ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

มุมมองอภิวัฒน์สยามกับการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ตอนที่ 3

7
มีนาคม
2569

สันติภาพ — อภิวัฒน์จะไม่สมบูรณ์ ถ้าเสียงอาวุธยังดังกว่าเสียงราษฎร

ในปี 2484 ญี่ปุ่นบุกยึดประเทศไทยในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และรัฐบาลไทยยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านแดนจนพัวพันกับฝ่ายอักษะ ปรีดีซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิเสธลงนามในคำประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร และเริ่มต้นปฏิบัติการลับที่ต่อมารู้จักในนาม "ขบวนการเสรีไทย" เขาไม่ได้ทำเรื่องนี้เพราะรักสงคราม แต่เพราะตระหนักว่าสันติภาพที่แท้จริงไม่อาจสร้างได้ด้วยการก้มหัวให้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม

ในการเลือกตั้งครั้งที่ 28 เมื่อต้นปี 2569 สันติภาพกลายเป็น "สินค้าทางการเมือง" ชั้นดี แต่ในแบบที่ปรีดีน่าจะมีข้อสังเกตมาก ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ซึ่งผลที่ได้คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอนุรักษนิยมในรอบ 30 ปี

ปรีดีจะวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง เขาเคยเห็นมาแล้วว่าชาตินิยมที่ก้าวร้าวสามารถกลืนกินสันติภาพได้ และเขาเองเคยถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อชาติเพราะไม่ยอมก้มหัวให้ญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นผู้รักชาติที่ต้องการสันติภาพอย่างแท้จริง ความแตกต่างระหว่าง "ชาตินิยมที่รักสันติภาพ" กับ "ชาตินิยมที่ใช้เพื่อการเมืองภายใน" เป็นสิ่งที่เขาคงอยากให้สังคมไทยตั้งคำถามในปี 2569

สงครามสั้น ๆ กับกัมพูชาเปิดแผลหลายด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งมันเผยให้เห็นว่าชาตินิยมสามารถระดมมวลชนและเปลี่ยนโชคทางการเมืองได้อย่างรวดเร็วเพียงใด อีกด้านหนึ่งมันตอกย้ำว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่ควรเป็นหุ้นส่วนการพัฒนายังสามารถกลายเป็นประเด็นแบ่งแยกทางการเมืองภายในได้ง่ายเพียงนั้น โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) นักสันติภาพศึกษาชาวนอร์เวย์แยกแยะระหว่าง "สันติภาพเชิงลบ" คือการไม่มีการสู้รบ กับ "สันติภาพเชิงบวก" คือการไม่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้างในสังคม แนวคิดของปรีดีในการอภิวัฒน์สยามสอดคล้องกับแนวคิดนี้โดยไม่รู้จักกัน เขาไม่ต้องการแค่ให้ปืนเงียบ เขาต้องการให้ระบบที่สร้างความอยุติธรรมและบังคับให้คนต้องสู้กันเพื่อความอยู่รอดนั้นเปลี่ยนแปลง

ถ้าปรีดีมองการเมืองไทยในปี 2569 ผ่านเลนส์สันติภาพ เขาจะต้องเผชิญกับความจริงอย่างน้อยสามชุดที่ไม่สบายใจ

ชุดแรก คือความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงอยู่ในสภาวะที่กัลตุงจะเรียกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง อย่างชัดเจน และน่าสนใจที่ว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ 28 ฝ่ายอนุรักษ์นิยม สามารถเข้าไปชนะพื้นที่ชายแดนใต้ได้ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ซับซ้อนและอ่านได้หลายแบบ บางคนมองว่าคือความสำเร็จของการเมืองท้องถิ่นที่เชื่อมกับบ้านใหญ่ บางคนมองว่าคือความสิ้นหวังต่อพรรคที่ไม่สามารถแปลงความต้องการของคนในพื้นที่ให้กลายเป็นนโยบายได้จริง

ปรีดีที่เชื่อในการพูดคุยและยุติธรรมเปลี่ยนผ่านจะมองว่าปัญหานี้ไม่มีทางแก้ด้วยมาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว เพราะรากของมันคือการที่คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ "ราษฎร" ที่รัฐนั้นรับใช้อย่างเท่าเทียม

ชุดที่สอง คือวัฏจักรความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ยังไม่ยุติ แม้การเลือกตั้งครั้งที่ 28 จะเป็นสัญญาณบวกในแง่ที่อนุรักษนิยมชนะ แต่บริบทรอบข้างยังน่ากังวล ไม่กี่ชั่วโมงหลังปิดหีบเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กกต.) ส่งคดีต่อศาลฎีกาขอตัดสิทธิ์ทางการเมืองส.ส.พรรคประชาชน 44 คนรวมถึงหัวหน้าพรรคตลอดชีวิต หากพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในระบบบัญชีรายชื่อถูกจำกัดบทบาทผ่านกระบวนการทางกฎหมายซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของฉันทามติทางการเมือง

ชุดที่สาม คือสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในอินโด-แปซิฟิกทำให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องนำทางระหว่างหน้าผาสองด้านตลอดเวลา ยุทธศาสตร์ที่ไทยใช้มาตลอดหลายทศวรรษ คือการรักษาความสัมพันธ์ดีกับทุกฝ่ายโดยไม่ผูกพันตนเองกับฝ่ายใดอย่างชัดเจน มีต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะสั้นแต่สะสมในระยะยาว และกรณีความขัดแย้งกัมพูชาก็แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันภายนอกสามารถกระตุ้นชาตินิยมภายในได้เร็วเพียงใด และชาตินิยมนั้นสามารถถูกนำไปใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองภายในได้อย่างไร

ปรีดีในฐานะนักการทูตที่สร้างพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองรู้ดีว่าการทูตพหุภาคีและการรักษาหลักการเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในระยะยาว เขาเป็นชาตินิยมที่รักสันติภาพ ไม่ใช่ชาตินิยมที่ก้าวร้าว เขาจะแนะนำว่า hedging ที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ชัดเจน ยึดถือสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการทูตที่ขาดหลักการที่ชัดเจนอาจกลายเป็นเพียงการจัดการสถานการณ์ระยะสั้น ไม่ใช่การสร้างความมั่นคง

งบประมาณกลาโหมเปรียบเทียบกับงบสวัสดิการเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า รัฐบาลหนึ่งเชื่อว่าอะไรทำให้ประเทศปลอดภัยจริง ๆ การสร้างฐานเสียงบนกระแสชาตินิยมและความแข็งแกร่งทางทหาร ย่อมมีแรงกดดันให้รักษาหรือขยายงบกลาโหม ปรีดีที่เคยเห็นว่าสงครามทำลายทุกอย่างที่เขาสร้างไว้จะถามตรง ๆ ว่าระหว่างอาวุธยุทโธปกรณ์กับพลเมืองที่มีสุขภาพดี มีการศึกษา และมีหลักประกันยามชราภาพ อะไรสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนกว่ากัน เขาไม่ต้องคิดนานเพื่อตอบ

แต่ปรีดีก็จะมองสัญญาณบวกหนึ่งด้วย ในการที่ประชามติรัฐธรรมนูญผ่านด้วยคะแนน 60% ราษฎรบอกว่าอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่มรดกจากคณะรัฐประหาร นั่นเป็นสัญญาณที่ปรีดีจะอ่านว่า "ราษฎรยังไม่ยอมแพ้" แม้จะถูกโน้มน้าวด้วยกระแสชาตินิยม แต่ก็ยังลงคะแนนให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเชิงสถาบันในเวลาเดียวกัน ความย้อนแย้งนั้นไม่ใช่ความสับสน มันคือเจตนาที่ซับซ้อนของราษฎรที่ใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างฉลาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกรอบที่ถูกกำหนดให้

และตรงนี้เองที่สามแกนของบทความชุดนี้มาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์

ประชาธิปไตยที่ไม่มีสวัสดิการจะเป็นประชาธิปไตยที่ไร้ราษฎรที่แท้จริง เพราะคนที่กังวลเรื่องปากท้องและสุขภาพทุกวันจะไม่สามารถเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวทางการเมืองได้เต็มที่

สวัสดิการที่ไม่มีสันติภาพเป็นสวัสดิการที่ถูกคุกคามตลอดเวลา งบประมาณที่อาจถูกใช้ในการพัฒนาระบบบำนาญต้องแข่งขันกับรายจ่ายด้านความมั่นคง และสังคมที่ขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง จะไม่สามารถสร้างฉันทามติที่จำเป็นสำหรับการขยายสวัสดิการได้ และสุดท้าย สันติภาพที่ไม่มีประชาธิปไตยจะเป็นเพียงความสงบที่ถูกบังคับ สิ่งที่ กัลตุง เรียกว่า peace of the graveyard คือสันติภาพแบบสุสานที่ทุกคนนิ่งเงียบเพราะถูกกดไว้ ไม่ใช่เพราะพอใจ

ปรีดีจะไม่เรียกร้องความสมบูรณ์แบบจากประชาธิปไตยไทยในปีที่ใกล้จะครบ 100 ปีอภิวัฒน์ เขาเป็นคนที่รู้ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เดินตรง และความก้าวหน้าที่แท้จริงมักเชื่องช้ากว่าที่เราหวังเสมอ แต่สิ่งที่เขาจะถามอย่างไม่ยอมถอยคือทิศทาง เรากำลังเดินไปในทิศที่ใกล้ขึ้นหรือไกลออกจากสิ่งที่เขาเรียกว่าราษฎรที่มีอิสรภาพ มีหลักประกัน และอยู่ในสันติ?

การเลือกตั้งครั้งที่ 28 ให้คำตอบที่ยังคลุมเครือ พรรคอนุรักษนิยมชนะ แต่ประชามติรัฐธรรมนูญก็ผ่าน พรรคก้าวหน้าแพ้ในเขตเลือกตั้ง แต่ชนะคะแนนรวมในส่วนบัญชีรายชื่อ นั่นคือภาพการเมืองไทย ณ รุ่งอรุณศตวรรษอภิวัฒน์สยาม ที่มีความซับซ้อนในตัวเอง และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่การวิเคราะห์ผ่านมรดกความคิดของปรีดียังมีความหมาย เพราะเขาเองก็ใช้ชีวิตในความซับซ้อนขัดแย้งแบบนั้นตลอดชีวิต และเขาก็ไม่เคยหยุดหวัง

อภิวัฒน์สยามไม่ได้จบในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มันยังดำเนินอยู่ในทุกการเลือกตั้ง ทุกนโยบายสวัสดิการ ทุกการพูดคุยสันติภาพ และทุกครั้งที่ราษฎรคนหนึ่งลุกขึ้นยืนและบอกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงในบ้านเมืองของตน งานยังไม่เสร็จ แต่เราไม่ได้เริ่มต้นใหม่ เราเดินต่อจากรอยเท้าที่มีคนเดินไว้ก่อนเรานานแล้ว และนั่นก็เพียงพอที่จะก้าวต่อไป