ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ศิลปะ-วัฒนธรรม

“อมันตสถาน” กับเทศกาลละคอนนิพนธ์ ครั้งที่ 27

9
เมษายน
2569

 

พระยามานวราชเสวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ดร. ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2477 ได้กระทำพิธีเปิดมหาวิทยาลัยเป็นปฐมฤกษ์เมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน 2477 และเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ” (Thammasat University) เมื่อปี พ.ศ. 2495 โดยตัดคำว่า ‘วิชา’ และ ‘และการเมือง’ ออกไป ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการศึกษา และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันที่วางรากฐานบ่มเพาะความรู้ด้านการละคอนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดย ศาตราจารย์ ดร.มัทนี รัตนิน เป็นผู้บุกเบิกและริเริ่มเปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับวรรณกรรมบทละคอน ในรายวิชาพื้นฐานด้านมนุษยศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 [1] ต่อมาได้มีการจัดแสดงละคอนสมัยใหม่เรื่องแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ “อวสานเซลส์แมน” แปลจากบทละคอนเรื่อง “ Death of a Salesman ” ของ Arthur Miller เมื่อปี พ.ศ.2514  จนกระทั่งปี พ.ศ.2518 ได้มีการเปิดหลักสูตรวิชาโทการละคอน และในปี พ.ศ.2529 ได้เปิดหลักสูตรสาขาวิชาการละคอน ในคณะศิลปศาสตร์  ต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เสนอโครงการจัดตั้ง “ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ”พร้อมทั้งสาขาวิชาทางด้านศิลปกรรมต่าง ๆ ขึ้น โดยได้เปิดสอนหลักสูตร ศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการละคอน ” ในปี พ.ศ.2539 และได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยให้จัดตั้งเป็น “ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544

 

 

ด้วยมีรากจากการก่อตั้งของรัฐบุรุษ คำขวัญหรือคติพจน์ที่เป็นแกนหลักของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงตราไว้ในใจชนจนทุกวันนี้คือ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ซึ่งมาจากบทความของนักประพันธ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ที่สะท้อนปณิธานการรับใช้สังคม ด้วยเหตุนี้ ‘ละคอน’ ของ ม.ธรรมศาสตร์จึงมีปรัชญาในการทำงานที่ ‘ผูกพันกับประชาชน’ บนรากฐานที่ได้รับการสืบสานต่อยอดมาทุกยุค และโดยเฉพาะนักศึกษารุ่นใหม่ในปัจจุบัน กระบวนการผลิตละคอนทุกเรื่อง ได้เกิดจากการรังสรรค์ปั้นแต่งบทละคอนโดยนักศึกษาผู้เป็นเจ้าของ ‘ละคอนนิพนธ์’ ให้ Thesis เป็นต้นแบบของการเขียนบท ที่ได้รับการกลั่นกรองจากอุดมคติ ก่อนเบ่งบานสร้างงานเปี่ยมอุดมการณ์แบบ Original Play Script ทุกเรื่อง ยืนยันได้จากละคอน 5 เรื่อง ในงาน “ เทศกาลละคอนนิพนธ์ 27 ”  ในปีนี้ ที่ไม่ซ้ำแนว แต่เหมือนกันทุกเรื่องคือ หัวใจ (Theme) ที่มีสำนึกรับผิดชอบสังคมและการเมือง ชัดเจนเป็นใบประกาศเกียรติคุณ ที่มีตรา ‘สกุลธรรมศาสตร์’ ประทับเด่นเป็นเอกลักษณ์ ให้ประจักษ์ในความทุ่มเทของทุกฝ่ายที่ได้ร่วมสร้างงาน

 

“เทศกาลละคอนนิพนธ์” Lakorn FATU Festival 
สาขาวิชาการละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 27 
โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

 

รถรางที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียง “บทสอบแรก” ของการเข้ามาเรียนการละคอน ของรุ่นที่ 27 ครั้งนี้ได้กลายมาเป็น ยานพาหนะของความฝัน ความพยายาม และการเติบโตของพวกเขา ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา วันนี้ รถรางคันนี้ได้พาเหล่านักศึกษามาถึงจุดหมายแห่งใหม่ คือการนำเสนอผลงานศิลปะนิพนธ์ซึ่งเปรียบเสมือน “สถานีปลายทาง” ของแต่ละคนกับ 13 ผลงาน และ 5 Production รับประกันคุณภาพ

 

เทศกาลละคอนนิพนธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 27 
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 11 เมษายน 2569

 

Production

  1. นัยพนา (Into the woods) วันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569
  2. EUDOS สารนิพนธ์แบบภาพ วันที่ 27 - 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569
  3. ฆาตกรรมหลังแคทวอล์ค (Project Murder) วันที่ 13 - 15 มีนาคม 2569
  4. อมันตสถาน (The Twilight of Amanta) วันที่ 26 - 28 มีนาคม 2569
  5. วายของ (Silent Pulse of The River) วันที่ 9 - 11 เมษายน 2569

สถานที่จัดแสดง Black Box Theatre โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Non - Production

  1. การออกเแบบกลยุทธ์ทางการตลาด - ละคอนไทย (Audience Development) วันที่ 13 - 14 ธันวาคม 2568 (เสร็จสิ้นแล้ว)
  2. Role & Self วันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569
  3. TIE (สีสันแห่งความหลากหลาย) วันที่ 16 - 22 กุมภาพันธ์ 2569
  4. กลุ่มไม้ขีดไฟ วันที่ 3 - 4 มีนาคม 2569
  5. When Sunset Turns to Stars วันที่ 6 - 8 มีนาคม 2569
  6. ประตูกลับบ้าน วันที่ 21 - 22 มีนาคม 2569
  7. Measureless Me (เกินกว่าจะวัด) วันที่ 21 - 22 มีนาคม 2569
  8. Permission to Leave วันที่ 22 มีนาคม 2569
  9. ซาก วันที่ 22 มีนาคม 2569
  10. Showcase : Tri-Technique : The voice musical วันที่ 30 มีนาคม 2569
  11. Linda & Me Story วันที่ 4 - 5 เมษายน 2569
  12. Creative Design Music (นัยพนา) วันที่ 6 - 7 เมษายน 2569

 

 

นิทรรศการงานวิจัย เทศกาลละคอนนิพนธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 27

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Non - Production

  1. การออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาด - ละคอนไทย (Audience Development)
  2. Role & Self
  3. TIE (สีสันแห่งความหลากหลาย)
  4. กลุ่มไม้ขีดไฟ

 

 

 “นัยพนา Into the Woods” ละคอนพูดเพลงประกอบ ได้รับแรงบันดาลใจและดัดแปลงมาจาก “Into the Woods” โดย Stephen Sondheim และ James Lapine และ ไพรพันลึก โดย ผศ.ดังกมล ณ ป้อมเพชร นำเสนอเรื่องราวของความปรารถนาอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์ ผ่านตัวละคอนในเทพนิยาย ที่ถึงแม้ภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในมีความซับซ้อนและลึกซึ้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

นักแสดง

  • ลัลน์ลลิต ขาวโต               (ลี่ลี่)
  • กัญญ์รวีกร วงษ์สวัสดิ์         (หมอนหนุน)
  • ชนสิษฎ์ จันทราธรกุล         (พีนัท)
  • ดมิสา ชาง                       (นนท์)
  • ปภาสรณ์ ตระกูลกรวรา      (ปิ่นมุก)
  • ชนรดี ผู้อยู่สุข                  (รวงข้าว)
  • แพรวพรรณ เหล่าภักดี       (โอปอล์)
  • เพชรลดา โลกนิยม            (เอ๋ย)

จัดเแสดง วันที่ 13 , 14 และ 15 กุมภาพันธ์ 2569

ณ โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

“ EUDOS ”  สารนิพนธ์แบบภาพ การแสดงในรูปแบบ Devised Theatre ภายใต้ประเด็นความรุนแรงผ่านวาทกรรมชาตินิยม กำกับการแสดง โดย ธีระวัฒน์ มุลวิไล

ชวนสำรวจความทรงจำ ความเชื่อ และคำถามที่สังคมเคยเผชิญ เมื่ออำนาจค่อย ๆ เปลี่ยน “คนธรรมดา” ให้กลายเป็นผู้กระทำโดยไม่รู้ตัว

คณะผู้สร้างสรรค์

  • ธนัญญา ทับศฤงฆรา          (พิม)
  • ธันยพร ชูศรี                      (กระต่าย)
  • ปทิตตา แซ่เอี้ย                  (ฝน)     
  • รัตฐนิกา โพธิ์ขวัญ              (เทอร์)
  • นุชวรา หมอนทอง              (ฟ้า)

จัดแสดง วันที่ 27 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 และ 1 มีนาคม 2569

ณ โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

“ ฆาตกรรมหลังแคทวอล์ค ” Project Murder the Elimination Challenge

และแล้วก็มาถึงสัปดาห์ที่ 6 ของการเฟ้นหาสุดยอดแฟชั่นดีไซเนอร์ ขณะนี้เราเหลือผู้เข้าแข่งขัน 5 คนที่ยังยืนหยัดมาจากรอบแรกทั้งหมด 12 คนหวังเป็นอย่างยิ่งให้ผู้ชมทุกท่านได้ร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันที่สตูดิโอแห่งนี้กับเรา

ละคอนเวทีเรื่อง “ ฆาตกรรมหลังแคทวอล์ค ”  เป็นบทละคอนพูดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทละคอนต้นฉบับเรื่อง “ Project Murder The Elimination Challenge ” โดยนำเสนอเรื่องราวสุดอลเวงของตัวละคอนในการสืบสวนคดี ผ่านรายการเรียลลิตี้ แฟชั่นโชว์ชื่อดัง กับ Project Design

คณะผู้สร้างสรรค์

  • นายรัชกร วันนาพ่อ                       (ชาร์วี่)
  • นางสาวประภัสสร บุตรแก้ว            (นับดาว)
  • นางสาววรรณวนัช มีจิตร                (เฟย์)
  • นายนรบดี บุญเกตุ                        (พิ้งบุ้ง)
  • นางสาวธารีรัตน์ เฉลิมธนาภิรมย์     (บีนนี่)
  • นางสาวนันท์นภัส เพ็ชรรัตน์           (แนน)

จัดการแสดง วันศุกร์ที่ 13 - 15 มีนาคม 2026

ณ โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 

 

“ วายของ ” (Whykong) Silent Pulse of the River

ชวนผู้ชมมาทำความรู้จักกับแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงทั้งระบบนิเวศและผู้คนจำนวนมากตลอดสองฝั่งน้ำ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแม่น้ำสายนี้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม

แม้เราจะอยู่ไกลจากแม่น้ำสายนี้ แต่ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน

แล้วทำไม ชีพจรของแม่น้ำใน “ The Silence Pulse of the River ” กำลังจะค่อย ๆ หายไป…?

สร้างสรรค์การแสดง โดย

สเก็ต  ปารมี ศรีทอนสุด

หงษ์หยก  บุรัสกร ปั้นพินิจ

แตงโม นิจจารีย์ โพธิ์สิน

น้ำฟ้า  ณัฐริกา ขลิบกลาง

ใบบัว กัญญบงกช พูลศักดิ์

จัดแสดงวันที่ 9-11 เมษายน 2569 วันที่ 11 มี Post-show talk หลังการแสดง

ณ Black Box Theatre โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รอบการเเสดง

รอบการแสดงที่ 1 วันที่พฤหัสบดีที่ 09 เมษายน เวลา 19:00น.

รอบการแสดงที่ 2 วันที่ศุกรที่ 10 เมษายน เวลา 19:00น.

รอบการแสดงที่ 3 วันเสาร์ที่ 11 เมษายน เวลา 14:00น. * Post-show talk 

รอบการแสดงที่ 4 วันเสาร์ที่ 11 เมษายน เวลา 19:00น.

 

ติดตามข่าวสาร และสอบถามได้ที่

Facebook และ Instagram : TU.Theatre

 

 

“ อมันตสถาน ”  The Twilight of Amanta

ละครเรื่องที่ 4 จาก เทศกาลละคอนนิพนธ์ ครั้งที่ 27 จาก Lakorn FATU Festival 27 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 4 Thesis Production โดย นักศึกษาสาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ ละคอนเวทีสไตล์ Sci-Fi แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่อง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ”  โดย กิตติศักดิ์ คงคา

ดัดแปลงสู่บทละคอน

โดย พสิษฐ์ พลอยงาม

จัดทำโดยคณะผู้สร้างสรรค์ (Thesis)

  • พสิษฐ์ พลอยงาม                         (พอตเตอร์)
  • ณภัทร์ มหามาตย์                         (เกอร์)
  • สรชัช พงศ์พลาพิบูลย์                   (แซท)
  • ญาณิศา ภูโทถ้ำ                           (ยะหยา)
  • ชรินพร เงินเจริญ                          (ปิ่น)
  • รตามันต์ ลิ่มตระกูล                       (เเอมป์)
  • วรรณ์วิษา คำทา                           (แพรวา)
  • ริญญารัตน์ ตั้งสุวงศ์ชัยเดชา           (หลิน)
  • วุฒิชัย ประสมศรี                          (บอมเบย์)
  • หนึ่งฤทัย ดินประเสริฐสัตย์             (น้ำหนึ่ง)

นักแสดงนำ

  • อนาวิน   รับบทโดย           วุฒิชัย ประสมศรี
  • พิจิตรา   รับบทโดย           วรรณ์วิษา คำทา
  • กลทีป์    รับบทโดย           รตามันต์ ลิ่มตระกูล
  • การุญ    รับบทโดย           หนึ่งฤทัย ดินประเสริฐสัตย์
  • ปวารตี   รับบทโดย           ริญญารัตน์ ตั้งสุวงศ์ชัยเดชา

หมู่มวล 

  • ทักษพร ปานเพชร
  • ชาติศิริ มุมจันทึก
  • พลวัต นาวาทอง
  • ปณัต เพชรชนะ
  • ภัทรภร ฉายาสกุลวงศ์
  • กนกนก สันติพิทักษ์
  • ทักษพร ไม้จันทร์
  • ปภัสร หวง
  • ศิวกร ผาสุข
  • ชาลิสา สุวิชา
  • ณปภัช วงค์วานขจร
  • ธีรไนย คลังนาค

จัดการแสดง วันที่ 26 - 28 มีนาคม 2569 จำนวน 120 ที่นั่ง ต่อรอบ

สถานที่จัดแสดง Black Box Theater โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต)

“ อมันตสถาน ”  The Twilight of Amanta เล่าเรื่องการเมืองและผสมผสานกับกลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชีย ดัดแปลงจากวรรณกรรมเรื่อง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ” เขียนโดย กิตติศักดิ์ คงคา ถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางบ้านเมืองซึ่งสุดแสนเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล้ำยุค แต่กลับมีระบอบการปกครองที่ล้าหลังของผู้มีอำนาจมากำหนดชะตาชีวิตของผู้คน ทำให้ได้พบเจอกับความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และ ความโหดร้ายภายใต้การกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง เมืองแห่งนี้ได้แฝงไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตเพื่อมองหา “ ความหวังครั้งใหม่ ” ที่จะเปลี่ยนแปลงและเอาชนะอำนาจที่กดทับพวกเขา การต่อสู้ด้วยปัญญาและแรงขับเคลื่อนจากปวงชนจำนวนน้อย กำลังจะสร้างคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเมืองอมันตสถานไปตลอดกาล

 

 

ในนิยายต้นแบบสถานที่สมมุติแห่งนี้คือ “ ภารตะสถาน ” ส่งแรงบันดาลใจสู่ “ อมันตสถาน ” มาจากรากศัพท์ มันตา - มันตะ แปลว่ามนต์ตรา อีกความหมายหนึ่งซึ่งคนในโลกมันตะจะเข้าใจว่านครแห่งนี้เป็นนครไร้ที่สิ้นสุด “ อนันตนคร ” ซึ่งเกิดจากความตั้งใจให้มีสองความหมายที่เร้นลึก “ อมันตสถาน ” คือนครไร้ความคิด นครเสื่อมมนต์ขลัง ไร้ตรรกะ จากความหมายแท้จริงซึ่งเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องที่แปลว่า “ นครเสื่อมมนต์ขลัง ”

 

เพลง “ อมันตสถาน ”

อมันตสถาน อมันตสถาน อมันตสถาน อามันตสถาน 
อมันตสถาน คือ นครของพระองค์ ! 
ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยวิทยา ก่อร้างสร้างนครา มอบชีวาครั้งใหม่ 
ก่อกําแพงทุกแปลงให้พ้นโลกาภัย สร้างแสงสว่างไสวให้ทอดไกลทั้งแผ่นดิน 
(Chorus / Hook) 
อมันตสถานดินแดนสุขาวดี 
บันดาลให้ทุกชีวี - มี – ธานีแห่งนี้ที่สดใส 
นี่คือสถานบันดาลให้โลกพ้นปวงภัย 
ฟื้นฟูชีวิตอนบรร-ลัย จากไฟอันร้อนโลกันต์ 
ทั้งควัน ! ทุกข์พลัน ! โทษทัณฑ์ ! 
นี่คือสถาน อนันตกาล จวบจน…นิรันดร์ 
อมันตสถาน อมันตสถาน อมันตสถาน อามันตสถาน 
อมันตสถาน คือนครของปวงชน ! 
พวกเราทรงเปี่ยมล้นด้วยความศรัทธา 
ก่อร่างสร้างสมปัญญา ทุกอาณาทั่วถิ่น 
ก่อตัวเป็นนครที่ไร้ซึ่งมลทิน 
มนุษย์ทุกคนถวิล -หา- ชีวาที่ทัดเทียมกัน

 

 

ปี ค.ศ. 2075 โลกเข้าสู่สถานะสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ... กองกําลังของประเทศมหาอํานาจ ได้เปิดฉากโจมตีนิวเคลียร์ตอบโต้กันทั่วทุกทวีปภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมง โลกได้สูญเสียเมืองหลวงกว่า 80 เมือง หลังจากนั้นไม่นานกลุ่มควันนิวเคลียร์แผ่ขยายปกคลุมทั่วโลก ละอองโลหะหนักที่ลอยตัวขึ้นไปในชั้นบรรยากาศทําให้อุณหภูมิลดฮวบ และที่เลวร้ายที่สุดคือการปนเปื้อนของสารพิษที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน... ‘คราโทไนต์’ สารกึ่งกัมมันตรังสี ที่เกิดขึ้นระหว่างการโจมตีซึ่งกัดกร่อนทุกชีวิต และทําลายความหวังในการอยู่รอดบนโลกของทุกสรรพสิ่ง … นครรัฐอมันตสถานแถบเอเชียใต้ พื้นที่เพียงแห่งเดียวที่เหลือรอดบนโลกหลังสงครามนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ มีลักษณะเป็นนครขนาดกลาง ที่แบ่งชั้นกําแพงตามเขตปกครองชนชั้นเรียกว่า Sector (1-5 จากชนชั้นสูงสุดไปต่ำสุด) เหนือนครมีโดมกระจกครอบเพื่อป้องกันอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษ “ คราโทไนต์ ”  จากภายนอก เมื่อมนุษยชาติเหลือเพียงดินแดนสุดท้ายในแถบเอเชียใต้ และสถาปนานครใหม่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบชนชั้น จะเป็นอย่างไรหากมวลชนที่ถูกกดขี่จากระบบอยุติธรรมได้ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรี เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์

 

 

ปวารตี ตัวแทนแห่งรัฐอมันตสถาน ชนชั้นอรุณ เธอคือศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของรัฐไปยัง ประชาชนทั่วไป และเป็นเสมือนภาพลักษณ์ของรัฐบาลในอมันตสถาน เป็นผู้เกลี้ยกล่อมชาวเมืองให้ไปในทิศทางของรัฐบาล

ปวารตี : “ ทุกชีวิตในอมันตสถาน จะต้องทําหน้าที่ตามลําดับชั้นที่ตนสังกัด ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น อรุณ วายุ สินธุ คีรี และหากทุกคนดําเนินชีวิตตามบทบาทที่เหมาะสม จะไม่มีสงครามและความขัดแย้ง นี่แหละคือสิ่งที่มนุษย์ควรจะคํานึงถึง… แม้ไร้ซึ่งชนชั้นที่เท่าเทียม แต่มนุษย์จะใช้ชีวิตได้อย่างสันติและมีความสุข สงบ ร่มเย็น เพื่อความรุ่งโรจน์แห่งอมันตสถาน… ดินแดนที่ยอมให้ชีวิตใหม่แก่ทุกคน แม้แต่พวกไร้ แผ่นดินไร้ชนชั้นอย่างพวกธุลี ได้มีแผ่นดินอยู่อาศัย อีกทั้งกฎหมายของเรายังมอบโอกาส สิทธิการศึกษา และสิทธิการทํางานให้กับทุกคน เพราะอมันตสถานเคารพในสิทธิมนุษยชน…อย่างเท่าเทียม อมันตสถานจะเป็นดินแดนแห่งสันติสุขอันสมบูรณ์แบบ ดินแดนสวรรค์แห่งใหม่ของโลกใบนี้เพียงแห่งเดียว…

 

 

‘อนาวิน’ เด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ จาก ชาวธุลี ชนชั้นต่ำสุดที่ถูกกดทับอยู่ใต้ เมืองอมันตสถาน เขามีความฝันที่อยากจะเปลี่ยนแปลงระบบชนชั้นที่กดทับผู้คน ให้รอดพ้นจากการกดขี่ของ รัฐบาลอมันตสถาน อนาวินเป็นคนฉลาดทางเทคโนโลยี นิสัยกล้าหาญ ดื้อรั้น

อนาวิน : พวกเราทุกคนอย่าไปฟังที่เขาพูด! เพราะพวกเราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ต่อให้พวกเขาจะประกาศว่าเราทําผิด แต่พวกเขาคงรู้อยู่แก่ใจ เรามีเพียงแค่มือเปล่าไม่ได้คิดจะมาทําร้ายผู้ใด แต่ใครกันที่กําลังถืออาวุธจ่อมาที่ประชาชน ทุกคนก็เห็นว่าพวกเขาทําอะไรกับพี่น้องชาวธุลีของเราบ้าง ควรลุกขึ้นมาสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่สูญเสียไป พี่น้องชาวธุลีถูกหลอกเข้าไปในหลุมหลบภัย เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือปลูกถ่ายอวัยวะ พวกเขาชําแหละเลือดเนื้อของเรา เอาอวัยวะของเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ไปใช้ในการทดลองที่โหดร้าย เขากําลังจะพรากชีวิตศักดิ์ศรีของพวกเรา

‘กลทีป์’ หุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นโบราณ ที่อนาวินกู้ขึ้นมาจากซากเครื่องมือสารสนเทศในเขตธุลี เดิมเคยเป็นโปรแกรมผู้ช่วยของรัฐบาลอมันตสถานในยุคเริ่มต้น กลทีป์เปรียบเสมือนแหล่งข้อมูลหลักของอนาวินคอยให้ข้อมูลต่าง ๆ และฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกับอนาวินในวันโลกาวินาศมาถึง

กลทีป์ : ก่อนแสงอรุณจะปรากฏ ท้องฟ้ามักมืดที่สุดในช่วงก่อนรุ่งสาง อย่างไรก็ตาม กลทีป์คํานวณทางเลือกเพิ่มเติมได้ว่า หากต้องการลดระยะเวลาของความมืด วิธีหนึ่งคือการจุดแสงไฟให้สว่างที่สุด แล้วก้าวเดินไปยังขอบฟ้าที่แสงอรุณกําลังจะ ปรากฏ ไปให้…ใกล้แสงแรกที่สุด

 

 

‘การุญ’ มนุษย์กึ่งจักรกลในห้องทดลองโครงการลับทางการแพทย์ของรัฐบาล ที่อนาวินเก็บมาจากการพบซากในท่อระบายน้ำ การุญมี ลักษณะปราดเปรียว ว่องไว และฉลาด เธอหนีออกมาจากการทดลองต้องการล้างแค้น และเปิดโปงความจริงถึงสิ่งที่รัฐบาลทารุณต่อผู้คนที่ถูกใช้ในโครงการทดลอง 

การุญ : ฉันอยู่ในการทดลองเฟสที่ 2 (หุ่นยนต์ทดลองดัดแปลง) ที่เอาอวัยวะเทียมทุกส่วนมาใส่ในร่างของคน ทั้งแขน ขา อวัยวะภายใน ทุกอย่างถูกสังเคราะห์ขึ้น พวกเราถูกดัดแปลงเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ร่างกายทุกส่วนคือเครื่องจักร… พวกมันหลอกฉันให้ลงนรก ฉันตื่นขึ้นมาและกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง น็อตทุกตัวถูกฝังลงในทุกส่วน แผลตามร่างกายเหมือนกับร่างที่ถูกปรับแต่งใหม่ มันเจ็บปวดและทรมานมาก… พวกมันบอกว่าร่างกายของฉันปฏิเสธสิ่งที่พวกมันยัดเยียดให้ ฉันรู้ว่าตัวเองยังเป็นคน แต่อีกครึ่งหนึ่งมันกลับทําให้ฉันด้านชา เมื่อไหร่ที่ฉันมีความรู้สึกฉันจะเจ็บปวดทันที จนเหมือนมีคําสั่งในหัวให้ฉันต้องกลายเป็นแบบที่พวกมันต้องการ ทุกอย่างเป็นเพราะพวกมัน! สิ่งที่มันทํา…โหดร้าย และมันทําเพื่อคนของพวกมันเอง!

 

 

‘พิจิตรา’ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ของอนาวิน เป็นคนคอยบอกอนาวินให้รับรู้ถึงความหวังในการใช้ชีวิต และเป็นเสมือนความหวังของอนาวินในการต่อสู้กับระบอบที่กดทับ เขามีเพื่อนคู่ใจคือ กลทีป์

พิจิตรา : เพื่อไปดูรุ่งสางนั้น…ด้วยกัน พวกเราต้องผ่านคํ่าคืนนี้ไปให้ได้นะลูก มองไปที่พวกเขานั่นสิ ลูกต้องทําให้พวกเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรมไปพร้อม ๆ กันกับลูก ทําให้พวกเขารู้ว่าเขาไม่ได้ทุกข์เพียงลําพัง และไม่ได้กําลังต่อสู้ในคํ่าคืนนี้อยู่ เพียงคนเดียว…

 

เพลง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ”

(พิจิตรา และ อนาวิน)

แม้ยามดวงตาทอดไกล สุดเสียงเรไร มืดมน… เราจงมองด้วยใจทนง อดทน..ไฝ่หา 
สิ้นสุดฟ้า ไม่เคยสุดแสน หากแม้นปกคลุมด้วยเมฆา 
แต่จงจําไว้ สุดไกลไฝ่หา ย่อมมี…แสงทองเรืองรอง..เรื่อยไป

พิจิตรา (พูด) 
อนาวิน

(พิจิตรา / กลุ่มประสานเสียง / อองซอม)

เราจงมองที่ขอบฟ้าแสนไกล 
และจะเห็นประกายสีเหลือง รําไร 
นั่น…คือแสงสุดท้ายของวัน 
ก่อนเปลี่ยนผันสู่ค่ำ… ย่ำสนธยา หมู่นก..เพรียกหา..ศรัทธาที่เต็มไปด้วย 
ใจไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนแปลให้หลุดพ้นรัตติกาล

(พิจิตรา) 
จงจําเอาไว้หากฟ้าไม่บันดาล หาก..เจ้าไร้ซึ่งทาง 
อ้างว้าง มืดมน 
จงอย่ายอมจํานน 
เฝ้าหา…เมฆขาวยาวเงิน เปล่งประกาย

 

 

รศ.ดร.ปาริชาติ  จึงวิวัฒนาภรณ์ (ครูแพ็ท Khru Pat) นักวิชาการด้านศิลปะการแสดง อาจารย์สาขาวิชาการละคอน ที่ปรึกษาโครงการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ การทำละครเวที ศิลปะการแสดงนิพนธ์ (Thesis Production) ของ สาขาการละคอน คณะศิลปกรรมฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนการพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกผู้สมัคร และการให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการสอน ผ่านการบ่มเพาะคุณภาพการสร้างสรรค์ผลงานของนักศึกษา ที่มีการส่งต่อการเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับทศวรรษ ‘ความรู้จริง’ และ ‘ประสบการณ์’ จากการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศของคณาจารย์ จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างวิสัยทัศน์ของสาขา ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นวิชาวรรณกรรมในสาขาวรรณคดีตะวันตก มาเป็นสาขาวิชาทาง  ‘ศิลปกรรม (Fine Arts)’  ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างงานศิลปะไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเน้นให้นักศึกษาคำนึงถึงองค์ประกอบที่มี ‘ความร่วมสมัย’ ของ

1.) เนื้อหาสาระ

2.) การนำเสนอผ่านบทประพันธ์ดั้งเดิมที่นำมาตีความ หรือคิดในกรอบใหม่ หรือ ดัดแปลงจากต้นฉบับอื่น หรือผ่านบทเพื่อการแสดงเชิง Movement หรือ เป็นงาน  ประพันธ์บทใหม่ , ออกแบบการแสดง ,  การแสดง (Acting) , หรือแม้แต่ การทำ  ละครประยุกต์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้ชม หรือพัฒนาองค์กร

3.) การใช้ศักยภาพของนักศึกษาอย่างเต็มที่มากที่สุด ภายใต้การดูแลของคณาจารย์ที่ปรึกษา ที่ทุ่มเทอย่างมาก

4.) การเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ทั้งทางวิชาการ ทางปฏิบัติการ ไปจนถึงเทคนิคการทำละครผ่านประสบการณ์ตรง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะนักศึกษาและอาจารย์ มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน และทุกคนทำงานด้วย ‘วุฒิภาวะ’ ที่ต้องการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านศิลปกรรมของการละคร ให้กับผู้ชม รวมถึง Performance Practice ในผลงาน Devised Performance ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ” 

โรงละคอนแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นเฉกเช่น “ห้องทดลอง” สำหรับนักศึกษาที่จะได้ “ทดลอง” ความคิดของพวกเขาเอง ภายใต้การให้คำปรึกษาและดูแลจากคณาจารย์ทั้งสาขา ผลจากการทดลองในแบบนักศึกษา ป.ตรี นั้น อาจจะไม่ใช่ผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุก ๆ ด้าน เพราะนี่เป็นเพียง “ก้าวแรก” ของการสร้างสรรค์ Full Production ของพวกเขาเท่านั้น ละครเวทีเรื่องนี้ยังมีจุดที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้อีกหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทบทวน เจียระไน ในส่วนของบทละครพูด (ซึ่งมีเพลงที่ไพเราะอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดของ “เวลา” ที่นักศึกษามีน้อยลงมากในการเตรียมงาน (บวกกับประสบการณ์ที่ยังค่อนข้างน้อยของนศ.เอง) แล้ว ผลงานชิ้นนี้ ซึ่งได้สร้างความตื่นตาตื่นใจและรอยน้ำตาให้กับผู้ชมจำนวนไม่น้อยนั้น ถือได้ว่า “เกินความคาดหมาย” ของละคร thesis ระดับ ป.ตรี ไปมาก (จากการเทียบเคียงผลงาน thesis ตลอดระยะเวลา 15-20 ปี ที่ผ่านมา)

ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติมากที่มีโอกาสได้สอนและเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาเหล่านี้ ที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมายและพยายามใช้ “ของ” ที่ตัวเองมีอย่างเต็มศักยภาพที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฉากที่ใช้จินตนาการขั้นสูง ด้วย Unit Set ที่เปิดทางเข้าออกพร้อมกลไกต่าง ๆ เช่น ประตูกลางลับ หรือเวทีจานหมุน (Revolving Stage) ฉากที่ดูเรียบง่ายนี้เล่นระดับด้วยแท่นสูงหลายชั้น หลายแท่น ขั้นบันไดและทางลาด ไปจนถึงการใช้สถาปัตยกรรมของโรงละคอนทุกจุดตั้งแต่ระเบียงชั้นต่าง ๆ ลงมาเลยทีเดียว (ขอบคุณคณาจารย์ Nuttakom Nat  Jarunee TU Supatra Kruekrongsuk) การสร้างบรรยากาศด้วย Visual Projection, Lighting, Sound, Costume & Make-up Designs ที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว โดดเด่นด้วยการใช้โทนสี สไตล์ และบริบทที่อยู่เบื้องหลัง (ความป็น Sci-fi + South Asia) ล้วนทำได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ และที่ลืมไม่ได้คือ การสร้างสรรค์เรื่องราวและตัวละครล้วนมีส่วนเทียบเคียงหรือเป็น Parody ที่ล้อไปกับ “วิกฤตการณ์ของโลกปัจจุบัน” (มาก) ได้อย่างประจวบเหมาะ (จนแทบจะมากเกินไปจนเดาได้ด้วยซ้ำ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม การกดขี่เอารัดเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า เป็น “ต้นสาร” ที่เรียกร้องให้ทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อมนุษยธรรมนั้นเป็นสารที่ “ร่วมสมัย” จริง ๆ ของละครเรื่องนี้ค่ะ ”

 

 

คณะทำงาน

“ พวกเราไม่เคยเห็นละคอนเวทีสไตล์ Sci-Fi ที่เล่าเรื่องการเมืองและผสมผสานกับกลิ่นอายวัฒนธรรมเอเชีย ในเทศกาลละคอนนิพนธ์เลยนะ...อยากลองทำจัง ” โอเคเจ๋ง ลุย !” ละคอนเวทีเรื่อง อมันตสถาน เกิดจากการรวมตัวของพวกเราทั้ง 10 คน ที่สนใจในชิ้นงานเดียวกัน คือ วรรณกรรมเรื่อง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ” เขียนโดย คุณกิตติศักดิ์ คงคา จากการนำเสนอของผู้กำกับ Potter ซึ่งตัววรรณกรรมเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ ที่อยู่ท่ามกลางบ้านเมืองที่สุดแสนเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล้ำยุค แต่กลับมีระบอบการปกครองที่ล้าหลังของผู้มีอำนาจมากำหนดชะตาชีวิตของผู้คน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และความโหดร้ายภายใต้การกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง

ความน่าสนใจคือ เมืองแห่งนี้ได้แฝงไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตเพื่อมองหา “ ความหวังครั้งใหม่ ” ที่จะเปลี่ยนแปลงและเอาชนะอำนาจที่กดทับพวกเขา การต่อสู้ด้วยปัญญาและแรงขับเคลื่อนจากปวงชนจำนวนน้อย กำลังจะสร้างคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนไปความคิดที่มีต่อเมือง อมันตสถาน ไปตลอดกาล… การต่อสู้เพื่อความหวังครั้งใหม่ แม้ต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีจริงหรือเปล่า ? เรากำลังตั้งคำถามต่อโลกใบนี้ต่อผู้มีอำานาจ และต่อผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมทุกคน...เรากำลังสู้กับใคร...เพื่ออะไร

 

 

แก่นหลักของเรื่อง “ อนันตสถาน ” คือ “ เส้นเมฆขาวยาวเงิน ” เป็น Key ที่มาจากคำว่า “ Silver Lining ” ขณะแสงอาทิตย์ฉายประกายแผ่คลุมหลังเมฆในทุกช่วงเปลี่ยนผ่านของวัน จากกลางคืนสู่กลางวันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผู้คนเริ่มตื่นหมู่นกเริ่มบินเพื่อหาทิศทางใหม่ หรือก่อนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เปลี่ยนจากกลางวันสู่กลางคืน ผู้คนเริ่มจะหลับไหลหมู่นกเริ่มบินกลับรัง สัญลักษณ์ของความหวังหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่สำคัญของเหตุการณ์หรือยุคสมัย ที่เราต้องตัดสินใจมองหา “ เส้นเมฆขาวยาวเงิน ” นั้นให้เจอ แล้วไปให้ใกล้ที่สุดและไปให้ถึงมัน (วิเคราะห์สถานการณ์ให้ออกแล้วแก้ปัญหาให้ถูกทาง) และอย่าไปกลัวกับการเปลี่ยนผ่านแต่จงมองหาความหวัง แล้วสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น

“ เส้นเมฆขาวยาวเงิน ” ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า “ Every cloud has a silver lining. ” เมฆทุกก้อนมีขอบสีเงินซ่อนอยู่ใช้เพื่อปลอบใจให้กำลังใจ ให้มองโลกในแง่ดีเมื่อเจออุปสรรค (Optimism) หมายถึงแง่มุมที่ดี หรือความหวังซึ่งซ่อนอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เปรียบเสมือนเมฆดำที่ดูมืดครึ้มมักจะมีขอบสีเงินส่องสว่างอยู่เบื้องหลังเสมอ ทุกปัญหาทุกอุปสรรคมักมีทางออกเสมอ แม้ในขณะที่อาจดูมืดมนไร้หนทาง แต่จริง ๆ แล้ว ในทุกทางออกมีความหวังเสมอ  ขยายเป็นรูปธรรมหมายความว่า ทุกปัญหามักมีทั้งความหวังและทางออกจากการแแก้ปัญหาของเราอยู่เสมอ (หรือมีสิ่งดีงามแฝงอยู่เสมอ) เสมือนพระอาทิตย์ที่รออยู่หลังเมฆ จงตามหาแสงสว่างที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากราตรีสู่รุ่งอรุณ ให้แสงสว่างนำทางไป ต้องไปให้ถึงหรือต้องมองให้เห็น “ เส้นเมฆขาวยาวเงิน ” นั้น ให้เส้นเมฆขาวนำไปพบวันใหม่ กับแสงใหม่ที่สว่างกว่าเดิม

 

 

พสิษฐ์ พลอยงาม (พอตเตอร์) ผู้กำกับการแสดง และผู้เขียนบท

นักศึกษาระดับปริญญาตรี ปี 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เจ้าของผลงานละครนิพนธ์ที่โดดเด่นด้วยแนวคิดและรูปแบบที่แหวกแตกต่าง ทั้งในโครงสร้างและการนำเสนอ ที่ทำให้เห็นอีกมิติของ ‘ละคอนนิพนธ์’ ปนภาวะวิบัติในปัจจุบัน มีความหวังความฝันจะขับเคลื่อนเพื่อความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมให้กับสังคมไทย ในขอบเขตของปัจจัยและเวลาที่จำกัด แต่ไม่สามารถกำจัดความรักในงานและจินตนาการได้มากกว่าสร้างสรรค์ละคอน คือภาพสะท้อนทัศนคติทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ที่มีใจ สำนึก รัก รับผิดชอบสังคม เปี่ยมอุดมการณ์ ถ่ายทอดผ่านศิลปะการแสดงอย่างเต็มศักยภาพ บอกถึงผลงานจากการประสาทวิชาของเหล่าคณาจารย์หลายสาขา (Nuttakom Nat , Jarunee TU , Supatra Kruekrongsuk , Ka-ge Mulvilai , Sineenadh Keitprapai , Arthri Vanichtrakul ฯลฯ) รวมถึงน้องพี่ที่ร่วมสถาบันมารวมใจกันเป็นทีมงานหว่านพลังกว่า 30 ชีวิต

“ ผมทำงาน Sci-Fi มาตั้งแต่เรียน วิชากำกับการแสดง 2 ตอนปี 3 ครับ ทำแนว Simulation Games [เกมแนวจำลองสถานการณ์ กิจกรรมในชีวิตจริงให้ผู้เล่นได้สวมบทบาทและบริหารจัดการ ทั้งการจำลองอาชีพ, การใช้ชีวิต (Life Sim), หรือการทำธุรกิจ] ที่ดัดแปลงจาก “ Six Characters in Search of an Author ” (หกตัวละครตามหาผู้ประพันธ์ บทละครภาษาอังกฤษ โดย Denis Johnston ซึ่งอิงจากบทละครต้นแบบชื่อเดียวกันของ Luigi Pirandello) ผมดัดแปลงใหม่ให้ตัวละครเหล่านี้หลุดออกมาจากเกม concept น่าสนใจมากๆ ที่วิพากษ์ละครผ่านตัวละครในเรื่องที่หลุดออกมา  ทำออกมาแนวกึ่ง Sci-Fi มี เสียง ไฟเทคนิค media ต่าง ๆ สนุกสนานกับการทำ ได้แรงบันดาล ใจจับจุดตัวเองถูกว่าเราชอบ Sci-Fi มาก ๆ ละครเวทีไม่ค่อยทำแนวนี้ ผมชอบ magic บางอย่างที่ละครเวทีสามารถทำได้ จาก feedback ของ Direct 2 ได้ยินคำหนึ่งจากคนดูว่า “ ไม่คิดว่าละครเวทีจะทำบางอย่างที่ภาพยนตร์ทำได้ ” ผมเลยสนใจหางานวรรณกรรมแนวนี้อ่านเพื่อจะรอมาทำ thesis โดยเฉพาะ เจอเล่มนี้  “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ”  ที่มีความเป็น Sci-Fi มีกลิ่นอายเอเชียใต้ด้วย

ชอบความขัดแย้งกันในเรื่องที่เล่าถึงความเจริญล้ำยุคมาก ๆ แต่มีการปกครองที่ถดถอยสวนทางกัน มีความเชื่อมโยงกับไทยด้วยคือระบอบการปกครอง ผมสนใจ concept ที่ยังไม่ใช่ theme เขาเล่าถึงโลกที่ล่มสลายแล้วกำเนิดเมืองใหม่ขึ้นมาจากมนุษย์ที่เหลือรอด มีเทคโนโลยีมีทุกอย่างเจริญก้าวหน้าหมดเลย แต่ผู้นำกลับนำระบอบชนชั้นวรรณะที่ล้าหลังมาปกครอง แต่ทำไมมนุษย์ที่สร้างเมืองใหม่ถึงนำระบบนี้กลับมา มี Core Idea [แก่นแท้ แนวคิดหลัก หรือใจความสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงานการสื่อสาร เป็นความคิดที่คม เฉียบแหลม และสรุปทุกอย่างให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย กระชับ เพื่อส่งให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย] หลายอย่างพูดถึงโลกที่ล่มสลายไปแล้ว ซึ่งสังคมในโลกยุคก่อนมันเท่าเทียมมาก ๆ หมายถึงทุกประเทศมีเจตจำนงเหมือนกันไปหมด สามารถจะทำสิ่งที่ต้องการได้เหมือนกัน ใช้พลาสติกได้เท่าเทียม กินหรู ใช้รถยนต์ ใช้คาร์บอนไดออกไซ์ด์ได้เท่าเทียม เพราะมนุษย์มีความเท่าเทียมกัน สุดท้ายก็เกิดภัยพิบัติเกิดสงครามขึ้น เพราะฉะนั้นการสร้างโลกใหม่ก็คือต้องปราศจากภัยต่าง ๆ สิ่งแรกที่ต้องจัดการเลยคือ มนุษย์ การจำกัดให้มนุษย์กลุ่มไหนทำอะไรได้บ้าง การปกครองที่สามารถควบคุมสิ่งใดในเมืองได้บ้าง เพื่อทำให้มนุษย์คิดได้ว่าเราสามารถใช้ชีวิตอย่างจำกัดได้มากน้อยแค่ไหน คือ Core Idea ของการสร้างเมืองนี้กับการนำระบอบการปกครองแบบชนชั้นวรรณะกลับมา

 

 

ตอนก่อนทำ thesis กับทำวิจัยผมอ่านเรื่องนี้มาก่อนหลายรอบแล้ว มันคือ  Core Idea หลัก ของโลกดิสโทเปีย (Dystopia) [คือแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในจินตนาการที่เลวร้าย สังคมเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยการกดขี่ ความไม่ยุติธรรม ความทุกข์ทรมาน และการควบคุมเบ็ดเสร็จจากรัฐเผด็จการหรือภัยพิบัติ เป็นขั้วตรงข้ามของ "ยูโทเปีย" (Utopia) หรือโลกในอุดมคติ] ที่นวนิยายแนวดิสโทเปียจัดทำขึ้นมา concept คือการวิพากษ์วิจารณ์โลกปัจจุบันนี่แหละ ที่ใช้กรอบความคิดของที่ว่า ถ้าเกิดมนุษย์ได้มีอาณาจักรดินแดนของตัวเอง มันจะสามารถเป็นแบบไหนได้บ้าง มีทั้ง Dystopia กับ Utopia ที่เป็นความแสนดีของเมืองนั้น เช่นทุกอย่างมีความสุข ประชาชนสามารถเสกทุกอย่างได้ตามที่ใจต้องการ ตรงข้ามกับ Dystopia ที่สะท้อนความสุขของบางอย่างของมนุษย์ผ่านโลกที่ย่ำแย่ โลกที่มีการกครองแบบสุดโต่ง โลกที่ประชาชนไม่มีความสุข เช่น การเกิดภัยพิบัติ

ที่น่าสนใจคือ Dystopia เป็นกระจกที่สะท้อน Utopia ในเล่มนี้เล่าความ Utopia ผ่าน นครภารตะ มีความศิวิไลซ์ทุกอย่างที่โลกพึงจะมี ทำไมถึงต้องเป็นอินเดียเพราะอินเดียคือเมืองที่เจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ที่เป็นต้นน้ำของวัฒนธรรมทั้งโลกชัดเจนมาก เราเองที่อยู่ในโลกปัจจุบันยังรับรู้ได้เลยว่า อินเดียมีความโดดเด่นทางเทคโนโลยีสูงมาก อาชีพส่วนใหญ่เกินครึ่งเป็นวิศวกรรมจักรกลกับโปรแกรมเมอร์เยอะมาก เรื่องนี้เล่าถึงยุค Utopia ก่อน รู้ได้เลยว่าเมืองนี้เจริญรุ่งเรืองหลังจากที่โลกล่มสลาย แต่พอเดินเรื่องซูมเข้าไปจะให้เห็นว่ามีกลุ่มคนเยอะมากที่ไม่ได้รับความศิวิไลซ์นั้น คือกลุ่มจัณฑาลคนที่อยู่วรรณะต่ำสุด (ในละครเวทีคือ วรรณะธุลี) ไม่ได้อยู่ในนครแห่งสรวงสวรรค์ นครที่อุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมไปทุกอย่าง เทคโนโลยีต่าง ๆ แต่ว่าไม่ได้รับสิ่งนี้มาตลอด อีกด้านของนครสุขสันต์ไม่มีอะไรเลย แร้นแค้น ปรักหักพัง 

 

 

ผมชอบนิยามของ Utopia ที่ว่า “ ในทุก ๆ Utopia จะมี Dystopia ซ่อนอยู่ ” แล้ว Dystopia จะก่อให้เกิดการตั้งคำถามบางอย่างของผู้สร้างนิยาย วรรณกรรม หรือภาพยนตร์เกี่ยวกับการปกครอง เขาจะเริ่มสะท้อนจาก Utopia แล้วถึงจะเห็น Dystopia กับกลุ่มคนที่ตั้งคำถามบางอย่างว่า เราอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง แล้วถ้าโลกนี้ไม่เป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราจะเห็นการตั้งคำถาม การลุกขึ้นสู้ เห็นคนในกลุ่มเล็ก ๆ ปฏิบัติแยกส่วนออกมาไม่เหมือนกลุ่มใหญ่ ทำไมทุกคนต้องฟังที่รัฐบาลพูดทุกอย่างเลย? ทำไมต้องเข้าพิธีนี้? ทำไมต้องคัดเลือกอาชีพแบบนี้? แล้วพอมีกลุ่มคนที่ไม่ทำตามเขาก็จะเห็นผลบางอย่างว่า จริง ๆ แล้วนครนี้ไม่ได้เป็น Utopia อย่างที่ไฝ่ฝัน รากที่ฝังลึกมันคือความหดหู่บางอย่างที่กำลังควบคุมมนุษย์อยู่ เลยสนใจ  concept นี้ มันคลับคล้ายคลับคลาสถานการณ์บ้านเมืองในไทย

แก่นหลักทั้งเรื่องนี้จะพูดถึงการตามหาความหวังที่จะเปลี่ยนแปลง ของกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส ตกอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของความอยุติธรรม วันหนึ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงเขาได้ใช้ความหวังในการขับเคลื่อนพลังของการต่อสู้นั้น สุดท้ายถึงจะแพ้หรือชนะก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะมีแรงกระเพื่อม วันพรุ่งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันคือ Core Idea หลัก แพ้วันนี้วันต่อไปอาจทำให้ใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาสู้แทนเรา เป็นสารที่ทรงพลังบางอย่าง ที่ผมเห็นในโลกปัจจุบัน ที่มันเด่นชัดมาก ๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังต่อสู้กับวิกฤตการณ์ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่มักจะเห็นความไม่เป็นธรรมหลาย ๆ อย่างในชีวิตของเรา ไม่แค่การเมืองแต่ว่าเป็นพิษเศรษฐกิจ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม สีผิว เชื้อชาติ เพศ เราต่างเผชิญกับสิ่งนั้นมานานมาก ๆ ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ แต่ที่โลกของเราเปลี่ยนแปลงจนสถานการณ์ดีขึ้นได้เพราะว่า มันเกิดจากการต่อสู้และแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ จากคนในอดีตทั้งนั้น

 

 

อย่างเช่นการเรียกร้องให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่เปลี่ยนแปลงการกครอง เราก็ไม่ได้สู้ครั้งเดียวชั่วข้ามคืนแล้วได้มา ผู้คนต่างแพ้ สูญเสีย ทั้งชีวิต หรือสิ่งต่าง ๆ เมื่อต้องเผชิญย่อมเกิดการสูญเสียเสมอ เป็นเวลาพักใหญ่เลย แต่สิ่งที่พวกเขาไม่สูญเสียคือความหวังครับ เพราะถ้าไม่งั้นคงไม่สู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมาถึงทุกวันนี้ แม้ไม่ได้ชนะซะทีเดียว แต่วันต่อมามันสร้างกลุ่มคนที่อยากจะเอาชนะสิ่งนี้มากขึ้น ในหลายเรื่องสามารถใช้ movement นี้ได้ เพราะมันทำงานกับคนดู แล้วยิ่งเป็นคนดูที่กำลังเผชิญกับบัญหาแบบนี้ในทุก ๆ วัน เช่น บางคนที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมตีเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แคบสุดก่อน บางทีเขาเป็นคนที่ต่างเพศ ต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ต่างภูมิภาค แล้วมาอยู่รวมกัน เจอปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาจเกิดจากฐานะทางครอบครัวหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าเป็นที่บ้านเขาก็ใช้เงินได้แบบสบาย ๆแต่เรากำลังอยู่ในพื้นที่ที่ค่าครองชีพมันสูงมาก ๆ ถามว่าสุดท้ายแล้ว movement นี้มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหมในสักวันหนึ่ง ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงได้

ในช่วงปีที่ผ่านมาก็มีคนตั้งคำถามเหมือนกันว่า ธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่ไกลแต่ทำไมค่าครองชีพสูงมาก ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ดี มอบการศึกษาให้กับทุกคนอย่างมีเสรีภาพจริง ๆ ค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับที่พอดี ชนชั้นกลางบางทีก็ยังรู้สึกรับไม่ไหวกับค่าอุปโภคบริโภคหลายอย่างที่ควรต้องเอื้อต่อการใช้ชีวิต ทำไมมีข้อจำกัดด้านนี้ที่สูงเกินไป เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน (facility) พอเกิดคำถามแล้วมันก็ทำให้คนที่หาทุน กยศ. ต่าง ๆ เพื่อเรียนใช้ชีวิตสมถะ หรือคนชั้นกลาง ชั้นสูง ในมหาวิทยาลัยต่างก็ตั้งคำถามเหมือนกัน ถึงเขาจะมีฐานะแต่ก็มองเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างแล้วนะ เป็นเรื่องที่ต้องออกมาพูด ไม่ใช่แค่เราไม่เดือดร้อนแล้วเราจะไม่พูด แต่สิ่งนี้กำลังกดทับทุกคนเหมือนกัน ถ้าสักวันนึ่งชนชั้นล่างไม่มีเงินจ่าย การค้าก็จะไม่มีรายได้ ไม่มีกำไร สุดท้ายมาตกที่ชนชั้นเหนือกว่าขึ้นไปอีก ต้องทำราคาแข่งกัน ต้องปิดตัวกันไป ปัญหาเหล่านี้ถึงจะสร้างผลกระทบให้คนบางกลุ่ม แต่ก็เป็นห่วงโซ่เหมือนกัน เพราะเรากำลังพูดถึงสิ่งที่เป็นแก่นของปัญหาบางอย่าง ผมแค่เปรียบเทียบกับค่าครองชีพเท่านั้นนะครับ

 

 

ทุกอย่างที่เยาวชน ประชาชน เฝ้าตั้งคำถามกับปัญหาต่าง ๆ มันจะมีแก่นของปัญหา แม้เราไม่รับรู้แต่สักวันหนึ่งก็ต้องเป็นเราที่เดือดร้อนขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องสู้ก็ได้ แต่สักวันหนึ่งต้องเกิดการตระหนักรู้บางอย่าง จนนำไปสู่การตั้งคำถามแล้วสู้ก็ยังจะดีกว่า ไม่จำเป็นต้องประท้วงก็ได้ แต่เราค่อย ๆ ตกตะกอน รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการรวบรวมความหวัง ทั้งของตัวเองและคนอื่น ๆ เหมือนเช่นการต่อสู้ของประชาชนที่เป็น Big Wave ในช่วงปี 2563 เกิดจากแก่นปัญหาเรื่องรัฐประหาร เขาเริ่มเห็นคนสองคนก่อน สาม สี่คน เห็นไปเรื่อย ๆ แล้วเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมเมื่อก่อนเราไม่เคยคิดแบบนี้ พอคิดขึ้นมาได้แล้วเราต้องทำอะไรหรือเปล่า ถึงแม้ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร

ตอนผมเรียนมัธยมก็เกิดกระแสการเมืองกับคนรุ่นใหม่ เราไม่รู้ว่าหน้าที่คืออะไรต้องไปสู้กับเขาหรือเปล่า หรือเราต้องรอที่จะทำอะไรสักอย่าง แม้เป็นแค่นักเรียนแต่สิ่งที่ทำได้คือค่อย ๆ ซึมซับรับรู้ เราคิดที่แก่นเรื่องว่า สุดท้ายแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ เราต้องการความเปลี่ยนแปลง และเรายังมีความหวัง ไม่ว่าจะขั้วไหนก็ตามเราต้องการให้โลกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ต้องการให้บ้านของเรา หรือชุมชน ตลอดจนประเทศที่เราอยู่มาแต่เกิดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น จะทำให้ปัญหาของโลกค่อย ๆ หมดไป ทั้งตัวเรากับคนรอบข้างจะมีความสุข

 

 

พอถึงจุดที่ฟูมฟักขึ้นมาว่าเราสามารถทำอะไรสักอย่างได้บ้างแล้ว อายุถึงการเลือกตั้งได้เข้ามาเรียนธรรมศาสตร์ด้วย ทำให้ความหวังที่จุดประกายในวันนั้นสว่างยิ่งขึ้น เริ่มหาลู่ทางที่จะช่วยสังคมได้มากยิ่งขึ้น เป็นนักศึกษาก็เรสหาประเด็น (raise an issue) ที่เราช่วยได้เรื่อง ความหลากหลาย การเมือง รัฐธรรมนูญ ฯลฯ หน้าที่ที่สุดของเราก็คืออยากทำละครที่มันให้แก่นเรื่องเหล่านี้จริง ๆ ผมเชื่อว่าก่อนหน้านี้ 10 ปี เราก็อยู่ด้วยความหวังที่อยากมีการเปลี่ยนแปลง ณ ปัจจุบันก็ยังอยู่ด้วยสิ่งนั้น อีกสิบปีข้างหน้าก็ยังต้องอยู่ด้วยสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าในอนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วประชาชนจะละทิ้งความหวัง ที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นต่อไปแน่นอน

พวกเรารักในแก่นสารของละครเรื่องนี้ แล้วทำงานกับมันหนักมาก ภูมิใจที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน อิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้แชร์กับรุ่นน้องกับทุกคน ถึงเหตุผลความเป็นมาของการเลือกเรื่องนี้มาทำครับ

ผมได้ setting ของเรื่อง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ” เป็นแรงบันดาลใจ เพราะมีความเป็นอินเดีย เอเชียใต้ ประชากรหรือเมืองเราทำ setting ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ภารตสถาน เป็นเมืองในนิยาย แต่ในละครเวทีจะสร้างเป็นโลกใหม่ Unknow Place สร้างเป็นนครใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “ อมันตสถาน ” concept ของเมืองจะคล้ายกับนิยาย คือปกครองด้วยระบอบชนชั้นเหมือนกัน มีอาณาเขตที่คล้ายกัน เช่น การแบ่งเขตของชนชั้น มีเทคโนโลยีคล้ายกัน มี theme ที่เหมือนกัน ในการเขียนบทผมจะอ่านนิยายก่อนเพื่อวิเคราะห์บางอย่าง ว่าเราอยากได้แก่นแบบไหนมานำเสนอ ในรูปแบบไหนของละครเวที อยาก drive เรื่องอะไรเป็นพิเศษ เพราะในนิยายมีแก่นหลายส่วนที่หยิบมาใช้ได้ เช่น ถ้าเราจะพูดเรื่องชนชั้นอย่างเดียวไปเลย ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะพูดเรื่องการต่อสู้ของประชาชนก็อีกเรื่องหนึ่ง พอจับสาระสำคัญได้ก็มาทำโครงสร้างของบทละคอน กับโครงสร้างของละคอนทางเลือก

 

 

เป็นความโชคดีที่พอรวมทีมได้แล้ว ผมก็ติดต่อไปทางนักเขียนโดยตรงเลย เล่าว่าเป็นละคอนนิพนธ์เราอยากจะนำเสนออะไร เราได้ vdo consult กับนักเขียนทั้งทีมเลย บอกว่าเราอยากได้ทิศทางไหน สัดส่วนในนิยายผู้เขียนอยากนำเสนออะไรเป็นประเด็นหลัก แก่นตรงไหนที่คิดว่าไม่สามารถตัดออกไปได้ ถ้าตัดแล้วคิดว่า essence ต่าง ๆ มันจะหายไป พอได้คุยกันมันทำให้เรากระจ่างชัดขึ้น นักเขียน คุณเบสต์ กิตติศักดิ์ คงคา เล่าว่าได้แรงบันดาลใจเรื่องนี้มาจากช่วงชุมนุมคณะราษฎรในเดือนสิงหาคม 2563 ไม่ได้ระบุชัดว่าเกิดที่ไหน แต่ผมไปค้นข้อมูลเพิ่มคิดว่าน่าจะเกิดที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงจากเยาวชน

เป็นการชุมนุม ครั้งแรกหลังจากที่ไม่เคยมีมานานมาก เป็นการต่อสู้ครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่มาก เวลาต่อมามันเกิดแรงกระเพื่อมมหาศาลทั้งประเทศ ในเดือน ตุลาคม 2563 เขาใช้คำว่า “ คลื่นลูกใหม่เกิด ” ในช่วงถัดมาเพียงเวลาสั้น ๆ ทั้งประเทศมีการตระหนักรู้บางอย่าง คนเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลไม่ใช่แค่บวกแต่เป็นคูณขึ้นเรื่อย ๆ รอบแรกหลักร้อย ต่อมาหลักพัน ทั่วประเทศก็เป็นหมื่น มีการชุมนุมเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัดทุกจังหวัด เพราะ Big Wave ในเหตุการณ์การต่อสู้ของคณะราษฎร 2563 ในครั้งนั้นมีมูลเหตุจากประเด็นทางการเมือง และโครงสร้างอำนาจรัฐประหารโดยนายก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งโควิด เศรษฐกิจ แล้วก็กระแสผู้คนอยากย้ายประเทศ

เป็นกลุ่มเยาวชนที่ต่อสู้เพื่อการเมืองการปกครอง เพื่อทิศทางการเมืองที่เปลี่ยนไป มีหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก บางคนที่เพิ่งเคยชุมนุมก็มาชุมนุมบ่อยขึ้น ที่น่าสนใจคือในทิศทางนี้สร้างให้เกิดไม่ใช่แค่ประเด็นการเมืองหรือรัฐประหารอย่างเดียว แต่เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องต่าง ๆ กฎหมายสมรสเท่าเทียม พ.ร.บ.คู่ชีวิต (Civil Partnership ร่างกฎหมายที่ออกมาเพื่อรองรับสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันให้จดทะเบียนกันได้ โดยเน้นการสร้างสิทธิหน้าที่ร่วมกัน) แล้วก็กฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้รับความเป็นธรรม เกิดการเลี่ยนแปลงมากขึ้นทำให้เห็นว่า ทิศทางการเมืองตรงนี้เกิดขึ้นจากประชาชน ที่ต่อสู้เพื่ออยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และมันได้สร้างชีวิตใหม่ให้กับหลายคนจริง ๆ

เท่าที่จำได้กลุ่มจุดประกายน่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ (ในขณะนั้น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคก้าวไกล จนปัจจุบันคือพรรคประชาชน) กระตุ้นให้เห็นว่าการต่อสู้มีคุณค่าและมูลค่าที่มหาศาลมาก ๆ เขาไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ทำให้เห็นว่าพอใครสักคนเริ่มต่อสู้จะยิ่งทำให้เห็นปัญหามากขึ้น เห็นทางแก้มากขึ้น เห็นโครงสร้างมากขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี เขยิบขึ้นมาทีละนิดขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงนั้นเป็นการเผชิญกับโควิดด้วย เรามีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างแย่มาก ๆ อยู่แล้ว พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นทำให้ทุกคนออกมาเรียกร้องมากขึ้น

 

 

ในการทำโปรดักชันผมเริ่มจากรวบรวม Creative Team ก่อน สืบเนื่องจากตอนปี 3 ที่เคยส่งวิชากำกับการแสดง 2 คนที่เคยทำงานด้วยกันสไตล์คล้ายกันชวนมาคือ แซท (สรชัช พงศ์พลาพิบูลย์) , เกอร์ ( ณภัทร์ มหามาตย์) , ยะหยา(ญาณิศา ภูโทถ้ำ) , ปิ่น (ชรินพร เงินเจริญ) รู้มือรู้การทำงานกันจะเป็นเวย์ไหน ของผมก็จะค่อนข้างชัดไปเลยเสนอ concept เพื่อนก่อน ทำเรื่องอะไรเกี่ยวกับอะไร sci-fi การเมืองการปกครอง ที่มีกลิ่นอายเอเชียไม่ใช่ทั่วไปที่เป็นนีออนพังค์ [Neon Punk หรือไซเบอร์พังค์นีออน เป็นสไตล์ความงามแนวอนาคต (Futuristic) ที่ผสมผสานบรรยากาศเมืองยามค่ำคืนที่มืดมิดเข้ากับแสงสีนีออนที่สดใส] ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือต่างชาติอื่น ๆ ค่อย ๆ หยอดว่าเราจะทำสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอยากไปต่อด้วยกันไหม ทุกคนสนใจหมดเลย ให้ทุกคนอ่านนิยายแล้วคุยกันว่าใครเห็นอะไร จากนั้นก็สร้างโลกของละครมากขึ้น กำหนดทิศทางการแสดงมากขึ้น ผมเป็นหัวหลักในการเขียนบท 90 เปอร์เซ็นต์ของเรื่อง อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นการวางไอเดียกัน กำหนดบทพูด (ให้มีความเป็น Futuristic) วางช่วงเวลา ฯลฯ เรามีครูแพ็ท (ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์) เป็นที่ปรึกษาตลอดการเขียนบทครับ

จากนั้นรวบรวมทีมนักแสดง เราต้องการออกแบบตัวละครตัวไหนใหม่-เก่า นักแสดงแต่ละคนเราจะใช้กี่ตัวละคร ในนิยายมีแค่ 2 คนเป็นหลักที่ drive ทั้งเรื่อง คือ อนาวิน กับ พิจิตรา สองแม่ลูก ส่วนตัว กลทีป์ ที่เป็นเพื่อนอนาวินจะเป็นแค่เสียงในเครื่องมือหูฟังแบบ AI ที่อนาวินดัดแปลงขึ้นมาจากเครื่องที่แม่ซื้อให้ มีระบบโต้ตอบได้ เป็น buddy คอยแนะนำต่าง ๆ เหมือนเป็นผู้ช่วย ในนิยายจะพูดถึงอีกขั้วอำนาจรัฐชั้นสูงน้อยมาก ๆ หลัก ๆ จะพูดถึงการต่อสู้ของอนาวินในการเอาตัวรอดต่อระบบที่ไม่ยุติธรรมมากกว่า แล้วก็การค้นหาคำตอบของความหวังต่าง ๆ

เราออกแบบโครงเรื่องที่มีเพิ่มเติมจากนิยายเพราะต้องการให้ครบรส หลายมุมมอง สร้างตัวละครใหม่ใช้เทคนิคของละครเวที เป็นหุ่นตัวหนึ่งชื่อ การุณ ที่อนาวินไปเจอใต้ท่อระบายน้ำ ในนิยายก็คล้ายกันแต่เป็นหุ่นเกราะเหล็กตัวใหญ่ ๆ ที่อนาวินสวมเข้าไปเป็นชุดเกราะ ในละครผมออกแบบให้เป็น ‘มนุษย์หุ่นทดลอง’ ที่กุมความลับของรัฐบาลไว้ เป็นคลื่นสัญญาณเสียงที่คนละคลื่นกัน พอถอดคลื่นเสียงสัญญาณของรัฐบาลออกมาก็คือการประกาศว่าภัยพิบัติได้เกิดขึ้นแล้วให้คนทุกวรรณะอพยพไปอยู่ในหลุมหลบภัย แต่ไม่มีวรรณะธุลีที่ต่ำสุด

เสน่ห์ของ sci-fi (Science Fiction) คือเรื่องของเทคนิคและจังหวะหลาย ๆ อย่าง ในที่นี้คือการสร้างบรรยากาศ เป็นสิ่งสำคัญของละครเวทีครับ เรากำลังจะขับเคลื่อนใครสักคนเข้าไปอยู่ในโลกนั้น sci-fi  เป็นโลกที่เราสามารถสร้างจินตนาการที่มันล้ำยุคล้ำสมัย เหนือขีดจำกัดของละครเวที หรือแม้แต่ภาพยนตร์ ใน sci-fi  ก็ยังมองเห็นในแง่ศิลปะเหมือนกัน ทั้งวรรณศิลป์ที่เห็นการขับเคลื่อนบางอย่างในตัวมนุษย์เพราะเราเรียนวิทยาศาสตร์กันมาตั้งแต่เด็ก สัญชาตญาณของมนุษย์คือการค้นหาอะไร เสน่ห์ของ sci-fi กระตุ้นให้คนรู้สึกอยากค้นหา เราค้นหาโลกนี้ได้ไหมจากอะไรบ้าง เช่นเสียงที่ทำให้ใจเต้น ทำให้เรากลัวหรือรู้สึกวังเวงได้ (Ambient Sound) ภาพ แสง ที่ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นคนละสถานที่ แต่อยู่ในที่เดียวกันนะ หรือแสงทำงานยังไงกับคนดู ทำให้รู้สึกระแวง แสงกะพริบเมื่อตัวละครลึกลับปรากฏ sci-fi ทำให้คนดูเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหามัน เขาจะร่วมเดินทางบางทีก็กระโดด ลงหลุม หายตัว ลุ้นไปกับเรา ในภาพยนตร์สามารถสร้าง Visual Effecst ได้เยอะ แต่ในแง่ของละครมันคือ Challenge ที่เราจะทำยังไงถึงจะ drive คนดูไปพร้อมกัน

เราทำการบ้านเยอะมากว่าเทคนิคที่ควรจะนำมาใช้ต้องเป็นแบบไหนกันแน่

เราคิดกันมาอย่างถี่ถ้วนว่าจะทำยังไงให้โรงละครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการนำเสนอที่แปลกใหม่ แต่ไม่ได้ใช้เพื่อความสวยงาม เช่น turntable ในเรื่องอื่น ๆ ที่เคยดูมาจะใช้ในการเปลี่ยนฉาก หรือในพาร์ทของการออกแบบท่าเต้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในแง่ที่เราจะเล่น sci-fi ก็ต้องใช้เทคนิคนี้มาเพื่อทำให้ความเนียนของเทคนิคต่าง ๆ เกิดมากขึ้น เช่นการเปลี่ยนฉากที่ล้อไปกับแสง จากห้องประชุมเปลี่ยนเป็นท่อระบายน้ำ หมุนแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนไฟตามกันไป แล้วสภาพแวดล้อมสโคปแคบเท่าเดิม ผมมองว่าเสน่ห์ sci-fi ทำให้คนดูอยากผจญภัยไปกับเรา และเราพยายามนำสิ่งนั้นมาใช้ในละครเวทีที่มันไม่ค่อยจะเกิดขึ้นครับ

 

 

ตัวละครที่ relate กับผมมากที่สุดคือ อนาวิน ผมทำงานกับตัวละครนี้หนักมาก ๆ เพราะเขาเป็นตัวขับเคลื่อนแก่นเรื่อง พอเราผูกพันกับกับแก่นที่ได้ทำมาแล้ว มันมักจะมีเสียงในหัวที่เป็น inspire ของอนาวิน ไม่ได้เกี่ยวกับนักแสดงที่เล่น เป็นเสียงที่ผมเคยฟังตอนชุมนุมบ้าง เสียงที่คณะราษฎรเคยพูดไว้แล้วเราจำสิ่งนั้นได้แม่นมาก พอมาทำงานกับตัวละครเลยรู้สึก ralate กับอนาวินมาก ๆ ผมเข้าใจการเติบโตของตัวละครนี้ มันเริ่มจากคนที่ต้องอยู่ในจุดที่ต้องยอมรับกับชะตาชีวิต จนวันหนึ่งมันเกิด turning point ว่า ‘ เราจะไม่ยอมอีกต่อไป ’ เกิดการต่อสู้แล้วแพ้ แพ้แล้วเลือกที่จะไปต่อด้วยการต่อสู้อีกครั้ง

เราทำงานหลาย draft กว่าจะมาถึง draft สุดท้าย หลายอย่างทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงจนมาถึงอันล่าสุด มีหลาย draft ตรึงใจเราที่เขาพูดถึงการต่อสู้ของ วรรณะธุลี อย่างชัดเจนมาก ๆ เช่น ‘ พวกเราก็เป็นคน เรามีเลือดเนื้อเหมือนทุกคนฯ ’ ใน draft ล่าสุดถูกทอนลงเกือบครึ่งหน้ากระดาษ …  ‘ ถ้าเป็นลูกหลานของพวกท่านล่ะ ถ้าเขาต้องเติบโตมาเพื่อเจอโลกที่พวกท่านกำลังปกครองอยู่ แล้วถ้าวันหนึ่งพวกเขารู้สึกแบบที่พวกเรากำลังรู้สึก ท่านยังจะมองหน้าและแววตาเขาเหมือนเดิมไหม หรือท่านจะมองว่าเขาเหล่านั้นเป็นเหมือนพวกเราที่ตั้งคำถามกับสิ่งนี้ ’

ผมมองว่าอนาวินมีความเป็นมนุษย์มาก ๆ เป็น DNA ของตัวผมเมื่อได้มาเรียนที่ธรรมศาสตร์ คือผมย้ายมาจากสถาบันอื่นด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะมีแก่นความคิดกับเรื่องของกระแสการเมืองอยู่ในหัวแล้วรู้ตัวดีด้วย ตั้งแต่เราโตขึ้นมามีการศึกษามากขึ้นเราชอบตรงนี้ เกิดจากความรู้สึกว่า การได้มาเรียนธรรมศาสตร์อาจเปลี่ยนแปลงตัวเราไปในทิศทางใหม่ สักวันหนึ่งเราจะได้เปลี่ยนแปลงสังคม แม้จะเล็กน้อยด้วยวิธีการไหนก็ตาม คิดว่าในอนาคตยังไงผมก็ต้องทำงานเพื่อสังคมอยู่แล้ว ผมเข้ามาด้วย inspire ที่เห็นกลุ่มขับเคลื่อนของธรรมศาสตร์แข็งแกร่งมาก ๆ ไม่ใช่ในการต่อสู้อย่างเดียว แต่กล้าแกร่งในอุดมการณ์ แล้วมันเห็นชัดจริง ๆ ว่า เวลาที่เขาต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่าง เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นะ ไม่ใช่ทำไปเพื่อให้เกิดการปลุกปั่น ล้มล้าง แต่เพื่อปฏิรูปสิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว อุดมการณ์แน่นมากมันเข้มแข็ง drive ให้เรารู้สึกว่า ถ้าสักวันหนึ่งเราไม่ใช่พวกเขา เรามีอุดมการณ์ในการทำอะไรสักอย่าง เราต้องหนักแน่นเหมือนพวกเขา

 

 

เรารักในการทำละครเวทีที่พูดถึงสังคม จงทำต่อไปถ้ารักในการขับเคลื่อน ผมอยู่ด้วยอุดมการณ์นี้ตลอดตั้งแต่เข้าธรรมศาสตร์มา สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากอยากเคลื่อนไหวที่สุด คือความไม่เท่าเทียม สิทธิความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านสาธารณูปโภค ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำมาก ในละครก็มีถ่ายทอดไว้ ประเทศไทยเป็นดินแดนที่เหลื่อมล้ำสูง ถึงแม้หลายเรื่องเราจะมองเห็นความเท่าเทียม มันเกิดขึ้นแล้วหลาย step เช่นเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้นบ้างแล้ว ยังไม่ใช่ที่สุดเดินไปต่อได้ รัฐสวัสดิการ การศึกษา ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่ก็ยังต้องก้าวต่อไป ค่าครองชีพ เศรษฐกิจ

เราอาจมองว่าได้รับสิทธิ์ทุกอย่างดีแล้ว อาจเพราะว่าเราเป็นชนชั้นกลางหรือเปล่า? ถ้าเทียบจริง ๆ เราอาจไม่ใช่ชนชั้นกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ที่กระจุกกันอยู่มาก ๆ คือชนชั้นกลางที่อยู่ในเมือง เราเห็นระบบนิเวศปกติเพราะเราอยู่ในพื้นที่ปกติ จากที่ได้รับรู้ได้แชร์กับครูแพ็ท ชัดว่าประเทศเราเต็มไปด้วยชนชั้นล่างเยอะ เราไม่สามารถจำแนกคนจากเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่มันคือความมั่นคงในชีวิตของพวกเขา บางคนได้เงินก้อนใหญ่มาเพียงเพื่อจะต้องซื้อและจัดส่งสินค้า พอเสร็จภาระกิจก็กลายเป็นคนหาเช้ากินค่ำอย่างเดิม มีเงินเพียงหยิบมือเหมือนเดิม การต่อยอดชีวิตเพื่อให้เกิดความมั่นคง ประเทศไทยยังมีน้อยมาก

 

 

ตอนนี้มีการตั้งคำถามที่เป็นกระแสสังคมเกิดขึ้นคือ ‘ เด็กจบใหม่ทำยังไงกับชีวิต? ’ ถ้าทุกคนมีงานมีเงินอย่างมั่นคงจะไม่เกิดคำถามนี้ ไม่เกิดปัญหาที่หลายคนตกงาน จริง ๆ แล้วเป็นเพราะความไม่เท่าเทียมอยู่ลึก ๆ เช่น การศึกษา-ที่ไม่เท่ากัน จบแล้วใช่จะมีงานที่ตรงสายรองรับ ฐานะ-ใครมีที่อยู่ในเมืองหลังเรียนจบก็สามารถไปอยู่ แล้วหางานที่มันเอื้อต่อความเป็นอยู่ได้ ส่วนคนที่ไม่มี ชีวิตก็บังคับให้กลับไปต่างจังหวัด ลดจากชนชั้นกลางไปเป็นชนชั้นล่างเหมือนเดิม หรือได้งานแล้วแต่ทางบ้านไม่ได้ส่งต่อ ก็ต้องสูญไปกับค่ารถ ค่าที่พัก จนไม่เหลือเงินให้เก็บ มันคือความมั่นคงของประชาชนในประเทศ

เราจับต้องคำว่ามั่นคงได้ยากเหลือเกิน Gen X-Y ก็มองเห็นเหมือนกันว่า กว่าจะมั่นคงต้องใช้ชีวิตเท่าไหร่ กว่าจะถึงจุดนั้นกรอบชีวิตก็สั้นลงแล้ว ถึงแม้บางคนจะมั่นคงตั้งแต่จบมาใหม่ แต่พวกเขาก็คือผลผลิตที่เกิดจากความมั่นคงก่อนหน้านั้นอยู่แล้วคือครอบครัว ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่ไม่มั่นคงเลย มีศาสตร์ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า การเกิดเป็นธุลีก็คือต่อให้เก่งแค่ไหน ทำงานได้เยอะยังไงแต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นชนชั้นล่างอยู่ดี ต้องหาเช้ากินค่ำ แม้มีวิชาชีพสามารถทำงานได้มากกว่าคนในกลุ่มธุลีด้วยกัน แต่ต้องมีชีวิตที่เป็นอยู่แบบเดิม ๆ เพราะโครงสร้างทางสังคมให้เรามาแค่นี้

 

 

ฝ่ายที่กุมอำนาจเหนือชีวิตผู้คน มีผู้นำหลักคือปวารตีกับนายพล เป็นสูตรสำเร็จทางโครงสร้างการปกครองของโลก Dystopia ผมหาข้อมูลว่าเอเชียมีการปกครองแบบไหนบ้างที่เอามาเล่าแล้ว relate ได้ ตัวเรื่องนิยายต้นแบบเขาใช้ระบบวรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ในละครจะเทียบเป็น อรุณ วายุ สินธุ คีรี /พราหมณ์กับอรุณเป็นวรรณะสูงสุดเป็นผู้ชี้นำแสงสว่าง สร้างปรัชญา ความคิด Core Idea ให้กับคนในเมือง เป็นผู้ปลูกฝัง propaganda ว่าจะต้องเป็นแบบที่เขาต้องการ / รองลงมาคือกษัตริย์กับวายุ คือชนชั้นปกครอง รัฐบาล ทหารชั้นสูงระดับนายพล นักการเมือง พลเรือน / รองลงมาคือแพศย์กับสินธุ เป็น professional อาชีพต่าง ๆ ทั่วไป / คีรี ก็เป็นชนชั้นกรรมาชีพ / ธุลีต่ำที่สุดเป็นจัณฑาล คนไม่มีโอกาสในชีวิต

ในละครอรุณกับวายุซึ่งเป็นชั้นพราหมณ์กับกษัตริย์ อรุณมีภาพสะท้อนที่สูงกว่ากษัตริย์ด้วยซ้ำเป็นแก่นหลักของเมืองที่ควบคุมทุกอย่าง เป็นคนที่ชี้นำให้เกิดแง่ความคิด แบ่งฝ่าย ให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎของบ้านเมือง ชี้นำให้เราเกิดความภาคภูมิใจที่เกิดมาใน อมันตสถาน พวกควบคุมกลไก-ความสงบของบ้านเมืองมีนายพลกับหมู่มวลที่ออกคำสั่งได้ ควบคุมการอพยพ คือตัวปวารตีที่สูงขึ้นมาแต่ยังอยู่ในคณะปกครองที่ต่ำกว่าวายุ จะเห็นการคานอำนาจระหว่างรัฐกับอำนาจปกครองของกองทัพ จะเป็นจุดขัดแย้งที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็กลัว ไม่ใช่กลัวสถานการณ์วุ่นวาย แต่กลัวว่าวันหนึ่งจะควบคุมคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนกลุ่มธุลี กลุ่มที่ต่ำสุดถ้าต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ยังไงก็ต้อง step up อยู่แล้ว มันคือกลไกการต่อสู้ที่เรามักจะพบเจอว่า คนที่อ่อนแอจะเติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่งได้จากชะตากรรมที่เขาเจอ เหมือนคนที่มีบาดแผลจากการรบมาก ๆ นั่นแปลว่าเขาได้ต่อสู้มามาก รัฐบาลกลัวว่าถ้าธุลีลุกขึ้นมาสู้ มันจะสร้างแรงขับเคลื่อนหนุนให้กับ คีรี สินธุ ต่อสู้ 

 

 

ปวารตีจะมีความกลัวอำนาจที่ควบคุมไม่ได้บ่อยมาก ใช้เทคนิคกวาดต้อนและกวาดล้อมให้ผู้คนได้รับผลประโยชน์ ทำให้คนบางจำพวกต้องสมยอม พอเกิดภัยพิบัติปวารตีจัดหาหลุมหลบภัยให้ทุกกลุ่มยกเว้น ธุลี เพื่อสุดท้ายแล้วธุลีจะต้องมารวมตัวเรียกร้อง ต้องเปิดหลุมหลบภัยพิเศษ คือเล่ห์กลที่ต้องการคนมาทดลองอยู่แล้ว เพราะไม่สามารถชักชวนให้พวกเขามาอยู่ฝั่งเดียวกับเราได้ ก็ต้องใช้กลอุบายนี้

เหมือนบ้านเมืองเราที่มักจะเกิดความไม่สงบขึ้นก่อน แล้วถึงตลบกลับมาด้วยรัฐประหาร หรือมีข่าวบางอย่างที่เป็น Hot News เด้งขึ้นมาเพื่อกลบบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ปวารตีต้องการควบคุมชนกลุ่มน้อยให้อยู่ใต้อำนาจชนชั้นอรุณ แต่สุดท้ายที่นายพลทำรัฐประหารเพราะเห็นว่า ปวารตีทำเพื่ออรุณไม่ใช่เพื่ออมันตสถาน ถ้าทำได้ถึงขนาดนี้ ลึก ๆ คือกลัวการโค่นล้มอำนาจ เพราะประชาชนเริ่มรับรู้แล้วว่าถ้าเขาพลาดนายพลสามารถใช้ช่องนี้ล้มอำนาจได้ อำนาจที่มาจากแก่นความคิดที่ว่า ตัววรรณะอรุณได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่วรรณะวายุที่เป็นกองทัพไม่ได้ เพราะฉะนั้นทำยังไงที่อำนาจของวายุจะอยู่ในจุดที่สูงสุด เลยทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นและคิดว่าจะไม่เกิดขึ้น คือการล้มอำนาจของผู้ที่อยู่สูงที่สุด (ศักดินา)

ศักดินามีอำนาจในการควบคุมฝูงชนมากกว่าทหาร แต่ทหารมีอำนาจของกองกำลัง และอาวุธ มี Man Power เยอะที่สุดในชนชั้นที่รองลงมาจากศักดินา เพราะฉะนั้นถ้าศักดินาล่มยังไงทหารก็จะต้องขึ้นมายึดอำนาจต่อไป มักจะเกิดเหตุการณ์ทหารล้มพลเรือนชนชั้นสูงด้วยกันบ่อยเพื่อขึ้นมามีอำนาจเหนือ ตรงนี้เลยเป็นแก่นความคิดที่ว่าพอเกิดรัฐประหารขึ้น มันคือความยกาลำบากที่สุดแล้ว ที่ประชาชนต้องเผชิญ แล้วมัน drive ยังไงให้ประชาชนต้องสู้ต่อไป ผมมองว่ายังไงก็แพ้ ในละคอน คนมือเปล่ากับคนที่มีปืน ยังไงก็สู้ไม่ได้ ถ้าสู้ได้คงเกิดอภินิหาร หนักสุดคือต้องแย่งปืนจากนายพล แต่ตรงนี้มันไม่ต่างอะไรกับที่นายพลทำกับปวารตี นั่นคือการใช้อาวุธโค่นล้มอำนาจ ใช้ power ของความรุนแรง แล้วผลเสียที่ตามมาจะทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นผมถึงไม่ได้ออกแบบให้อนาวินต้องไปแย่งปืนเพื่อยิงนายพล มันจึงเป็นการต่อสู้ที่ต่างกันมาก ๆ 
 

 

 

ครูแพ็ทกับผมเคยคุยกันว่า ยังไงซะสุดท้ายมันต้องสู้ด้วยสันติวิธี ซึ่งต้องใช้วาจา กับหลักฐานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ พูดเพื่อให้สิ่งนั้นมันฝังเข้าไปสู่การรับรู้ของประชาชน ซึ่งเป็น Core Idea แรกให้ไปลิงก์กับ Inspiration ที่เรากำลังทำกันตั้งแต่แรกว่า ทุกวันนี้ทำไมทิศทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ กับพวกเราเองที่เปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัดมาก ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน เกิดจากคนพวกนี้ทั้งนั้นที่เขาค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ทำให้ตระหนักรู้ (ไม่ได้ใช้คำว่า ‘ ปลูกฝังด้วยซ้ำ ’) สุดท้ายแล้วเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร เรากำลังต้องเดินไปต่อเพื่อตามหาความหวัง เหมือนเนื้อหาของเพลง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ”  … ‘ ในวันที่เรามองไม่เห็นประกายของท้องฟ้าสีฟ้า มืดมัว แต่เราขาวต้องก้าวต่อไปเพื่อมองหาแสงลิบ ๆ นั้น แล้วให้แสงนั้นจุดประกายสิ่งที่อยู่ในมือเรา ไม้ขีดก้านเล็ก ๆ ค่อย ๆ จุดไฟ จุดให้ควันเขม่าขึ้น สุดท้ายแล้วไฟนั้นจะปลุกลุกโชนทั้งแผ่นดิน ให้เกิดฝุ่นธุลีเถ้าถ่านลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า  แล้วเมฆขาวยาวเงินจะปรากฏ ’ …

 

เพลง “ สุดเส้นเมฆขาวยาวเงิน ”  

ถึงคราดวงตามืดดํา มองฟ้าสีคราม ไม่มี…(แสงไฟ)

ยํ้าเตือนชีวีให้พลี สุดใจ เพื่อไป ให้ถึง…(จุดหมาย)

ความมืดมิด...ต้องมีวันจางหาย หากไฟกําลังลุกโชนประกาย

จุดความหวังที่เคยมลาย ดับสลาย ลงสู่พื้นดิน (และ เป็น ธุลี)

(ปกคลุม ทั่วฟ้า และท้องนที)

(ดนตรี)

สุดเส้นเมฆขาว (ยาวเงิน)

มีไฟพร่างพราว (โดดเด่น) ดังเช่นดวงดาว (สว่าง)

ส่องทางให้เรา ก้าวไป

หากวันที่ไร้ซึ่งแสงธรรม

จงยืนเด่นคํ้าเย้ยฟ้าดิน 

ประกายความหวังที่สูญสิ้น

ให้รินคืนแรง ปลุก…ไฟ

จะมองที่ฟ้าแสนไกล

และ คืนความหวังครั้งใหม่

ปลุกโชนแม้ต้องพ่ายไป

เราจะไม่ยอม…อีกแล้ว

พวกท่านจงเฝ้ามองดู ผู้คนที่สู้ไม่ไหวหวั่น

ท้าทายพายุที่ขวางกั้น

วันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แม้สุดท้ายต้องพลันมลาย…ก็จงกลายเป็นดั่ง แสงทอง เรืองรอง 

ตลอดจน ชั่วกาล…อมันตสถาน

 

 

ละครเรื่องนี้มีชองที่เป็นโศกนาฏกรรม (Modern Tragedy) สุดท้ายอนาวินตายก็จริง แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ตายแบบมืดบอดสนิท คนดูมักมาถามผมว่า ‘ จะมีภาคต่อหรือเปล่า ธุลีแพ้เหรอ? ’  แสดงว่าคนดูเห็นทิศทางว่ามันยังสู้ได้อีก หรือคิดว่า ‘ ยังไม่จบนะ ’ แสดงว่าในหัวเขาประเมินผลว่ามันเรืองรองมากแล้ว ผมอยากให้มอง moment ก่อนนาวินจะตายว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง  คือเกิดรัฐประหาร ฝั่งที่ชนะคืออำนาจเผด็จการทหาร อนาวินลุกขึ้นมาพูดมาร้องเพลงต่อสู้  ‘ วันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ’ แล้วโดนยิง หมู่มวลก็ take action ไปกับอนาวินคือรู้สึกเสียใจ ตอนสุดท้ายเขาลุกขึ้นมามองไปที่ขอบฟ้าแล้วร้องเพลงต่อไปจนจบ นั่นแปลว่าการสูญเสียอนาวินที่เป็นผู้นำหลัก มันคือการสูญเสียที่จะสร้างผู้ต่อสู้ขึ้นมาในอนาคตได้แน่ ๆ

ผมเทียบกับการที่เราสูญเสียผู้นำอุดมการณ์ไปแล้วถึงสองครั้ง ในพรรคอนาคตใหม่ที่เป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ พรรคก้าวไกล ที่เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะฝ่ายอำนาจทำให้พิธากับธนาธรไม่มีสิทธิ์สู้ตรงนี้ (ตัดสิทธิ์ทางการเมือง) ครูแพ็ทเคยเล่าว่าถ้าอนาวินตาย มันจะเกิดอนาวินคนที่สอง สาม สี่ ห้า ฯลฯ ขึ้นมาในสักวันหนึ่ง ทุกคนไม่ได้อยากเป็นอนาวิน แต่อยากสานต่ออุดมการณ์ของอนาวิน เลยทำตรงนั้นเป็นภาพสะท้อนว่า เราไม่ได้ชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ เราอาจแพ้บ้าง แต่การแพ้มันได้สร้างอะไรให้กับคนที่รับรู้ถึงการแพ้นี้อย่างไรบ้าง ”

 

 

สถานหนึ่งจักเป็นเพียงแค่สถาน 
หากไร้ซึ่งธรรมาภิบาลแก่ประชา 
นคราแห่งนี้ไซร้จะไร้ค่า 
หากประชาไร้ “ ความหวัง ” นำชีวี

                                           อมันตสถาน

 

การต่อสู้ของขั้วอำนาจ คือคำถามและคำตอบของมนุษยชาติ 
ที่มีต่อสภาพการณ์ของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

ขอบพระคุณภาพและข้อมูลข่าว โดย TU.Theatre


เชิงอรรถ

[1] ประวัติความเป็นมาสาขาวิชาการละคอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ https://theatre.fineart.tu.ac.th/เกี่ยวกับสาขา/ประวัติสาขาวิชาการละคอน