขของกัมพูชา

ผมรำลึกถึงภาพท่านอาจารย์ในสมัยนั้นซึ่งท่านอยู่ในวัยสูงอายุใกล้จะ ๘๐ ปี ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความคิดและสติปัญญาสมบูรณ์ ความทรงจำเป็นเลิศ ท่านมีชีวิตที่สมถะและอย่างสงบ ถือได้ว่าท่านเป็นคนชราที่เป็นแบบอย่างสมกับที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส" ของประเทศไทย

ผมได้มีโอกาสกราบคารวะท่านอาจารย์และเป็นการกราบลาท่านอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อท่านอาจารย์และท่านผู้หญิงได้กรุณามาส่งผมและครอบครัวที่สนามบินชาร์ลเดอโกลล์ ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสที่ผมและครอบครัวเดินทางออกจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐

 

ที่มาภาพ: นริศ จรัศจรรยาวงศ์

 

เมื่อผมกลับมาทำหน้าที่เดิมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ผมก็ไม่มีโอกาสได้กราบคารวะท่านอาจารย์อีกแล้วแต่ก็ได้รำลึกด้วยความเคารพถึงท่านอาจารย์เสมอมาผมได้พ้นหน้าที่ผู้แทนไทยในประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เนื่องจากเกษียณ อายุราชการ

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการพิจารณาและมีมติให้จัดงานฉลองในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาลของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจะตรงกับวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานในเรื่องนี้และได้แต่งตั้งอนุกรรมการอีกหลายคณะรวมทั้ง

คณะอนุกรรมการฝ่ายดำเนินการเสนอชื่อศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งมีผมร่วมอยู่ในคณะกรรมการดำเนินการและเป็นประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายดำเนินการเสนอชื่อฯ ดังกล่าว

คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น (รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้มีมติ (พฤษภาคม ๒๕๔๐) ให้ความเห็นชอบในการเสนอชื่อท่านอาจารย์ไปยังองค์การยูเนสโก เพื่อขอให้บรรจุชื่อ ท่านอาจารย์ไว้ในปฏิทินการฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เนื่องในโอกาสครบรอบ๑๐๐ ปี แห่งชาตกาล ซึ่งต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการยูเนสโกแห่งชาติของไทยก็ได้เสนอชื่อท่านอาจารย์ไปยังองค์การยูเนสโก อย่างเป็นทางการ

เมื่อมีปัญหาบางประการในการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารขององค์การยูเนสโก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความเห็นชอบของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ฯพณฯ นายชวนหลีกภัย) ได้แต่งตั้งและมอบหมายให้ผมในฐานะประธานอนุกรรมการฝ่ายดำเนินการเสนอชื่อ พร้อมด้วยเลขานุการของคณะอนุกรรมการเดินทางไปติดตามการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนไทยในคณะกรรมการบริหาร เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไป ติดตามและเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารของ ยูเนสโก ก็ได้พบว่าผู้แทนของประเทศต่างๆ ในคณะกรรมการบริหารได้สนับสนุนข้อเสนอและคำชี้แจงของไทยและได้กล่าวสรรเสริญยกย่อง ท่านอาจารย์ปรีดี เป็นอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้แทนรัสเซีย จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ และรวมทั้งผู้แทนญี่ปุ่นด้วย

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิเชียร วัฒนคุณ ขณะกล่าวคำแถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ณ กรุงปารีส เพื่อสนับสนุนการเสนอชื่อปรีดี พนมยงค์ ในวาระ 100 ปีชาตกาล
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2542
ที่มาภาพ: นริศ จรัศจรรยาวงศ์

 

ด้วยเกียรติคุณของท่านอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักและเลื่อมใสศรัทธาแม้ในต่างประเทศ และการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ในคณะกรรมการบริหารขององค์การยูเนสโก เป็นผลให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า "เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ในที่ประชุมสมัยสามัญ (General conference) ครั้งที่ ๓๐ ขององค์การยูเนสโก ได้มีมติประกาศให้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และศาสตราจารย์ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เป็นบุคคลสำคัญของโลกอย่างเป็นทางการแล้ว..."

ในหนังสือของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย) ถึงผู้ว่าการใหญ่องค์การยูเนสโกเมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ ๒๕๓ ในตอนหนึ่งท่านได้กล่าวดังนี้ (คำแปล) :

"ข้าพเจ้าถือโอกาสนี้อ้างถึงการประกาศขององค์การยูเนสโกให้บุคคลสำคัญสองท่านจากประเทศไทย กล่าวคือ พระนามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และชื่อของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้บรรจุไว้ในปฏิทินขององค์การยูเนสโกสำหรับวาระฉลองวันครบรอบของบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับ ค.ศ. ๒๐๐๐-๒๐๐๑ ในนามของรัฐบาลและ

ประชาชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณ ต่อเกียรติที่ได้รับครั้งนี้ พวกเราคนไทยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในกิจกรรมของท่านทั้งสองและมีความยินดีเป็นที่สุดที่องค์การยูเนสโกได้รับรู้และรับรองในผลงานของท่านทั้งสองด้วยเช่นกัน"

ดังนั้น ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่งของ ต.ม.ธ.ก. ผมจึงขอร่วม "รำลึกปรีดี ๖๖ ปี ต.ม.ธ.ก." ด้วยการรำลึกถึงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ได้ใกล้ชิดท่านอาจารย์และอีกเสี้ยวหนึ่งที่ได้มีส่วน ร่วมในการเชิดชูเกียรติคุณของท่านอาจารย์ •

 


หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้นำมาจากข้อเขียนเรื่อง “เสี้ยวหนึ่งในชีวิต” โดย วิเชียร วัฒนคุณ ตีพิมพ์ในหนังสือ ปรีดีสาร ฉบับงานรำลึก 66 ปี ต.ม.ธ.ก. 12 มิถุนายน 2547 หน้า 95 ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกความทรงจำในฐานะศิษย์เก่า ต.ม.ธ.ก. ถึงความสัมพันธ์และโอกาสที่ได้ใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ ตลอดจนบทบาทของตนในการดำเนินการเสนอชื่อปรีดี พนมยงค์ต่อองค์การยูเนสโก เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล

สถาบันปรีดี พนมยงค์นำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่อีกครั้ง โดยคงสาระและน้ำเสียงของผู้เขียนไว้ตามต้นฉบับ และปรับรูปแบบการจัดวาง อักขรวิธี และเครื่องหมายวรรคตอนบางส่วนให้เหมาะสมกับการเผยแพร่ในปัจจุบัน.