ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แนวคิด-ปรัชญา

ทำไมรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจถึงแก้ไขยาก

14
พฤษภาคม
2569

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ผมอยากให้อาจารย์ปริญญาฉายภาพความร่วมสมัย ทั้งเรื่องประชามติที่เราเพิ่งทำเสร็จกันไป กับอีกส่วนหนึ่งเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่อาจารย์ธงทองเล่าให้ฟัง

 

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ประเดี๋ยวต่อจากอาจารย์

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ได้เลยครับ

 

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ ว่าเรื่องการเลือกตั้งมันต้องเที่ยงธรรม แต่ว่าพอมหาดไทยจัดเลือกตั้งมันก็ยากที่จะได้ เพราะว่าใครเป็นรัฐบาลรักษาการก็ชอบจะโยกย้ายผู้ว่า นายอำเภอในช่วงนั้น เพื่อความได้เปรียบในพื้นที่ ใครดูแล ป.ป.ป. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ) ก็ยากที่ ป.ป.ป.จะไปตรวจสอบรัฐบาล เพราะว่า ป.ป.ป.ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นของทางฝั่งรัฐบาลเสียงข้างมาก 6 คนจาก 9 ก็เป็นที่มานะครับ แต่ว่าเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นก็คือว่าระบบรัฐสภามันมีจุดอ่อน ก็ต้องเข้าใจว่าระบบของเราในการเลือกผู้บริหารระดับประเทศ ไม่ได้ท้องถิ่นนะ ท้องถิ่นเราเปลี่ยนไปแล้วเลือกตั้งโดยตรง ผู้ว่า กทม.ก็โดยตรง นายกเทศมนตรี นายก อบจ. โดยตรงหมดแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีเรายังให้ สส.เลือก เราเลือกนายกผ่าน สส.

สส.และพรรคการเมืองเขาก็ประกาศว่า ถ้าเราเลือกเขาแล้ว เขาจะเลือกใครเป็นนายก ตรงนี้ก็นำมาสู่สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของระบบสภา ดังนั้นนายกจึงมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทน และการตรวจสอบถ่วงดุลมันก็เป็นแค่เรื่องของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ยกมืออย่างไรก็แพ้ นี่คือจุดอ่อน ถ้างั้นเราก็ปฏิรูปการเมืองกัน แล้วก็นำมาสู่ความคิดที่ว่าถ้างั้นในเมื่อฝ่ายค้านยกมือแพ้อยู่ดี เราก็ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาซะเลย ประกอบกับถ้างั้น ป.ป.ป. ก็มาเป็น ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) การเลือกตั้ง กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ตรวจเงินแผ่นดินก็เป็น สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ขึ้นมา มีศาลปกครอง มีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา นี่คือแนวคิดที่เราเชื่อว่าถ้าการเมืองมันถูกตรวจสอบได้ การเมืองก็จะดีขึ้นเองนะครับ

คำถามคือว่าแล้วใครจะเลือกองค์กรอิสระ ถ้ากล่าวอย่างรวบรัดในคณะผู้ร่าง ความจริง (รัฐธรรมนูญ)  2540 ไม่ได้ไม่ถึงกับเป็นปัญหา เพราะว่าไอเดียทีแรกเนี่ยคือ เราจะเอาไงดี สุดท้ายพอเลือกตั้งโดยตรง และก็ไปดูหมด ไปดูของอเมริกา อเมริกาเขามีวุฒิสภา (senate) ที่ให้ความเห็นชอบ หรือว่าพูดว่าเลือกก็ได้ คือซูพรีมคอร์ต (supreme court) ก็เป็นทั้งศาลฎีกา ทั้งศาลปกครอง ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Election Commission) ก็มาจากวุฒิสภา ดังนั้นเราเอางี้ละกัน เราก็ให้ สว.เลือกตั้งโดยตรง แล้วก็มาเลือกศาลรัฐธรรมนูญ เลือก กกต. ป.ป.ช. สตง. รวมถึงคนที่ไม่ได้พูดถึง เราขาดไปอันหนึ่ง คือ ประธานศาลปกครองสูงสุด ที่เราพูดถึงกันน้อยมาก ความจริงก็มาจาก สว. งั้นคอนเซปต์ตอนเริ่มต้นมันก็ยังมีความยึดโยงกับประชาชน ส่วนเลือกตั้งแล้วมันมีปัญหาอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่ต้องไปแก้กันเมื่อเลือกมาทางนี้

 

 

ตัดมาสู่ฉบับ 2560 ก็ใช้โครงสร้างแบบนี้ของปี 40 ทุกอย่าง แต่ สว.มาจาก คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เป็นคนเลือก ดังนั้น คสช.จึงเป็นคนเลือกองค์กรอิสระ แล้วก็ฝ่ายตุลาการเรามี 3 ศาล ไม่ต้องนับศาลทหาร ศาลปกครองสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีแต่ศาลฎีกาเท่านั้นที่ คสช.เอื้อมมือไปโดยตรงไม่ถึง นี่ผมพูดคือนับแต่ปี 2562 ที่ สว.ชุดแรก แต่ 5 ปีก่อนนั้นใครเลือกองค์กรอิสระ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) สนช.นี่ใครเลือก พลเอกประยุทธ์ครับ สรุปคือ 10 ปีเต็มที่การเลือกองค์กร “อิสระ” ทำโดย คสช. พอ สว.ชุดต่อมาคือมาจากการเลือกกันเอง

ฝ่ายวิชาการเราเตือนแล้วเตือนอีกว่ายังอยู่ในวิสัยที่ กกต.จะออกระเบียบมาป้องกันได้ ถ้าหากกลุ่มการเมืองใดหรือพรรคการเมืองส่งผู้สมัครได้กว้างขวางมากพอใน 936 อำเภอ ถ้าวางแผนเลือกกันเองดีพอเขาจะพากันเข้ามาเป็น สว.ได้มาก และจะเข้าไปยุ่งกับเรื่ององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ จนระบบมันจะรวนแน่นอน ก็เตือนแล้วว่าวิธีการป้องกันเนี่ยไม่ให้ฮั้วกัน ไม่ให้มีปัญหามันมีอยู่ แต่ กกต.ก็ดูจะเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ อันนี้พูดแบบเบา ๆ แล้วก็เกิดสิ่งที่ยิ่งกว่าเราหวั่นเกรงด้วยซ้ำไป การเข้ามาแบบที่เราเห็นสภาพปัญหานำมาซึ่งองค์กรอิสระ ที่ความจริงเรื่องนี้มันคือการเปลี่ยนจาก คสช.เลือก 10 ปีเต็ม มาเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง

การตรวจสอบถ่วงดุลตามความตั้งใจปี 2540 ว่าสภาตรวจสอบไม่ได้เพราะฝ่ายค้านยกมือก็แพ้

ถึงต้องมีองค์กรอิสระพวกนี้มาตรวจสอบแทน มันก็กลายเป็นไม่สำเร็จ ทำให้เกิดปัญหามากยิ่งกว่าเดิม ทีนี้ผมเรียนเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมโยงกับหัวข้อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมาวิเคราะห์วิจารณ์ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ทีละองค์กร เดี๋ยวว่ากัน แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นในปี 2534 ต้องเข้าใจว่า สว.ของปี 2534 เมื่อเทียบกับ สว.ปัจจุบัน อำนาจต้องใช้คำว่ากิ๊กก๊อกไปเลย เพราะทีแรก สว.ของปี 2534 เขาจะให้เลือกนายกฯ ด้วย แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่ยอม พวกเราที่เป็นนักศึกษาอยู่ไม่ยอม

 

ธนกร วงษ์ปัญญา

ก็คือรุ่นของอาจารย์นั่นเอง

 

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ครับ อาจารย์อนุสรณ์ (อนุสรณ์ ธรรมใจ) ก็อยู่ด้วยกันตอนนั้น เขาอยู่จุฬาฯ ผมอยู่ธรรมศาสตร์ ก็ไม่ยอม ทีนี้คนประท้วงชักมากเข้า ตอนนั้นก็เลยถอยเอาเรื่องของ สว.เลือกนายกออกไป เพราะว่าคนเลือก สว.คือ คสช. แต่ยังเหลือไว้อันหนึ่งคือ สว.ลงมติไม่ไว้วางใจได้ อาจารย์โคทม (โคทม อารียา) ทะลุปรุโปร่งหมด เพราะเป็นประธาน ครป. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย) ศึกษารัฐธรรมนูญ 2534 อย่างปรุโปร่ง ตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มี กกต. ป.ป.ช. ไม่มีสักอย่างหนึ่ง งั้น สว.ของเขาก็ได้แค่ลงมติไม่ไว้วางใจ เลือกนายกฯ ก็ไม่ได้แล้ว คนที่เป็นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ 2534 ซึ่งเป็นเครื่องมือให้พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้สืบทอดอำนาจได้ ชื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ งั้นเกิดอะไรขึ้น หลังเหตุการณ์วันที่ 23 พฤษภาคม สุจินดาลาออก พอ 25 พฤษภาคม เราก็ไปสภา พี่อ๋อยก็ทราบดีก็อยู่บนเวทีเป็นนักปราศรัยมือหนึ่งนะ อาจารย์จาตุรนต์ (จาตุรนต์ ฉายแสง) อยู่ด้วยกันเป็นเวทีซะเป็นส่วนใหญ่ 34 ปีแล้ว ปีหน้าครบ 35 ปี

พอลาออกไป 2 วัน เราก็ผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญ เรื่องไหนที่แก้รู้ไหม สว.ที่ยังมีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล เขาย่อมควบคุมรัฐบาลได้ ต้องแก้ คือแก้ทันทีหลังเหตุการณ์ที่หน้าสภาพอปี 2538 คุณจาตุรนต์คงจำได้ มีการแก้ไขทั้งฉบับ แก้ไขตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไปยกเลิกหมด ให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้ ตอนปี 38 นี้แก้ปรับมาแล้ว ปี 2539 แก้อีกครั้งหนึ่ง อันนี้ร่างใหม่ก็กลายเป็นฉบับ 2540 พอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้บริการอาจารย์มีชัย (มีชัย ฤชุพันธุ์) แรกก็เชิญอาจารย์บวรศักดิ์ (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ร่างให้ แล้วปรากฏว่าไม่ผ่านอย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์เองก็ประหลาดใจ แล้วให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่าทำไมไม่ผ่าน จำได้ไหม เพราะเขาอยากอยู่ยาว อาจารย์บวรศักดิ์ไม่ได้พูดถึงนะว่าร่างไม่ถูกใจด้วยหรือเปล่านะ เพราะว่าสืบทอดอำนาจไม่ค่อยได้ แต่ที่แน่คืออาจารย์บวรศักดิ์พูดว่าเขาอยากดูยาวก็เลยกดปุ่มให้ตกไป รอบ 2 ก็เอาอาจารย์มีชัยร่าง

สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ถ้าท่านเป็นอาจารย์มีชัย ท่านจะทำอย่างไรร่างใหม่ รอบที่แล้วมันแก้จนกระทั่งร่างใหม่เลย รอบนี้ต้องหาทางป้องกันให้มันแก้ยากนะครับ ดังนั้นเขาก็เลยใส่ สว. 1 ใน 3 เข้าไป ถ้าแก้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้มี สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) เมื่อไหร่ต้องทำประชามติก่อน แก้เรื่องอำนาจศาลรัฐธรรมนูญอุปสรรคต้องประชามติก่อน คือใส่กลไกให้มันยากเข้าไว้ ยังมีกลไกฝ่ายค้านอีกที่ต้องเห็นชอบด้วย คือล็อกมันทุกทาง แล้วก็ได้ผล ตั้งแต่ประกาศใช้วันที่ 6 เมษายน 2560 จนปัจจุบัน 9 ปีเข้าไปแล้ว เพิ่งแก้ได้เรื่องเดียว เสนอไป 26 ครั้ง แล้วมี 13 ครั้ง ที่เสียง สส. สว. เกินครึ่งเข้าไปแล้ว คือแก้ได้แล้ว แต่แก้ไม่ได้เพราะว่า สว. 1 ใน 3 ไม่เคยได้เลย ได้คราวเดียวคือบัตรเลือกตั้งจาก 1 ใบก็แยกเป็น สส. เขตใบหนึ่ง สส. ปาร์ตีลิสต์อีกใบหนึ่งเหมือนเดิม

 

 

แค่เรื่องเดียว คือผมเปรียบเทียบว่าจริง ๆ แล้วเราทำแบบหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 35 คือพาบ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้พากลับไปไม่ได้ เพราะอาจารย์มีชัยเค้าล็อกไว้หมด กล่าวโดยสรุปมาถึงปัจจุบัน นอกจากว่าต้องทำประชามตินะครับ จะมี สสร.หรือการรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ร่างเสร็จก็ทำประชามติอีกทีแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้แถมให้อีกครั้งหนึ่งว่า ก่อนจะเริ่มต้นทุกอย่างก็ไปถามประชาชนเสียก่อน ซึ่งอันที่หนึ่งก็เรียบร้อยไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งที่สำคัญมากก็คือ กกต. ประกาศว่ามีคะแนนเห็นชอบ 58% ซึ่งวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ตอนประชาติรับรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ซึ่งเป็นฉบับที่จะถูกมาแทนที่ ประชามติเห็นชอบคือ 61% ความหมายคือความเห็นชอบครั้งนี้เปอร์เซ็นมันน้อยกว่าตั้ง 3% ความชอบธรรมก็น้อยกว่าใช่ไหม ไม่ใช่ครับ เพราะตอน 61% เปรียบเทียบเห็นชอบกับไม่เห็นชอบ 61% เห็นชอบ ไม่เห็นชอบคือ 38%  คราวนี้ทำไม 58% รู้ไหมครับ เพราะ กกต.ใส่บัตรเสียเข้าไปในการนับเปอร์เซ็นต์งดออกเสียงเข้าไปด้วย เหลือ 58% ประหลาดมาก ใส่บัตรเสียเข้าไปในการนับเปอร์เซ็นต์ มันมีแต่ต้องหักออกไปก่อน ถ้าเราทำเหมือนวันที่ 7 สิงหาคม 2559 เอาเฉพาะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ มาเทียบกัน คะแนนเห็นชอบคือ 65% ครับ 65% มากกว่าการเห็นชอบของฉบับ 2560 ที่เราจะเลิกไปเนี่ยถึง 4% ไม่ใช่น้อยกว่า

คำถามคือ “กกต.ต้องการอะไร” ก็ตอบคำถามอยู่ในตัวว่าเรามี กกต.แบบนี้ จากระบบแบบนี้ คนก็ตั้งข้อสังเกตว่า กกต.เขาคงไม่อยากให้ยกเลิกฉบับนี้กระมัง เพราะฉบับนี้ไม่ทำตามกฎหมายนะครับก็ไม่เกิดอะไรขึ้น นี่ผมพูดแรง ๆ “ไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่เกิดอะไรขึ้น” เอาง่าย ๆ เรื่องของ สว.ประกาศก่อน สอยทีหลัง นี่มันจะ 2 ปีแล้วถึงวันที่ 10 กรกฎาคม คืออีก 2 เดือนก็ 2 ปีแล้ว ยังไม่มีการทำอะไรในส่วนของ สส.ก็ปัญหาก็อาจจะอิหรอบเดียวกัน เพราะถ้า กกต.ไม่ส่งศาลฎีกา ก็ไม่มีใครฟ้องศาลฎีกาได้ นี่คือปัญหาของระบบของเราเป็นกระจุกอยู่ และตรวจสอบองค์กรอิสระไม่ได้

มาตรา 127 ของ พ.ร.ป. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) เลือกตั้ง สส. เขียนชัดเจน เมื่อ กกต.ตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้น มีเหตุอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมก็ให้ประกาศรับรอง สส.ได้ เขาเขียนว่าตรวจสอบเบื้องต้นมีหลักฐานที่ชื่อว่าสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ขอโทษครับ มีเรื่องบาร์โคด มีปัญหาเรื่องหีบบัตรเลือกตั้ง เรื่องเคเบิลไทร์ เรื่องคะแนนที่นับอย่างประหลาด ความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นมากมาย เขาตรวจสอบอย่างไรถึงประกาศออกมา

คือผมเปรียบเทียบนิดเดียว เดี๋ยวจะหาว่าต่อว่า กกต.แรงเกินไป ตอนปี 2566 กกต.ใช้เวลา 37 วันประกาศผล ความจริงต้องตรวจสอบนานขึ้นใช่ไหมครับ เพราะมีเวลา 60 วัน แต่ กกต.กลับใช้เวลาแค่ 17 วัน อาจจะอยากทำลายสถิติ ไม่ต้องพูดถึงว่ารายงานผลทางเว็บไซต์มีความผิดปกติมากมายเพียงใดเมื่อเทียบกับผลคะแนนจริง และผลคะแนนจริงที่ว่าประกาศครบทุกเขตคะแนน จริง ๆ ยังไม่ครบหลายเขตหลายหน่วยคะแนนไม่ครบ ผมไปตามดูทำไม่ได้ แล้วรวมคะแนนจะตรวจสอบก็ยากเต็มทีเพราะมันเป็น PDF เป็นลายมือ เป็นระบบที่ก็ไม่รู้จะตรวจสอบอย่างไร เลยฉายภาพให้เห็น นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่อง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และอื่น ๆ แต่ทั้งหมดมันคือสิ่งที่เกิดจาก

โดยสรุปเลย รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี่คือฉบับ “2534 พลัส” คือเอา สว.และองค์กรอิสระของปี 2540 มา แต่ให้ผู้ยึดอำนาจเป็นคนเลือก แล้วพอผู้ยึดอำนาจหมดอำนาจไป ก็คนที่มาต่อก็ได้เลือกต่อ ผมเรียนว่าระบอบประชาธิปไตย เราจะเลือกพรรคไหนไม่ใช่ปัญหา เป็นเรื่องธรรมดาที่เราเห็นต่างกันได้ เราทุกคนมีสิทธิ์จะเลือก เลือกว่าที่นายกคนไหนเลือก สส. เขต สส. ปาร์ตีลิสต์คนใดเป็นเสรีภาพโดยบริบูรณ์ ไม่มีใครมาบังคับท่านได้ เราขอเพียงให้การเลือกตั้งมันถูกนับคะแนนอย่างเที่ยงธรรม เพราะรัฐบาลเราตั้งขึ้นมาจากหีบบัตรเลือกตั้ง

เมื่อถึงตอนใช้อำนาจไม่ถูกต้องหน่วยงานตรวจสอบ คือ ป.ป.ช.ก็ต้องเที่ยงธรรม เมื่อถึงตอนมีปัญหาเรื่องกติกา กรรมการที่ตีความกติกา คือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตีความอย่างเที่ยงธรรม ปัญหาคือว่าบรรดาองค์กรที่ตรวจสอบและกรรมการทั้งหลาย เราไม่มั่นใจเรื่องความเที่ยงธรรมเพราะมีปัญหาเรื่องที่มาแบบนี้ โดยสรุปเลยล็อก ชั้นที่ 1 ก็ได้ไขเปิดเรียบร้อยแล้ว เพราะประชามติครั้งแรกได้ผ่านและคะแนน 65% มากกว่าตอนเห็นชอบฉบับ 2560 ถึง 4% เพราะฉะนั้นโอกาสในการที่เราจะปฏิรูปให้เรากลับสู่ระบอบประชาธิปไตย เราเห็นต่างกันได้เลือกพรรคการเมืองเราได้ เราขอกรรมการที่มันเที่ยงธรรม โอกาสนั้นได้มาถึงแล้ว

 

 

ผมขออนุญาตขยายความเรื่องอิสระกับเรื่องอำเภอใจไม่โปร่งใส คือจะพูดถึงปัญหาให้ชัดเจนเพื่อจะมาหาทางแก้ในเวลา 5 นาที คือคำว่าอิสระ ความหมายที่อธิบายกันคือ อย่าง ป.ป.ช.อิสระจากรัฐบาล ไม่เหมือน ป.ป.ป. กกต. อิสระจากกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล คืออิสระจากฝ่ายบริหาร ไม่ใช่อิสระจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายและประชาชน ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ Independent Bodies (องค์กรอิสระ) ผมเรียนนิดเดียวว่าหลักการของการควบคุมอำนาจ คืออำนาจมันต้องถูกควบคุมได้ อำนาจรวมอยู่ที่ใครมันตรวจสอบไม่ได้มันก็พัง เพราะต่อให้เป็นคนดีก็จะเสื่อม เมื่อประโยชน์ส่วนตนประโยชน์ส่วนรวมอยู่นานเข้าไป มันก็จะเสื่อมโดนลากพาไปทางเสีย แล้วพออำนาจเป็นที่ตรวจสอบไม่ได้ มันจะลากเอาคนไม่ดีเข้ามามากขึ้น ดังนั้นหลักการที่เราค้นพบกันมานานแล้วตั้ง 400 ปีแล้ว คือมันต้องแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติ คือตรากฎหมาย ฝ่ายบริหาร คือคุณมีอำนาจภายใต้กฎหมาย และระบอบประชาธิปไตยกฎหมายก็มาจากประชาชน ส่วนฝ่ายตุลาการจะเป็นคนควบคุมฝ่ายบริหารให้ตกอยู่ใต้กฎหมายที่มาจากประชาชน อันนี้คือระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นองค์กรทุกองค์กรต้องอยู่ใต้กฎหมายและถูกควบคุมได้

แต่เรามีศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะเขาจะตีความอย่างไรก็เป็นที่สุดหมด นี่คือปัญหา เรามีศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ และมีองค์กรอิสระที่ก็อยู่เหนือรัฐธรรมนูญด้วย เอาง่าย ๆ อย่างเช่นการเลือกตั้งเสร็จ หลักการนับคะแนนต้องเป็นไปโดยเปิดเผย เขียนชัดเจน พ.ร.ป.เลือกตั้ง การนับคะแนนให้เป็นไปโดยนับคะแนนโดยเปิดเผย ผมถามว่าเปิดเผยอย่างไร หลายหน่วยก็ปรากฏว่าไม่ได้มีความเปิดเผยดังที่ได้ว่าไปนะ เรื่องของเคเบิลไทร์ หรือการหีบบัตรเลือกตั้ง กกต. ออกระเบียบว่าตกเย็นวันนั้นตอนเอาหีบบัตรเลือกตั้งแต่ละหน่วยเอาไปเก็บไว้ที่เขต 400 เขต เขามีระเบียบยุบรวม 4 หีบ เหลือหีบเดียว แบบไม่เปิดเผย แต่ระเบียบของ กกต.อย่างนี้ถามว่าทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้ คือกลายเป็นอำเภอใจกันไปหมดตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญลงมา

ทีนี้ขยายความอีกข้อที่ว่าอำนาจมากขึ้น เพราะว่าอาจารย์มีชัยให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเรื่องหนึ่ง ก็คือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งแต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี ตอนนี้ก็ไปถึงศาลฎีกาด้วยเพราะมีเรื่องจริยธรรมเข้ามา ต่อมาคือเรื่องจริยธรรม ปกติแล้วคนที่จะต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย ว่าคุณละเมิดกฎหมาย กฎหมายคือเราต้องรู้ใช่ไหม ว่าอะไรห้าม แล้วดันไปฝ่าฝืน ต้องมีความผิด ตรงนี้ก็จะมีองค์กรในการคุมให้ผู้ใช้อำนาจต้องอยู่ใต้กฎหมาย แต่ว่าอาจารย์มีชัยก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม มาตรฐานจริยธรรมขึ้นมา มาตรา 219 เขาเขียนว่าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระร่วมกันจัดทำมาตรฐานจริยธรรมเพื่อมาใช้กับองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ แล้ววรรค 2 ก็บอกว่าแล้วก็ให้ใช้กับ ครม.ด้วย สส.ด้วย

ผมถามว่าตั้งแต่ประกาศมาในปี 2561 เคยใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระสักคนไหมครับ ไม่เคย ใช้แต่นายกฯ ยุบพรรค แล้วก็ สส. ง่าย ๆ คืออาจารย์มีชัยได้มอบให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งมาจากระบบไหนในช่วงในช่วงปี 2561 ก็คือมาจาก สนช.ซึ่งมาจากคนยึดอำนาจ กำหนดมาตรฐานจริยธรรมในการควบคุมฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

ทีนี้จริยธรรมมันเป็นถ้อยคำที่นำมาทำกว้างขวาง คือตอนทำไม่คิดว่าผิดเลย พอทำไปแล้วศาลก็บอกผิดได้ มันจึงเท่ากับเอามาใช้เหมือนกับย้อนหลังได้ ซึ่งเรื่องนี้ร้ายแรง คือเราต้องรู้ว่าอะไรห้ามทำแล้วไปละเมิด แต่ว่าเป็นเรื่องที่ตอนทำเราเห็นว่าเราไม่ละเมิด แต่ศาลบอกละเมิด ฉันตีความเมื่อเธอละเมิด ก็เลยกลายเป็นอำเภอ แล้วก็อยู่เหนือกฎหมายขึ้นไปอีกในองค์กรที่เรียกว่าอิสระ ทีนี้มาถึงทางแก้ เราจะแก้อย่างไรนะครับ

ผมคิดว่าเรื่องที่หนึ่งเลย ต้องทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์อิสระจะอยู่ใต้กฎหมายนะครับ ถ้าต้องพูดภาษาอังกฤษหน่อย ก็ต้องมี Accountability (ความรับผิดชอบ) ต่อกฏหมายแล้วก็ต่อประชาชน ซึ่งตรงนี้ไม่มี ในแง่ของที่มาก็ต้องทำให้มาจากประชาชน ยึดโยงกับประชาชน ในตอนจะไปประชาชนก็ต้องสามารถไปจัดการได้ ถ้าคุณถ้าคุณทำตัวที่ขัดต่อกฎหมายขัดต่ออำนาจหน้าที่ที่คุณจะเป็น ซึ่งอาจารย์มีชัยก็จัดการให้ไม่มีสักอย่างเลย ผมคิดว่าถ้าดูโมเดลของหลายประเทศ เอาในภาพรวมของศาลรัฐธรรมนูญด้วย องค์กรด้วย ทำไมถึงให้ สว.เท่านั้นเป็นคนเลือก เยอรมันมี 16 คนเขาให้สภาผู้แทนเลือก 8 คน อีก 8 คนให้สภาสูงเป็นคนเลือก ทำไมของเราถึงให้แค่ สว. ทำไมไม่ให้ สส. เลือก ผมว่าเรื่องนี้ ถ้าแบบอันที่หนึ่ง คือ สส. ยึดโยงกับประชาชน คนก็บอกว่า อันนี้สำคัญนะครับ ก็สส. เลือกมาก็เลือกพวกตัวเองสิ จะไปคุมรัฐบาลได้อย่างไร ผมเรียนว่าหลักของเยอรมัน ถือว่าให้นักบอลที่จะแข่งบอล มาเลือกตัวกรรมการ แน่นอนว่าจะได้คนที่เป็นกลาง นึกออกไหมครับ วิธีการคือถ้ารัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าคนนี้เป็นกรรมการที่เที่ยงธรรม มันก็หลักเดียวกันกับโจทก์จำเลยเลือกลูกขุน ก็ย่อมได้คนที่เป็นกลาง

ของเราบอก สว.ห้ามสังกัดพรรคเพื่อให้เลือกคนที่เป็นกลาง ผลลัพธ์ก็เกิดขึ้นคือได้คนซึ่งไม่เป็นกลางมามีอำนาจ ดังนั้นในส่วนของ สว. ความจริงมีประเด็นให้พูดกันเยอะ แล้วผมก็เสริมอาจารย์ธงทอง รัฐธรรมนูญ 2489 หลายคนไม่ทราบ จริง ๆ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ท่านแก้ไขฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ใช้คำนี้นะครับ พอแก้เสร็จประกาศใช้เป็นฉบับ 2489 ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแก้ไข แล้วเจตนารมณ์หลักคือเพื่อต้องการยกเลิก สส. แต่งตั้ง ให้เลิกไปซะ แล้วก็กลายเป็น สว. ที่อำนาจไม่มาก แล้วก็เป็นเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งก็จบไปด้วยรัฐประหาร 2490 แล้วก็ได้ สว.แต่งตั้งแท้ ๆ ขึ้นมาแทน นี่กล่าวโดยสั้นที่สุด สว.ของปี 2490 นะครับ มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารนะ แล้วก็กลายเป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหารที่จะสืบทอดอำนาจเสมอมา

ดังนั้นเราต้องมาแก้เรื่อง สว.ด้วย ถ้าหากว่าจะมี สว.ต่อไป แล้วไม่อยากเลือกตั้งโดยตรงก็ให้เลิกไม่ต้องมาเลือกอะไรพวกนี้ อำนาจต้องน้อย ถ้าอยากให้มีอำนาจพวกนี้ต้องเลือกตั้งโดยตรง ส่วนจะออกแบบระบบอย่างไรให้มันแตกต่างกัน ญี่ปุ่นก็มีโมเดลญี่ปุ่นอยู่ ญี่ปุ่นก็มี สว. เลือกตั้งโดยตรง เป็นรัฐเดี่ยวเหมือนเรา สว.เป็นอย่างนี้ไม่ได้นะครับ

มาถึงการแก้ไขในทางปฏิบัตินะครับ รัฐธรรมนูญ พรุ่งนี้ (12 พ.ค. 2569) ก็จะตกแล้ว เพราะจะครบเวลา 60 วัน นับแต่ผ่านสภาครั้งแรก เรื่องหนึ่งผมเข้าใจว่าคุณอนุทิน (อนุทิน ชาญวีรกูล) ต้องตอบคำถามหน่อยหนึ่งเพราะว่าผมเห็นคลิปที่คุณสรยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) สัมภาษณ์คุณอนุทินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ คุณอนุทินก็ตอบว่าประชาชนมีมติแบบนี้แล้ว เราไม่ทำได้อย่างไร ไม่ทำก็เสียสิ ผมจะทำแน่นอน อะไรประมาณนั้น ก็ต้องมีคำอธิบาย เพราะว่าเรื่องนี้ คลิปนี้จะต้องถูกเปิดหรือรีรันไปเรื่อย ๆ คุณสรยุทธก็คงจะต้องเป็นมีมเรื่อย ๆ ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องการเมืองอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีเวลาในการวิเคราะห์และอธิบาย ถ้า ครม.เขาจะไม่ยืนยันในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค. 2569) ก็ต้องมีกรอบเวลา จะบอกว่าเรื่องปากท้องมาทีหลังไม่ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต.ก็เลือกกัน ไม่เห็นรอ นึกออกไหม ผู้นำฝ่ายค้านไม่มี ก็เลือกแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของอำนาจที่ต้องการเห็นการตรวจสอบ ควบคุม และความโปร่งใสอยู่ใต้กฎหมาย แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีสิ่งพวกนี้เลย มันเลยเป็นเรื่องด่วน

 

 

ผมคิดว่าถ้าหากว่า ครม. ไม่ร้องขอรัฐสภาให้เอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในวาระ 2 มาพิจารณาต่อให้ไปต่อ ก็ต้องมีกรอบเวลาว่าแล้วภายในเท่าไหร่ จะเริ่มใหม่อย่างไร ไม่งั้น

ก็ต้องแบบที่อาจารย์สิริพรรณ (สิริพรรณ นกสวน สวัสดี) ว่า พรรคต่าง ๆ ที่มีเสียง 100 เสียงขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ก็มีแค่ 2 พรรค ตอนนั้นก็มี 2 เหมือนกัน เพราะภูมิใจไทยคราวที่แล้วไม่ถึง 100 ก็มีพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนที่มี 1 ใน 5 หรือประชาชน 50,000 ชื่อ ข้อนี้เดี๋ยวคงได้พูดกันต่อว่าอย่างไร แต่ผมอยากจะเรียนอีกประเด็นหนึ่งคือว่าเราอย่าไปทำแค่รัฐธรรมนูญ แล้วสุดท้ายก็อาจจะแป๊ก ไม่สำเร็จ หรืออะไรก็ไม่รู้ อันหนึ่งผมก็ต้องทำคู่ขนานไปนะครับ คือการไปแก้ พ.ร.ป. ไปแก้รอไว้เลย เพราะว่าถ้าหากร่างใหม่เสร็จเนี่ยไอ้ที่แก้รอไว้แล้วมันจะเอามาใช้ต่อได้

อันที่หนึ่ง ที่มาของ สว. สว. ที่มาจากการเลือกกันเองมันต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่วิธีการเลือก 20 กลุ่มอันซับซ้อน 6 รอบแบบนี้มันแก้ได้เลย อยู่ใน พ.ร.ป. ไปทำให้ สว. ฮั้วไม่ได้ โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น มันเป็นวิธีการออกแบบต่อให้เป็นเรื่องของการเลือกกันเอง

อันที่สอง วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญก็ขอต่อจากอาจารย์ธงทอง ท่านทราบไหมครับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลโดยวิธีพิจารณา ไม่อยู่ในหมวดศาลด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าว่ากันตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่อยู่ในหมวดศาล ไม่ใช่ศาลด้วยซ้ำไป แล้วข้อสำคัญคือว่าเขาใช้วิธีการโหวตเอา ถ้าเขาบอกว่าก็โหวตเอาก็ถูกต้องแล้ว 9 เสียง นี่ท่านฟังนะครับ เรื่องที่สำคัญมาก ๆ มีอีกมาตราหนึ่ง มาตรา 72 มันมีมาตรา 58 ก็บอกว่าถ้าพ.ร.ป. วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องไต่สวนก็ได้ และถ้าเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและศาลมีข้อเท็จจริงเพียงพอการวินิจฉัย คือฟังดูเพื่อให้เร็วแต่ข้อเสียคือศาลสามารถตัดได้ ผู้จะถูกร้องยุบพรรค ต้องพ้นตำแหน่ง สส. พ้นตำแหน่งนายกฯ เขาก็มีข้อต่อสู้ข้อกฎหมายไหน ศาลไม่อยากให้สู้ บอกนี่ข้อกฎหมาย มีข้อจริงอันไหนจะสู้ บอกศาลมีเพียงพอแล้วไม่ฟัง สุดท้ายก็โหวตกันโดยไม่ต้องใช้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ท่านฟังเข้าใจผมไหมครับ

ผมเป็นอาจารย์สอนนิติศาสตร์ ศาลต้องใช้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จะมีเฉพาะเรื่องที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาเท่านั้นที่ศาลจะตัดได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญเรา สมมุติว่าพูดถูกร้องอยู่พรรค ถูกร้องพ้นตำแหน่งนายกฯ พ้นตำแหน่ง สส. สู้ 7 ประเด็นอเป็นข้อกฎหมาย 4 ประเด็น ข้อเท็จจริง 3 ศาลให้สู้สัก 2-3 ข้อไหนสู้ยากอธิบายลำบาก ไม่ให้สู้ นี่ผมไม่ได้พูดเกินเลย เป็นอย่างนั้นจริง ๆ สุดท้ายแล้วโหวตเอาคืออะไร ท่านจะได้ 5 เสียง ท่านก็ชนะในเรื่องนั้น สุดท้ายก็กลายเป็นว่า 5 คนอาจจะเป็นฝ่ายไหน เพราะไม่ต้องใช้ข้อกฎหมายข้อเท็จจริง

ด้วยความเคารพครับ อาจารย์ต้น (วีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร) แก้แค่ 3 มาตราใน พ.ร.ป. คือผมบอกอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญก็เดินหน้าไป แต่ว่า พ.ร.ป. ใน 2-3 ฉบับเรื่องเลือกตั้ง พ.ร.ป. เลือกตั้งสส. ใส่เข้าไปสิครับ ขอความโปร่งใสกลับคืนมา การมีส่วนร่วมของประชาชนกลับคืนมาในการเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีแต่หมายเลขผู้สมัคร ไม่มีชื่อผู้สมัคร ไม่มีชื่อพรรค แล้วทั้ง 400 เขตหน้าตาเหมือนกันหมด ท่านจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ใช้บัตรข้ามเขต เลือกตั้งล่วงหน้าก่อน 1 สัปดาห์ก็ปรากฏเยอะแยะไปหมด เป็นร้อยเป็นพันที่จ่าหน้าผิดจ่าเขต แล้วหลายที่ส่งไปเขตที่ไม่มีอยู่จริง เช่น บางจังหวัดเขามีอยู่ 4 เขต ก็จ่าหน้าเป็นเขต 5 อย่างนี้เกิดขึ้นเต็มไปหมด แล้วข้างในเปิดมาก็ไม่รู้ไงว่ามันตรงเขตหรือเปล่า เพราะว่ามันเหมือนกันหมด มันเป็นบัตรเลือกตั้งที่มีแต่เบอร์ ไม่มีชื่อเขต ไม่มีชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรค ก็แก้ พ.ร.ป. เลย เพราะ กกต. บอกว่า ถ้าอยากได้ให้มีชื่อผู้สมัครชื่อพรรคก็ไปแก้กฎหมายสิ กกต. ก็พูดอย่างนี้นะครับ ผมไปเสนอมาหลายรอบก็บอกกฎหมายไม่ได้บังคับ อยากมีก็ไปแก้ ก็แก้สิครับ

ผมสรุปแบบนี้ว่า เมื่อกี้พูดเป็นแค่ประเด็นที่สำคัญ ผมบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ประชามติ 65% เอาเฉพาะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบเหมือนกับตอน 7 สิงหาคม 2559 65% ชนะตอนปี 59 ซึ่งฉบับปัจจุบัน ได้แค่ 61% ความชอบธรรมมันมีเต็มที่ จำนวนเสียงก็มากกว่าเยอะ ดังนั้นเดินหน้า แต่รัฐบาล ถ้าครม. ไม่เดินก็ต้องพรรคการเมืองหรือประชาชนต้องเดิน แต่ความผูกพันมันอยู่ที่ ครม. กับรัฐสภา เพราะรัฐสภาขอให้ครม. จัดแล้ว ครม. ก็เป็นคนจัด ดังนั้นปฏิเสธกันไม่ได้ มันต้องเดินหน้า ถ้าไม่เอาร่างที่ค้างอยู่ แล้วร่างใหม่จะเป็นอย่างไรก็ต้องเดินหน้า แล้วพร้อมกันนั้นผมเสนอว่าให้แก้ พ.ร.ป. 3 ฉบับ อาจจะ 4 ฉบับด้วย  หนึ่งก็คือ พ.ร.ป. วิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ สอง พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. แล้วก็สาม พ.ร.ป. เลือกตั้ง ไม่ต้องแก้เยอะ แก้แค่อย่างละไม่กี่มาตรา จะแก้ปัญหาที่พูดกันไปได้เกินครึ่ง ขอบคุณครับ