วันที่ 8 มีนาคมนี้ (พ.ศ. 2569) เป็นวันครบรอบ 112 ปีชาตกาลของนายชิต เวชประสิทธิ์ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต (3 สมัย) อดีตผู้ช่วยใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ อดีตเสรีไทย ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และการเมือง และทนายว่าความคดีการเมือง เช่น กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 และกบฏสันติภาพ หากทว่าท่านผู้นี้เป็นนักสู้ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่เสมือนว่าจะถูกลืมเลือน หากเทียบกับนายปรีดี พนมยงค์ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมทั้งนักสู้ชาวอีสานในอดีต เช่น นายเตียง ศิริขันธ์ นายจำลอง ดาวเรือง นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และนายถวิล อุดล หรือเหยื่อโศกนาฏกรรมการเมือง เช่น นายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี นายชาญ บุนนาค เป็นต้น
โดยที่ชื่อชิต เวชประสิทธิ์นี้เอง เราอาจผ่านตาในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ทั้งงานเสรีไทย กรณีสวรรคต การต่อสู้กรณีกบฏสันติภาพ หากมักจะปรากฏเพียงเล็กน้อยไม่เกินกรณีละ 1 บรรทัด ทั้งที่นายชิตผู้นี้มีบทบาทต่อเนื่อง ใกล้ชิด แต่มักจะเป็นบุคคลเบื้องหลังที่ประสานรอยต่อในการต่อสู้ต่าง ๆ แม้ไม่ได้เป็นผู้นำโดดเด่นชัดเจน หากผู้เขียนเชื่อว่า บทบาทของบุคคลเบื้องหลังหากขาดไปแล้ว ผู้นำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยย่อมไม่อาจจะดำเนินการต่อสู้ใด ๆ ได้เลย ทั้งที่ประสบชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้ล้มเหลว

ชิต เวชประสิทธิ์ (ในชุดครุยธรรมศาสตรบัณฑิต)
ที่มา : อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต เวชประสิทธิ์ สืบค้นจาก TU Digital Collections
ภูมิหลังนายชิต เวชประสิทธิ์
นายชิต เวชประสิทธิ์เกิดที่บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร ในเขตอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2457 เรียนระดับประถมที่โรงเรียนประชาบาลปลูกปัญญา และโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่อปี 2473 จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร มาเรียนต่อที่โรงเรียนพาณิชยการวัดสามพระยา ในปี 2477 - 2480 ท่านจึงได้เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ได้ไปสอบแข่งขันชวเลขและพิมพ์ดีด ได้เป็นที่ 2 ของประเทศ จนได้สอบเข้าทำงานเป็นพนักงานชวเลขของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯ พร้อมกับศึกษาเล่าเรียนไปด้วย ด้วยงานของนายชิตนี้เองจึงได้มีความใกล้ชิดกับส่วนงานบริหารและธุรการของมหาวิทยาลัย รวมทั้งบุคคลสำคัญ เช่น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้ประศาสน์การ ดร.วิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการมหาวิทยาลัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการอาวุโสเช่น นายสวาท อินทรสุขศรี เป็นต้น

ชิต เวชประสิทธิ์ ในชุดครุยทนายความ
ที่มา : อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต เวชประสิทธิ์ สืบค้นจาก TU Digital Collections
ส.ส. ภูเก็ต สู่นายทะเบียนชวเลขเสรีไทย
ด้วยพื้นฐานความสนใจในการเมือง และความศรัทธาต่อนายปรีดี พนมยงค์ และอุดมการณ์คณะราษฎร ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 ของประเทศสยามในปี พ.ศ. 2481 ชิต เวชประสิทธิ์ จึงสมัครลงแข่งเลือกตั้ง และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต
เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย ชิต เวชประสิทธิ์จึงเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่นที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีบทบาทในการล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และตั้งรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม พ.ศ. 2487 ผ่านกลไกรัฐสภา เพื่อให้เสรีไทยในประเทศมีฐานอำนาจรัฐสนับสนุน พร้อมกับที่นายชิตได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายควง อภัยวงศ์)
นอกจากนี้ในการปฏิบัติงานเสรีไทย นายชิตได้รับมอบหมายให้ทำงานใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหัวหน้าใหญ่ขบวนการเสรีไทย ทั้งการจดประเด็นลับสำคัญในการประชุมสำคัญ การประสานระหว่างผู้นำเสรีไทยในประเทศ เสมือนเป็นเลขานุการใกล้ชิดนายปรีดี พนมยงค์ ด้วยความชำนาญด้านชวเลขและพิมพ์ดีดของนายชิต และคุณลักษณะสำคัญทั้งการจดจำ บุคลิกที่สุขุม ไม่พูดคุยโตโอ้อวด รักษาความลับได้ดี อันเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการเสรีไทย
เพื่อนฝูงได้ให้ฉายาแก่ชิตว่า “นายทะเบียน” แม้นายชิดจะรู้ภาพรวมและรายละเอียดแทบทั้งหมดของปฏิบัติงานเสรีไทย แต่นายชิตสามารถรักษาความลับได้ดีเยี่ยม ไม่พูดกับใครหรือไม่ได้จดบันทึกในเรื่องเสรีไทยเลย แม้สถานการณ์จะผ่านพ้นไปหลายสิบปีต่อมา จนความลับเสรีไทยได้ตายไปกับตัวของชิต แต่ในอีกด้านหนึ่งนับว่าเป็นที่น่าเสียดาย เพราะขาดการบันทึกประวัติศาสตร์การรับใช้ชาติในแง่มุมของชิต เวชประสิทธิ์ไป
เป็นที่น่าสังเกตว่า นายชิต เวชประสิทธิ์ไม่ได้รับมอบภารกิจในการจัดตั้งหน่วยพลพรรคเสรีไทยในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งอาจเป็นว่าภูเก็ตเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับสัมพันธมิตรโดยเฉพาะ ซึ่งอาจอาศัยเพียงข้าราชการพลเรือนและตำรวจในพื้นที่ อาจเพียงพอต่อปฏิบัติการสนับสนุนสัมพันธมิตร พอดีกับที่หลวงอังคณานุรักษ์ (ถวิล เทพาคำ) ข้าหลวงและคณะกรมการประจำจังหวัดภูเก็ตได้ตัดสินใจเปิดทางช่วยเหลือกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรปลดปล่อยภูเก็ตและปักษ์ใต้ หากวันปฏิบัติการมาถึง ทว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามไปเสียก่อน
หลังสงครามในการจัดตั้งรัฐบาลชุดสันติภาพ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เดือนกันยายน พ.ศ. 2488 - มกราคม พ.ศ. 2489 ชิต เวชประสิทธิ์รับโปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก โดยได้รับมอบภารกิจสั่งราชการกระทรวงคมนาคม ต่อมาได้ยุบสภามีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ พ.ศ. 2489 นายชิต เวชประสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง ต่อมาเมื่อตั้งคณะรัฐมนตรีคณะที่ 18 รัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์) ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ครั้งนี้นายชิต เวชประสิทธิ์ ได้เป็นรัฐมนตรีสั่งราชการกระทรวงคมนาคมร่วมรัฐบาลนี้ จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จึงพ้นตำแหน่งเพราะการรัฐประหาร
อุทิศชีวิตต่อสู้เผด็จการ
ภายหลังรัฐประหาร 2490 สถานการณ์การเมืองไทยอยู่ในภาวะผันผวน แม้จอมพล ป. พิบูลสงครามได้กลับมามีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล ที่เสมือนว่ามีอำนาจเผด็จการคุมอำนาจทหารและตำรวจ และครองเสียงในรัฐสภา หากได้เผชิญการท้าทายเสถียรภาพอยู่โดยตลอด ทั้งฝ่ายค้านในสภา และการใช้กำลังทหารต่อต้าน
ในปี พ.ศ. 2492 ชิต เวชประสิทธิ์ ได้เข้าร่วม “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์” นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อจะยึดอำนาจล้มรัฐบาลคณะรัฐประหารภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทว่าขบวนการนี้ได้พ่ายแพ้ นายชิตจึงถูกจับกุมตัวและถูกส่งเข้าเรือนจำ อย่างไรก็ตามในการจับกุมครั้งนี้ ได้นำโดยร้อยตำรวจเอก ต่อศักดิ์ ยมนาค (ยศหลังสุดพลตำรวจโท อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล) นายตำรวจสันติบาลธรรมศาสตรบัณฑิต ผู้เป็นเพื่อนเก่านายชิต ได้อาสานำจับกุมนายชิตเอง ด้วยเจตนาไม่ให้ชิตต้องถูกสังหารโหด เฉกเช่นอดีตเสรีไทยร่วมอุดมการณ์หลายท่าน ในการควบคุมของนายตำรวจชั้นอัศวินนายอื่น จนท้ายที่สุดหลักฐานเอาผิดชิตมีน้ำหนักน้อย อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายชิตจึงได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ แล้วจึงได้ประกอบอาชีพเป็นทนายความ
นอกจากกรณีขบวนการประชาธิปไตย พ.ศ. 2492 แล้ว ยังมีการจลาจลและขบวนการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่ต่อสู้รัฐบาลคณะรัฐประหาร เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เช่น กบฏสันติภาพ พ.ศ. 2495 รวมทั้งคดีสวรรคตในรัชกาลที่ 8 ที่กลายเป็นคดีที่ถูกบิดเบือนทำลายผู้บริสุทธิ์ นายชิต เวชประสิทธิ์ได้ใช้ความรู้จากหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิต อาสาเป็นทนายจำเลยในคดีสำคัญของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลต่อมา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
คดีกบฏสันติภาพ พ.ศ. 2495 เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการผูกมิตรใกล้ชิดสหรัฐอเมริกาในสงครามเย็น ที่เชื่อว่าจะทำให้อเมริกาครอบงำและแทรกแซงภายในประเทศไทย มีประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยถูกจับกุมจำนวนมากราว 200 คน เช่น ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ นายปาล พนมยงค์ นายแพทย์เจริญ สืบแสง นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ นางนิ่มนวล ชลภูมิ (ภรรยา ดร.ทองเปลว ชลภูมิ) นายสุภา ศิริมานนท์ นาวาตรี มนัส จารุภา นาวาอากาศตรี พร่างเพ็ชร บุณยรัตพันธุ์ นายครอง จันดาวงศ์ นายสุพจน์ ด่านตระกูล นายมารุต บุนนาค เป็นต้น
สำหรับกรณีสวรรคตในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งสวรรคตด้วยพระแสงปืนตั้งแต่ พ.ศ. 2489 ซึ่งแนวโน้มคดีกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการทำลายกลุ่มการเมืองของนายปรีดี พนมยงค์ และมีแนวโน้มที่จะลงโทษจำเลยผู้บริสุทธิ์ เช่น นายเฉลียว ปทุมรส อดีตราชเลขานุการในรัชกาลที่ 8 นายชิต สิงหเสนี และนายบุษย์ ปัทมศรินทร์ อดีตมหาดเล็กหน้าห้องพระบรรทม
ในชั้นแรกนายชิต เวชประสิทธิ์ เป็นทนายความฝ่ายจำเลยในคดีทั้งสอง โดยไม่รับค่าว่าจ้าง ร่วมกับนายฟัก ณ สงขลา และนายลิ่วละล่อง บุนนาค ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ทว่าในเวลาต่อมานายฟักได้ถูกจับกุมด้วยข้อหาละเมิดอำนาจศาล จนไม่อาจว่าความคดีใดได้อีก นายชิตจึงได้เป็นทนายหลัก ที่ต้องขยันอดทนทำสำนวนให้แก่จำเลยการเมืองลูกความนับ 53 คน เฉพาะรายที่ถูกดำเนินคดี นับเป็นความเสียสละ และเสี่ยงต่อการเพ่งเล็งและการคุกคามจากผู้มีอำนาจทั้งในรัฐบาล ตำรวจ อัยการ ฯลฯ นายชิตและคณะทนายว่าความต้องเผชิญกับสายลับที่คอยติดตามและข่มขู่ และแม้ในระหว่างการพิจารณาคดีในศาล จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งนอกและในเครื่องแบบพร้อมอาวุธจัดกำลังล้อมศาล หากเมื่อใดทนายได้ซักพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในฐานะพยาน หากไม่เป็นที่สบอารมณ์อธิบดี บรรดารถตำรวจรอบศาลก็จะถูกสตาร์ตเครื่องยนต์ก่อกวนการพิจารณาคดี
นอกจากนี้หลังจากศาลพิพากษาแล้ว นายชิตยังเป็นกำลังสำคัญในการดูแลจำเลยที่ต้องโทษจำคุก ด้วยทุนทรัพย์ของตนและอีกหลายท่าน นักโทษหลายรายเป็นนักต่อสู้สามัญชนจากชนบท ซึ่งไม่มีญาติมิตรในกรุงเทพฯ และอยู่ในฐานะยากจน นายชิตจึงเป็นทนายความและเป็นเสมือนญาติมิตร ที่จำเลยผู้ต้องโทษให้ความเคารพและความเห็นอกเห็นใจ
ไม่ทอดทิ้งปรีดี ยามนิราศบ้านเมือง
ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 - 2512 ชิต เวชประสิทธิ์ได้ไปทำงานเป็นเลขานุการสำนักงานบริษัทสหวิทยาการโยธา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เคยได้รับงานสร้างทางหลวงสายฮอด - แม่สะเรียง หรือทางหลวงสาย 108 ในปัจจุบัน
แม้ตั้งแต่หลังความล้มเหลวของขบวนการประชาธิปไตย พ.ศ. 2492 นายปรีดี พนมยงค์ไม่อาจย้อนกลับมาประเทศไทยได้อีก ต้องสิ้นอำนาจวาสนาไป หากชิต เวชประสิทธิ์ยังคงเคารพและรักปรีดี พนมยงค์ไม่เคยทอดทิ้ง ถ้ามีโอกาสก็ยังต้องไปพบปรีดีโดยตลอด เมื่อปี พ.ศ. 2500 ชิตได้ไปคารวะปรีดี พนมยงค์ที่ประเทศจีนครั้งหนึ่ง โดยได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง เป็นช่วงที่การติดต่อระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดช่องทางสั้น ๆ (หลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำเนินการทูตใต้ดินกับจีนช่วงปี 2498 - 2500) ทว่าในช่วงนี้ไทยกับจีนไม่ได้เปิดสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ จึงนับเป็นความเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมคุมขัง แต่ภายหลังการรัฐประหารครั้งที่ 2 โดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เมื่อปี พ.ศ. 2501 การติดต่อไทย - จีนถูกระงับอีกครั้ง ชิตจึงไม่อาจพบปรีดีไปอีกชั่วระยะหลายปี

ชิตเยี่ยมคารวะนายปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านพักมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน พ.ศ. 2500
ที่มา : อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต เวชประสิทธิ์ สืบค้นจาก TU Digital Collections
ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 นายปรีดี พนมยงค์และครอบครัวย้ายไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตไทยอย่างเป็นทางการ นายชิต เวชประสิทธิ์จึงได้ไปคารวะปรีดีที่ปารีสอีกหลายครั้ง แม้จนวาระสุดท้ายของปรีดี นายชิตก็ยังคงไปมาหาสู่ครอบครัวพนมยงค์อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญชิตได้ช่วยเหลือเรื่องคดีความฟ้องหมิ่นประมาทผู้ที่ใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์ในครั้งต่าง ๆ จนชนะทุกคราว ถึงกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ยกย่องนายชิตว่าเป็น “เพื่อนที่ซื่อสัตย์” ของนายปรีดีและครอบครัวพนมยงค์เสมอมา

ชิต (ซ้ายสุด) เมื่อเข้าเยี่ยมปรีดี ที่กรุงปารีส พ.ศ. 2522
ที่มา : อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต เวชประสิทธิ์ สืบค้นจาก TU Digital Collections
ในช่วงระยะเวลานี้เอง ภายหลังการพระราชทานและประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 จึงได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2512 ชิต เวชประสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง แม้จะต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีฐานเสียงและมีกำลังทรัพย์ กำลังอำนาจไม่น้อย หากชิตยังเอาชนะการเลือกตั้งได้ แล้วได้ทำหน้าที่ ส.ส. อยู่จนถึงปี พ.ศ. 2514 หลังจากคณะปฏิวัติของจอมพล ถนอม กิตติขจรก่อการรัฐประหารเงียบ ล้มรัฐธรรมนูญ สมาชิกภาพ ส.ส.ชิต เวชประสิทธิ์จึงสิ้นสุดลง
ชิต เวชประสิทธิ์มีชีวิตนอกวงการเมืองต่อมาอีกหลายปี จนถึงแก่กรรมในวัยชราเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2536
ชีวิตของนายชิต เวชประสิทธิ์ แม้อาจจะไม่ใช่ผู้นำการต่อสู้ที่โดดเด่น มีบทบาทเบื้องหลังมาโดยตลอด และไม่ได้บันทึกเรื่องราวของตนเองไว้มากนัก หรือไม่ได้ประสบโศกนาฏกรรมเช่นนักสู้ท่านอื่น จนเสมือนว่าไม่มีลักษณะบทบาทเด่นน่าสนใจ หากเป็นบุคคลเบื้องหลังผู้อุทิศชีวิตในการต่อสู้เพื่อชาติเพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ โดยไม่เสื่อมคลาย บรรดาผู้นำการเมืองไม่อาจขาดเขาได้ และที่สำคัญยังเป็น “เพื่อนที่ซื่อสัตย์” เคียงข้างนายปรีดี พนมยงค์อยู่เสมอ ตราบชั่วชีวิต สมควรแก่การบันทึกชีวประวัติไม่ให้ถูกลืมเลือน
เอกสารอ้างอิง
อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ นายชิต เวชประสิทธิ์ ณ เมรุวัดท่าเรือ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2536.
อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์ 24 มีนาคม 2513. แสงทองการพิมพ์.
นรนิติ เศรษฐบุตร. ชิต เวชประสิทธ์ : ผู้แทนฯจากใต้ของพรรคสหชีพ. จากเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า,สืบค้นจาก https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C
วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร. ตำนานเสรีไทย. แสงดาว, 2547